ผวจ.สุโขทัย ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจการฉีดวัคซีนที่ รพ.สุโขทัย

ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการฉีดวัคซีนโควิด เด็ก 5-11 ปี และประชาชนทั่วไป พร้อมให้กำลังใจทีมหมอ พยาบาล ที่โรงพยาบาลสุโขทัย

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 นายวิรุฬ พรรณเทวี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พร้อมด้วยนางกนกพร พรรณเทวี ประธานแม่บ้านมหาดไทย จังหวัดสุโขทัย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจการให้บริการฉีดวัคซีนโควิด ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 โรงพยาบาลสุโขทัย โดยมีคุณครู นำเด็กนักเรียนอายุ 5-11 ปี ที่อยู่ในระบบการศึกษา จากโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 เข้ารับบริการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ เข็ม 1 จำนวน 160 คน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19 ให้กับเด็ก รวมทั้งได้มีประชาชนทั่วไป เดินทางไปรับบริการฉีดวัคซีนโควิดทั้งเข็ม 1 เข็ม 2 และเข็มกระตุ้น จำนวนกว่า 200 คน ซึ่งภาพรวมของการให้บริการฉีดวัคซีนสะดวก รวดเร็ว และเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

โดยจังหวัดสุโขทัยฉีดวัคซีนโควิดให้กับประชาชนทั่วไป (ตามประชากรที่อยู่จริง) เข็มที่ 1 / 85.97% ,เข็มที่ 2 / 79.59% ,เข็มที่ 3 / 23.17% (ข้อมูล 17 กุมภาพันธ์ 2565)


พงศ์เทพ สาคร สุโขทัย

‘THE GHOST SECRET’ เบิกเนตร พระญาปุริสาทและติดอุณาโลม หลวงพ่อทันใจ ที่วัดหนองทอง

สุโขทัย – THE GHOST SECRET เบิกเนตรพระญาปุริสาทและติดอุณาโลม หลวงพ่อทันใจ ที่วัดหนองทอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ เวลา 18.09 น. วันเสาร์ที่ 20 กพ. 2565 ที่วัดหนองทอง ม.11 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.สุโขทัย พระครูปลัดธนะโรจน์ ปัญญาวชิโร (พระอาจารย์หมู) พร้อมทีมงาน THE GHOST SECRET (ไขความลับโลกวิญญาณ) รายการดังทางช่องยูทูป ซึ่งมีอาจารย์โอเล่ ญาณสัมผัส ศิวดล จันทนเสวี(ท๊อฟฟี่สามบาทห้าสิบ) และบุญญาวัลย์ พงษ์สุวรรณ(ส้มเช้ง สามช่า) เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้เดินทางไปร่วมพิธีเบิกเนตร ติดอุณาโลมหลวงพ่อทันใจหน้าตัก 50 นิ้ว ทั้งหมด 17 องค์ และพิธีเบิกเนตรพญาปุริสาท เพื่อประดิษฐานหน้าถ้ำเศรษฐี วัดหนองทอง

โดยมีพระราชวิมลเมธี เจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พระมหากายสิทธิ์ สิทธาภิภู รองเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย เจ้าอาวาสวัดบึงครอบ พระครูประภาตธรรมานันท์ รองเจ้าคณะอำเภอเมืองสุโขทัย เจ้าอาวาสวัดบ้านนา ร่วมพิธี ได้ยิงแสงเลเซอร์ไปยังหลวงพ่อทันใจและพญาปุริสาท ขณะทำพิธีเบิกเนตร เพื่อเป็นการเบิกเนตรแทนการใช้มือสัมผัสเพื่อเป็นการป้องกันโรคโควิด-19 ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีแน่นขนัด ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด-19 ต้องตรวจ ATK ก่อนเข้างานทุกคน


พงศ์เทพ สาคร สุโขทัย

ทีมฟุตบอล อาวุโสสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดจันทบุรี คว้าแชมป์ฟุตบอลผู้สูงอายุชิงแชมป์ประเทศไทย รับถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

ทีมฟุตบอล อาวุโสสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดจันทบุรี คว้าแชมป์ฟุตบอลผู้สูงอายุชิงแชมป์ประเทศไทย รับถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

เย็นวานนี้ ( 20 ก.พ.65 ) สนามใจฟ้าอคาเดมี จังหวัดลพบุรีทีมฟุตบอลผู้สูงอายุสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดจันทบุรีได้ลงแข่งขันชิงชนะเลิศกับทีมฟุตบอลผู้สูงอายุสมาคมกีฬาแห่ง จังหวัดพิษณุโลก ท่ามกลางมาตรการป้องกันโควิด 19 และมีการถ่ายทอดสดผ่านทางเฟสบุ๊คไลฟ์ Jaifar Academy โดยผลการแข่งขันครึ่งแรก ทีมผู้สูงอายุจันทบุรีออกนำก่อน 1 ประตูต่อ 0 และ ในครึ่งหลังทีมจันทบุรี ก็ทิ้งห่างเป็น 3 ประตูต่อ 0 คว้าแชมป์มาครองอย่างภาคภูมิใจ ถือเป็นตัวแทนของชาวจันทบุรีที่สร้างชื่อเสียงได้รับถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ครั้งที่ 1

ทั้งนี้ ทีมฟุตบอลผู้สูงอายุสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดจันทบุรี มีนายพราหมณ์ มุกดาสนิท เป็นผู้จัดการทีมและมี นายนายวิรัชย์กร ชูเชิดจรัสพัฒน์ เป็นผู้ฝึกสอนควบคุมทีม ซึ่งการแข่งขันฟุตบอลผู้สูงอายุชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระ วชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ครั้งที่ 1 ที่มีทีมผู้สูงอายุ อาวุโสชายอายุ 50 ปี ขึ้นไปเข้าร่วมการแข่งขัน 72 ทีม จาก 72 จังหวัดทั่วประเทศ โดยผลงานการแข่งขัน ของทีมจันทบุรี สามารถเอาชนะคู่แข่ง ทีมผู้สูงอายุจังหวัดเพชรบูรณ์ในรอบ 32 ทีม 5 ประตู ต่อ 2 / ในรอบทีมจันทบุรีชนะทีมจังหวัดนครสวรรค์ 4 ประตูต่อ 1 / รอบ 8 ทีมสุดท้าย จันทบุรีเสมอกับทีมเพชรบุรี 2 ประตูต่อ 2 ยิงจุดโทษจันทบุรีชนะ3 ประตูต่อ 1 ผ่านเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้าย ที่จันทบุรีพบกับทีมจังหวัดปทุมธานีเสมอในเวลา 0 ประตูต่อ 0 ดวลจุดโทษ จันทบุรีชนะ 3 ประตูต่อ 1 และคู่ชิงชนะเลิศจันทบุรี กับ พิษณุโลก จันทบุรีสามารถคว้าชัยชนะมาได้อย่างสวยงาม 3 ประตู ต่อ 0 โดยพิธีอัญเชิญถ้วยพระราชทาน มี พลเอก เฉลิมชัย สิทธิศาสตร์ องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ฯ


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา จ.จันทบุรี
พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารที่ว่าการอำเภอท่าใหม่ (หลังใหม่) ท่ามกลางสายฝนชุ่มฉ่ำ แทนอาคารหลังเก่าที่เริ่มชำรุดทรุดโทรม

อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารที่ว่าการอำเภอท่าใหม่ (หลังใหม่) ท่ามกลางสายฝนชุ่มฉ่ำ แทนอาคารหลังเก่าที่เริ่มชำรุดทรุดโทรม แล้วเสร็จประมาณต้นปี 2566

วันนี้ ( 21 ก.พ.65 ) ที่บริเวณสถานที่ก่อสร้างอาคารที่ว่าการอำเภอท่าใหม่ (หลังใหม่ ) เนินคาบนสาธารณประโยชน์ บ้านป่าแดง ต.ท่าใหม่ อ.ท่าใหม่ พระธรรมวชิรเมธี เจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดหงศ์รัจนาราม กรุงเทพมหานคร, นายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง, และนายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นำพระเถรานุเถระ, หัวหน้าส่วนราชการ ,ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, กำนัน – ผู้ใหญ่บ้าน, ผู้นำชุมชน, คณะข้าราชการ, พนักงาน, เจ้าหน้าที่, และประชาชนชาวอำเภอท่าใหม่ ร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารที่ว่าการอำเภอท่าใหม่ (หลังใหม่) ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างชุ่มฉ่ำ ทำให้สถานที่ก่อสร้างที่จัดเตรียมไว้ต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ แต่ก่อนที่จะเริ่มพิธีพราห์มสายฝนก็หยุดตก และสามารถประกอบพิธีได้อย่างราบรื่น

ทั้งนี้นายปฏิณญา พานิชอัตรา นายอำเภอท่าใหม่ กล่าวรายงานว่า อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี มีพื้นที่รวม 612.800 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 383,000 ไร่ แบ่งเขตการปกครองตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 เป็น 14 ตำบล 124 หมู่บ้าน มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 13 แห่ง ได้แก่ เทศบาลเมือง 1 แห่ง เทศบาลตำบล 5 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 7 แห่ง ประ 70,944 คน จำนวนครัวเรือน 29,228 ครัวเรือน อำเภอท่าใหม่เป็นเมืองแห่งการเกษตรกรรม ทั้งการปลูกทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง พริกไทย เป็นต้น เป็นแหล่งอาหารทะเล กุ้ง หอย ปู ปลา ที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และศูนย์รวมจิตใจทางพุทธศา

ประวัติอำเภอท่าใหม่ เริ่มมาตั้งแต่ปี ร.ศ. 116 หรือประมาณ พ.ศ. 2440 เดิมแบ่งการปกครองออกเป็น 2 อำเภอ คือ อำเภอบ้านโขมง และอำเภอพลอยแหวน มีหลวงพรหมสุภาแพ่ง และหลวงรัตนนครคลัง เป็นนายอำเภอ ต่อมา ร.ศ. 117 หรือ พ.ศ. 2441ทางราชการได้พิจารณาเห็นว่า ยังไม่เหมาะสมจึงปรับปรุงการปกครองใหม่ โดยยุบอำเภอบ้านโขมงรวมขึ้นกับอำเภอพลอยแหวน ขนานนามว่า “อำเภอเขาพลอยแหวน” ตั้งที่ว่าการอำเภออยู่ที่ ศาลาการเปรียญวัดเขาพลอยแหวน เมื่อรวบรวมเขตอำเภอบ้านโขมง และอำเภอพลอยแหวนรวมกันแล้ว ทางราชการจึงแต่งตั้งให้หลวงศรีรองเมืองเป็นนายอำเภอ พ.ศ. 2448 สภาพท้องที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะเดิมตำบลพลอยแหวน และตำบลบางกะจะมีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น ภายหลังราษฎรอพยพไปอยู่ท้องที่อื่นเป็นจำนวนมาก ทางราชการจึงย้ายที่ว่าการอำเภอจากพลอยแหวน ไปตั้งที่บ้านท่าใหม่ ตำบลท่าใหม่ ในปัจจุบันนี้ เมื่อย้ายที่ว่าการอำเภอมาตั้งที่ บ้านท่าใหม่ ข้างสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าใหม่ในปัจจุบัน เปลี่ยนชื่อเป็น “อำเภอท่าใหม่” / พ.ศ. 2462 ทางราชการได้ย้ายที่ว่าการอำเภอท่าใหม่จากข้างสถานีตำรวจภูธร ไปอยู่ข้างหนองโขยง พ.ศ. 2484

นายจำรัส เวชสัสถ์ นายอำเภอท่าใหม่ ได้พิจารณาเห็นว่าที่ว่าการอำเภอหลังเดิมได้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก และได้สร้างมาเป็นเวลาประมาณ 34 ปี ในขณะนั้นประเทศไทยอยู่ในภาวะสงคราม อินโดจีน-ฝรั่งเศส และสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่สามารถนำงบประมาณ มาซ่อมแซมได้ จึงได้ย้ายที่ว่าการอำเภอมาตั้งในที่ปัจจุบัน ซึ่งเดิมเป็นอาคารโรงเจเก่า โดยผู้จัดการและคณะกรรมการโรงเจได้อุทิศให้เป็นสถานที่ราชการ เป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว ต่อมาต่อเติมเป็นอาคารสองชั้น ชั้นบนเป็นอาคารไม้ ขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 15 เมตร / พ.ศ. 2507 นายพิสนธ์ สุนทรธรรม นายอำเภอท่าใหม่ ได้ต่อเติมอาคารด้านหลังเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว หลังคามุงกระเบื้อง และยังได้ปรับปรุงซ่อมแซมห้องประชุมอำเภอเพื่อให้เป็นสถานที่ทำงานให้เพียงพอกับกำลังเจ้าหน้าที่ จึงนับได้ว่าอาศัยโรงเจเป็นที่ว่าการอำเภอจนถึง พ.ศ. 2528 เป็นเวลาประมาณ 45 ปี / พ.ศ. 2528 จึงได้รับอนุมัติงบประมาณเพื่อทำการก่อสร้างอาคารที่ว่าการอำเภอเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสองชั้น ตามแบบมาตรฐานกรมโยธาธิการ สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2529

อาคารที่ว่าการอำเภอท่าใหม่ ที่ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ในวันนี้ ได้รับงบประมาณจากกรมการปกครองเป็นค่าก่อสร้าง จำนวน 26,980,000 บาท โดยจะก่อสร้างเป็นอาคารคอนกรีต เสริมเหล็ก 2 ชั้น กว้าง 22 เมตร ยาว 49 เมตร สูง 7.2 เมตร พร้อมครุภัณฑ์ประกอบอาคาร ซึ่งได้ขอถอนสภาพที่ดินสาธารณประโยชน์แปลง “เนินคาบนสาธารณประโยชน์” บ้านป่าแดงเนื้อที่ 20 ไร่ เป็นสถานที่ก่อสร้าง นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากพ่อค้าคหบดีและประชาชนชาวอำเภอท่าใหม่ร่วมกันบริจาคทรัพย์ตามกำลังศรัทธา เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับพื้นที่สำหรับเตรียมการก่อสร้างอาคารที่ว่าการอำเภอท่าใหม่ กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จต้นปี พ.ศ.2566 นี้


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา จ.จันทบุรี
พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ทหารพราน 21 บุกยึดกัญชาแห้งอัดแท่ง 100 กก./แท่ง จากขบวกการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ลำเลียงช่วงแม่น้ำโขงลดระดับหน้าแล้ง

นครพนม – ทหารพราน 21 บุกยึดกัญชาแห้งอัดแท่ง 100 กก./แท่ง จากขบวกการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ลำเลียงช่วงแม่น้ำโขงลดระดับหน้าแล้ง

วันที่ 21 ก.พ.65 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย ร้อยตรี วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 2108 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 เปิดเผยว่า เมื่อดึกคืนที่ผ่านมาไได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวในพื้นที่ว่าจะมีการลักลอบขนย้ายยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยบริเวณ บ.ม่วงชี ต.โพนทอง อ.บ้านแพง จ.นครพนม เพื่อลำเลียงส่งต่อไปยังพื้นที่ตอนใน จึงจัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วของหน่วย เข้าทำการซุ่มเฝ้าตรวจจุดเสี่ยง, จุดล่อแหลม พื้นที่สำคัญ ตามภาพข่าวที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว(ไม่ประสงค์ออกนาม) เพื่อป้องกันและสกัดกั้นขบวกการค้ายาเสพติดข้ามชาติ

ครั้นเมื่อเวลาประมาณ 2120 น. ตรวจพบชายประมาณ 4 คน ไม่ทราบอายุและสัญชาติ เดินแบกสิ่งของมาตามป่า ตามทุ่งนา มุ่งหน้ามายังถนนหลวงหมายเลข 212 จึงแสดงตัวขอตรวจค้น เเต่กลุ่มชายดังกล่าวได้ทำการขัดขืนไม่ยอมให้ตรวจค้น โดยได้ทิ้งสิ่งของที่ลำเลียงมาและวิ่งหลบหนี กำลังพลของหน่วยจึงได้ทำการวิ่งไล่ติดตาม และยิงปืนขึ้นฟ้า เพื่อให้กลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติหยุดวิ่งในการหลบหนี แต่กลุ่มชายดังกล่าวไม่ยอมหยุดวิ่ง แล้วอาศัยความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปกับความมืด บริเวณทุ่งนา บ.ม่วงชี ม.4 ต.โพนทอง อ.บ้านแพง จ.นครพนม

จึงทำการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบพบถุงกระสอบต้องสงสัย จำนวน 4 กระสอบ เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นภายในกระสอบ พบเป็นยาเสพติดประเภท 5 (กัญชา) ทั้ง 4 กระสอบ จำนวน 100 แท่ง/กก. จึงได้ทำการขนย้ายมาที่ บก.ร้อย.ทพ.2108 และประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ร่วมบูรณาการตรวจยึดของกลางดังกล่าวพรัอมนำยาเสพติดทั้งหมดส่ง พนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง จ.นครพนม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ภาพ : ร้อย.ทพ 2108 ฉก.ทพ.2108
: พรพิพัฒน์ เพ็ชรสังหาร ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อินไท NEWS)

เทพข่าวร้อน รายงาน

วัดเตว็ดใน ไถ่ชีวิตแม่โคท้องแก่ จำนวน 2 ตัว 4 ชีวิต จากโรงฆ่าสัตว์

สุโขทัย – วัดเตว็ดใน ไถ่ชีวิตแม่โคท้องแก่ จำนวน 2 ตัว 4 ชีวิต จากโรงฆ่าสัตว์

วันที่ 20ก.พ.65 เวลา 13.09 น. ที่วัดเตว็ดใน(ป่าปลา) ม.4 ต.วังใหญ่ อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย พระครูปลัดสารัตน์ สุภทฺโท เจ้าอาวาสวัดเตว็ดใน(ป่าปลา) ได้ร่วมกับญาติโยมจัดพิธีไถ่ชีวิตโคเพศเมียจำนวน 2 ตัว ตั้งท้องแก่ใกล้คลอดรวม 4 ชีวิต จากโรงฆ่าสัตว์ โดยมีพระมหากายสิทธิ์ สิทธาภิภู รองเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย เจ้าอาวาสวัดบึงครอบ, พระมหาสุธีร์ อิสฺสโร เจ้าคณะอำเภอทุ่งเสลี่ยม, พระครูชัยรัตนบรรพต รองเจ้าคณะอำเภอทุ่งเสลี่ยม และพ.ต.ท.คมสันต์ ศรีสุภาพ พร้อมคณะศรัทธาวัดเตว็ดใน ร่วมไถ่ชีวิตแม่วัวท้องแก่จำนวน 2 ตัว 4 ชีวิต ที่ทางพระครูปลัดสารัตน์ สุภทฺโท เจ้าอาวาสวัดเตว็ดใน(ป่าปลา) ได้ร่วมกับคณะศรัทธาชาวบ้านเตว็ดในและหมู่บ้านใกล้เคียง ไถ่ชีวิตมาจากโรงฆ่าสัตว์ โดยมีนายเชาวลิต ดวงวิไล ชาวม.7 ต.วังใหญ่ เป็นผู้รับมอบเพื่อรับไปดูแลเลี้ยงดูต่อไป

พระครูปลัดสารัตน์ สุภทโท เจ้าอาวาสวัดเตว็ดใน(ป่าปลา) กล่าวว่า การไถ่ชีวิตโค-กระบือ ถือเป็นมหาทานบารมีที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการช่วยให้ชีวิตแก่สัตว์ที่กำลังจะโดนฆ่า ให้รอดพ้นจากความตาย และยังเป็นการช่วยอนุรักษ์เผ่าพันธุ์ไม่ให้สูญสิ้นไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย โค-กระบือที่ทางวัดไถ่ชีวิตไว้จากโรงฆ่าสัตว์

ท่านใดต้องการจะร่วมมหาทานบารมีอันยิ่งใหญ่ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ พระปลัดสารัตน์ สุภัทโท โทร 064-6988235 หรือ โอนเข้าบัญชีวัดเตว็ดใน เลขที่ 618-0-23124-9 ธนาคารกรุงไทย สาขาศรีสำโรง


พงศ์เทพ สาคร สุโขทัย

อุทยานแห่งชาติภูลังกา ประกาศยกเลิกไกด์ “ถ้ำนาคี” อ้างผิดกฎหมาย หวั่นเปิดช่องเอกชนเข้าชุบมือเปิบ

อุทยานแห่งชาติภูลังกา ประกาศยกเลิกไกด์ “ถ้ำนาคี” อ้างผิดกฎหมาย หวั่นเปิดช่องเอกชนเข้าชุบมือเปิบ

จากกรณีที่ นายคมสิน ศรีมานะศักดิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม(ส.วธ.นพ.) พร้อมคณะได้มีโปรแกรมลงพื้นที่ศึกษาและสำรวจ ถ้ำนาคีในอุทยานแห่งชาติภูลังกา บ้านนาโพธิ์ หมู่ 3 ต.ไผ่ล้อม อ.บ้านแพง จ.นครพนม เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ โดยใช้ห้องประชุม อบต.ไผ่ล้อม เป็นสถานที่โสเหล่ (เป็นภาษาอีสานหมายถึงจับกลุ่มพูดคุยกัน) เสวนามรดกทางวัฒนธรรม ทั้งนี้ มีผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชุน และผู้เฒ่าผู้แก่ที่รู้จักพื้นที่ในอดีตเป็นอย่างดี อาทิ นายรุ่งเรือง แพงโท อายุ 80 ปี อดีตกำนันฯ, นายบรรจง กุณรักษ์ อายุ 69 ปี ปราชญ์ชาวบ้านด้านหมอแผนโบราณ ตลอดจนพี่น้องชาวบ้านนาโพธิ์อีกจำนวนหนึ่ง โดยมี นายเนวิน แพงมาพรหม นายก อบต.ไผ่ล้อม พร้อมรองนายกฯ เลขานุการฯ อำนวยความสะดวกด้านสถานที่

นายรุ่งเรืองอดีตกำนัน ต.ไผ่ล้อม เปิดเผยว่าเทือกเขาภูลังกายังไม่มีหน่วยงานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้ามาตั้งที่ทำการอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามเชิงเขาภูลังกา ยึดอาชีพด้านการเกษตร โดยภูลังกาเป็นป่ารกครึ้มมีความอุดมสมบูรณ์มาก สมัยนั้นช่วงฤดูฝนชาวบ้านต้องลงนาปลูกข้าว ก็นำวัว ควายขึ้นไปเลี้ยงไว้บนภูลังกา เพราะพื้นล่างไม่มีที่ให้หากินหญ้าเนื่องจากต้องปักดำนาตามฤดูกาล โดยมีวัวควายรวมๆ กันแล้วกว่า 300 ตัว ชาวบ้านก็จะผลัดเปลี่ยนเวรยามขึ้นไปเฝ้ากันขโมยมาลัก พอสิ้นฤดูเก็บเกี่ยวถึงจะนำสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นกลับมาที่พื้นล่าง

อดีตกำนันเล่าต่อว่าตอนนั้นไม่มีใครรู้จักถ้ำนาคีกัน ส่วนมากจะรู้แต่ว่าบนภูลังกามีถ้ำยา เพราะจะมีใบยาสูบปลิวไม่รู้ว่าปลิวมาจากทิศทางไหน ตกเกลื่อนบริเวณนั้น เมื่อตามหาต้นก็ไม่พบ ชาวบ้านจึงเชื่อว่าเจ้าป่าเจ้าเขามอบให้ พอนำใบยานั้นมาปรุงรักษาโรคก็หายกันถ้วนหน้า ตรงนั้นจึงเรียกกันติดปากว่าถ้ำยา ต่อมามีข่าวว่าค้นพบถ้ำนาคีทและมีหินลักษณะคล้ายเศียรพญานาคและงูจงอางยักษ์ สอบถามลูกหลานถึงรู้ถ้ำที่ว่าก็คือถ้ำยา เพราะมีการถางป่าที่รกครึ้มถึงเจอหินดังกล่าว สมัยนั้นไม่มีใครถางจึงไม่เห็นกัน

ด้าน นายบรรจงปราชญ์ชาวบ้านกล่าวว่า ก่อนที่จะมาเป็นอุทยานแห่งชาติภูลังกา เดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติ วนอุทยาน อุทยานเตรียมการ เป็นต้น ยุคนั้นมีคอมมิวนิสต์อยู่เยอะ ทหาร ตำรวจ อส. ขึ้นมาประจำ โดยเชื่อมโยงกันกับคอมมิวนิสต์ทางด้านฝั่งเทือกเขาภูพาน อ.นาแก จ.นครพนม เคยมีอดีตคอมมิวนิสต์เล่าว่าในภูลังกามีถ้ำแห่งหนึ่ง ปากทางเข้าจะแคบแต่ข้างในกว้างโล่ง จึงใช้สำหรับเป็นโรงพยาบาลมีเตียงประมาณ 40 เตียง นายบรรจงยังเล่าว่าอดีตคอมมิวนิสต์ยังบอกอีกว่าในถ้ำนั้น มีเงินธนบัตรจำนวนหนึ่งและหีบทองคำอีกจำนวนหนึ่ง หลังการสู้รบสงบก็ช่วยกันผลักดันหินหินมาปิดปากถ้ำไว้ โดยรอจังหวะเหมาะๆค่อยกลับเข้ามาขนของล้ำค่านั้น แต่นานวันเข้าป่าปกคลุมจนจำไม่ได้ว่าถ้ำนี้อยู่ตรงไหน จึงกลายเป็นปริศนาถ้ำโกโบริอีสานมาจนถึงทุกวันนี้

ขณะที่ นายสุรชาติ ดีโคตร ผู้ใหญ่บ้านนาโพธิ์ หมู่ 3 ต.ไผ่ล้อม เปิดเผยว่า ตั้งแต่มีนักท่องเที่ยวรู้จักถ้ำนาคีผ่านสื่อท้องถิ่น จึงมีคนดัง ศิลปิน ดารา นักร้อง พากันมาเที่ยวชมความสวยงาม ทำให้ชื่อถ้ำนาคีกลายเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ประจำอุทยานมีกำลังไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักท่องเที่ยว ทางอุทยานจึงรวบรวมลูกหลานชาวบ้านที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในชุมชนคือเริ่มที่บ้านนาโพธิ์มาอบรมเป็นไกด์อาสา เบื้องต้นอบรมชุดแรกช่วงเดือนธันวาคม 64 จำนวน 100 คน

ต่อมาในระยะเวลาแค่ 2 เดือนนักท่องเที่ยวเริ่มมีจำนวนมากขึ้น อุทยานจึงเปิดอบรมไกด์อาสารุ่นที่ 2 จำนวน 200 คน ครั้งนี้เป็นบุคคลที่อยู่ในพื้นที่ อ.บ้านแพง เสียค่าสมัครคนละ 300 บาท ได้เสื้อฟอร์มและป้ายมาอย่างละ 1 อย่าง โดยมีเงื่อนไขในการบริการนักท่องเที่ยว ว่า นักท่องเที่ยว 1-10 คนใช้ไกด์ 1 คน หากเกินแต่ต้องไม่เกิน 20 คน ให้ใช้ไกด์ 2 คน เป็นต้น ถึงกระนั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อการให้บริการนักท่องเที่ยว

นายสุรชาติ กล่าวต่อว่า ตรงจุดนี้เองทำให้มีกลุ่มเอกชนมองเห็นช่องทาง ในการแสวงหาผลประโยชน์ โดยใช้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นตัวขับเคลื่อนให้บรรจุถึงเป้าหมาย ดังนั้นช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางอุทยานจึงเรียกไกด์อาสาเข้าประชุมที่ห้องประชุมของอุทยาน โดยมีหน่วยงานราชการ และองค์กรด้านการท่องเที่ยวร่วมนั่งหัวโต๊ะ ซึ่งอุทยานอ้างถึงระเบียบข้อกฎหมายฯ จึงจะยกเลิกไกด์อาสาที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนี้ แต่ให้ไปรายงานตัวกับองค์กรหนึ่ง เพื่อทำเรื่องขอกลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ไกด์ใหม่อีกครั้ง ซึ่งในการประชุมนั้นมีข้อกำหนดว่า ไกด์ต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป หลังสิ้นการประชุมมีชาวบ้านมาปรึกษา เนื่องจากลูกหลานหลายครอบครัวมีอายุไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด แต่เด็กเหล่านั้นมีความกระตือรือร้นในการทำหน้าที่ไกด์อาสาอย่างมาก ทุกวันต้องตื่นแต่ตีสามตีสี่เพื่อไปทำงาน มีรายได้จากตรงนี้มาจุนเจือครอบครัว แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้เป็นจำนวนมาก ที่สำคัญทำให้เยาวชนห่างไกลยาเสพติด ตนหารือผู้หลักผู้ใหญ่แล้วจึงสรุปว่าจะทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ผ่านทางนายอำเภอบ้านแพง รับทราบปัญหาที่จะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมนี้
ต่อมาได้มีคำสั่งแจ้งอย่างไม่เป็นทางการลงในไลน์กลุ่มไกด์อาสา ดังนี้

แจ้ง อาสาฯ ทุกท่าน เพื่อทราบและดำเนินการ เรื่อง การเป็น “ผู้นำเที่ยวท้องถิ่น” โดยแท้จริง และการยกเลิกการเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทั้งหมด

ด้วยทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้มีราชกิจจานุเบกษา ว่าด้วยการอนุญาตให้กระทำการในอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ เล่มที่ 138 ตอนพิเศษ 301 ง 9 ธันวาคม 2564 (เคยมีการแจ้งในที่ประชุมในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลบึงโขงหลงแล้ว)
ส่วนที่ 3 การอนุญาตเพื่อการท่องเที่ยวเพื่อการท่องเที่ยวที่เป็นประโยชน์
(3) ประเภทที่สาม การบริการนำเที่ยว

เพื่อที่จะได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้นำเที่ยวท้องถิ่นโดยถูกต้องตามกฎหมายและได้การรับรองจากกรมอุทยานในการนำเที่ยวในพื้นที่ของอุทยานจริง จะต้องทำการยื่นเอกสารต่อกรมอุทยานฯ เพื่อรับใบอนุญาตต่อไป

ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับราชกิจจานุเบกษาดังกล่าว อุทยานแห่งชาติภูลังกาจึงแจ้งยกเลิกการเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทุกท่าน และให้ผู้ที่ต้องการเป็นผู้นำเที่ยวท้องถิ่น (ดูแล อำนวยความสะดวก และช่วยเหลือนักท่องเที่ยว รวมถึงดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของอุทยานแห่งชาติ และอื่น ๆ) ให้ดำเนินการยื่นการสมัครต่ออุทยานแห่งชาติภูลังกา ภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 เพื่อที่อุทยานแห่งชาติจะได้เสนอต่อสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืชต่อไป เพื่อที่จะได้รับใบอนุญาตก่อนวันที่ 10 มีนาคม 2565

ผู้ขออนุญาตฯ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้
(ก) มีสัญชาติไทย
(ข) บรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย (อายุ 20 ปีบริบูรณ์เป็นต้นไป)
(ค) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ หรือเคยได้รับโทษจำคุกแต่พ้นโทษมาแล้วเกินห้าปี
(ง) ไม่เป็นผู้เคยถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการป่าไม้
ผู้ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังกล่าว จะต้องทำการยื่นเอกสารหลักฐานต่อไปนี้ ต่ออุทยานแห่งชาติภูลังกา ภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565
(ก) เอกสารการอนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้อาสาทำการติดต่อขอใบรับรองการอนุญาตเป็นผู้นำเที่ยวท้องถิ่นด้วยตัวเองที่สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาประจำจังหวัด
(ค) แผนผังบริเวณและขนาดพื้นที่ที่ใช้ดำเนินกิจกรรม อุทยานจะจัดทำไว้ให้
(ง) รายละเอียดของการดำเนินกิจการ อุทยานจะจัดทำไว้ให้
(จ) จำนวนคน อุปกรณ์ หรือยานพาหนะ ที่ใช้ในการให้บริการ อุทยานจะจัดทำไว้ให้
(ฉ) มาตรการในการควบคุมดูแล และรักษาความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ อุทยานจะจัดทำไว้ให้
(ช) อัตราค่าบริการ ให้อาสาทำการประชุมกันเองในหมู่อาสาทุกคน และลงมติกัน จากนั้นให้ตัวแทนอาสามาทำการแจ้งมติที่ประชุมต่ออุทยานภายในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 (1. อาสาถ้ำนาคา 2. อาสาถ้ำนาคี 3. อาสาถ้ำกินรีนาคา)
(ซ) หลักฐานหรือเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)

หมายเหตุ

1) หลังจากทางกรมอุทยานฯ ให้ใบอนุญาตมาแล้ว ผู้ใดที่ไม่มีใบอนุญาต จะไม่สามารถนำเที่ยวนักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวของอุทยานได้
2) สำหรับบุคคลที่คุณสมบัติไม่ตรง (เช่น อายุต่ำกว่า 20 ปี) ให้รอการพิจารณาโดยหัวหน้าอุทยานร่วมกับผู้อำนวยการส่วนอุทยานฯ และผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ฯ และจะนำแจ้งอีกครั้ง
3) ในข้อ (ก) เอกสารการอนุญาตฯ เจ้าหน้าที่กำลังสอบถามไปทางการท่องเที่ยวฯ หากทางท่องเที่ยวแจ้งมาว่าอย่างไร จะแจ้งให้อาสาทราบและดำเนินการอีกครั้ง หรือหากอาสาท่านใดสามารถติดต่อกับทางท่องเที่ยวได้เป็นการส่วนตัวและสอบถามข้อมูลตรงนี้มาได้ สามารถแจ้งมาที่เจ้าหน้าที่คนนี้ได้เลย ไลน์ ID: 0629905712
4) ในข้อ (ช) อัตราค่าบริการ ขอให้อาสาประจำแต่ละแหล่งท่องเที่ยวในทั้ง 3 แห่ง เร่งประชุมเพื่อหามติที่ประชุม มาเสนอต่ออุทยานในเบื้องต้น เพื่อที่อุทยานจะได้ทราบหรืออาจจะแก้ไข แล้วให้ตัวแทนอาสาไปแจ้งอาสา เพื่อหามติที่ประชุมอีกครั้ง
5) สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นอาสาหรือไม่เคยเป็นอาสา หากต้องการเป็นผู้นำเที่ยวท้องถิ่นในแหล่งท่องเที่ยวของอุทยาน ให้ดำเนินการสมัคร ตามที่แจ้งไป
เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทางสำนักให้ถือปฏิบัติ ต้องขออภัยหากท่านใดไม่สะดวกดำเนินการตามที่แจ้งได้ และขอฝากให้ประชาสัมพันธ์แจ้งต่อ ๆ กันไป”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า มีผู้ให้ข้อสงสัยถึงกรณีดังกล่าวนี้เป็นความผิดพลาดของใคร เพราะอุทยานเป็นผู้เปิดจัดอบรมไกด์ด้วยตนเอง เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นก็ยังเปิดอบรมรุ่นที่สองตามมา จึงมีคำถามว่าตอนนั้นทำไมไม่กล่าวถึงระเบียบข้อบังคับใดๆ ตอนนี้กลับงัดราชกิจจานุเบกษาฯขึ้นมาอ้าง จึงมีความหวั่นวิตกว่าเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการด้านไกด์ เพราะมีข่าวหนาหูว่านักธุรกิจในพื้นที่ได้เตรียมเข้ามาบริหารจัดการ โดยจะเปิดเป็นรูปแบบบริษัท ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อสอบถามหัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูลังกาตามเบอร์โทรศัพท์ที่เคยให้ไว้ ปรากฏว่าไม่มีคนรับสาย จึงอยากให้ออกมาชี้แจงเหตุผลแก่สาธารณะถึงเรื่องดังกล่าวด้วย


เทพข่าวร้อน รายงาน

นครนายก เตรียมความพร้อมในการรณรงค์ลดอุบัติเหตุ บริเวณทางข้ามถนนหน้าสถานศึกษา

นครนายก – เตรียมความพร้อมในการรณรงค์ลดอุบัติเหตุบริเวณทางข้ามถนนหน้าสถานศึกษา

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 ที่หน้าวิทยาลัยเทคนิคนครนายก อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นายอุดมเขต ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก พร้อมคณะ ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมในการรณรงค์ลดอุบัติเหตุ บริเวณทางข้ามหน้าวิทยาลัยเทคนิคนครนายก โดยศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนนจังหวัดนครนายก จะจัดกิจกรรมเพื่อลดอุบัติเหตุบริเวณทางข้าม ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เตรียมการฯ ทั้งนี้เพื่อสร้างกระแสการรับรู้และสร้างความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะผู้ขับขี่ให้มีจิตสำนึกและตระหนักในความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ที่อาจเกิดขึ้นจากการขับขี่ที่ไม่มีวินัยและไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีสถานศึกษา วิทยาลัยเทคนิคนครนายก อำนวยความสะดวกในพื้นที่เพื่อดำเนินการดังกล่าว


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ข่าวจังหวัดนครนายก

ชนดังสนั่น ! หนุ่มขับกระบะไปซื้อหอยชนท้ายสิบล้อจอดริมถนนติดภายใน รอดปาฏิหาริย์กู้ภัยงัดเกือบครึ่งชม.ช่วยชีวิตไว้ได้

ตราด – ชนดังสนั่นหนุ่มขับกระบะด่วนไปซื้อหอยชนท้ายสิบล้อจอดริมถนนติดภายใน รอดปาฏิหาริย์กู้ภัยงัดเกือบครึ่งชม.ช่วยชีวิตไว้ได้

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 20 กพ.65 พ.ต.ท.สมจริง สาโถน ปฎิบัติหน้าที่ร้อยเวร สภ.ไม้รูด อ.คลองใหญ่ ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์กระบะ ชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อ มีผู้ได้รับบาดเจ็บติดอยู่ภายในรถ หลักกม.ที่ 58-59 ถนนสาย3 ตราด-คลองใหญ่ ขาเข้าอำเภอคลองใหญ่ เลยสามแยกไฟแดงบ้านไม้รูดไปประมาณ 500 เมตร หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมอาสาสมัครสมาคมสว่างบุญช่วยเหลือธรรมสถานตราดเขตอำเภอคลองใหญ่

ในที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะสีแดง ดํา หมายเลขทะเบียน บต-2277 ตราด ชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อสีขาว หมายเลขทะเบียน 99-3299 กรุงเทพมหานคร ในสภาพด้านหน้ารถยนต์กระบะพังยับเยิน ภายในห้องโดยสารที่นั่งคนขับ พบผู้ได้รับบาดเจ็บถูกอัดก็อปปี้ติดภายในเป็นชายอยู่ 1 ราย ทราบชื่อในเวลาต่อมาว่า นายนายเกียรติภูมิ ศิลปสาย อายุประมาณ 20 กว่า ปี อยู่บ้านเลขที่ 22/1 ม.3 ต.ท่ากุ่ม อ.เมือง จ.ตราด ส่วนคนขับรถบรรทุกไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างไร ทราบชื่อว่า นายนายพีระพงษ์ บุตรไสย 42 ปี ชาวมหาสารคาม เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เวลานานเกือบ 30 นาที จึงสามารถงัดรถและนำร่างของนายเกียรติภูมิ คนขับรถยนต์กระบะ ส่งรักษาที่รพ.คลองใหญ่ได้ พบว่าบาดเจ็บไม่มากนัก ตามลำตัว จุกเจ็บหน้าอก แขนขาผิดรูป

นายพีระพงษ์ คนขับรถบรรทุกสิบล้อ บอกว่าก่อนเกิดเหตุตนเองจอดรถอยู่ริมถนนประมาณ 10 กว่านาที เพื่อโทรหาชิปปิ้งก่อนจะเดินทางไปส่งสินค้าที่ชายแดนบ้านหาดเล็ก ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด รถกระบะคู่กรณีขับตามหลังมาและได้แซงตนเองมา2-3 ครั้งแล้ว และไม่ทราบสาเหตุ พุ่งชนท้ายรถบรรทุกของตนเองเข้าอย่งาจัง ขณะผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่า รถกระบะ กำลังจะไปซื้อหอยแมลงภู่ที่ชายแดนบ้านหาดเล็ก ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ ขับมาตามถนนด้วยความเร็ว มาถึงที่เกิดพุ่งชนท้ายรถบรรทุกที่จอดข้างถนนอย่างจัง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงบันทึกไว้เป็นหลักฐานก่อนนํารถไป สภ.ไม้รูดจะได้สอบปากคำเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี จ.ตราด
พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

รมต.แรงงาน เป็นประธานพระราชทานศพ พ่อดีเด่นแห่งชาติ มีผู้ร่วมไว้อาลัยจำนวนมาก

รมต.แรงงาน เป็นประธานพระราชทานศพ พ่อดีเด่นแห่งชาติ มีผู้ร่วมไว้อาลัยจำนวนมาก

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 20 ก.พ.65 ที่วัดใหม่เกตุงาม ต.บ้านปึก อ.เมือง จ.ชลบุรี นายสุชาติ ชมกลิ่น หรือ เฮ้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ เป็นกรณีพิเศษ คุณพ่อศิริ อินทโชติ หรือคุณพ่อแช อายุ 87 ปี พ่อดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2553 โดยมี ข้าราชการ ตำรวจ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ มาร่วมงานกันอย่างมากมาย นายเกษม อินทโชติ กำนันจิ้ม อดีตกำนันตำบลบ้านปึก นายประสิทธิ์ อินทโชติ นายอำเภอพนัสนิคม และนายรังสรรค์ อินทโชติ กำนันตำบลบ้านปึก และครอบครัว “อินทโชติ” ให้การต้อนรับ

โดยภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมการแสดงโขนตอน พระรามตามกวาง ของนิสิตมหา วิทยาลัยบูรพา รวมทั้งการมอบทุนและปัจจัยให้กับวัดต่างๆ ประกอบไปด้วย วัดใหม่เกตุงาม 30,000 บาท, วัดบางเป้ง 10,000 บาท, วัดเตาปูน 10,000 บาท, โรงเรียนวัดใหม่เกตุงาม 10,000 บาท, โรงเรียนวัดเตาปูน 10,000 บาท, โรงเรียนบ้านหนองไม้ยางดำ จ.พิษณุโลก 10,000 บาท

หลังจากนั้น นายสุชาติฯ รมต.แรงงาน ได้เป็นประธานในการพระราชทานเพลิงศพ คุณพ่อศิริ อินทโชติ หรือพ่อแช อายุ 87 ปี พ่อดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2553 โดยมีผู้มาร่วมงานไว้อาลัย เป็นจำนวนมาก


ภาพ/ข่าว นิราช/นันฐพล/พิชญ์ฐญา ทิพย์ศรี
พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก