ตำรวจสอบสวนกลาง โดย บก.ป. จับแม่ข่าย Forex หลอกลงทุนมูลค่าเสียหายหลายล้านบาท

“ตำรวจสอบสวนกลาง โดย บก.ป. จับแม่ข่าย Forex หลอกลงทุนมูลค่าเสียหายหลายล้านบาท!!

​กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ภายใต้การอำนวยการสั่งการของพล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป., พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ รอง บก.ป, พ.ต.อ.เผด็จ งามละม่อม ผกก.1 บก.ป., พ.ต.ท. อลงกต คชแก้ว, พ.ต.ท.อัครพล มณีวรรณ, พ.ต.ท.ก่อเกียรติ วุฒิจำนง, พ.ต.ท.ธนศักดิ์ สว่างศรี และ พ.ต.ท.พลวุฒิ ผาตินุวัติ รอง ผกก.1 บก.ป.

​เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย ว่าที่พ.ต.ต.สุรศักดิ์ หญีตบึ้ง สว.กก.2 บก.ป.ปฏิบัติราชการ กก.1 บก.ป., ร.ต.อ.พศวัต ศรีสุขโข รอง สว.(สอบสวน) กก.1 บก.ป., ร.ต.ท. เสนาะ พลายมี, ร.ต.ต.เสรี ชูเมือง รอง สว.(ป.) กก.1 บก.ป., ด.ต.สิทธิศักดิ์ แสนยะบุตร, ส.ต.อ.ชาตรี มากมูล,ส.ต.อ.อนุชา ตาแปง, ส.ต.อ.วราวุฒิ ไชยกาล, ส.ต.อ.วีรพงษ์ ปิยะดา และ ส.ต.ท.บรรพต มณีอินทร์ ผบ.หมู่ กก.1 บก.ป.

ร่วมกันจับกุม นางสาวกิติยา (สงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1822/2564 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2564 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน”

​สถานที่จับกุม บริเวณหน้าร้านคอมพิวเตอร์ ตำบลนายม อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์

​พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเมื่อประมาณเดือนธันวาคม พ.ศ.2556 ช่วงเกิดเหตุ นางสาวกิติยา (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหา ได้แสดงตนกับกลุ่มผู้เสียหายว่าเป็นนักลงทุนในตลาดซื้อขายอัตราเงินระหว่างประเทศ (Forex) และได้ชักชวนกลุ่มผู้เสียหายให้ลงทุนโดยให้ผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 9-15.5 ต่อสัปดาห์ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินลงทุนร่วมด้วยและมีการชักชวนผู้ที่สนใจมาร่วมลงทุนเพิ่มเติมอีก รวมแล้ว 15 ราย รวมมูลค่าเป็นเงินหลายล้านบาท ต่อมาเมื่อถึงเวลารับผลประโยชน์ไม่มีการจ่ายเงินตามที่ตกลงไว้ เมื่อถูกทวงถามผู้ต้องหาได้บ่ายเบี่ยงแล้วหลบหนีไป

กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาได้ใช้วิธีการนำเงินจากผู้เสียหายหมุนเวียนจ่ายเป็นผลตอบแทนให้กับกลุ่มผู้เสียหายเอง พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับ

จนกระทั่งวันที่ 8 ก.พ.2565 เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ร่วมสืบสวนกับกองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบูรณ์ ทราบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีมาทำงานอยู่ที่ร้านคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่ง ในตำบลนายม อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าพนักงานตำรวจ ชุดจับกุมจึงได้วางแผนและเดินทางไปเฝ้ารอสังเกตการณ์ เมื่อถึงเวลาประมาณ 09.30 น.ได้พบนางสาวกิติยาฯ เดินอยู่บริเวณบริเวณหน้าร้านคอมพิวเตอร์ (สถานที่จับกุม) เมื่อพบตัวผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัว และเข้าทำการจับกุมตัว นำส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

​สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และยังไม่เคยถูกจับกุมตัวมาดำเนินคดีแต่อย่างใด โดยในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ

​เตือนภัย ตำรวจสอบสวนกลางขอเตือนภัยพี่น้องประชาชน ว่าการชักชวนให้ลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ หรือเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน หรือ FOREX โดยจะได้ผลตอบแทนที่สูงเกินจริง มักเป็นการหลอกลวง จึงขอให้ประชาชนระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อการชักชวนให้ลงทุนในลักษณะดังกล่าว


วช.– สวทช. ส่งมอบนวัตกรรม “MagikTuch” ปุ่มกดลิฟต์ไร้สัมผัส แบบ 2 in 1 ให้จังหวัดปทุมธานี นำไปใช้รับมือกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19

วช.– สวทช. ส่งมอบนวัตกรรม “MagikTuch” ปุ่มกดลิฟต์ไร้สัมผัส แบบ 2 in 1 ให้จังหวัดปทุมธานี นำไปใช้รับมือกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19

ช่วงเช้าวันที่ 9 ก.พ.65 : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำ “นวัตกรรม MagikTuch ปุ่มกดลิฟต์ไร้สัมผัส แบบ 2 in 1” ส่งมอบพร้อมติดตั้งภายในอาคารศาลากลางจังหวัดปทุมธานี โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สวทช. พร้อมด้วยนางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมกันมอบฯ และมี นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นผู้รับมอบฯ ณ อาคารศาลากลางจังหวัดปทุมธานี

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า จากที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวง (อว.) ได้มีส่วนร่วมในการคลี่คลายสถานการณ์โควิด-19 โดย การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาและรับมือกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 (วช.) ได้มุ่งเน้นผลงานเชิงสุขภาพให้มีความหลากหลายตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงโดยผลงานนวัตกรรม “MagikTuch” ปุ่มกดลิฟต์ไร้สัมผัส แบบ 2 in 1 ถือเป็นหนึ่งในผลงาน ที่ (วช.) ให้การสนับสนุนนักวิจัย สวทช. เพื่อขยายผลสู่การใช้งานจริงเพื่อบรรเทาวิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศ ด้วยการแปลงระบบลิฟต์ทั่วไปให้เป็นลิฟต์แบบไร้สัมผัส เนื่องจากลิฟต์ในที่สาธารณะมีประชาชนใช้งานจำนวนมาก ดังนั้นการมีนวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงของประชาชนในการสัมผัสเชื้อโรคต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

ด้าน ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันมีโรคระบาดเกิดขึ้นจำนวนมาก และหลายโรคสามารถติดต่อกันผ่านการสัมผัสสิ่งของต่างๆ ที่มีสารคัดหลั่งหรือเชื้อโรคจากผู้ป่วยติดค้างอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งของต่างๆ ที่มีคนใช้งานร่วมกัน เช่น ที่จับประตู ราวบันไดเลื่อน ก๊อกน้ำ รวมถึงปุ่มกดลิฟต์โดยสารซึ่งเป็นระบบขนส่งที่มีผู้คนใช้ร่วมกันจำนวนมาก ทีมวิจัยจึงพัฒนานวัตกรรมเมจิกทัช (MagikTuch) เพื่อเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ลดการเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคความเสี่ยงจากการสัมผัสกับปุ่มกดลิฟต์ที่อาจมีสารคัดหลั่งหรือเชื้อโรคต่างๆ ของผู้ป่วยติดค้างอยู่ สามารถช่วยลดการแพร่กระจายโรคโควิด-19 ได้

นวัตกรรม “MagikTuch” มีจุดเด่น 3 ข้อ คือ

1.Touchless เป็นระบบการทำงานแบบไร้สัมผัส สั่งการด้วยเซนเซอร์ วิธีใช้งานง่ายคือใช้นิ้วมือวางเหนือปุ่มลิฟต์ของชั้นที่ต้องการระยะห่าง 1-3 เซนติเมตร เซนเซอร์จะตรวจจับข้อมูลชั้นที่ต้องการเลือกและสั่งการลิฟต์โดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งมีระบบการตรวจจับเพื่อป้องกันการสั่งการพร้อมกันหลายปุ่ม ขณะเดียวกันหากระบบเกิดการขัดข้อง หรือผู้ใช้งานไม่สะดวกใช้งานแบบไร้สัมผัส สามารถใช้วิธีกดปุ่มลิฟต์แบบเดิม เนื่องจากระบบออกแบบให้ทำงานได้ 2 แบบ คือ แบบไร้สัมผัสและการกดปุ่ม

2.Safe from Infection ปลอดภัยจากการติดเชื้อโรค เพราะเมื่อไม่มีการสัมผัสจะลดการแพร่กระจายเชื้อโรคในลิฟต์ และ

3.Easy Installation คือติดตั้งได้ง่ายและมีความยืดหยุ่น โดยชุดอุปกรณ์ MagikTuch สามารถติดตั้งเข้าไปบนลิฟต์ตัวเดิม โดยไม่ต้องดัดแปลงหรือเชื่อมต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของตัวลิฟต์ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะ
การรับประกันระบบของบริษัทผู้ติดตั้งและผู้ดูแลลิฟต์ อีกทั้งยังออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสามารถรองรับจำนวนชั้นได้ตามที่ต้องการสำหรับลิฟต์โดยสารหลากหลายยี่ห้อ อีกทั้งมีระบบป้องกันทางไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน และผ่านการทดสอบมาตรฐานด้าน EMC/EMI”

ดร.ศิวรักษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา สวทช. ได้ดำเนินการติดตั้งใช้งานระบบ MagikTuch ตามสถานที่ต่างๆ แล้วกว่า 10 จุดติดตั้ง เช่น ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ และจากการสนับสนุนเพิ่มเติมจาก (วช.) ทำให้เกิดการขยายผลและอยู่ระหว่างการติดตั้ง MagikTuch ให้มีการนำไปใช้งานเพิ่มเติมในสถานที่ที่มีคนไปใช้งานจำนวนมากอีกกว่า 10 แห่ง อาทิ ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งน่าจะเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาวิกฤตเร่งด่วนของประเทศได้พอสมควร

ปัจจุบันทีมวิจัยได้ขยายผลการพัฒนานวัตกรรม MagikTuch สำหรับแปลงระบบลิฟต์ทั่วไปให้เป็นระบบลิฟต์แบบไร้สัมผัสเพื่อบรรเทาปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จากการใช้ลิฟต์ในที่สาธารณะที่มีประชาชนมาใช้จำนวนมาก โดยได้รับการสนับสนุนทุนจากสำนักงานการวิจัยเเห่งชาติ (วช.) สำหรับที่ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ สวทช. เบอร์โทรศัพท์ : 02 564 6900 ต่อ 2521 E-mail : siwaruk.siw@nstda.or.th


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เหล่ากาชาดจังหวัดชลบุรี และฝ่ายปกครองอำเภอเมืองชลบุรี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ยากไร้และมอบของอุปโภคบริโภค

เหล่ากาชาดจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยฝ่ายปกครองอำเภอเมืองชลบุรี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ป่วยติดเตียง ผู้ยากไร้และมอบของอุปโภคบริโภค ตามโครงการกาชาดสนับสนุนสร้าง และซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เพื่อผู้ยากไร้ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ประจำปี 2565

นางสุภาพร เทียนไชย นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย นายสุคนธ์ สุวรรณศักดิ์สิน นายอำเภอเมืองชลบุรี ฝ่ายปกครอง และเหล่ากาชาดจังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจผู้ป่วยติดเตียง ผู้ยากไร้ และมอบของอุปโภคบริโภค ตามโครงการกาชาดสนับสนุนสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เพื่อผู้ยากไร้ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ประจำปี 2565 โดยในครั้งนี้ได้ลงไปที่บ้าน นางสาวอภิชญา ผาดผ่อง เลขที่ 15/42 หมู่ 6 ตำบลสำนักบก อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นผู้มีรายชื่อในโครงการกาชาดสนับสนุนสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เพื่อผู้ยากไร้ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ประจำปี 2565 โดยมีนายสมยศ พรมภักษร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสำนักบก พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ อบต.สำนักบก ผู้นำชุมชน ให้การต้อนรับ

จากนั้น นางสุภาพร เทียนไชย นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย นายสุคนธ์ สุวรรณศักดิ์สิน นายอำเภอเมืองชลบุรี พร้อมคณะได้เดินทางไปที่บ้านนางสาวบุญนาถ ย้อมปัญญา ตั้งอยู่บ้านเลขที่37 หมู่ 3 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นผู้มีรายชื่อในโครงการกาชาดสนับสนุนสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ยากไร้ ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ประจำปี 2565 โดยมีนางเบ็ญจวรรณ์ สุวานิชย์นายกเทศมนตรีตำบลเสม็ด พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่เทศบาลเสม็ด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้การต้อนรับ

ในการลงพื้นที่ของทางเหล่ากาชาดจังหวัดชลบุรี และฝ่ายปกครอง เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ป่วยติดเตียงและมอบของอุปโภคบริโภค และต้องการสำรวจความเป็นอยู่และที่อยู่อาศัยของผู้ยากไร้ เพื่อนำไปเข้าที่ประชุมพิจารณาของบประมาณ เพื่อนำมาปรับปรุงและซ่อมแซมให้ใหม่ ให้มีความมั่นคงแข็งแรงเหมาะกับการอยู่อาศัย ให้คุณภาพชีวิตของผู้อาศัยได้ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข และเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน ตามบทบาทหน้า อำนาจ หน้าที่ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตอบสนองต่อภารกิจของทางกระทรวงมหาดไทย ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้ประชาชน


ภาพ/ข่าว นิราช/นันฐพล/พิชญ์ฐญา ทิพย์ศรี จ.ชลบุรี
พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

หนุ่มวัย 27 ทะเลาะแฟนสาวขี่บิ๊กไบค์ตามง้อ ชนประสานงารถบัส ดับคาที่ต่อหน้าแฟนสาว

หนุ่มวัย 27 ทะเลาะแฟนสาวขี่บิ๊กไบค์ตามง้อ ชนประสานงารถบัส ดับคาที่ต่อหน้าแฟนสาว

เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 ร.ต.อ.กิตติเวช งาสุวรรณ รอง สารวัตร(สอบสวน)สภดอนหัวฬ่อ ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ชนกับรถบัสมีผู้เสียชีวิต บริเวณถนนเทศบาลดอนหัวฬ่อ-หนองไม้แดง ตำบลหนองไม้แดง อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี จึงรีบไปตรวจสอบ พร้อมหน่วยกู้ภัยมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ ในที่เกิดเหตุพบรถบัส รับส่งพนักงาน ทะเบียน 30-1058 ชลบุรี จอดอยู่มีรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ฮอนด้าสีดำไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ชนอัดติดเข้าที่หน้ารถฝั่งคนขับ ห่างกันประมาณ 10เมตร พบร่างนายณัฐวุฒิ สมบัติโพธิ์ อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดเลย คนขี่รถจักรยานยนต์นอนเสียชีวิต มีเศษชิ้นส่วนกระกระจายเต็มถนน ใกล้กันพบแฟนสาวของผู้เสียชีวิตร้องไห้จนเป็นลมหมดสติ กู้ภัยเร่งปฐมพยาบาลเบื้องต้น

จากการสอบถาม นายวิเชียร ขาวสะอาด อายุ 42 ปี คนขับรถบัส เปิดเผยว่า ได้ขับรถไปส่งพนักงานตามปกติ มาถึงที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ขี่มาด้วยความเร็วแซงรถตู้ ไม่พ้นชนเข้าหน้ารถของตนที่ขับสวนเลนมาอย่างแรงจนเสียชีวิตดังกล่าว

ทางด้าน นายผดุงศักดิ์ ธูปจินดา อายุ 40 ปี เล่าว่าตนเห็นทั้งคู่ทะเลาะกันตั้งแต่อยู่ร้านสะดวกซื้อแล้วผู้หญิงก็ร้องไห้เดินออกมา พอฝ่ายชายเห็นฝ่ายหญิงเดินออกมาก็รีบขี่รถตาม เหมือนจะมาง้อแต่มาประสบเหตุต่อหน้าแฟนสาวดังกล่าว
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสอนพยานทั้งหมดอย่างละเอียดอีกครั้ง และขอดูกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุ เพื่อนำไปเป็นหลักฐาน ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว นิราช/นันฐพล/พิชญ์ฐญา ทิพย์ศรี จ.ชลบุรี
พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

คณะกรรมการพิจารณาโครงการก่อสร้างสิ่งล่วงลำน้ำจังหวัดจันทบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบการขออนุญาตก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำก่อนพิจารณาแก้ไขปรับปรุงและอนุญาตการก่อสร้าง

คณะกรรมการพิจารณาโครงการก่อสร้างสิ่งล่วงลำน้ำจังหวัดจันทบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบการขออนุญาตก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำก่อนพิจารณาแก้ไขปรับปรุงและอนุญาตการก่อสร้าง

วันนี้ (9 ก.พ.65) ที่ พื้นที่การขออนุญาตก่อสร้างสิ่งล่วงลำน้ำ นายอลงกรณ์ แอคะรัจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นำคณะกรรมการพิจารณาการก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบการขออนุญาตก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำจำนวน 4 แห่ง ก่อนสรุปเสนอแนะแก้ไขปรับปรุงและอนุญาตปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำต่อไป ซึ่งการขออนุญาตก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำต้องไม่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อแผนพัฒนาจังหวัด ผังเมือง แลการรักษาสภาพแวดล้อมของจังหวัดรวมทั้งกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

โดยครั้งนี้ คณะได้ลงพื้นที่การขออนุญาตปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ 4 แห่ง ประกอบด้วย ท่าเทียบเรือขนาดไม่เกิน 20 ตันกรอส อ.ขลุงและท่าเทียบเรือแม่น้ำจันทบุรีบริเวณสะพานเกาะลอย ต.ตลาด อ.เมือง / การขออนุญาตปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำประเภทสะพานข้ามคลองเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ใช้ทางตามโครงการก่อสร้างโครงข่ายทางหลวงแผ่นดิน กิจกรรมก่อสร้างทางหลวงพัฒนาพื้นที่ระดับภาค เขตรอยต่อ ต.ท่าช้าง อ.เมืองและต.พลอยแหวน อ.ท่าใหม่ / การขอนุญาตก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ ประเภทเขื่อนกันน้ำกัดเซาะ บริเวณริมแม่น้ำจันทบุรี ต.จันทนิมิต อ.เมือง เมื่อดูพื้นที่ทั้ง 4 จุดเสร็จแล้ว คณะกรรมการพิจารณาโครงการก่อสร้างสิ่งล่วงลำน้ำจังหวัดจันทบุรี ได้ประชุมสรุปที่เทศบาลเมืองจันทนิมิต


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา จ.จันทบุรี
พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

พุทธมามกะแสดงพลังศรัทธา อัญเชิญพระอุปคุตจากแม่น้ำโขง เริ่มงานนมัสการพระธาตุพนม 9 วัน 9 คืน ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด

จังหวัดนครพนมร่วมกับวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร พร้อมหน่วยงานภาครัฐ เอกชน จัดงานนมัสการพระธาตุพนมประจำปี 2565 ซึ่งตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำ-แรม 1 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปีรวม 9 วัน 9 คืน

ด้วย องค์พระธาตุพนมเป็นมหาเจดีย์บรรจุพระอุรังคธาตุ(กระดูกหน้าอกด้านซ้าย)ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเป็นพระธาตุประจำผู้เกิดปีวอก และพระธาตุประจำผู้เกิดวันอาทิตย์ ทั้งนี้ งานนมัสการพระธาตุพนม ชาวพุทธมามกะยึดเป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแต่ครั้งโบราณกาล อีกทั้งยังให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ รวมถึงความสง่างามขององค์พระธาตุพนม ที่กำลังขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

โดยปีนี้งานนมัสการฯตรงกับวันที่ 9-17 กุมภาพันธ์ ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมากันอย่างเนืองแน่น เพื่อร่วมแห่พระอุปคุตขึ้นจากแม่น้ำโขง อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ พระวิหารหอพระแก้ว ก่อนที่จะมีพิธีเปิดงานนมัสการองค์พระธาตุพนมประจำปี 2565

และก่อนที่ศาสนิกชนจะเข้าร่วมงานเจ้าหน้าที่ได้มีการตั้งจุดคัดกรองตามพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งสิ้น 10 จุด เพื่อตรวจคัดกรองผู้ที่จะเข้าร่วมงาน ซึ่งต้องมีอุณหภูมิร่างกายไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียส ต้องผ่านการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม หรือมีผลการตรวจ ATK เป็นลบไม่น้อยกว่า 72 ชั่วโมงรับรอง จึงจะให้เข้าร่วมงานได้ และเมื่อเข้ามาภายในงานแล้วต้องกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ และปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ซึ่งทุกคนล้วนมาด้วยแรงแห่งศรัทธาเพราะมีการเตรียม ดอกไม้ ธูป เทียน ต้นผึ้ง ต้นเทียน ขันหมากเบ็ง หอพานบายศรี ตลอดจนเครื่องสักการะต่าง ๆ มาจากบ้านเพื่อมาร่วมพิธี แม้ในปีนี้จะไม่จัดใหญ่เช่นทุกปีที่ผ่านมาเนื่องด้วยสถานการณ์โควิดแต่จำนวนผู้ที่มาร่วมงานอย่างเนืองแน่น ก็

โดยพิธีอัญเชิญพระอุปคุต ประกอบพิธีกันที่ริมแม่น้ำโขง บริเวณท่าเรือข้ามฟากไทย-ลาว เนรมิตว่าตรงริมแม่น้ำโขงแห่งนี้เป็นบาดาลลึก มีพระเทพวรมุนี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมฯ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยผู้ลงไปอัญเชิญพระอุปคุต มีทั้งนายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนนายอำเภอ หรือหัวหน้าส่วนราชการรวม 5 นาย มุดน้ำลงไป 3 ครั้ง ก่อนจะอุ้มพระอุปคุตจากใต้น้ำมาส่งให้นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ประธานฝ่ายฆราวาส ที่รอรับอยู่ริมท่า แล้วอัญเชิญพระอุปคุตขึ้นเสลี่ยง สาธุชนผู้เสื่อมใสต่างโปรยดอกไม้หอม ดอกไม้มงคลใส่องค์พระอุปคุตตลอดเส้นทาง มีขบวนนางรำอยู่เบื้องหน้า แห่ขึ้นไปประดิษฐานยังวิหารหอพระแก้ว บริเวณมณฑลวัดพระธาตุพนมฯ เพื่อคุ้มครองปกปักรักษา ไม่ให้เกิดขึ้นภยันตรายตลอดงาน 9 วัน 9 คืน ซึ่งยึดถือปฏิบัติมายาวนานหลายร้อยปี เพราะเชื่อว่าท่านมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มาก

ในตำนานอุรังคธาตุนิทาน กล่าวว่า พระอุปคุต มีชื่อเต็มๆว่าพระกีสนาคอุปคุตมหาเถระ เป็นบุตรของเศรษฐีเมืองมถุรา ริมฝั่งแม่น้ำยมนา (เกิดหลังพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพานแล้ว 200 ปี) หลังออกบวชได้บำเพ็ญธรรมตามรอยพระพุทธองค์ จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วไปจำศีลบำเพ็ญธรรมอยู่ใต้ท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล

ต่อมา พระเจ้าอโศกมหาราช ได้ก่อสร้างพระสถูปมหาเจดีย์เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จำนวน 84,000 องค์ พร้อมจะฉลองสมโภชเป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน 7 วัน เกรงพญามารจะขัดขวางทำลายไม่ให้พระราชพิธีสมโภชนั้นดำเนินไปด้วยดี จึงปรึกษาคณะสงฆ์ มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า พระอุปคุตจำศีลอยู่ที่สะดือทะเล เป็นอรหันต์มีฤทธานุภาพมาก สามารถป้องกันโพยภัยได้ดีที่สุด พระเจ้าอโศกฯ จึงแต่งตั้งพระภิกษุ 2 รูป ซึ่งเป็นผู้ทรงอภิญญาสมาบัติเดินทางไปอาราธนา ด้วยการระเบิดน้ำเป็นทางเดินไปพบพระอุปคุต จากนั้นพระอุปคุตก็รับนิมนต์จึงเดินทางมายังนครปาตลีบุตราชธานี ครั้นพระเจ้าอโศกฯทอดพระเนตรเห็นพระอุปคุตแล้วรู้สึกหนักใจ เพราะร่างกายผอมแห้งเหมือนคนไม่มีเรี่ยวแรง จึงใคร่ลองทดสอบสมรรถภาพ

รุ่งเช้าขณะที่พระอุปคุตเดินบิณฑบาตเพื่อโปรดสัตว์ พระเจ้าอโศกฯทรงมีพระราชบัญชาให้ปล่อยช้างตกมันไล่เหยียบ พระอุปคุตเห็นช้างวิ่งไล่หลัง จึงเข้าญาณสมาบัติ อธิษฐานจิตให้ช้างเชือกนั้นมีสภาพแข็งดั่งหินผา ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้ พระเจ้าอโศกฯเห็นเช่นนั้น เกิดความเคารพนับถือพระมหาเถระอุปคุตเป็นอันมาก จึงทรงขอขมาและทรงพอพระทัยยิ่งนัก

ครั้นได้มงคลฤกษ์จึงเริ่มบุญพิธีสมโภชพระมหาเจดีย์ตามพระราชประสงค์ ครั้งพญามารรู้ข่าวจึงคิดจะหยุดงานสมโภช ตำนานกล่าวว่า พญามาร หรือ พญาวัสวดีมาราธิราช ซึ่งเป็นตนเดียวกับที่ขัดขวางพระพุทธองค์ครั้งบำเพ็ญเพียรก่อนที่จะตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ คิดจะทำลายพิธีนั้น จึงแสดงอิทธิฤทธิ์ให้บังเกิดมหาวาตพายุอย่างร้ายแรง มีกำลังพัดมาประหนึ่งจะถล่มแผ่นดินให้ทลาย พระอุปคุตเถระเห็นอากาศวิปริตอย่างนั้นทราบชัดด้วยญาณอันประเสริฐของท่าน ว่า บัดนี้พญามารมาทำลายแล้ว ด้วยการบันดาลให้เกิดลมพายุขนาดมหึมา ราวจะถล่มพสุธาให้บรรลัยในพริบตา พระอุปคุตเห็นก็แก้ไขสถานการณ์สำเร็จ แต่พญามารยัง เนรมิตทั้งลมกรด ลมไฟบรรลัยกัลป์ หวังให้พิธีล่มสลาย แต่พระอุปคุตสามารถป้องกันเพทภัยได้หมด

กระทั่งพญามารปรากฎร่างเป็นยักษ์ หมายบดขยี้พระอุปคุตให้แหลกคามือ พระเถระเห็นว่าพญามารตนนี้มีใจบาปหยาบช้าสามานย์ มุ่งทำลายบุญกุศลต่างๆในบวรพระพุทธศาสนา จึงบริกรรมคาถาเสกสุนัขเน่าเหม็น ลอยไปแขวนคอพญามารพร้อมอธิษฐานไม่ให้ผู้ใดถอดออกได้ พญามารต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับพวงมาลัยหมาเน่า จึงไปขอความช่วยเหลือต่อท้าวโลกบาลทั้ง 4 ท้าวจตุมหาราชก็จนปัญญาเพราะแก้คำอธิษฐานของพระอุปคุตไม่ได้ พญามารไม่ละความพยายามไปหาเหล่าเทวดาอีกหลายท่านไปจนถึงท้าวมหาพรหม ก็ได้รับคำแนะนำว่าหนทางเดียวที่ทำได้ คือต้องไปขอขมาต่อพระอุปคุตเถระเท่านั้น

จอมมารรำพึงรำพันว่า พระรูปนี้เป็นเพียงสาวกของพระพุทธองค์ ยังมีฤทธิ์เดชขนาดนี้ จึงเกิดสำนึกในบาปที่ตนกระทำ แล้วอธิษฐานขอเป็นพระพุทธองค์ในอนาคตกาล ด้วยจิตอันแก่กล้าพระอุปคุตสดับรับฟังคำสำนึกบาปของพญามารได้ จึงกล่าวว่าท่านอย่าโกรธเราเลย เราทำด้วยด้วยปราณี จากนั้นก็คลายพันธนาการพวงมาลัยหมาเน่าออกจากคอของพญาวัสวดีมาลาธิราช

ซึ่งเรื่องราวของพระอุปคุตเถระที่เล่ามา มีปรากฏอยู่ในพระปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ดังนั้น การจัดพิธีอัญเชิญพระอุปคุตขึ้นจากแม่น้ำโขง ด้วยเหตุคือองค์พระธาตุพนม ซึ่งเป็นมหาเจดีย์บรรจุพระอุรังคธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็น 1 ใน 84,000 พระสถูปมหาเจดีย์ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชนั่นเอง

นอกจากนี้งานนมัสการพระธาตุพนม ซึ่งตรงกับเดือน 3 ของทุกปี ชาวอีสานจึงเรียกกันว่าบุญเดือนสาม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งคือบุญข้าวจี่ มีอยู่ในฮีต 12 (จารีตของคนโบราณอีสาน) หรือประเพณี 12 เดือน มีปรากฏในหนังสือธรรมบทว่า ในสมัยหนึ่งนางปุณณทาสีได้ทำขนมแป้งจี่(ข้าวจี่) ที่ทำจากรำข้าวอย่างละเอียดถวายแด่พระพุทธเจ้าและพระอานนท์ นางคิดว่าเมื่อพระพุทธองค์กับพระอานนท์รับแล้วคงไม่ฉัน เพราะอาหารที่เราถวายไม่ใช่อาหารที่ดีหรือประณีตอะไร คงจะโยนให้หมู่กาและสุนัขกินเสียกลางทาง พระพุทธเจ้าทรงทราบวาระจิตของนาง และเข้าใจในเรื่องที่นางปุณณทาสีคิด จึงได้สั่งให้พระอานนท์ผู้เป็นพุทธอุปัฏฐาก ได้ปูลาดอาสนะลงแล้วประทับนั่งฉันขนมแป้งจี่ของนาง ณ ที่นั้น พอนางได้เห็นก็เกิดความปิติอย่างสุดกำลัง และในตอนท้ายหลังการทำภัตต กิจด้วยขนมแป้งจี่เรียบร้อยแล้ว พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมให้ฟัง จนกระทั่งนางปุณณทาสีได้บรรลุโสดาบันเป็นอริยอุบาสิกาเพราะมีข้าวจี่เป็นมูลเหตุ ด้วยความเชื่อแบบนี้คนอีสานโบราณจึงได้จัดแต่งให้บุญข้าวจี่ทุกๆปีไม่ได้ขาด
ตลอดงานนมัสการพระธาตุพนม 9 วัน 9 คืน จะมีการแสดงสินค้าโอทอป การแสดงหมู่บ้าน OTOP นวัตวิถี นิทรรศการหมู่บ้านรักษาศีล 5 การฟังพระธรรมเทศนาที่ลานหน้าวัดและเวียนเทียนทุกคืน การทำบุญตักบาตรในตอนเช้า โดยเฉพาะวันที่ 16 กุมภาพันธ์ (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3) จะเป็นวันพระใหญ่คือวันมาฆบูชา ที่ได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธ เนื่องจากเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น กล่าวคือ พระโคตมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา ซึ่งในคัมภีร์ปปัญจสูทนีระบุว่า ครั้งนั้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการ คือ พระภิกษุ 1,250 รูป ได้มาประชุมพร้อมกันยังวัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย พระภิกษุทั้งหมดนั้นเป็น “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” หรือผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง พระภิกษุทั้งหมดนั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา 6 และวันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 ดังนั้น จึงเรียกวันนี้อีกอย่างหนึ่งว่าวันจาตุรงคสันนิบาต หรือ วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4

ซึ่งในวันมาฆบูชาที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จะมีพุทธศาสนิกชน ทั้งชาวไทยและลาว ประกอบพิธีเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุพนม ตามความเชื่อของชาวอีสานว่าหากใครได้มีโอกาสมาเวียนเทียนในวันสำคัญต่างๆ รอบองค์พระธาตุพนม หรือมากราบไหว้บูชา ถือเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ จะทำให้มีความเจริญก้าวหน้า และอยู่เย็นเป็นสุข


เทพข่าวร้อนรายงาน

ตำรวจสายตรวจ สภ.โพธิ์ตาก ปฏิบัติการตามยุทธวิธี ตามอำนาจและหน้าที่เพื่อไม่ให้แก๊งค์ซิ่งรถจักรยานยนต์ ก่อความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ชาวบ้าน

ตำรวจสายตรวจ สภ.โพธิ์ตาก ปฏิบัติการตามยุทธวิธี ตามอำนาจและหน้าที่เพื่อไม่ให้แก๊งค์ซิ่งรถจักรยานยนต์ก่อความเดือนร้อนรำคาญให้แก่ชาวบ้าน

วันที่ 8 ก.พ.65 : ตามที่มีข่าวในสื่อออนไลน์ “กรณีผู้ปกครองของเด็กใน อ.โพธิ์ตาก เข้าเจรจาเพื่อหาข้อยุติ กล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจงานป้องกันปราบปราม สภ.โพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย ทำร้ายร่างกายเด็ก 13 ปี พร้อมเพื่อนที่ขับรถแต่งซิ่ง จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ด้านผู้ปกครองรับไม่ได้ ชี้ว่าเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุ” นั้น

พล.ต.ต.ไพศาล ลือสมบูรณ์ รอง ผบช.ภ.4/โฆษก ภ.4 โดย สื่อ-สร้าง-สาร ภ.4 ขอชี้แจงดังนี้ ในห้วงที่ผ่านมา สภ.โพธิ์ตาก ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่าได้รับผลกระทบจากกลุ่มวัยรุ่นขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ท่อเสียงดังมากทำให้ก่อความเดือดร้อนรำคาญในยามวิกาล ผลจากเสียงท่อที่ดังมากทำให้ไม่เป็นอันหลับนอน หวาดผวาทุกทีที่แก๊งซิ่งขี่ผ่านวนไปมาบนถนน ขอให้เจ้าหน้าที่รับผิดชอบเข้มงวดกวาดล้างให้ชาวบ้านโดยเร่งด่วน

สภ.โพธิ์ตาก จึงได้จัดกำลังสายตรวจออกทำการตรวจสอบตามถนนในพื้นที่ที่ได้รับการร้องเรียนดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา ต่อมาวันที่ 4 ก.พ.65 เวลาประมาณ 23.20 น. ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธิ์ตาก ได้ออกตรวจตามปกติ เมื่อถึงบริเวณสามแยกทางเข้าวัดป่าหนองอุ้มบาตร หมู่ 4 ต.โพนทอง อ.โพธิ์ตาก พบวัยรุ่นขับขี่รถจักรยานยนต์มาเป็นกลุ่มเป็นรถจักรยานยนต์ที่แต่งซิ่ง ดัดแปลงท่อไอเสียเสียงดัง ตำรวจสายตรวจจึงได้ขับขี่รถสายตรวจเข้าไปหาเพื่อจะทำการขอตรวจสอบ แต่วัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวได้ขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี แสดงท่าทีมีพิรุธ สันนิษฐานว่าอาจจะมีสิ่งของผิดกฎหมายหรือกระทำผิดกฎหมาย

ตำรวจสายตรวจขับขี่รถไล่ตามและสั่งให้หยุดรถเพื่อตรวจสอบ กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวไม่ยอมหยุดและพยายามขับขี่หลบหนี ตำรวจสายตรวจจึงได้สกัดรถและจะเข้าควบคุมตัว เด็กวัยรุ่นในกลุ่มแก๊งค์ซิ่งพยายามต่อสู้และหลบหนี จึงเกิดการชุลมุน มีการยื้อยุดฉุดกระชาก ทั้งกลุ่มเด็กวัยรุ่นและตำรวจสายตรวจต่างก็ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย หลังเกิดเหตุผู้ปกครองของกลุ่มวัยรุ่นไม่พอใจจึงเข้าพบ พ.ต.อ.สมชาย สงวนศักดิ์ภักดี ผกก.สภ.โพธิ์ตาก เพื่อขอทราบรายละเอียด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุให้ผู้ปกครองของกลุ่มวัยรุ่นทราบและเข้าใจแล้ว ผู้ปกครองของกลุ่มเด็กวัยรุ่นต่างก็ไม่ติดใจการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจสายตรวจแต่อย่างใด

ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย ยืนยันว่า ตำรวจได้ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ดูแลทุกข์สุขของประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบอย่างเคร่งครัด การกระทำใดที่ก่อผลกระทบความเป็นปกติสุขของประชาชนตำรวจภูธรจังหวัดหนองคายจะเข้าแก้ไขให้พี่น้องประชาชนมีความเป็นอยู่อันเป็นปกติสุขให้จงได้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตำรวจ PCT เปิดปฏิบัติการ ทลายโต๊ะพนัน “ป๊อกเด้ง6464” และเว็บไซต์ dek-aounslot.com (เด็กอ้วนสล็อต) พบวิธีเล่นสุดแยบยล ไลฟ์สดให้ลูกค้า VIP แทงผ่านไลน์กลุ่ม เงินหมุนเวียนกว่า 80 ล้านบาท

ตำรวจ PCT เปิดปฏิบัติการ ทลายโต๊ะพนัน “ป๊อกเด้ง6464” และเว็บไซต์ dek-aounslot.com (เด็กอ้วนสล็อต) พบวิธีเล่นสุดแยบยล ไลฟ์สดให้ลูกค้า VIP แทงผ่านไลน์กลุ่ม เงินหมุนเวียนกว่า 80 ล้านบาท

วันที่ 8 ก.พ.65 เวลา 11.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร) : พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) หรือ PCT เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผบก.สส.ภ.8 หัวหน้าชุดปฏิบัติการที่ 3 วางแผนเข้าจับกุมการลักลอบเล่นพนันไพ่ป๊อกเด้งออนไลน์ และเว็บไซต์พนันออนไลน์รวม 2 เป้าหมาย หลังสืบทราบวิธีการเล่นแปลกใหม่ ใช้การไลฟ์สดให้นักพนันแทงผ่านกลุ่มไลน์ที่ตั้งกันเฉพาะ VIP พบลูกค้าจำนวนมาก เงินหมุนเวียนรวมกว่า 80 ล้านบาท ยอมรับการจับกุมค่อนข้างยากลำบาก แต่สุดท้ายก็ไม่พ้นฝีมือตำรวจ

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ กล่าวต่อว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้เร่งรัดปราบปรามการพนันออนไลน์ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกประเภท คดีนี้จากการสืบสวนทราบว่า กลุ่มผู้ต้อหามีการตั้งกลุ่มไลน์ ไลฟ์สด “ป๊อกเด้ง6464” พบเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 50 ล้านบาท ทำมาประมาณ 1 ปี และ ยังพบเว็บไซต์พนันออนไลน์ dek-aounslot.com เงินหมุนเวียนในระบบอีกกว่า 30 ล้านบาท เปิดให้เล่นมากว่า 1 ปีแล้ว

โดยวันที่ 7 ก.พ.65 ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.นภันต์วุฒิฯ นำกำลังตำรวจ PCT ชุดปฏิบัติการที่ 3 นําหมายค้นเข้าตรวจค้นจํานวน 2 จุดคือ

จุดที่ 1 เป็นการไลฟ์สดกลุ่มลับ ลักลอบเล่นพนนันออนไลน์ “ป๊อกเด้ง6464” โดย พ.ต.อ.จารึก วรพฤทธานนท์ ผกก.สภ.ชะเมา นำกำลังเข้าตรวจสอบ บ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา บริเวณชั้น 2 ของบ้าน พบผู้ต้องหาพร้อมไพ่ จํานวน 8 สํารับ กําลังทําการถ่ายทอดสดจัดพนันไพ่ป๊อกเด้งอยู่ จึงได้ทำการจับกุม ผู้ต้องหา 2 ราย คือ น.ส.ระจิตฯ อายุ 40 ปี และนายเสกศักดิ์ฯ อายุ 40 ปี พร้อมของกลาง โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และไพ่ 1 สํารับ โดยกล่าวหาว่า “จัดให้มีการเล่นพนันเอาทรัพย์สินกัน โดยไม่ได้รับอนุญาต (ไพ่ป๊อกเด้ง)” นําผู้ต้องหาและของกลาง ส่ง พงส.สภ.ชะเมา เพื่อดําเนินคดีตามกฎหมาย พบวิธีการเล่นแปลกใหม่ โดยเจ้าจะทำการเล่นพนันและไลฟ์สดลงในกลุ่มไลน์ ซึ่งตั้งขึ้นโดยเฉพาะให้นักพนันซึ่งเป็นขาประจำโอนเงินมาเพื่อแทงในแต่ละครั้ง ซึ่งยากต่อการถูกจับกุมเพราะเล่นที่ไหนก็ได้ แต่อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ตำรวจมีวิธีการสืบสวนเอาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน

จุดที่ 2 เป็นจุดลักลอบเปิดเว็บไซต์การพนัน dek-aounslot.com ชุด PCT นำโดย พ.ต.อ.แมน แม่นแย้ม ผกก.9 บก.รน. เข้าตรวจสอบห้องพักคอนโดหลังหนึ่ง ย่านรังสิต ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ทําการตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย คือ นายวริศกิตติ์ฯ อายุ 23 ปี, นายธัญศิษฏ์ฯ อายุ 23 ปี,นายฤทธิเกียรติฯ อายุ 23 ปี และนางสาวเพ็ญพิชชา ฯ อายุ 23 ปี พร้อมยึดของกลางคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 3 เครื่อง,โน๊ตบุ๊ค,โทรศัพท์มือถือ 7 เครื่อง และ ไอแพด 1 เครื่อง ในข้อหา “จัดให้มีการเล่น หรือทําอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่น ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน” นําผู้ต้องหาและของกลาง ส่ง พงส.สภ.คลองหลวง เพื่อดําเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้กวดขันจับกุมปราบปรามการกระทำความผิดพนันออนไลน์ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกประเภท เนื่องจากเป็นการมอมเมาประชาชนและเป็นการบ่อนทำลายชาติ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการจริงจังมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากพบเบาะแส สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ ศูนย์ PCT 081-8663000 เวลาราชการ หรือ สายด่วน บช.สอท.1441 ตลอด 24 ชม. หรือ www.pct.police.go.th


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ม.กาฬสินธุ์ คิดค้น “เครื่องขอดเกล็ดปลาตะเพียน” สู่รางวัล I-New Gen Award 2021

ม.กาฬสินธุ์ คิดค้น “เครื่องขอดเกล็ดปลาตะเพียน” สู่รางวัล I-New Gen Award 2021

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 นักศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ นำนวัตกรรม “เครื่องขอดเกล็ดปลาตะเพียน” ย่นเวลากว่า 10 เท่า เข้ารับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ระดับอุดมศึกษา ในกลุ่มอาหาร จากเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ( I-New Gen Award 2021) ที่งานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564 -2565 จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

ว่าที่ร้อยตรีอนุชา ศรีบุรัมย์ ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวว่า จังหวัดกาฬสินธุ์ มีเขื่อนลำปาวเป็นเขื่อนดินขนาดใหญ่ ชุมชนในพื้นที่ส่วนหนึ่งทำอาชีพแปรรูปสินค้าจากปลา ประเภทกลุ่มปลาตะเพียน เช่น ปลาสร้อยขาว ปลาตะเพียนขาว และปลากระมัง เพื่อแปรรูปเป็น ปลาตากแห้ง ปลาส้ม ฯ ซึ่งต้องมีการขอดเกล็ดปลาจำนวน 120 กิโลกรัมต่อวัน ใช้แรงงานจำนวนหลายคน ทำให้ต้องเวลาขอดเกล็ดนานถึง 8 ชั่วโมง นักประดิษฐ์ จึงเกิดไอเดียพัฒนาเครื่องขอดเกล็ดปลาขึ้น โดยใช้เวลาเพียงแค่ 40 นาที เร็วกว่า 10 เท่า โดยเครื่องสามารถขอดเกล็ดปลาได้สูงสุด 15 กิโลกรัม ต่อครั้ง ทำให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตของชุมชนได้ถึง 92% พร้อมทั้ง ลดต้นทุนแรงงานคน เหลือเพียงแค่ 1 คนเท่านั้น นับเป็นการสร้างกลไกที่มั่นคงให้กับอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปลา และส่งเสริมอาชีพการทำปลา OTOP ของชุมชนให้สามารถเติบโตไปพร้อมๆ กับนวัตกรรมได้

นายนครินทร์ สุดสนธิ์ หนึ่งในทีมนักประดิษฐ์ กล่าวเสริมว่า เครื่องขอดเกล็ดปลาตะเพียน ใช้งานได้ง่ายไม่ยุ่งยาก ตัวเครื่องมีขนาดถังรองรับการขอดเกล็ด ประมาณ 15 กิโลกรัมต่อครั้ง และมีความเร็วรอบแกนหมุนประมาณ 60 รอบต่อนาที ใช้เวลาเดินเครื่อง 5 นาทีต่อครั้ง โดยก่อนจะนำปลาเข้าถังหมุนเพื่อขอดเกล็ด โดยจะต้องเอาปลาไปแช่ในน้ำแข็งก่อน เมื่อนำมาขอดเกล็ดจึงจะสามารถทำได้อย่างง่ายดาย ในเวลาอันรวดเร็ว อนาคตจะพัฒนาขนาดของเครื่องให้สามารถใช้งานได้กับปลาชนิดอื่นๆ ที่มีลักษณะแตกต่างกัน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า กิจกรรมวันนักประดิษฐ์ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจเข้าร่วมจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะเวทีนักประดิษฐ์รุ่นเยาว์ ในระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา จากส่วนกลางและอีกหลายๆ จังหวัดทั่วประเทศ ที่ได้มุ่งมั่นตั้งใจนำเสนอผลงานประดิษฐ์ต่อคณะกรรมการ และมอบความรู้ แรงบันดาลใจให้แก่ผู้ที่มาร่วมงาน โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เวทีนี้จะเป็นจุดสานต่องานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ไปสู่เวทีระดับประเทศ เพื่อให้เกิดมาตรฐานของนวัตกรรม และการนำไปใช้ประโยชน์ ส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาการ พร้อมทั้ง ให้เยาวชนเติบโตเป็นนักประดิษฐ์ที่สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อพัฒนาประเทศได้ต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สมาคมนักร้องลูกทุ่ง แห่งประเทศไทย จัดประชุมคณะกรรมการสมาคมฯ ครั้งที่ 1/65

สมาคมนักร้องลูกทุ่ง แห่งประเทศไทย จัดประชุมคณะกรรมการสมาคมฯ ครั้งที่ 1/65

วันที่ 8 ก.พ.65 : นายทศพล หินมพานต์ นายกสมาคมนักร้องลูกทุ่ง แห่งประเทศ ไทย พร้อมด้วยคณะการบริหารสมาคมฯ ได้จัดประชุมคณะการสมาคมฯ ครั้งที่ 1/65

โดยนายทศพล หิมพานต์ นายกสมาคมนักร้องลูกทุ่ง แห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการจัดวาระประชุมคณะกรรมการสมาคมฯ ในเรื่องกิจการบริหารของสมาคมฯ โดยมีวาระเร่งด่วนหลายเรื่องให้แก่สมาชิกสมาคมฯ และจัดหาสวัสดิ์การให้กับสมาชิกสมาคมฯ ในช่วงสถานการณ์โควิด -19 โดยทางสมาคมฯ เปิดโอกาสให้คณะกรรมการสมาคมฯ แสดงความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางมาช่วยเหลือสมาชิกสมาคมฯ ที่เจ็บป่วยและเสียชีวิต ก็ต้องเป็นไปตามกฏหมายของสมาคมฯ คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยเราช่วยเหลือปีละ 2 ครั้ง คนเสียชีวิตเราช่วย 1 หมื่นบาท

ท้ายนี้ นายกสมาคมฯ ขอขอบคุณคณะกรรมการบริการสมาคมฯ ที่เสียสละเวลา เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสมาคมฯ อย่างพร้อมเพรียง มาณ โอกาศนี้อีกครั้ง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน