พระครูบวรธรรมคุณ ให้การต้อนรับ พระอธิการคำภา ปวฑฺฒโน ที่แวะเยี่ยม และชมความคืบหน้าของการก่อสร้างพระธาตุเจดีย์ ศรีสุราษฎร์

เช้าวันนี้ พระอธิการคำภา ปวฑฺฒโน (อาจารย์เตี้ย) อายุ 60 พรรษา 34 วัดป่าถ้ำดุก ต.หนองแวง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เดินทางกลับมาจากไปทำโรงล้างบาตร ถวายหลวงปู่ ที่บ้านเกิด อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ได้ผ่านมาแวะเยี่ยมแต่เช้ามืดเพื่ออยู่ฉันจังหันเช้าด้วย องค์ท่านเลยเมตตาเดินเยี่ยมชมบรรยากาศในยามเช้าของวัดป่าศรีสุราษฎร์ และเยี่ยมชมความคืบหน้าของการก่อสร้างพระธาตุเจดีย์ ศรีสุราษฎร์ องค์มีความเคารพในองค์หลวงตามหาบัว มาก กราบรูปภาพหลวงตาบัว ทุกๆที่ ที่เห็นเมื่อเดินผ่าน และพูดธรรมะ ง่ายๆให้ฟัง เหมือนองค์หลวงตา เทศน์บอกพระเล็กเณรน้อยเลย นะ สาธุ สาธุ สาธุ


ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต27 “พรรคไทยสร้างไทย” ติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างให้พี่น้องประชาชนหนองแขม บริเวณภายในซอยเพรชเกษม110/4

ว่าที่ผู้สมัครส.ส.เขต27 “พรรคไทยสร้างไทย” ติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างให้พี่น้องประชาชนหนองแขม บริเวณภายในซอยเพรชเกษม110/4

วันนี้ (24 ก.พ.65) เวลา 13:30 น. นายกิติ วงษ์กุหลาบ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต27 หนองแขม ทวีวัฒนา “พรรคไทยสร้างไทย” มอบหมายให้ คุณใหม่ “ผู้ช่วยฯ” พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่ นำไฟฟ้าส่องสว่างโซล่าร์เซลล์ติดตั้งให้พี่น้องประชาชน บริเวณภายในซอยเพชรเกษม110/4 เขตหนองแขม กทม.

ทั้งนี้จากการลงพื้นที่วันนี้หลังจากได้รับเรื่องร้องขอจากพี่น้องประชาชน กรณีไฟฟ้าส่องสว่างทางภายในชุมชนไม่มี โดยในช่วงที่ผ่านมาช่วงเวลาค่ำคืนจะเกิดเหตุลักวิ่ง ชิงปล้น ยามค่ำคืนอยู่บ่อยครั้ง สร้างความวิตกหวาดกลัว แก่ประชาชนที่ใช้ทางเดินยามค่ำคืน สาเหตุหลักมาจากไม่มีไฟฟ้าส่องสว่างยามค่ำคืน จึงฝากเรื่องร้องขอผ่าน “ทนายแจ็ค” ส่งเรื่องไปยัง นายกิติฯ ผู้สมัคร ส.ส.เขต27 “พรรคไทยสร้างไทย” ขอความอนุเคราะห์ขอไฟฟ้าส่องสว่างมาติดตั้งภายในซอย

เบื้องต้นวันนี้พรรคไทยสร้างไทย นำโดย คุณใหม่ พร้อมทีมงาน ได้รับเรื่องดังกล่าว จึงนำไฟฟ้าโซล่าเซลล์ลงพื้นที่ มาติดตั้งให้พี่น้องประชาชนจำนวน 4 ดวง ซึ่งได้สร้างความประทับใจแก่พี่น้องประชาชนภายในซอยเป็นอย่างมาก


กองเรือปฏิบัติการ ทัพเรือภาคที่1 รับการตรวจราชการ จาก กรมจเรทหารเรือ ประเภทการตรวจพิเศษ อยู่ในเกณฑ์ดี คะแนนรวม 89.14%

กองเรือปฏิบัติการ ทัพเรือภาคที่1 รับการตรวจราชการ จาก กรมจเรทหารเรือ ประเภทการตรวจพิเศษ อยู่ในเกณฑ์ดี คะแนนรวม 89.14%

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565 ณ กองบัญชาการ ทัพเรือภาคที่1 อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี … พลเรือตรี ประวุฒิ รอดมณี เจ้ากรมจเรทหารเรือ /ประธานกรรมการตรวจราชการ และ คณะตรวจราชการ ได้เดินทางมา ตรวจราชการ ประเภทการตรวจพิเศษ กองเรือปฏิบัติการ ทัพเรือภาคที่1 โดยมี พลเรือตรี อาทร ชะระภิญโญ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่1/ผู้บัญชาการกองเรือปฏิบัติการ ทัพเรือภาคที่1 ให้การรับรอง และ นำกำลังพล กองเรือปฏิบัติการ ทัพเรือภาค 1 เข้ารับการตรวจฯ

สำหรับผลการตรวจฯ นั้น อยู่ในเกณฑ์ดี ได้คะเเนนรวม 89.14% สร้างความเชื่อมั่น และ มั่นใจ ให้กับผู้บังคับบัญชา ว่ากองเรือปฏิบัติการ ทัพเรือภาคที่1 จะสามารถตอบสนองภารกิจที่ได้รับมอบตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือได้เป็นอย่างดี และมีความพร้อมรับภารกิจที่ได้รับหมอบหมาย ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล รักษากฏหมาย และ ให้ความช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชนเมื่อยามมีภัย ตลอด 24 ชม.


ภาพ/ข่าว นิราช/นันฐพล/พิชญ์ฐญา ทิพย์ศรี
พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ทต.หัวดง ทาสีทางม้าลาย สร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชน

ทต.หัวดง ทาสีทางม้าลาย สร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชน

วันที่ 24 กพ.2565 ที่เทศบาล ตำบลหัวดง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ จ่าสิบเอก ธวัชชัย กาวีละ รองนายกเทศมนตรี ตำบลหัวดง ร่วมกับกับเจ้าหน้าที่กองช่างของเทศบาลตำบลหัวดง ร่วมทาสีทางม้าลายให้มีความชัดเจน เพื่อความปลอดภัยของประชาชน โดยการนำร่องบริเวณหน้าเทศบาลตำบลหัวดง จุดเช็คอิน และบริเวณหน้าตลาดสดเทศบาลตำบลหัวดง

ซึ่งจ่าสิบเอก ธวัชชัย กาวีละ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหัวดงกล่าวว่า ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ของเทศบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวขัอง โดยเฉพาะที่รับผิดชอบโดยตรงด้านงานจราจรและกองช่างเทศบาล ให้ดำเนินการปรับปรุงทางม้าลายบริเวณจุดเสี่ยงในเขตเทศบาล เช่นหน้าโรงเรียน ตลาด และจุดสำคัญต่างๆ เพื่อปรับปรุงให้ชัดเจนและให้ปฎิบัติตามกฏจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน และลดอุบัติเหตุบนท้องถนน


นาคา คะเลิศรัมย์/รายงาน

‘ดร.สัณหพจน์ สุขศรีเมือง’ จัดเวทีเสวนา ประโยชน์ของพืชกระท่อมเพื่อยกระดับและปลดล็อกพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติด

ความในใจ… “พ.ร.บ.พืชกระท่อม” ประโยชน์ของคนภาคใต้

การริเริ่มผลักดันปลดล็อกพืชกระท่อม ออกจากบัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 ให้เป็นจริงได้ เกิดขึ้นจากการที่ผมหารือร่วมกับ ท่านสวัสดิ์ สมัครพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถึงแนวคิดของการยกระดับและปลดล็อกพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติด เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อม ที่มีการใช้ในชีวิตประจำวันมาอย่างยาวนาน รวมทั้งการใช้เป็นสมุนไพรในการเลิกยาฝิ่นในอดีต

ดังนั้นเมื่อวันที่ 5 พ.ย.61 ผมจึงริเริ่มการจัดเวทีเสวนา เชิญผู้มีความเชี่ยวชาญ และองค์ความรู้ในเรื่องพืชกระท่อม อาทิ หมอภูมิไท ดีเป็นแก้ว จากศูนย์พัฒนาการแพทย์แผนไทยช่องเขา สมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย นายพงศธร สุวรรณสุทธิ์ หรือ “เด่น ปากพนัง ,แข้ง ลั่นท่ง” พร้อมด้วยเครือข่าย ซึ่งทำให้ได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจนว่าพืชกระท่อม เป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์และไม่ควรถูกจัดอยู่ในบัญชียาเสพติด ต่อมาเมื่อผมได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จึงนำเรื่องดังกล่าวหารือร่วมกับ ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อผลักดันเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พืชกระท่อม พ.ศ. …. ที่มีท่านสมศักดิ์ เป็นประธานฯ โดยท่านมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้มีการปลดล็อกพืชกระท่อม ออกจากบัญชียาเสพติด

ในพื้นที่ภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีการใช้พืชกระท่อมเพื่อการบริโภคในวิถีชีวิตประจำวัน ทำให้มีเรี่ยวแรงในการทำงาน โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ปากพนัง เชียรใหญ่ หัวไทร ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการปลูกพืชกระท่อมที่มีรสชาติดี การออกกฎหมาย พ.ร.บ.พืชกระท่อม นอกจากจะเป็นการปลดล็อกพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้บริโภคตามวิถีชีวิตประจำวัน และการลดความเหลื่อมล้ำของกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแล้ว ยังช่วยยกระดับให้พืชกระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ เพื่อการส่งออกในรูปแบบของสมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์แปรรูป ซึ่งไม่จำกัดอยู่เพียงแค่นายทุนรายใหญ่ แต่ชาวบ้านทั่วไปเองก็มีสิทธิที่จะเป็นผู้ส่งออกพืชกระท่อมได้ด้วยตัวเอง

จึงนำมาซึ่งเรื่องของค่าธรรมเนียมการขอส่งออก-นำเข้า พืชกระท่อม ที่ผ่านมาในชั้นกรรมาธิการได้มีการหารือเรื่องของค่าธรรมเนียมใบอนุญาตส่งออก-นำเข้า พืชกระท่อม ให้มีการเก็บค่าธรรมเนียมที่ 1,000 บ./ราย ก่อนที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขให้มีค่าธรรมเนียม 5,000บ./ราย โดยมีอายุใบอนุญาต 5 ปี (เฉลี่ย 1,000 บ./ปี) ซึ่งถือเป็นค่าธรรมเนียมที่ต่ำ หากคิดเป็นรายเดือนมีราคาที่ต่ำกว่า 100 บ. ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่ชาวบ้านทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ดังนั้น พ.ร.บ.พืชกระท่อม ที่ออกมาจึงเป็นกฎหมายของประชาชน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งชาวบ้านสามารถปลูกได้ เข้าถึงง่าย โดยมีข้อยกเว้นในสิ่งที่ผิดกฎหมายคือ การใช้พืชกระท่อมเป็นส่วนผสมร่วมกับยาเสพติดประเภทอื่นๆ

ปัจจุบันจากการลงพื้นที่ติดตามการปลดล็อกพืชกระท่อม ผมพบว่ามีพี่น้องเกษตรกรหลายรายในพื้นที่ภาคใต้ ได้เปลี่ยนพื้นที่สวนปาล์มน้ำมัน สวนยางพารามาปลูกพืชกระท่อมเพื่อรองรับการส่งออกแล้ว ขณะที่บางรายได้ยึดอาชีพการเพาะพันธุ์พืชกระท่อมจำหน่าย ซึ่งทำให้มีรายได้ สามารถลืมตาอ้าปากได้ และอีกจำนวนไม่น้อยที่ยึดหลักการปลูกพืชเชิงผสมผสานในเรือกสวนไร่นา ปลูกพืชกระท่อมร่วมกับพืชผลผลิตทางการเกษตร ชนิดอื่น เช่น ฟักเขียว ฟักทอง พริกเขียวมัน ฯลฯ แม้กระทั่งในวงสนทนาสภากาแฟตามหมู่บ้านทั่วไปทั้งในเขตลุ่มน้ำปากพนัง และพื้นที่ภาคใต้ในทุกจังหวัด พี่น้องประชาชนต่างชื่นชมยินดีที่วันนี้พืชกระท่อมสามารถใช้บริโภคตามวิถีชีวิตประจำวันได้อย่างเสรี ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆเหมือนในอดีต ไม่ต้องกลัวการเข้ามาหาผลประโยชน์โดยใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่ม

สิ่งเหล่านี้คือการทำงานเพื่อรับใช้พี่น้องประชาชน ให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งไม่ใช่คำสัญญาแค่เพียงลมปาก แต่เป็นการเดินหน้าทำงานอย่างตั้งใจ และสามารถทำได้จริง เพื่อตอบแทนการเป็นผู้แทนที่มาจากความไว้วางใจของพี่น้องประชาชน

พืชกระท่อม #สัณหพจน์_สุขศรีเมือง #คนลุ่มน้ำปากพนัง #ชัยชวนคิด #จะตอบแทนพี่น้องด้วยผลงาน


“ฟื้นฟูการศึกษา” หลักคิดขององค์กรนานาชาติ เพื่อปรับใช้ในประเทศไทย

“ฟื้นฟูการศึกษา” หลักคิดขององค์กรนานาชาติเพื่อปรับใช้ในประเทศไทย

หลังจากเกิดสถานการณ์ COVID -19 ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบการศึกษาคือ เด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้ ออกกลางคัน ขาดการเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ และความรู้ถดถอย เมื่อเปิดโรงเรียนหลังสถานการณ์ไวรัสคลี่คลาย แม้เด็กจะมีโอกาสเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง แต่น่าจะไม่เพียงพอต่อการเรียนรู้ จำเป็นต้องมีการสร้างระบบการจัดการเรียนการสอนใหม่ โดยมีการสนับสนุนอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กปรับตัวและติดตามบทเรียนได้ทัน เราต้องช่วยโรงเรียนในการเตรียมให้การสนับสนุนและรับมือกับความท้าทายอันยิ่งใหญ่นี้ โดยมีอนาคตของนักเรียนทั้งรุ่นเป็นเดิมพัน

องค์กรระดับนานาชาติ อาทิ UNESCO, THE WORLD BANK และ UNICEF ได้เสนอแนวคิดในการพัฒนาและฟื้นฟูการศึกษา ภายใต้ 3 เป้าหมายและพันธกิจหลัก ซึ่งยูนิเซฟประเทศไทยร่วมกับ กสศ.ได้นำมาจัดทำเป็นข้อเสนอเพื่อขยายผล โดยมีหน่วยงานและองค์กรเครือข่ายเข้าร่วมพิจารณาเนื้อหา “พันธกิจประเทศไทย ฟื้นฟูการศึกษาปีการศึกษา 2564” ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจและควรประกาศเป็นนโยบายเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อให้เด็กวัยเรียนทุกคนได้กลับไปเรียนหนังสืออย่างปลอดภัยและได้เรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา ในด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ สติปัญญา จริยธรรม ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ตลอดจนความต้องการด้านอื่นๆ โดยควรดำเนินการเต็มรูปแบบ ตั้งเเต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป

ทิศทางฟื้นฟูการศึกษาสำหรับประเทศไทย ควรประกอบด้วย 3 เป้าหมาย และวิธีดำเนินการสำคัญ คือ

1.เด็กและเยาวชนวัยเรียนทุกคนได้ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน และได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการทางการเรียนรู้ การมีสุขภาพกาย และสุขภาพใจที่ดี รวมถึงความต้องการในด้านอื่นๆ

วิธีดำเนินการ ได้แก่ หน่วยงานที่รับผิดชอบและภาคีเครือข่ายต่างๆต้องช่วยกันออกแบบวิธีการปฏิบัติในการเปิดโรงเรียน วิธีการจัดการเรียนการสอนที่ครอบคลุมพัฒนาการทั้งร่างกาย จิตใจอารมณ์ สังคม และความต้องการด้านอื่นๆของผู้เรียน เน้นการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร อาทิ กิจกรรมกลุ่ม ค่ายพักแรมกิจกรรมชมรม การจัดให้มีการเสริมทักษะด้านกีฬา ดนตรี ศิลปะ และอื่นๆรวมไปถึงการปรับเนื้อหาการเรียนการสอน ให้เป็นเเบบบูรณาการ การกำหนดเนื้อหา ให้เน้นเนื้อหาที่ต้องรู้หรือควรรู้ เเละการจัดกิจกรรมไม่ติดยึดกับระยะเวลาเรียน หรือขั้นตอนการดำเนินการตามปกติ

2.เด็กและเยาวชนวัยเรียนทุกคนได้รับความช่วยเหลือในการเรียน เพื่อชดเชยการเรียนรู้ที่สูญเสียไปในช่วงการปิดโรงเรียน

วิธีดำเนินการ ได้แก่ การร่วมออกแบบการสอนเสริม ในระดับชั้นต่างๆ (Tutoring) จัดให้มีกระบวนการประเมินการเรียนรู้ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม มีการประเมินความถดถอยของการเรียนรู้และแสดงผลความต้องการของผู้เรียน มีความยืดหยุ่นในการจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มเด็กเปราะบาง ผู้พิการ หรือต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ออกแบบลงมือปฎิบัติตามแผนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและจัดให้ผู้เรียนมีเครื่องมือพื้นฐานด้านเทคโนโลยีพอเพียง กระตุ้นการพัฒนาทักษะการรู้หนังสือ ทักษะการคิดพื้นฐานอ่านออกเขียนได้ โดยผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อสอนทักษะพื้นฐาน ที่ช่วยสนับสนุนให้ครูในห้องเรียนได้สามารถเตรียมเด็กให้มีความพร้อมสำหรับการสอนในรูปแบบดิจิทัลในอนาคต

3.ครูทุกคนได้รับการเตรียมความพร้อมและการสนับสนุนเพื่อแก้ไขปัญหาความรู้ถดถอยของนักเรียน โดยอบรมพัฒนาครูให้สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมต่างๆมาผสมผสานในการสอน

วิธีดำเนินการ ได้เเก่ การสนับสนุนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับวัคซีนเป็นอันดับต้นๆรองจากบุคลากรแนวหน้าและประชากรที่มีความเสี่ยงสูง จัดให้มีการอบรมเพื่อพัฒนาทักษะในการจัดหลักสูตรที่ประกอบด้วยการสอนเสริมและการสอนผ่านรูปแบบดิจิทัล หรือการสอนในรูปแบบผสมผสาน

หน่วยงานระดับประเทศ ต้องระดมทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนให้การฟื้นฟูการศึกษา ให้บรรลุผลตาม 3 เป้าหมายสำคัญที่กำหนด ผลักดันให้เกิดการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม นำเสนอข้อมูลและองค์ความรู้ให้กับผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจกำหนดเป็นนโยบาย รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูลการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อเสริมประสิทธิภาพของการฟื้นฟูทางการศึกษา

ในอนาคต เมื่อสถานการณ์โควิดปรับเปลี่ยนเป็นโรคประจำถิ่น ปัญหาด้านสาธารณสุขน่าจะคลี่คลายลง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือความถดถอยด้านความรู้ของเด็ก และเวลาที่เสียไปในช่วง 3 ถึง 4 ปี ที่ผ่านมา จำเป็นต้องมีการจัดระบบเติมเต็มความรู้ และฟื้นฟูการศึกษาให้กลับมาสู่รูปแบบและระบบที่มีคุณภาพดังเดิม สิ่งเหล่านี้สามารถดำเนินการได้ โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และด้วยความมุ่งมั่นที่จะผนึกกำลัง ร่วมกันในการเเก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาไทย


โดย ดร.กมล รอดคล้าย

ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ร่วมงานวันรบพิเศษ ครบรอบ 56 ปี

จังหวัดลพบุรี – ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกร่วมงานวันรบพิเศษ ครบรอบ 56 ปี

ที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี พลเอก ภูมิพัฒน์ สว่าง ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ได้เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เดินเป็นประธาน เนื่องใน “วันรบพิเศษครบรอบ 56 ปี” โดยมี พลโท ณัฐวุฒิ นาคะนคร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ได้นำตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก วางพานพุ่มถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

จากนั้น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางไปยังแหล่งสมาคมหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เพื่อเป็นประธานในพิธีมอบเครื่องหมายแสดงความสามารถพิเศษนักกระโดดร่มชั้นกิตติมศักดิ์ และประกาศนียบัตรให้แก่ผู้บังคับหน่วยทหารหัวหน้าหน่วยงานราชการและคณะบุคคลต่างๆ จำนวน 46 คน ในฐานะเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ อุทิศตนเพื่อสังคม และมีอุปการะคุณแก่หน่วยรบพิเศษ และกองทัพบกในช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อเชิดชูเกียรติ เนื่องในวันรบพิเศษประจำปี 2565 ต่อจากนั้น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ได้เป็นประธานประกอบพิธีสงฆ์ เพื่อระลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของนักรบพิเศษที่เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศชาติในสมรภูมิรบต่างๆตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยมีอดีตผู้บังคับบัญชาและเพื่อนทหารรบพิเศษ เข้าร่วมพิธีแบบ New Normal ตามมาตาการป้องกันโควิด 19 อย่างเครงคัด

โอกาสเดียวกันนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่กำลังพลของหน่วยรบพิเศษซึ่งมีผลการปฏิบัติงานดีเด่นในด้านยุทธการ ด้านยุทธศึกษา รวมถึงงานวิจัยและการพัฒนายุทโธปกรณ์ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน จำนวน 20 นาย
ทั้งนี้เนื่อง จากว่าสถานการณ์สู้รบในอดีตจนถึงปัจจุบันทางกองทัพบกได้ใช้หน่วยรบพิเศษในการเข้าแก้ไขวิกฤตการณ์ต่างๆของบ้านเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันยังได้เร่งรัดพัฒนาการจัดหน่วยให้มีขีดความสามารถ จนขยายขึ้นมาเป็นหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษในปัจจุบัน เทียบเท่ากองทัพภาค มีภารกิจเกี่ยวกับการสงครามพิเศษทั้งปวง ตั้งแต่การวางแผน การอำนวย การกำกับการ ทั้งด้านการฝึกศึกษา และการปฏิบัติงานเป็นหน่วยหวังผลทางยุทธศาสตร์ ที่มีบทบาทในการออมกำลัง และชดเชยอำนาจกำลังรบที่เสียเปรียบ

นอกจากนี้ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหาร ได้ให้โอวาทแก่กำลังพลนักรบพิเศษ ซึ่งวันรบพิเศษ ถือเป็นวันรวมจิตใจของทหารนักรบพิเศษ เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีเกียรติประวัติที่มีความมุ่งมั่นในภารกิจอย่างกล้าหาญของทหารรบพิเศษ ซึ่งในการปฏิบัติงานของหน่วยจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจุบันมีภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศชาติทุกรูปแบบ ซึ่งทหารรบพิเศษ ต้องมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ต้องรู้เท่าทันต่อสถานการณ์ความมั่นคงปัจจุบัน ในทุกรูปแบบเป็นอย่างดี เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตอบสนองภารกิจได้ในทุกสถานการณ์ อีกด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ตร.มุกดาหาร จับกุม 2 ผู้ต้องหาพร้อมกัญชาอัดแท่ง 537 แท่ง/กิโลกรัม

มุกดาหาร – ตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร จับกุม 2 ผู้ต้องหา พร้อมยาเสพติดประเภท 5 กัญชาอัดแท่ง 537 แท่ง/กิโลกรัม และรถยนต์ 2 คัน

วันนี้ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร พล.ต.ต.ชัชชัย วงค์สุนะ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร แถลงข่าวจับกุมยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ในห้วงวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์นี้ ได้รับรายงานจากชุดปฏิบัติการ กองกำกับการสืบสวน แจ้งจากแหล่งข่าวจะมีการลักลอบขนยาเสพติดจำนวนมาก จากริมแม่น้ำโขงเขตอำเภอหว้านใหญ่ เข้ามาในเขตอำเภอเมืองมุกดาหาร จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.อรรถพร สุริยเลิศ รอง ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร พร้อมด้วย พ.ต.อ.วิจิตร บุญวรรณ ผกก.สืบสวน ภ.จว.มุกดาหาร แล้วชุดปฏิบัติการกองกำกับการสืบสวน เฝ้าติดตามและสืบสวนจับกุม พร้อมทั้งตั้งด่านเส้นทางในพื้นที่ สะกดรอย ซุ่มสังเกตการณ์ตลอดแนวแม่น้ำโขง เรื่อยมาในเขตอำเภอเมืองมุกดาหาร

จนกระทั่งคืนวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ชุดปฏิบัติการกองกำกับการสืบสวนได้รับแจ้งจากสายข่าวว่ามีการลำเลียงกัญชาจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร จนกระทั่งพบรถต้องสงสัยเป็นรถยนต์กระบะยี่ห้อ Toyota Revo สีเทาทะเบียน 3ฒจ- 5385 กทม. เป็นรถขนกัญชาและรถเก๋ง Mitsubishi Mirage สีดำทะเบียน กจ 5310 มุกดาหาร ขับนำทาง จึงได้จัดชุดไล่ติดตามให้หยุดรถและสกัดจับเพื่อตรวจค้น จนถึงบริเวณถนนลูกรังระหว่างบ้านคำฮี ถึงบ้านนาโสกน้อย ตำบลโพนทราย อำเภอเมืองมุกดาหาร สามารถสกัดหยุดรถได้
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวเพื่อขอตรวจค้นรถคันดังกล่าว ด้านในแคปหลังเบาะคนขับพบกระสอบถุงดำลักษณะสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่จำนวน 4 กระสอบ และด้านหลังกระบะมีผ้าใบปิดคลุมไว้เมื่อเปิดออกพบกระสอบถุงดำลักษณะสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่จำนวน 8 กระสอบ รวมเป็น 12 กระสอบ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำมาตรวจค้นและตรวจสอบอย่างละเอียดที่ภูธรจังหวัดมุกดาหาร พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน พบว่าเป็นกัญชาแห้งอัดแท่ง นับรวมกันทั้งหมดได้ 537 แท่ง/กิโลกรัม จากนั้นจึงได้สอบสวนปากคำผู้ขับขี่รถกระบะ สืบสวนขยายผลและสามารถไล่ติดตามจับกุมนำทางผู้ขับขี่มาสอบสวนปากคำที่ภูธรจังหวัดมุกดาหาร จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาและยึดของกลาง ดังนี้ จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ได้แก่ น.ส.ไพรวรรณ หรือก้อย คำมุงคุณ อายุ 29 ปี เป็นผู้ต้องหาคนที่ 1 ขับรถยนต์กระบะ และนายสหพันธ์ หรือหยอง อุระ อายุ 28 ปี เป็นผู้ต้องหาคนที่ 2 ขับรถยนต์เก๋ง พร้อมของกลางกัญชาแห้งอัดแท่ง 537 แท่ง/กิโลกรัม, รถยนต์กระบะยี่ห้อ Toyota 1 คัน, รถยนต์เก๋ง Mitsubishi 1 คัน, โทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา 2 เครื่อง, และตรวจยึดตาม พ.ร.บ.มาตรการรถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คัน

โดยผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย พร้อมด้วยของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ. เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีในข้อหา “ ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายต่อไป…


อนุศักดิ์ – เสาวภา แสนวิเศษ // มุกดาหาร 081-5449094

ผวจ.มุกดาหาร สั่งเจ้าหน้าที่รุกตรวจ ATK แม่ค้าตลาดสดเทศบาล 2

มุกดาหาร – ผวจ.มุกดาหาร สั่งเจ้าหน้าที่ตรวจ ATK แม่ค้าพ่อค้า ตลาดสดเทศบาล 2 หลังพบคลัสเตอร์โควิดระบาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบเพิ่มอีก 24 คน จากทั้งหมด 254 คน

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 นายเฉลิมพล มั่งคั่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า สืบเนื่องจากมีการตรวจพบผู้ป่วยคลัสเตอร์ตลาดเทศบาล 2 อำเภอเมืองมุกดาหาร จำนวน 33 ราย จึงได้มอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร ส่งเจ้าหน้าที่ออกทำเก็บสิ่งส่งตรวจเชิงรุกให้กับพ่อค้าแม่ค้าตลาดสดเทศบาล 2 ซึ่งมีจำนวนประมาณ 254 คน ด้วยการตรวจแบบ ATK โดยเริ่มให้บริการตรวจที่บริเวณด้านหน้าของตลาดสดตั้งแต่เวลา 07.00 น.เป็นต้นไป จนกว่าจะแล้วเสร็จ โดยมีพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมาเข้ารับการตรวจเป็นจำนวนมาก

ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวเพิ่มอีกว่า นอกจากการให้เจ้าหน้าที่ออกบริการตรวจ ATK แล้วยังได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร ดำเนินการสวบสวนโรค เพื่อควบคุมไม่ให้มีการระบาดในวงกว้างเนื่องจากผู้ป่วยโควิดส่วนใหญ่เป็นแม่ค้าพ่อค้าในตลาดสดที่มีการพบปะและสัมผัสกับผู้คนเป็นจำนวนมาก

นายประวิตร ศรีบุญรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า จากการสอบสวนโรคกรณีเกิดคลัสเตอร์ตลาดเทศบาล 2 พบว่าสืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบเชื้อในผู้ป่วยรายแรกตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ เรื่อยมา กระทั่งรายล่าสุดตรวจพบเชื้อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปรากฏว่าในช่วง 10 วัน พบผู้ป่วยสะสมรวม 33 ราย โดยมีผู้ป่วยอายุต่ำสุด 1 ปี และสูงสุด 70 ปี โดยในเบื้องต้นยังพบว่ามีผู้เสี่ยงสูง 85 คน 35 ครัวเรือน

ด้านนางพันธ์ฉวี สุขบัติ หัวหน้ากลุ่มงานรักษาดรคติดต่อ สสจ.มุกดาหาร เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการตรวจเชิงรุกอีกครั้งหนึ่ง ในพื้นที่ตลาดเทศบาล 2 และตลาดศิริพร ขณะนี้ตรวจประมาณ 189 ราย ผลบวก 20 ราย รวมในตอนนี้ผลบวกอยู่ที่ 24 ราย และกำลังตรวจพ่อค้าแม่ค้าอยู่ ต้องขอขอบคุณพ่อค้าแม่ค้า และเจ้าของตลาดให้ความร่วมมือดีมาก ก็อยากให้ทุกคนมาตรวจ ผลโอไมครอนมีผล 48 ชั่วโมง หลายท่านต้องดูแลตัวเอง ถ้ามาไอ ไข้ ต้องรีบตรวจ เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่เสี่ยง ลำดับต่อไปต้องเป็นเรื่องของการทำความสะอาดตลาด ต้องระมัดระวังตัวเอง ใส่แมสตลอดเวลา หยิบจับอะไรก็ต้องล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นมาตรการต้องเข้มข้นมากขึ้น จากเดิมเราไม่มีคนติดเชื้อ แต่วันนี้มีคนติดเชื้อแล้วจำนวน 24 ราย สะสมจากเมื่อวาน 33 ราย รวมทั้ง 2 วัน 57 ราย คือข้อมูลเบื้องต้น

นายอดุล ศิริมันต์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและรักษาความสงบ เทศบาลเมืองมุกดาหาร บอกว่า อยากฝากไว้ว่า ตลาดเทศบาล 2 และตลาดศิริพร ทางเข้าตลาดมีหลายด้าน มีทุกทิศ จุดคัดกรองที่จะมาดูแลจากจากเจ้าหน้าที่เป็นไปได้ยาก เพราะเป็นตลาดขายของประเภทสินค้าส่ง มีทางเข้าออกทุกจุดทุกทิศ อยากให้พี่น้องประชาชนคนที่จะมาจ่ายตลาดต้องดูแลตนเอง ให้สวมถุงมือ สวมหน้ากากอนามัย 100 % จริง หลังจากท่านมาจับจ่ายซื้อสินค้า กลับไปต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเลย ล้างมือด้วยเจลฆ่าเชื้อ หมั่นดูแลตนเอง ปฎิบัติตามมาตรการความปลอดภัย เวลาเดินซื้อของก็ขอให้เว้นระยะห่าง ต้องเฝ้าระวังต้องมีวินัย ต้องเข้มงวดจริง ๆ เพราะทั้ง 2 ตลาดมีบริเวณกว้าง พ่อค้าออแม่ค้าเยอะ คนที่มาซื้อสินค้าก็เยอะ เป็นพื้นที่เสี่ยงสูง วันนี้สุ่มตรวจ แต่ก็ยังไม่ 100 % ส่วนเทศบาลเมืองมุกดาหาร จะเข้าทำความสะอาดพื้นที่ต่าง ๆ ตลอดจนฉีดน้ำยาฆ้เชื้อต่อไป ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร ได้ทำการตรวจ ATK ไปแล้วจำนวน 254 คน พบว่ามีผลบวกสูงถึง 24 คน จากจำนวนพ่อค้า และแม่ค้าทั้งหมดประมาณ 450 คน

สำหรับสถานการณ์โรคโควิด-19 จังหวัดมุกดาหาร ผู้ป่วยรายใหม่วันนี้ เพิ่มขึ้น 92 คน ผู้ป่วยยืนยันสะสมระลอก มกราคม 2565 จำนวน 2,235 ราย กำลังรักษา 723 คน อาการหนักปอดอักเสบ 3 ราย รักษาหาย 4,135 ราย เสียชีวิต 17 ราย


อนุศักดิ์ – เสาวภา แสนวิเศษ // มุกดาหาร 0/1-5449094

จังหวัดอุตรดิตถ์ จัดโครงการบริหารเครือข่ายในระดับจังหวัด เพื่อผลิตและเผยแพร่ข่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์

จังหวัดอุตรดิตถ์ จัดโครงการบริหารเครือข่ายในระดับจังหวัด เพื่อผลิตและเผยแพร่ข่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์

(วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565) นายสหวิช อภิชัยวิศรุตกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการบริหารเครือข่ายในระดับจังหวัด กิจกรรมการสร้างและพัฒนาเครือข่ายการประชาสัมพันธ์จังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 (การอบรมเครือข่ายประชา สัมพันธ์เพื่อผลิตและเผยแพร่ข่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์) โดยมีนายคีรีวัฒน์ อ้นพร้อม ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดโครงการฯ ณ ห้องประชุมแลบัว ตำบลป่าเซ่า อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

การจัดโครงการครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือให้เกิดการพัฒนาเพิ่มศักยภาพด้านการประชา สัมพันธ์ อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในงานต่าง ๆ ของจังหวัดในอันที่จะสนองนโยบายรัฐบาลที่ได้เห็นชอบและประกาศใช้นโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชนของประเทศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ผู้แทนจากหน่วยงานราชการ/ภาคเอกชน สื่อมวลชน อาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชน (อป.มช.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวนกว่า 40 คน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการช่วยกันนำเสนอข่าวสารของทางราชการ ไปยังประชาชน ได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน เที่ยงตรง ไม่บิดเบือน จากความเป็นจริง


นาคา คะเลิศรัมย์/รายงาน