พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันมาฆบูชา

วันนี้ เวลา 17.54 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี
เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง ไปในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันมาฆบูชา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเสด็จในการนี้ด้วย

เมื่อเสด็จเข้าพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนรุ่ง ทรงรับกระทงดอกไม้จากเจ้าพนักงานพระราชพิธีวางบนพานหน้าฐานชุกชี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่ง แล้วทรงจุดเทียนห่วงบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่งบูชาพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ และพระพุทธเลิศหล้านภาไลย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทองใหญ่ที่หน้าธรรมาสน์ศิลา ทรงกราบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทองทิศที่หน้าธรรมาสน์ศิลา ทรงกราบ

จากนั้น พลอากาศโท ภักดี แสง-ชูโต รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองพระราชพิธี เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเทียนชนวน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหยิบเทียนชนวนจุดไฟที่โคมไฟฟ้า ซึ่งเจ้าพนักงานพระราชพิธีถือถวาย และพระราชทาน
เทียนชนวนที่ทรงจุดให้ พลอากาศโท ภักดี แสง-ชูโต รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองพระราชพิธีเชิญไปถวายเจ้าอาวาสพระอารามหลวง จุดเทียนรุ่งที่ทรงพระราชอุทิศพระราชทานไปจุดเป็นพุทธบูชา ๕ พระอาราม ได้แก่ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม, วัดบวรนิเวศวิหาร, วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม, วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และวัดนิเวศธรรมประวัติ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เสร็จแล้ว พระสงฆ์ ๓๐ รูป เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้ว ทรงโปรยดอกมะลิที่ธรรมาสน์ศิลา และทรงจุดเทียนดูหนังสือเทศน์พระราชทานให้เจ้าพนักงานพระราชพิธีเชิญไปตั้งที่ธรรมาสน์ศิลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม ทรงศีล พระเทพวชิรมุนี วัดบวรนิเวศวิหาร ถวายศีลและถวายพระธรรมเทศนาเรื่องโอวาทปาฏิโมกข์ จบแล้ว ทรงหลั่งทักษิโณทก แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ และทรงยืนประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์ พระสงฆ์ถวายอดิเรก

จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วเสด็จออกจากพระอุโบสถ ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต


“อลงกรณ์” ตั้งเป้าปั้นเมืองคอนเป็นฮับมังคุด เร่งพัฒนาแปลงใหญ่ขยาย GAP ดึงสหกรณ์และบริษัทไปรษณีย์ไทย ร่วมขับเคลื่อนเพิ่มช่องตลาดออนไลน์ขายล่วงหน้า

“อลงกรณ์” ตั้งเป้าปั้นเมืองคอนเป็นฮับมังคุด เร่งพัฒนาแปลงใหญ่ขยายGAP ดึงสหกรณ์และบริษัทไปรษณีย์ไทยร่วมขับเคลื่อนเพิ่มช่องตลาดออนไลน์ขายล่วงหน้า

วันนี้ (16 ก.พ.65) นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อติดตามงานนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ แปลงใหญ่มังคุด ต.นาเรียง อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช (วิสาหกิจชุมชนคัดคุณภาพมังคุดบ้านศาลาใหม่) เพื่อตรวจเยี่ยมและรับทราบปัญหาจากเกษตรกรผู้ผลิตมังคุดในพื้นที่ โดยมี นายเกรียงศักดิ์ รักษ์สีทอง นายอำเภอพรหมบุรี กล่าวต้อนรับ นายอุดมเกียรติ เกิดสม เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช, นายภูวเดช วุฒิวงศ์วัฒ เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช, นายอนุชา ยาอีด ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จ.สงขลา, พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่มังคุด ต.นาเรียง ร่วมให้การต้อนรับ มีนางพัลวลี ภูมาวงค์ ประธานแปลงใหญ่ แปลงใหญ่มังคุด ต.นาเรียง เป็นผู้รายงานข้อมูลผลการดำเนินงานและสถานการณ์ปัญหา

แปลงใหญ่มังคุด ต.นาเรียง จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2562 มีสมาชิก จำนวน 42 ราย มีพื้นที่ 343 ไร่ ปริมาณผลผลิตมังคุด เมื่อปี 2563 ประมาณ 103 ตัน ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่ ปัญหาราคาผลผลิตมังคุดตกต่ำ การขาดเงินทุน อุปกรณ์ และโรงเรือนแปรรูปผลผลิต การขาด แคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวและคัดเกรดผลผลิตมังคุด ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ ได้ให้แนวการการขับเคลื่อนและการสนับสนุนแปลงใหญ่ตามนโยบายการส่งเสริมการผลิตแปลงใหญ่ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยพัฒนายกระดับแปลงใหญ่ให้เป็น Start Up หรือ SMEs เกษตร การจัดอบรมผู้นำและสมาชิกแปลงใหญ่ให้เป็นผู้ประกอบการ เพื่อทำการเกษตรสู่การเป็นเกษตรมูลค่าสูง การรักษาคุณภาพมังคุดและปรับระบบการขนส่งผ่านระบบ Cold Chain การศึกษาวิจัยและพัฒนามังคุด โดยศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ด้านการแปรรูป การสกัดสารสำคัญจากมังคุด เพื่อมุ่งสู่การทำเกษตรมูลค่าสูง

จากนั้นนายอลงกรณ์ ได้เดินทางมายังศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช และเป็นประธานการประชุมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านภาคการเกษตรทั้งระบบของจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ได้มอบหมายให้ นาย ไตรรัตน์ ไชยรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้การต้อนรับ และร่วมประชุม พร้อมด้วยนายอยุทธ์ เชาวลิต รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช นางเอกอนงค์ บัวมาศ พาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช นายวัชรินทร์ ไชยานุพงศ์ อุตสาหกรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้แทนในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ที่ประชุมได้รายงานสรุปแนวทางการพัฒนาจังหวัดนครศรีธรรมราช มีประเด็นที่สำคัญ ดังนี้

(1)การบริหารจัดการเกษตรและอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานครบวงจรและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
(2)การพัฒนาการท่องเที่ยวบนพื้นฐานธรรมะ ธรรมชาติ และศิลปะวัฒนธรรม
(3)การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
(4)การพัฒนาคน ชุมชน สังคมให้น่าอยู่ และเข้มแข็งตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
(5)การรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย
(6)การส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม

การรายงานสถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญ ปี 2565 ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน, ยางพารา, ผลผลิตผลไม้ 4 ชนิด (ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง), ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง, และการพิจารณาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านภาคการเกษตรทั้งระบบของจังหวัดนครศรีธรรมราช (การบริหารจัดการผลไม้ทั้งระบบ) เพื่อเตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหาผลผลิตที่อาจจะเกิดขึ้นและมีผลกระทบต่อเกษตรกร จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ปลูกไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ทุเรียน มีพื้นที่ปลูก 89,265 ไร่ ผลผลิต(คาดคะเนสถานการณ์ ปี 2565 ) จำนวน 69,182 ตัน, มังคุด พื้นที่ปลูก 96,620 ไร่ ผลผลิต จำนวน 66,919 ตัน, เงาะ พื้นที่ปลูก 12,845 ไร่ ผลผลิต จำนวน 8,870 ตัน, และลองกอง พื้นที่ปลูก 14,566 ไร่ ผลผลิต จำนวน 4,350 ตัน ซึ่งมีการดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้านการพัฒนาคุณภาพผลผลิต การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพผลไม้ทั้งในและนอกฤดู ส่งเสริมการผลิตตามระบบมาตรฐาน GAP ในการรับรองมาตรฐาน GAP

มีแผนการดำเนินงาน ปี 2565 จำนวน 1,458 แปลง ได้แก่ ทุเรียน 605 แปลง, มังคุด 547แปลง, มะพร้าว 112 แปลง, ส้มโอ 92 แปลง, โกโก้ 40 แปลง, สละ 34 แปลง, เงาะ 20 แปลง, ลองกอง 4 แปลง, ฝรั่ง 4 แปลง จำนวนแปลงสะสมทั้งหมด ปี 2547-2565 จำนวน 12,576 แปลง 11,125 ราย 57,277.3968 ไร่ มีแผนการบริหารจัดการการผลิต การพัฒนาองค์กรเกษตรกรและสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรเกษตรกร การจัดการด้านการตลาดและโลจิสติกส์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ในการอบรมให้ความรู้การบริหารจัดการด้านการตลาดออนไลน์ และการวางแผนเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูกาลผลิตมังคุด ปี 2565

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ ได้เน้นย้ำการเร่งรัดการออกใบรับรอง GAP พื้นที่อำเภอนบพิตำ ให้ดำเนินการให้เร็วที่สุด การพัฒนาจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็น hub มังคุด (ภาคใต้ตอนกลาง) การเพิ่มช่องทางการตลาด โดยการทำตลาดออนไลน์ การขายออนไลน์ล่วงหน้า การสั่งซื้อล่วงหน้า การขายผ่านระบบสหกรณ์ หรือบริษัทไปรษณีย์ไทย และเน้นย้ำการทำงานล่วงหน้าเชิงรุก ตามมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุก ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ.เพื่อเป็นแนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าสู่ฤดูกาลผลิตต่อไป.


เสมา 3 ลุยสุพรรณบุรี เปิดงานวันการศึกษาเอกชนภาคกลาง ครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด “เร่งเครื่องการศึกษาเอกชน สู่ Next Normal”

เสมา 3 ลุยสุพรรณบุรีเปิดงานวันการศึกษาเอกชนภาคกลาง ครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด “เร่งเครื่องการศึกษาเอกชน สู่ Next Normal”

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2565 ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานเปิดงาน”วันการศึกษาเอกชนภาคกลาง ครั้งที่ 6 ประจำปี 2565″ ภายใต้แนวคิด “เร่งเครื่องการศึกษาเอกชน สู่ Next Normal” พร้อมด้วย ดร.กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายพีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.), นายประยูร หรั่งทรัพย์ /นายประพัทธ์ รัตนอรุณ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (รองเลขาธิการ กช.)

โดยมี นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี, ดร.วีระ ทวีสุข ศึกษาธิการจังหวัดสุพรรณบุรี, ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (นายกสมาคม ปส.กช.), น.ส.กฤช ไวยากรณ์ อุปนายกภาคกลางสมาคม ปส.กช., ดร.ปราณี พงษ์สุพรรณ ประธาน ปส.กช.จังหวัดสุพรรณบุรี, คณะผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ภาคกลาง ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมในพิธี ณ โรงแรมเลิศธานี อําเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ กล่าวว่า วันการศึกษาเอกชนได้กำหนดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อให้ผู้บริหาร และคุณครูโรงเรียนเอกชน ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการและนวัตกรรมทางการศึกษา เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสแสดงความสามารถทางวิชาการ และในปีนี้ดำเนินการจัดขึ้น 5 ภาค คือ

  • ภาคเหนือ 17 จังหวัด จัดงานวันที่ 5 – 6 กุมภาพันธ์ 2565 ณ จังหวัดกำแพงเพชร
  • ภาคกลาง 18  จังหวัด จัดงานวันที่ 15 – 16 กุมภาพันธ์ 2565 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี
  • ภาคตะวันออก 8 จังหวัด จัดงานวันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2565 ณ จังหวัดระยอง
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 21 จังหวัด จัดงานวันที่ 18 – 19 กุมภาพันธ์ 2565 ณ จังหวัดอุบลราชธานี
  • และภาคใต้ 14  จังหวัด จัดงานวันที่ 25 – 26 กุมภาพันธ์ 2565 ณ จังหวัดภูเก็ต

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันทักษะทางวิชาการของนักเรียนผ่านระบบออนไลน์ จำนวน 31 รายการ  79 การแข่งขัน โดยทำการแข่งขันมาตั้งแต่วันที่ 22-23, 29 และ 31 มกราคม 2565 และช่วงบ่ายวันนี้ยังมีการเสวนาวิชาการ เรื่อง “NEXT NORMAL”  กับการจัดการศึกษาเอกชน”
 

ด้าน นายพีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการ กช. กล่าวทิ้งท้ายว่า ในการจัดงานในวันนี้มีการมอบโล่รางวัล และเกียรติบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติให้แก่ ศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 17 รางวัล, ประธาน ปส.กช. 34 รางวัล, รางวัลผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชนดีเด่นประจำปี 2565 จำนวน 15 รางวัล, รางวัลเข็มสดุดีทองคำผู้ทำคุณประโยชน์ต่อการศึกษาเอกชน 3 รางวัล, รางวัลนักเรียนเอกชนผู้สร้างชื่อเสียงระดับประเทศ 9 รางวัล, รางวัลสดุดีครูเอกชน 15 รางวัล, รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อการศึกษาเอกชน 37 รางวัล, และราง วัลเกียรติคุณผู้ทำคุณประโยช์ต่อการศึกษาเอกชน 14 รางวัล และภายในงานได้มีการส่งมอบธงให้กับจังหวัดลพบุรีเพื่อเป็นเจ้าภาพในการจัดงานวันการศึกษาเอกชน ในปี 2566 ต่อไป


พุทธศาสนิกชน คณะศรัทธา ร่วมเป็นเจ้าภาพถวายพระพุทธรูป พระมหาจักรพรรดิ แด่พระอโกโส ภิกฺขุ ในโครงการ “พลิกฟื้นคืนพุทธ สุวรรณภูมิ สู่พุทธภูมิ”

พุทธศาสนิกชน คณะศรัทธา ร่วมเป็นเจ้าภาพถวายพระพุทธรูป พระมหาจักรพรรดิ แด่พระอโกโส ภิกฺขุ ในโครงการ “พลิกฟื้นคืนพุทธ สุวรรณภูมิ สู่พุทธภูมิ”

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 11.00 น. ณ หอบุพการี ศูนย์ธรรมศึกษาและปฏิบัติธรรม สมโภช 80 ปี วัดธาตุทอง พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เนื่องในวันมาฆบูชา เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 โดย พุทธศาสนิกชน คณะศรัทธา โดยมีชมรมช่วยเหลือเกษตรกรไทยแบบยั่งยืน สนับสนุนและส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ไทย นำโดย ดร.อ็อด โพธิ์เงิน ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ พร้อมด้วย นาวาอากาศตรีหญิง จุฑาทิพย์ บุญยฤทธิ์, เรืออากาศตรีหญิง บุษยมาส บุญยฤทธิ์ รวมทั้งคณะผู้บริหาร บริษัท J.K.ASIA ผู้ผลิต และผู้จำหน่าย ข้าวตราใบเงิน และวัสดุอินทรีย์ปรับปรุงดิน “ต้าถง” พร้อมทั้ง พ.ต.อ.ณรงค์ ธนานันทกุล รอง ผบก.ตชด.ภ.1, คุณรดา แมนมาศวิหค ตัวแทน อ.เบญจ วรชัยกมล หัวหน้าคณะศิษย์มีครูฯ ผู้ดูสถานสวดมนต์สาขาพุทธพรหมปัญโญ(วัดถ้ำเมืองนะ) สาขา1 และสาขา 2 และผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลสถานปฏิบัติธรรมพุทธพรหมปัญโญ สาขา กบินทร์บุรี รวมทั้ง องค์กร ต่างๆ เช่น สมาคมทหารสันติภาพ,องค์กรการร่วมมือฑูต ระหว่างประเทศ DCO, และมูลนิธิ IIDF

ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพ ถวายพระพุทธรูป พระมหาจักรพรรดิ สูง 29 นิ้ว จำนวน 3 องค์ รวมทั้งพระพุทธรูป พระเปิดโลก จำนวน 1 องค์ หลวงพ่อทันใจ สูง 14 นิ้ว จำนวน 1องค์ ,ข้าวสารตราใบเงิน จำนวน 90 กก.และ น้ำดื่มตราใบเงิน จำนวน 240 ขวด ถวายให้แด่ พระอโกโส ภิกฺขุหรือ พระกากัน มาลิค ดารานำในบท เจ้าชายสิทธัตถะ ในหนังศรีลังกา เรื่องศรีสิทธัตถะ โคตมะ ในโครงการ “พลิกฟื้นคืนพุทธ สุวรรณภูมิ สู่พุทธภูมิ”

สำหรับโครงการ “พลิกฟื้นคืนพุทธ สุวรรณภูมิ สู่พุทธภูมิ” ซึ่งพระอโสโก ภิกฺขุ (กากัน มาลิค) ได้ร่วมกับ มิตรสหาย เครือข่ายสหายธรรมในไทยได้ก่อตั้ง “ชมรมไตรรัตนภูมิ” ร่วมกับ เพื่อนคนไทย โดยอยากพลิกฟื้นศาสนาพุทธในอินเดีย จึงจัดทำโครงการ “บริจาคพระพุทธรูป 84,000 องค์” เพื่อนำไปถวายและมอบให้ วัดพุทธ ชุมชนชาวพุทธ หน่วยงาน องค์กร ต่างๆ ในประเทศอินเดีย เป็นลำดับต่อไป


พระครูบวรธรรมคุณ นำเจ้าอาวาสวัดป่าโฮไฮโอ้ธรรมาราม มลรัฐโฮไฮโอ้ ประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ากราบสักการะ หลวงปู่ไดโนเสาร์ วัดสักกะวันบรรพต อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธ์

บ่ายวันนี้ พระครูบวรธรรมคุณ เจ้าคณะอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย (ธ.) เจ้าอาวาสวัดป่าศรีสุราษฎร์ ต.หนองบัวสันตุ อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม นำพาพระอาจารย์รักษ์พล กุลวฑฺฒโน เจ้าอาวาสวัดป่าโฮไฮโอ้ธรรมาราม มลรัฐโฮไฮโอ้ ประเทศสหรัฐอเมริกา และคณะญาติโยมวัดป่าศรีสุราษฎร์ เดินทางมากราบสักการะ ถวายแจกันดอกไม้ พวงมาลัยกร กระเช้าบำรุงสุขภาพ ผ้าห่มเนื้อดี และจตุปัจจัยจำนวน 2,500 บาท แด่ พระเทพมงคลวชิรมุนี วิ. (หลวงปู่หา สุภโร) หรือหลวงปู่ไดโนเสาร์ วัดสักกะวันบรรพต อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธ์ ตามที่ พระเทพมงคลวัชราจารย์ วิ. (หลวงปู่เหลือง ฉนฺทาคโม ) ได้เคยบอกไว้ว่า หลวงปู่หาเป็นเพื่อนกันกับองค์ท่าน หลวงปู่ สนิทกัน มีเวลามีโอกาสให้ไปกราบเยี่ยมสักการะ หลวงปู่หา ที่ภูกุ้มข้าว จ.กาฬสินธ์ แทนท่านด้วย วันนี้มีเวลา และมีโอกาสอันพิเศษจึงได้เดินทางมา กราบเยี่ยมหลวงปู่หา สุภโร ตามที่พระเทพมงคลวัชราจารย์ วิ. (หลวงปู่เหลือง ฉนฺทาคโม) วัดกระดึงทอง อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ บอกไว้แล้วนะครับ จึงเป็นมงคลกับชีวิตของผู้ร่วมคณะในการเดินทางมา ภูกุ้มข้าว ในวันนี้นะ สาธุ สาธุ สาธุ


ปฎิบัติบูชา “มาฆะบูชา 65”

ปฎิบัติบูชา “มาฆะบูชา 65” บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ นำทีมงานร่วม นุ่งขาวห่มขาวเข้าวัดถือศิล 8 ปฏิบัติบูชาในวันมาฆบูชา

เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 15 ก.พ.65 ที่ผ่านมา บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ และทีมงานได้ พร้อมใจกันนุ่งขาวห่มขาว เดินทางมาที่วัดบางพลีใหญ่กลาง ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อขอบวชชีพราหมณ์ พราหมณ์ หรืออุบาสก ด้วยการปวณาตนถือศิล 8 โดยมี พระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ (พระครูแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ให้โอวาส และ เป็นพระอุปัชฌาย์ในพระอุโบสถให้ เมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา โดยทั้งหมดได้พักค้างคืนปฎิบัติธรรม ที่วิหารพระนอนองค์ใหญ่ ภายในวัดบางพลีใหญ่กลาง

จากนั้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ (พระครูแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ได้นำคณะสงฆ์จำนวน 5 รูป ออกบิณฑบาตภายในชุมชนลิขิต 7 โดย บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ พร้อมทีมงาน และ นักเรียนนายร้อยตำรวจที่จบใหม่ มาร่วมกันเป็นลูกศิษย์วัด ออกรับบาตจาก พุทธศาสนิกชน ที่มารอใส่บาตเนื่องในวันมาฆบูชา กันอย่างคึกคัก

บิณฑ์ บรรลือฤธิ์ กล่าวว่า “การเข้าวัดถือศีล และปฎิบัติธรรมในครั้งนี้ โดยปกติแล้วในช่วงวันสำคัญๆ ทางศาสนา โดยเฉพาะวันมาฆบูชาของทุกๆปี ตนเองจะเข้าวัดเพื่อถือศิลปฎิบัติธรรม ให้จิตใจสงบ และ แผ่ผลบุญกุศลไปให้กับบรรพระบุรุษรวมถึงเจ้ากรรมนายเวรและดวงวิญญาณทั้งหลายที่ล่วงลับ ที่ตนเองได้เคยไปช่วยเหลือมาต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็จะไปมาหลายวัด อาทิเช่น วัดบางแวก กทม. ที่ตนเองเคยบวชบรรพชาอยู่ ส่วนในปีนี้ที่เลือกวัดนี้ ก็เพราะเห็นว่าใกล้บ้าน อีกทั้งในปีนี้ทางวัดบางพลีใหญ่กลางนอกจากจะมีพิธีทางศาสนา ปฎิบัติธรรมเนื่องในวันมาฆบูชาแล้ว ทางวัดยังจัดให้มี พิธีเททองหล่อพระพุทธเมตาองค์ใหญ่ขนาด น้ำหนักกว่า 10 ตัน ในช่วงเย็นวันนี้ครับ”

“จากนั้นก็จะมีพิธีเวียนเทียน หลังจากเสร็จสิ้นพิธีเวียนเทียนแล้ว ก็จะพากันลาสิขา การได้เข้ามาถือศิลปฎิบัติธรรมในครั้งนี้ตนเองรู้สึกดี และมีความสุขจิตใจสงบมากขึ้น ได้ฝึกสมาธิ และได้ทำบุญอย่างบริสุทธิ์ใจ จึงอยากเรียนเชิญชาวพุทธทุกคนให้หันมาใช้ธรรมะ เป็นที่พึ่ง และเข้าวัดปฎิบัติธรรมให้เกิดความสุขและความสงบร่มเย็นในจิตใจ ด้วยกันครับ”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. ผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชน “อารยะศิลป์ ชัยภูมิ” ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณเฮือนคำมุ จ.ชัยภูมิ

วช. ผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชน “อารยะศิลป์ ชัยภูมิ” ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณเฮือนคำมุ จ.ชัยภูมิ

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พร้อมด้วย นายชาญชัย ศรศรีวิชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ และเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ร่วมประชุมเตรียมการจัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชน “อารยะศิลป์ ชัยภูมิ”พิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณ (เฮือนคำมุ) ณ ศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุน เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ด้านศิลปวัฒนธรรมล้านช้างในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชน เป็นการดำเนินงานของ (วช.) ร่วมกับเครือข่ายวิจัยภูมิภาคทั้ง 4 ภูมิภาค เพื่อเป็นกลไกในการสร้างความยั่งยืนในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ของชุมชนและคุณภาพชีวิตให้กับท้องถิ่น บูรณาการความร่วมมือในการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยชุมชน”ในภูมิภาคต่างๆโดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้ชุมชน หรือสังคม ได้เข้าถึงงานวิจัยและนวัตกรรม และสามารถนำไปใช้งานได้จริง เชื่อมโยงพัฒนาการประกอบอาชีพ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น

การประชุมเพื่อประชุมหารือจัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชนฯ “อารยะศิลป์ ชัยภูมิ” พิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณ (เฮือนคำมุ) จังหวัดชัยภูมิ ดำเนินการโดยเครือข่ายวิจัยภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยนำเสนอผ้าซิ่นชัยภูมิ ที่ได้ศึกษาวิจัยและพัฒนา จากการสืบทอดทางวัฒนธรรมของวิถีชีวิตอารยธรรมล้านช้างในประเทศไทย ศิลปะลวดลายบนผืนผ้าที่บอกเล่าประวัติศาสตร์และความเป็นมาของคนในแต่ละยุคสมัย โดยมี ดร.คมกฤช ฤทธิ์ขจร เป็นหัวหน้าโครงการจัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชน สำหรับเป็นสถานที่รวบรวมวัตถุและผ้าโบราณ เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านช้างในแผ่นดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

เครือข่ายความร่วมมือในการดำเนินงาน จะประกอบด้วย หน่วยงานสนับสนุนการบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม โดย (วช.) พร้อมด้วย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ โดย (วช.) มีเป้าหมายให้ความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ได้สร้างความยั่งยืนให้กับพื้นที่และท้องถิ่น ในการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง และมีการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตชด.146 จับพม่า 159 คน ผงะ ! เจอรถยนต์ผู้ใหญ่บ้านหญิงเขตเมืองประจวบฯ นำทางพม่าหลบหนี

ประจวบฯ – ตชด.146 จับพม่า 159 คน ผงะเจอรถยนต์ผู้ใหญ่บ้านหญิงเขตเมืองประจวบฯนำทางพม่าหลบหนี

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 ก.พ.65 ที่บริเวณอาคารอเนกประสงค์ ร้อย ตชด.146 ด่านสิงขร พันตำรวจเอก ภูมิชาย พันธุ์กล้า ผู้กำกับการ ตชด.ที่ 14 ค่ายพระมงกุฎเกล้า ได้มอบหมายให้พันตำรวจโท ทวี ภาน้อย ผู้บังคับกองร้อยตชด.146 ด่านสิงขร ทำการสอบสวนจัดทำประวัติกลุ่มแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาร์ จำนวน 159 ราย ก่อนส่งดำเนินคดีตามกฎหมายที่ สภ.คลองวาฬ และประสานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาเก็บตัวอย่างตรวจเชื้อ covid19

หลังสืบทราบว่าจะมีกลุ่มขบวนการขนแรงงานต่างด้าวลักลอบข้ามแดนไทย โดยอาศัยช่วงพายุฝนกระหน่ำลักลอบข้ามแดน บริเวณช่องทางธรรมชาติ หมู่ 5 บ้านหุบผึ้ง ตำบลห้วยทราย อำเภอเมืองประจวบ จึงได้สนธิกำลังร่วมกับทหารหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก กองกำลังสุรสีห์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองวาฬ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัด ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองประจวบ กำนันตำบลคลองวาฬ. ตรวจคนเข้าเมือง เฝ้าปิดล้อมสกัดจับกุมกลุ่มขบวนการขนแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาร์เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา

ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รอให้แรงงานชาวเมียนมาร์ทั้งหมดขึ้นรถของผู้ที่นำพาจนครบทั้งหมดแล้วแสดงตัวเข้าจับกุม แต่รถดังกล่าวเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่จึงได้ขับหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงได้ไล่ติดตามพร้อมประสานให้เจ้าหน้าที่อีกชุดหนึ่งนำรถบรรทุกปิดกั้นขวางทางไว้จนสามารถจับกุมได้พร้อมคนทำพาทั้งหมด โดยมีรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีขาว หมายเลขทะเบียน กค 6989 ประจวบคีรีขันธ์ เป็นผู้นำทางขบวนรถหลบหนีจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งจากการตรวจค้นในรถพบว่ามีผู้ใหญ่บ้านหญิง เขตพื้นที่อำเภอเมืองประจวบพร้อมสามีเป็นผู้นำทาง และได้อาศัยจังหวะเจ้าหน้าที่เผลอทิ้งรถหลบหนีไปในความมืด ในรถยังพบกระเป๋าแบบผู้หญิง หมวกกรมการปกครอง กระบองไฟ และเอกสาร สัมภาระอื่นๆ

จากการสอบสวนชาวเมียนมาร์ทราบว่า ได้เดินทางมาจาก รัฐยะไข่ เมาะลำไย มะริด ทวาย ย่างกุ้ง จะไปขายแรงงานตามพื้นที่จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ต่างๆในประเทศไทยตามออเดอร์หมายสั่ง เนื่องจากฝั่งประเทศเมียนมาร์ มีการสู้รบทำให้ใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ไม่มีอาชีพ และมี covid ระบาด ถึงได้ตัดสินใจพากันหนีข้ามแดนมาหางานทำเพื่อความอยู่รอด โดยเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวได้จำนวน 159 ราย แบ่งเป็นชาย 94 คน หญิง 65 คน พร้อมผู้นำพา 6 คน มีคนไทย 1 คน และเมียนมาร์ 5 คน ยึดรถ 6 คัน

โดยในส่วนของผู้นำพาให้การยอมรับสารภาพว่า ได้รับว่าจ้างจากนายหน้าที่ จ.สมุทรสาครให้มาขนแรงงานต่างด้าวไปส่งตามจุดนัดพบในจังหวัดนครปฐม จ.สมุทรสาคร และกรุงเทพฯ ตามคำสั่งออเดอร์ โดยได้รับค่าจ้างหัวละ 2,000 บาท โดยมีรถในทีมทั้งหมด 5 คัน เป็นรถกระบะติดลูกกรง และรถกระบะติดตู้ทึบลักษณะเหมือนรถขนส่งสินค้าเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ ซึ่งทำมาแล้ว 5 ครั้ง และในแต่ละครั้งนายหน้าแจ้งว่าได้เคลียร์เจ้าหน้าที่ตามเส้นทางต่างๆไว้หมดแล้ว คันละ 5,000 บาท พร้อมกับให้นำเอาสติ๊กเกอร์มาติดที่บริเวณกระจกหน้ารถเพื่อเป็นสัญลักษณ์ เจ้าหน้าที่จึงได้ให้ผู้นำพาที่ขับรถแต่ละคันมาชี้รถเก๋งที่คอยขับนำทางหลบหนีเจ้าหน้าที่ออกจากชายแดนว่าใช่คันเดียวกันหรือไม่

ต่อมาเวลาไล่เลี่ยกันที่บริเวณหมู่ 9 บ้านมะขามโพรง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ร่วมกับทหารหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ สามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาร์ได้เพิ่มเติมอีก 23 คน พร้อมผู้นำพา 1 คน เป็นชาย 13 คนหญิง 10 คน จึงได้นำตัวมาสอบสวนที่ สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ พร้อมรอเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาตรวจหาเชื้อ covid19 ก่อนส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย และเวลาเดียวกัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดนำกำลังเจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันจับกุมแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาร์ได้เพิ่มเติมอีก ประมาณ 77 คน ไม่มีผู้นำพา กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าบริเวณหมู่ 6 บ้านทุ่งเคล็ด ต.เกาะหลัก จึงได้ควบคุมตัวส่งให้เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก ดำเนินผลักดันส่งกลับท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายต่อไป

และจุดสุดท้ายที่บริเวณจุดตรวจเขาดิน หมู่ 9 บ้าน กม.12 ตำบลอ่าวน้อย เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดประจวบ ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองประจวบ ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ ชรบ. และตำรวจภูธรอ่าวน้อย ได้ร่วมกันจับกุมแรงงานต่างด้าวได้เพิ่มเติมอีกจำนวน 19 ราย แบ่งเป็นชาย 18 ราย หญิง 1 ราย ไม่มีผู้นำพา จึงได้ควบคุมตัวทั้งหมดส่งให้เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก ดำเนินการผลักดันส่งกลับเช่นกันซึ่งจากการสนธิกำลังบูรณาการของเจ้าหน้าที่หลายหน่วยครั้งนี้ สามารถจับกุมแรงงานเถื่อนชาวเมียนมาได้รวมทั้งสิ้น 278 คน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายทางด้านมนุษยธรรมในการดูแลชาวเมียนมาร์ เป็นค่าอาหารวันละ 100 บาทต่อคน จำนวน 14 วัน ตามระยะเวลาการกักตัว ค่าตรวจเชื้อโควิดแบบ RT-PCR รายละ 1,200 บาท เป็นจำนวนกว่า 5 แสนบาท


นัครินทร์/ข่าวประจวบฯ/รายงาน

ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มอบเงินกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยจากเหตุช้างป่าทำร้ายประชาชนเสียชีวิตพร้อมศึกษาแนวทางแก้ปัญหาช้างป่า ที่ จ.จันทบุรี

ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมอบเงินกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี จากเหตุช้างป่าทำร้ายประชาชนเสียชีวิตพร้อมศึกษาแนวทางแก้ปัญหาช้างป่า ที่จ.จันทบุรี เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัว ผู้เสียชีวิตจากเหตุถูกช้างป่าทำร้าย

วันนี้ ( 16 ก.พ.65 ) ที่ศาลากลางจังหวัดจันทบุรีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่จากเหตุช้างป่าทำร้ายประชาชนเสียชีวิต ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี จำนวน 2 ราย / รายละ 30,000 บาท จากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมนำคณะประกอบด้วย นายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, นางสุรีย์พร รามสมภพ ผู้อำนวยการกองคลัง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, นางสาวยุพาภรณ์ บุญรอด ผู้อำนวยการกลุ่มงานการเงินและกองทุน สำนัก งานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยนาย อลงกรณ์ แอคะรัจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นำหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยว ข้อง, ตัวแทนผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, องค์กรภาคเอกชน, กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน, จิตอาสาเฝ้าระวังภัยช้างป่า ให้การต้อนรับและสรุปสถานการณ์การแก้ปัญหาลดผลกระทบราษฎรรับทราบสถานการณ์ช้างป่าและสถานการณ์สาธารณภัยในพื้นที่จันทบุรี และมอบเงินช่วยเหลือจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 2 รายละ 30,000 บาท เป็นเงิน 60,000 บาท ให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุช้างป่าทำร้ายในพื้นที่อำเภอแก่งหางแมว เมื่อเดือนเมษายน 2564 และอำเภอท่าใหม่ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2564 จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิต และติดตามจุดเกิดเหตุช้างป่าทำลายแนวกันริมถนน บริเวณสี่แยกเขาพระยา อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี พร้อมทั้งพบปะกลุ่มชาวบ้านอาสาสมัครประมาณ 10 คน ที่ช่วยกันผลักดันช้างป่าที่บุกมาทำลายพืชไร่เกษตรกรรมในบริเวณพื้นที่

โอกาสนี้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความเสียใจถึงเหตุการณ์ภัยจากช้างป่า พร้อมนำความห่วงใยและกำลังใจจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีส่งถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่ด้วย กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเงินที่รับบริจาคจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบสาธารณภัยทั่วประเทศ สามารถบริจาคเงินได้ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาทำเนียบรัฐบาล เลขที่บัญชี 067-0-06895-0 ชื่อบัญชีกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ใบเสร็จรับเงินบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา จ.จันทบุรี
พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

นครนายก จัดกิจกรรมงานสัปดาห์ส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ประจำปี 2565

นครนายก – กิจกรรมงานสัปดาห์ส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ประจำปี 2565 โดยมีหน่วยงานทุกส่วนราชการ และพุทธศาสนิกชน ร่วมงาน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2565 ที่สวนป่าริมแม่น้ำวัดอุดมธานี พระอารามหลวง ตำบลบ้านใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก พระครูปริยัติโพธิสุนทร เจ้าคณะอำเภอเมือง เจ้าอาวาสวัดอุดมธานี พระอารามหลวง นำพระสงฆ์ สามเณร ร่วมทำกิจกรรมงานสัปดาห์ส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ประจำปี 2565 โดยมี นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานในพิธีฝ่ายฆราวาส นายอุดมเขต ราษฏร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก พร้อมด้วยหน่วยงาน จากทุกส่วนราชการ และพุทธศาสนิกชน ร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกัน

ภายในงานได้มีพิธีสวดมนต์ไหว้พระ รับศีล พร้อมถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรม จากนั้นผู้เข้าร่วมพิธีฯ โดยประธานในพิธีและผู้เข้าร่วมพิธีร่วมกันทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์ สามเณร และร่วมพิธีเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ 3 รอบ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ในพิธีดังกล่าวได้มีการตรวจคัดกรองการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตามมาตรการของรัฐและจังหวัดนครนายก อย่างเคร่งครัด


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ข่าวจังหวัดนครนายก