พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่งพระราชสาส์น ถวายพระพรชัยมงคล ในโอกาสวันชาติของรัฐคูเวต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ส่งข้อความพระราชสาส์น ถวายพระพรชัยมงคลไปยังเจ้าผู้ครองรัฐคูเวต ในโอกาสวันชาติของรัฐคูเวต ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

เชค นาวัฟ อัลอะห์มัด อัลญาบิร อัศเศาะบาฮ์
เจ้าผู้ครองรัฐคูเวต กรุงคูเวตซิตี

ในโอกาสวันชาติของรัฐคูเวต หม่อมฉันมีความยินดีขอถวายพระพรชัยมงคลและ ความปรารถนาดี เพื่อฝ่าพระบาททรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์และทรงพระเกษมสำราญ ทั้งขอให้ประเทศ และประชาชนชาวคูเวตมีความร่มเย็นเป็นสุขและเจริญรุ่งเรืองสืบไป

หม่อมฉันเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ฉันมิตรอันมั่นคงและความร่วมมือในกิจการด้านต่าง ๆ ระหว่างประเทศของเราทั้งสอง จะดำเนินก้าวหน้าต่อไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองฝ่าย

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว


วัชระฯ ยื่นหลักฐาน คกก.สืบสวนข้อเท็จจริง โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ตอกย้ำความเละเทะผู้อนุมัติ ขยายเวลาก่อสร้างขัดมติครม.

วัชระฯ ยื่นหลักฐาน คกก.สืบสวนข้อเท็จจริงโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ตอกย้ำความเละเทะผู้อนุมัติขยายเวลาก่อสร้างขัดมติครม.-สุธิพลยอมรับก่อสร้างสภาไม่เสร็จปีนี้

วันที่ 25 ก.พ.65 เวลา 10.05 น. ที่อาคารรัฐสภา : นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ส่งมอบเอกสารเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ พร้อมอาคารประกอบให้กับนายวีรยุทธ เจริญกูล ประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ตามคำสั่งสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย

1.บันทึกถ้อยคำของตนเอง เรื่องการสืบสวนข้อเท็จจริงในประเด็นเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ พร้อมอาคารประกอบ ลงวันที่ 1 ธ.ค.64

2.เอกสารแนบประกอบคำให้การบันทึกถ้อยคำ ได้แก่ สำเนาคำให้การพยาน (ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง) ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ อ651/2564วันที่ 11 ต.ค.64 ของนายสุธิพล พัชรนฤมล เพื่อใช้ประกอบบันทึกถ้อยคำกรณีนายสุธิพล พัชรนฤมล ผู้อำนวยการโครงการฯ ของบริษัท ซิโน-ไทยฯ ให้การต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยยืนยันต่อศาลว่าในปีนี้การก่อสร้างอาคารรัฐสภาก็ยังคงสร้างไม่เสร็จ

3.สำเนาหนังสือบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ที่ 645 (NPM) LET/SINO-THAI/084 ลงวันที่ 26 มี.ค.63 เรื่อง ขอสงวนสิทธิขยายระยะเวลาก่อสร้างโครงการ กรณีผลกระทบจากวิกฤตเชื้อไวรัส Covid-19 เพื่อใช้ประกอบบันทึกถ้อยคำให้การเพิ่มเติมรวมทั้งเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มีข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญคือ การอ้างถึงสัญญาบริษัท ซิโน-ไทยฯ ว่าจ้างบริษัท เพาเวอร์ไลน์ฯ ดำเนินการก่อสร้างงานระบบประกอบอาคาร โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ พร้อมอาคารประกอบ เลขที่ PO. No.G 277058-0-0 ลงวันที่ 13 ก.พ.57 ซึ่งเป็นการจ้างช่วงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างเลขที่ 116/2556 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560

4.สำเนาหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0507/ /ว(ล) 40497 ลงวันที่ 15 ธ.ค.60 เรื่อง รายงานความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ณ พื้นที่ราชพัสดุ ถนนทหาร (เกียกกาย) ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.60-31 ส.ค.60 (ครั้งที่ 6/2560) เพื่อใช้ประกอบบันทึกถ้อยคำกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.60 และมติวันที่ 12 ธ.ค.60 ซึ่งระบุว่าให้การก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จภายในปี 2562 อันเป็นเอกสารยืนยันว่ารัฐสภาต้องสร้างเสร็จภายในปี 2562 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีอย่างชัดเจน

5.สำเนาหนังสือลงวันที่ 14 ต.ค.64 เรื่อง ขอให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีเงินตกหล่นอยู่ 500 ล้านบาท และ 1,000 ล้านบาท จากงบประมาณการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ พร้อมอาคารประกอบ เพื่อใช้ประกอบบันทึกถ้อยคำกรณีร้องเรียนนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าเรื่องดังกล่าวมีการกล่าวไว้โดยพิจารณาได้จากคำพูดของนายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ขณะนั้น) ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 ก.ย.57  กล่าวว่า “เราจะพูดเรื่องไม่มีการทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้เลย ถ้าเราที่นั่งทำงานและส่วนสำนักงานที่ต้องทำการเอื้อในการทำงานของพวกเราเป็นแหล่งทุจริตคอร์รัปชันเสียแล้ว นี่รวมถึงท่านประธานครับ ผมอยากฝากท่านนายกรัฐมนตรี ฝากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ฝาก คสช. ทั้ง 15 ท่าน ท่านไปดูงบประมาณในการก่อสร้างรัฐสภามีเงินตก 2 ก้อนใหญ่เงินจำนวนมากตกไปกับผู้ที่รับไปแล้ว หลักร้อยและหลักพันครับ ใครรับไปผมไม่มีใบเสร็จแต่ข้อมูลนี้รับทราบกันดีในหมู่สมาชิกสภาชุดที่แล้วก็เรียนให้เป็นข้อมูล” และคำให้โอวาทของศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ขณะนั้น) ในพิธีมอบนโยบายการบริหารราชการแก่คณะผู้บริหารของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 24 ก.ย.57 กล่าวว่า “รัฐสภาแห่งใหม่ มันเหมือนสิ่งที่หลอกหลอนผม ทั้งที่ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย แต่ว่าต้องมาดู ดูแล้วก็แทบช็อกบอกว่าสร้างไป 6 เปอร์เซ็นต์เอง เมื่อแทบช็อกสร้างไป 6 เปอร์เซ็นต์ ผมก็เลยไปเอาสัญญามาดู เอามาดูก่อนที่ท่าน สนช.สมชายฯ จะอภิปรายเมื่อวันก่อนว่ามีเงินตกหล่นอยู่ 500 ล้านบาท 1,000 ล้านบาท และมอบให้ผมไปควานหา ผมจะไปหาที่ไหน ผมก็เลยต้องตรวจดูสัญญา”

6.สำเนาคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 295/2559 ลงวันที่ 19 ธ.ค.59 เรื่อง ยุติเรื่อง ลงนามโดยนายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้ประกอบบันทึกถ้อยคำ กรณีนายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้น ได้ถูกคำสั่งตามมาตรา 44 ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ทำเนียบรัฐบาลโดยถูกกล่าวหาดำเนินการก่อสร้างอาคารรัฐสภาล่าช้า  มีข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญ คือ กรณีปัญหาการบริหารงานในด้านการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้กับผู้รับจ้างล่าช้าและไม่ครบถ้วนนั้น นายจเร พันธุ์เปรื่อง ได้มีการติดตามเร่งรัดการส่งมอบพื้นที่ตามที่บุคคลในฐานะเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ กรณีจึงมิอาจถือได้ว่าการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า เกิดจากความบกพร่องและความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการบริหารจัดการของนายจเร พันธุ์เปรื่อง จนทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรงแต่อย่างใด รวมทั้งกรณีความล่าช้าในการพิจารณาข้อเสนอของผู้รับจ้างในการขอขยายเวลาก่อสร้างนั้น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยคณะกรรมการตรวจการจ้างก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ พร้อมอาคารประกอบ ได้พิจารณาขยายเวลาการก่อสร้างโดยใช้ระยะเวลาพิจารณาเป็นเวลา 10 เดือน เป็นการดำเนินการของทางราชการ ภายใต้กฎหมาย กฎ หรือระเบียบ บังคับไว้ต้องให้ดำเนินการอย่างรอบคอบและรักษาผลประโยชน์ของราชการเป็นสำคัญ และการดำเนินการของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้มีการพิจารณาอย่างต่อเนื่องและมีความเหมาะสมแล้ว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. นำสื่อมวลชน ดูความสำเร็จ งานวิจัย “เลี้ยงผึ้งชันโรง” วิสาหกิจชุมชน จ.สงขลา

วช. นำสื่อมวลชน ดูความสำเร็จ งานวิจัย ”เลี้ยงผึ้งชันโรง” วิสาหกิจชุมชน จ.สงขลา

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565 : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่ วิสาหกิจชุมชน อำเภอรัตภูมิ และอำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ดูความสำเร็จโครงการวิจัย “การพัฒนาชุมชนเพาะเลี้ยงชันโรงสู่การเป็นชุมชนนวัตกรรมอย่างยั่งยืนจังหวัดสงขลา” เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งชันโรง การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ การตลาด ตลอดจนผลักดันจากอาชีพเสริมสู่อาชีพหลัก สร้างรายได้มั่นคง

ผศ.ดร.ปกรณ์ ลิ้มโยธิน คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ในฐานะผู้อำนวยการแผนโครงการฯ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ มีองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงผึ้งชันโรงอยู่แล้ว ผนวกกับความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนในพื้นที่ต่างๆ จากการทำงานวิจัย จึงได้นำองค์ความรู้ที่เรามีมาถ่ายทอดแก่เกษตรกร ตั้งแต่การเริ่มต้นเลี้ยง การเก็บผลผลิต การสร้างผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ชุมชนสามารถสร้างอาชีพและรายได้ พร้อมผลักดันให้จังหวัดสงขลาเป็นเมืองแห่งชันโรง โดยพยายามจะลดความเหลื่อมล้ำของสังคมเมืองและสังคมชนบทให้ได้

ผศ.ดร.นุกูล ชิ้นฟัก ผู้ช่วยคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ในฐานะหัวหน้าโครงการย่อย เล่าว่า จากความสำเร็จ ภายใต้โครงการการจัดการความรู้ข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติในการฟื้นฟูป่าชายเลนในบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และการจัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชนตำบลชะแล้ (อุง) สร้างอาหารปลอดภัย ตำบลชะแล้ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา โดยการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และชุมชนเกิดความรู้ความเข้มแข็งจากการเรียนรู้งานวิจัยเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมป่าชายเลน จนเกิดผลพวงที่สำคัญ คือ แหล่งเพาะเลี้ยงชันโรงที่เหมาะสมตามธรรมชาติ และสามารถขยายผลสร้างอาชีพให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้ จึงต่อยอดเป็นโครงการ “การพัฒนาชุมชนเพาะเลี้ยงผึ้งชันโรงสู่การเป็นชุมชนนวัตกรรมอย่างยั่งยืนจังหวัดสงขลา” ปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้ว 8 อำเภอ 10 วิสาหกิจชุมชน ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท.

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพาะเลี้ยงชันโรงบ้านคลองต่อ อ.รัตภูมิ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอุงและญิงยวน อ.บางกล่ำ จ.สงขลา เล่าว่า กลุ่มวิสาหกิจฯ ได้ริเริ่มเลี้ยงผึ้งชันโรงโดยเชื่อมโยงการเกษตรอินทรีย์อย่างสมบูรณ์ ปัจจุบัน มีการเลี้ยงชันโรงจำนวนหลายพันรัง ใน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ขนเงิน ทูราซิก้า และอีตาม่า โดยขับเคลื่อนร่วมกับเครือข่ายรายย่อยในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมให้โรงเรียนและชุมชน มาเรียนรู้การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่ม ภายหลังที่มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนข้อมูลเชิงวิชาการ เพื่อวิเคราะห์คุณค่าและคุณภาพทางโภชนาการของน้ำผึ้งชันโรง การสร้างผลิตภัณฑ์ จึงสามารถสร้างความเชื่อมั่นใจให้กับผู้บริโภคและเกษตรกรในการพัฒนาต่อไปได้มากยิ่งขึ้น

ผึ้งชันโรงมีความพิเศษกว่าผึ้งชนิดอื่นๆ คือ จะมีการนำยางจากต้นไม้ชนิดต่างๆ มาต่อเติมสร้างรังของตัวเอง ทำให้น้ำผึ้งมีสรรพคุณทางยาที่ดี และยังเป็นเครื่องบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้และการทำเกษตรกรรมได้ว่ามีความเป็นเกษตรอินทรีย์เกือบทั้งหมด ช่วยส่งเสริมให้พืชพรรณ โดยเฉพาะผลไม้ให้เกิดผลผลิตมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้ง น้ำผึ้งชันโรงมีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามและผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อสุขภาพได้ เช่น ยาหม่องขี้ผึ้งชันโรง พิมเสน ครีมบำรุงผิว สบู่ และเร็วๆ นี้จะพัฒนาเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพผสมคอลลาเจนจากสาหร่ายพวงองุ่นอีกด้วย ด้านรสชาติน้ำผึ้งยังให้ความแตกต่างจากน้ำผึ้งอื่นๆ ตรงรสเปรี้ยวอมหวาน ราคาซื้อขายปัจจุบันอยู่ที่ 2 บาทต่อ 1 มิลลิลิตร โดยผึ้ง 2-3 รังให้ผลผลิตน้ำผึ้งประมาณ 1 กิโลกรัม สร้างรายได้หลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นได้อีก

นับเป็นการเดินหน้าสร้างสัตว์เศรษฐกิจใหม่ ที่ผู้บริโภคและเกษตรกรให้ความสนใจกันมากขึ้น ผลผลิตมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ หน่วยงานและมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น จึงพยายามผลักดันให้เลี้ยงเป็นอาชีพ เพื่อส่งเสริมรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น ทั้งยังสนับสนุนให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มาเรียนรู้ธรรมชาติ เพื่อสร้างทางเลือกอาชีพ และหวงแหนบ้านเกิดได้ต่อไป สำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้หรือเลี้ยงชันโรงสามารถติดต่อมายังวิสาหกิจชุมชนได้ทุกเมื่อ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. ผนึก ม.หาดใหญ่ พลิกฟื้น “ป่าชายเลนทะเลสาบสงขลา” สู่ระบบนิเวศ และชีวิตยั่งยืน ด้วยพลังชุมชน

วช. ผนึก ม.หาดใหญ่ พลิกฟื้น “ป่าชายเลนทะเลสาบสงขลา” สู่ระบบนิเวศ และชีวิตยั่งยืน ด้วยพลังชุมชน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ติดตามผลสำเร็จ โครงการ “การจัดการความรู้ข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติในการฟื้นฟูการปลูกป่าชายเลนในบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาแบบประชารัฐ” ของนักวิจัย มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ณ ตำบลชะแล้ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ช่วยชุมชนดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ โดยพึ่งพิงธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.นุกูล ชิ้นฟัก ผู้ช่วยคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา มีขนาดครอบคลุมพื้นที่กว่า 3 จังหวัด ได้แก่ สงขลา,พัทลุง และนครศรีธรรมราช ครอบคลุมพื้นที่ 8,729 ตร.กม. โดยแบ่งเป็นทะเลสาบ พื้นที่ 1,042 ตร.กม. ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร เป็นแหล่งต้นน้ำของลุ่มน้ำแห่งเดียวของประเทศไทยที่มีระบบนิเวศลักษณะเฉพาะตัวแบบ 3 น้ำ คือ น้ำจืด,น้ำกร่อย และน้ำเค็ม จึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำและความหลากหลายทางชีวภาพสูง แต่เนื่องจากการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมโลกในปัจจุบัน ทะเลสาบสงขลาจึงถูกคุกคามอย่างรุนแรง มีการใช้ประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความยั่งยืน ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา นักวิจัยต่างได้พยายามศึกษาค้นคว้า จนตกผลึกทางความคิดว่า การดำเนินการรักษาและฟื้นฟูป่าชายเลนบริเวณทะเลสาบสงขลา ควรเป็นไปในลักษณะบูรณาการ เน้นความสมดุลในพื้นที่ 3 มิติ คือ นิเวศ เศรษฐกิจ และสังคม ภายใต้การมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วน

นักวิจัยและหน่วยงานในพื้นที่ จึงได้นำนโยบายและ ยุทธศาสตร์การอนุรักษ์ฟื้นฟูการปลูกป่าชายเลนในบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาแบบประชารัฐ มาต่อยอดปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมในพื้นที่หมู่ 4 ตำบลชะแล้ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก (วช.) มีการลงพื้นที่ทำข้อตกลง MOU ระหว่างเทศบาลตำบลชะแล้ และ ม.หาดใหญ่ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกลุ่มเครือข่าย เช่น กลุ่มชุมชนรักษ์ชะแล้ สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 5 (เกาะยอ) โรงเรียนวัดชะแล้ กลุ่มประมงพื้นบ้าน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เป็นต้น เพื่อร่วมกันออกแบบกิจกรรม สร้างการรับรู้และตระหนักในการมีส่วนร่วมฟื้นฟูการปลูกป่าชายเลนอย่างต่อเนื่อง สู่การลงมือปฏิบัติจริง โดยใช้แนวคิด “บางเหรียงโมเดล” คือ การปลูกป่าชายเลนแบบผสมผสาน

การปลูกป่าชายเลนแบบผสมผสาน มีลักษณะการคัดเลือกสถานที่ที่เหมาะสมกับพันธุ์ไม้แต่ละชนิด และเตรียมกล้าไม้เพื่อเพาะชำอย่างเหมาะสม เช่น ต้องมีความสูงไม่ต่ำกว่า 30 ซม. ลงปลูกอย่างถูกวิธี และดูแลบำรุงรักษา โดยบูรณาการแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน เช่น การทำไม้ไผ่กันลม การรณรงค์ร่วมกันเก็บเศษขยะทิ้งออกจากพื้นเป็นระยะๆ พร้อมทั้งอบรมให้ชุมชนกำจัดหนอน หอยหรือสัตว์ที่ทำลายพันธุ์กล้าป่าชายเลน อนาคตยังมองแนวทางที่จะพัฒนาให้ป่าชายเลนริมทะเลสาบสงขลาแห่งนี้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นแหล่งเพาะลูกกุ้ง ลูกปลาที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย โดยจะต้องศึกษาข้อมูลเชิงนิเวศวิทยา เพื่อสนับสนุนการใช้ประโยชน์ต่อไป

“พันธุ์กล้าไม้ที่ทีมวิจัยและชุมชนร่วมกันปลูกในโครงการ ตั้งแต่ช่วงต้นปี พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา ได้แก่ ต้นจิก,ตีนเป็ดทะเล,จาก,หยีน้ำ,สารภีทะเล,เสม็ดขาว และโกงกางใบเล็ก จำนวน 3,650 ต้น ซึ่งต้องดูผลลัพธ์ต่อไปอีก 4-5 ปี อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เริ่มเกิดผลพวงจากความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติมากขึ้นแล้ว อาทิ ชาวประมงสามารถจับปลาได้มากกว่าแต่ก่อน ต้นเสม็ดที่ปลูกมาแล้ว 2-3 ปี ออกดอกให้เกสรเป็นอาหารชั้นดีแก่ผึ้งชันโรง ซึ่งชาวบ้านเลี้ยงไว้เป็นอาชีพเสริมกันมากขึ้น เกิดการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้น 3 กลุ่ม การจัดตั้งสภาเด็กและเยาวชนวัยใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในการจัดประชุมหารืออย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทำให้เกิดการจัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชนชะแล้ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียน ผู้สนใจ และสามารถส่งต่อเป็นโครงการให้แผนพัฒนาตำบลต่อไปได้ โดยกลุ่มคนในท้องถิ่น และทีมวิจัยยังคงร่วมกันปลูกป่าชายเลนอย่างต่อเนื่อง จนเกิดภาคีชุมชนที่เข้มแข็งขึ้น ดำเนินวิถีชีวิตด้วยความหวงแหนและพึ่งพิงธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน” ผศ.ดร.นุกูลฯ กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เร่งเครื่องพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง วางกลไกขับเคลื่อนทั่วไทย ตั้งเป้าพัฒนาเกษตรเมืองเพิ่มพื้นที่สีเขียวตอบโจทย์เศรษฐกิจชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

เร่งเครื่องพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองวางกลไกขับเคลื่อนทั่วไทยตั้งเป้าพัฒนาเกษตรเมืองเพิ่มพื้นที่สีเขียวตอบโจทย์เศรษฐกิจชุมชนยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

วันนี้ (25 ก.พ.65) นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง (Sustainable Urban Agriculture Development Project : SUAD Project) เป็นประธานการประชุมแนวทางการดำเนินงานโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองระดับเขต และระดับจังหวัด ทั่วประเทศผ่านระบบการประชุมทางไกลออนไลน์ zoom cloud meeting พร้อมด้วย นายอภัย สุทธิสังข์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ตรวจราชการประจำเขตตรวจราชการทุกท่าน และเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ เข้าร่วมประชุม โดยมีนายจิตติศักดิ์ ศรีปัญญา ผู้อำนวยการกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน (กนท.) สป.กษ. เป็นเลขานุการการประชุม ทั้งนี้ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ระดับเขต และระดับจังหวัด

โดยนายอลงกรณ์ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) ประธานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เล็งเห็นความสำคัญการแก้ไขปัญหาภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารในเมือง เนื่องจากในปี2562 ประเทศไทยมีประชากรในเมืองมากกว่าในชนบทเป็นครั้งแรกสะท้อนถึงการขยายตัวของเมือง (Urbanization)และชุมชนเมืองมีการผลิตอาหารได้เองไม่ถึง 10% เป็นเหตุผลสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในยุคปัจจุบันต้องเร่งขับเคลื่อนพัฒนาการเกษตรในเมือง (Urban Agriculture) โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด19และยุคต่อไป (Next normalที่ต้องให้ความสำคัญระบบนิเวศน์เมืองเรื่องสุขภาพคนและคุณภาพเมือง

จึงต้องขับเคลื่อนเกษตรในเมืองควบคู่กับเกษตรในชนบทจึงได้มอบนโยบายให้ดำเนินการโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ มีวัตถุประสงค์ 6 ประการ ได้แก่

  1. การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง
  2. การเพิ่มพื้นที่สีเขียว
  3. การลด PM 2.5 และลดก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas)
  4. การเพิ่มคุณภาพอากาศ
  5. การอัพเกรดคุณภาพชีวิตของประชาชน
  6. การสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)ของสหประชาชาติ ในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ(Climate Change) ของโลก

นอกจากนี้คณะอนุกรรมการระดับเขตและจังหวัดยังรับผิดชอบการขับเคลื่อนโครงการธนาคารสีเขียว (Green Bank) เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวตามแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืนโดยการปลูกไม้เศรษฐกิจเป็นทรัพย์สินและหลักทรัพย์ค้ำประกันทั้งยังนำมาคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปด้วยตามเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Carbon Zero ของประเทศไทยเพื่อนำมาประยุกต์ใช้เป็นแรงจูงใจในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวอีกทางหนึ่ง

นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า การบริหารโครงการเชิงโครงสร้างครอบคลุมทั้งประเทศมีกลไกคณะกรรมการระดับพื้นที่แล้วยังมีคณะกรรมการระดับคลัสเตอร์ด้วยได้แก่
(1) คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองทั้งในพื้นที่ที่วัด (Green Temple)
(2) คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่วิทยาลัย (Green College)
(3) คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่โรงเรียน (Green School)
(4) คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่มหาวิทยาลัย (Green Campus)
(5) คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองระดับชุมชนและท้องถิ่น (Green Community)
(6) คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่อาคารชุด (Green Condo)
(7) คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นการเคหะแห่งชาติ (Green Housing )
(8) คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ในพื้นที่อุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรม (Green Industry)
(9) คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ในพื้นที่โรงแรม (Green Hotel)
(10)คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (Green Bangkok)

สำหรับเกษตรกรรมยั่งยืนมี5สาขาได้แก่ เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน วนเกษตรและเกษตรธรรมชาติ “ในเขตเมืองของแต่ละจังหวัดสามารถจัดทำสวนเกษตรในบ้านในชุมชนหรือพื้นที่สาธารณะแบบสวนขนาดเล็ก(Pocket Garden)เช่นสวนครัว สวนสมุนไพร สวนผัก หรือในพื้นที่สาธารณะต่างๆหรือการสร้างสวนป่าขนาดเล็ก(Pocket Forest)แนววนเกษตรเช่นในกรุงโตเกียวในมหานครลอนดอนและในสิงคโปร์ก็ทำสวนป่าสีเขียวในป่าคอนกรีต รวมทั้งต้องมีตลาดเกษตรในเมือง(Farmer Market)เพื่อจำหน่ายผลผลิตเกษตรในชุมชนเมืองด้วยเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจพร้อมกับยกระดับคุณภาพเมืองคุณภาพขีวิตของประชาชน” นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด.


วัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี ร่วมกับเทศบาลเมืองจันทบุรี จัดกิจกรรมลานวัฒนธรรม สร้างสุข ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด -19

วัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี ร่วมกับเทศบาลเมืองจันทบุรี ได้จัดกิจกรรมลานวัฒนธรรม สร้างสุข ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด -19 ส่งเสริมประชาชนเข้าถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมอันดีงามของไทย สร้างความสมัครสมาน สามัคคี กระตุ้นเศรษฐกิจ

เย็นวันนี้ ( 25 ก.พ.65 ) ที่ลานกีฬาคนรักษ์จันท์ สวนสาธารณสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สี่แยกแวร์ซายทุ่งนาเชย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรีร่วมกับเทศบาลเมืองจันทบุรี ได้จัดกิจกรรม ลานวัฒนธรรม สร้างสุข ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด -19 โดยมีนายนิเวศน์ หาญสมุทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีเป็นประธาน นำหัวหน้าส่วนราชการ, นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองจันทบุรี, ผู้บริหารเทศบาล, ผู้แทนสภาวัฒนธรรมจังหวัด ร่วมกิจกรรมและให้กำลังใจเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมอันดีงามของไทย สร้างความสมัครสมาน สามัคคี กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงสถานการณ์โควิด -19

ในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การแสดงศิลปวัฒนธรรมของสภาวัฒนธรรมอำเภอ กิจกรรมดนตรีถนนสายวัฒนธรรม, การแสดงของเยาวชนนักเรียน, การออกร้านของดี, อาหารพื้นเมือง, อาหารพื้นบ้าน, ขนม, สินค้าทางการเกษตรชาวบ้าน, ในบรรยากาศสบาย ๆ ยามเย็น โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรีร่วมกับเทศบาลเมืองจันทบุรีจะจัดกิจกรรม ลานวัฒนธรรม สร้างสุข ทุกวันศุกร์เฉพาะเย็นสุดท้ายของเดือนการแสดงและการจำหน่ายสินค้าจะมีไปถึงเวลา 20.00 น.


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา จ.จันทบุรี
พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

“เสรีพิศุทธิ์” ส่งทีมเร่งสอบทุจริตบ่อขยะ ทต.นาแก 72 ล้าน หลังถูกดองเค็มเกือบ 5 ปี อดีตนายกกลายเป็นเสือสิ้นลาย คาดยอมรับชะตากรรมที่ก่อไว้

“เสรีพิศุทธิ์” ส่งทีมเร่งสอบทุจริตบ่อขยะ ทต.นาแก 72 ล้าน หลังถูกดองเค็มเกือบ 5 ปี อดีตนายกกลายเป็นเสือสิ้นลาย คาดยอมรับชะตากรรมที่ก่อไว้

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับปัญหาตรวจสอบทุจริต โครงการก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะมูลฝอย กลุ่มพื้นที่ 3 ซึ่งสร้างด้วยงบประมาณกว่า 72 ล้านบาทของเทศบาลตำบลนาแก อ.นาแก จ.นครพนม วัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการคัดแยกขยะในพื้นที่ 4 อำเภอ ประกอบด้วย อ.นาแก, ธาตุพนม, เรณูนคร และ อ.วังยาง ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ บ้านโพนสวรรค์ หมู่ 7 ต.นาเลียง อ.นาแก บนเนื้อที่กว่า 70 ไร่ แล้วเสร็จในปี 2554 ก็มีการเดินเครื่องใช้งานได้แค่ประมาณ 2 ปี เกิดปัญหาทางเทศบาลตำบลนาแกได้หยุดเดินเครื่อง เนื่องจากมีปัญหาค่าใช้จ่าย ไม่คุ้มทุน ปล่อยพื้นที่ทิ้งร้างไม่มีการใช้งานกว่า 5 ปี ขณะที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากปริมาณขยะเพิ่มขึ้น และเกิดมลพิษ เพราะต้องใช้วิธีการฝังกลบแทน แต่ไม่สามารถจัดการขยะได้ทั้งหมด เนื่องจากมีปริมาณขยะนำมาทิ้งวันละไม่ต่ำกว่า 20 ตัน

ย้อนรอยไปเมื่อเดือนเมษายน 2560 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) โดยสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 5 จ.อุบลราชธานี ได้ส่งทีมเข้าไปตรวจสอบหาสาเหตุ ชี้มูลว่าใช้ประโยชน์ไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ และไม่มีการใช้ประโยชน์ทั้งระบบ รวมทั้งไม่สามารถปรับปรุง หรือซ่อมแซมให้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ เป็นเหตุทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย พร้อมมีคำสั่งให้ทางจังหวัดนครพนม ร่วมกับเทศบาลตำบลนาแก มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิด รวมทั้งอาญาและแพ่งในส่วนที่เกี่ยวข้อง

ภายหลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายเทศบาลตำบลนาแก ได้มีการเร่งรวบรวมสรุปเอกสารหลักฐาน เพื่อตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดตามกฎหมาย โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือ แนวทางแรกเป็นการตั้งคณะกรรมการสอบสวนในส่วนของละเมิด หรือในเรื่องของแพ่ง เกี่ยวกับความเสียหายที่จะต้องชดใช้เงินคืนกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลนาแก ในช่วงการเสนอขออนุมัติงบประมาณ ระหว่างปี 2547 ถึงปี 2552 และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง คือ ปลัดเทศบาล และผู้อำนวยการกองช่าง
ส่วนแนวทางที่สอง เป็นการสอบสวนทางวินัย ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารหลักฐาน ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย เกี่ยวกับความผิด ในเรื่องของการกระทำที่ขัดระเบียบกฎหมาย ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงมาถึงปัจจุบัน ยังไม่มีความคืบหน้า ถูกดองเค็ม ทำให้ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียนไปยัง คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบเร่งรัดแก้ไขปัญหาเอาผิดเกี่ยวกับการใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า

ล่าสุดในปี 2565 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) มอบหมายให้ นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สส.เขตห้วยขวาง ดินแดน พรรคเพื่อไทย เลขานุการกรรมธิการ ป.ป.ช.พร้อมด้วย นายธีรัจชัย พันธุมาศ โฆษกคณะกรรมมาธิการ ป.ป.ช. ประสานงานร่วมกับ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม เขต 4 พรรคเพื่อไทย นำทีมเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กับหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงเร่งรัดเกี่ยวกับการสอบเอาผิดตามกระบวนการของกฎหมายตามคำสั่งของ สตง.ทั้งทางแพ่ง ทางอาญา โดยมี นายธวัชชัย มณีกุลทรัพย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลนาแก นำเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานเกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่รับทราบปัญหาและชี้แจงความเป็นมา และแนวทางแก้ไข

นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ส.เขตห้วยขวาง ดินแดง พรรคเพื่อไทย เลขานุการกรรมธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ในการลงพื้นที่ตรวจสอบ โครงการบ่อขยะเทศบาลตำบลนาแก หลังได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธาน กรรมาธิการ ป.ป.ช. เนื่องจากมีชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียนเกี่ยวกับผลกระทบของโครงการ รวมถึงปัญหาการใช้งานของเครื่องคัดแยกขยะ โดยจะมีการตรวจสอบเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรกจะมีการตรวจสอบ เกี่ยวกับการดูแลกำจัดของยะของหน่วยงานเกี่ยวข้อง คือ เทศบาลตำบลนาแก พบว่ายังมีปัญหาเรื่องการจัดการขยะ เพราะยังใช้วิธีการฝังกลบ เนื่องจากเครื่องคัดแยกไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มศักยภาพ อีกทั้งการฝังกลบขยะยังไม่เป็นไปตามหลักวิชาการจึงต้องให้คำแนะนำ เร่งดำเนินการไม่ให้สารตกค้าง สารพิษไหลไปกระทบสิ่งแวดล้อมรวมถึงส่งกลิ่นสร้างมลพิษ

สำหรับส่วนที่ 2 จะได้มีการตรวจสอบรวบรวมหลักฐานเกี่ยวข้อง ในการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ปี 2554 เพราะปัจจุบันเครื่องคัดแยกไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ต้องหารือกับทาง นายกเทศมนตรีเทศบาลนาแกซึ่งเป็นผู้บริหารชุดใหม่ พร้อมหารือกับหน่วยงานระดับจังหวัดตรวจสอบข้อเท็จจริง ในส่วนของการทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึง สตง.เคยชี้มูลเกี่ยวกับปัญหาใช้งานไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ พร้อมให้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดเกี่ยวกับฐานความผิดละเมิดชดใช้ทางแพ่ง คืนเงินแก่รัฐ พร้อมเอาผิดกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลังจากนี้จะได้รวบรวมหลักฐานหารือกับทางจังหวัดนครพนม ตรวจสอบว่าติดปัญหาอยู่จุดไหน ให้มีการชี้แจงต่อกรรมาธิการ ป.ป.ช. ว่ามีเหตุผลอะไร ถึงไม่มีความคืบหน้า ถ้าพบมีความบกพร่อง แน่นอนที่สุดหน่วยงานเกี่ยวข้อง รวมถึงเจ้าหน้าที่ จะต้องถูกดำเนินคดีข้อหาละเว้น ตามมาตรา 157 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับหลักฐานเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามโครงการนี้จะต้องได้รับการแก้ไข และใครมีความผิดต้องรับผิดชอบ

ด้าน นายถวิล จันทร์หอม อายุ 64 ปี หมู่ 7 บ้านโพนสวรรค์ ต.นาเลียง อ.นาแก จ.นครพนม เปิดเผยว่า ตนเป็นตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ ได้รับผลกระทบจากปัญหากำจัดขยะเทศบาลนาแกมานานเกือบ 10 ปี ร้องเรียนมาตลอดจนกระทั่งล่าสุดต้องเรียนเรียนผ่าน ส.ส. รวมถึง คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช.เพราะไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา สิ่งที่เดือดร้อนสุดคือ ปัญหาน้ำเสียที่ไหลทะลักเข้าพื้นที่การเกษตรก่อนไหลลงสู่ลำน้ำสาขาแม่น้ำโขง ได้แก่ ลำน้ำบัง รวมถึงลำห้วยใกล้เคียง ที่เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมเกิดมลพิษ อีกส่วนตนรู้สึกเสียดายงบประมาณ ที่มีการจัดซื้อเครื่องคัดแยกขยะมูลค่า 60-70 ล้านบาท แต่สุดท้ายใช้งานไม่ได้ ต้องมาฝังกลบแทน และสร้างปัญหาให้ชุมชน ฝากทางรัฐบาลเร่งตรวจสอบแก้ไขปัญหา เสียดายภาษีประชาชน รวมถึงอยากให้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมมาแก้ไขปัญหาบริหารจัดการขยะไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชุมชน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับมหากาพย์โรงคัดแยกขยะแห่งนี้ เดิมทีมีอดีตนายกเทศบาลตำบลนาแกท่านหนึ่ง เป็นผู้เขียนโครงการแยกเป็นขั้น 1 ขั้นสองสามสี่ตามลำดับอย่างชัดเจน ภายหลังไม่ได้รับการเลือกตั้ง ได้นายกฯคนใหม่เข้ามาบริหาร ซึ่งนายกฯคนนี้สั่งรื้อแบบเค้า โครงการเดิมทิ้ง ให้ใส่แบบโครงการใหม่ลงไปซึ่งไม่สอดคล้องกับการใช้งาน แม้จะมีเสียงคัด ค้านก็ไม่ยอมฟัง กระทั่งเกิดเรื่องฉาวไม่สามารถเดินเครื่องได้ตามมาตรฐาน มีการตรวจสอบมาจนพรุนก็ดองเก็บไว้ กลายเป็นช่องทางหนึ่งของสื่อสีเทาเข้าไปรีดไถเพื่อปิดข่าว บางสื่อบุกไปถึงศาลากลางจังหวัดฯ เพื่อขอเงินอย่างหน้าด้านๆ เมื่อไม่มีใครจ่ายก็โวยวายกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ล่าสุดอดีตนายกเทศบาลตำบลนาแกรายนี้ ถูกเรียกตัวไปให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) มีน้ำเสียงที่สั่นเครือตลอดเวลา ซึ่งคงจะทราบชะตากรรมของตนแล้วว่าจะต้องเจอกับอะไร ทั้งที่ช่วงดำรงตำแหน่งนายกฯวางตัวกร่างไม่ยอมใคร วันนี้กลายเป็นเสือสิ้นลายเพราะผลจากการกระทำของตนเอง


เทพข่าวร้อน รายงาน

มติ คกก.นครพนม ขยายเวลาห้ามดื่มเหล้าในร้านถึง 15 มีค. งานศพ 3 วัน ควรเผา บ่าวสาวเลื่อนแจกการ์ดสีชมพู แนะข้าราชการเป็นแบบอย่างที่ดี

มติ คกก.นครพนม ขยายเวลาห้ามดื่มเหล้าในร้านถึง 15 มีค. งานศพ 3 วัน ควรเผา บ่าวสาวเลื่อนแจกการ์ดสีชมพู แนะข้าราชการเป็นแบบอย่างที่ดี

สืบเนื่องจากมีการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดนครพนมขยายเป็นวงกว้าง โดยก่อนที่จะมีมาตรการคลายล็อก มียอดผู้ป่วยรายวันเพียงไม่กี่ราย แต่เมื่อผ่อนคลายมาตรการบางอย่างกลับมีจำนวนผู้ป่วยปะทุขึ้นมาอย่างเร็ว เกิดคลัสเตอร์หรือเหตุการณ์ไปทั่วทั้ง 12 อำเภอ ดังนั้น มติที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครพนม (คกก.ฯ) ครั้งที่ 10/2565 วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565 คือ

1.ปรับลดจำนวนคนร่วมกิจกรรมต่างๆ หรือรวมกลุ่มของบุคคลไม่เกิน 200 คน โดยให้แจ้ง ศปก.อำเภอ และรายงานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเพื่อทราบ กำหนดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องมีหลักฐานการได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม หรือ ATK ไม่เกิน 48 ชั่วโมง มีผลตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป

2.ให้ชะลอหรือเลื่อนการจัดกิจกรรม งานบุญประเพณี งานมงคลสมรส ฯลฯ ในระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2565 หากมีความจำเป็นต้องจัดให้แจ้ง ศปก.อำเภอ ทั้งนี้ให้ผู้จัดหรือผู้รับผิดชอบ งดจัดให้มีการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ขบวนแห่และมหรสพทุกชนิด และถือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด สำหรับกิจการประเพณีงานศพ ซึ่งต้องจัดในระหว่าง วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2565 ให้เจ้าภาพหรือผู้รับผิดชอบจัดงานถือปฏิบัติดังนี้ จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมงานไม่เกิน 200 คน, ระยะเวลาในการจัดงานแล้วเสร็จไม่ควรเกิน 3 วัน, ให้หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมกัน, ไม่ให้มีมหรสพทุกประเภทตลอดการจัดงาน

นอกจากนี้ได้ขอความร่วมมือข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ บริษัทห้างร้าน สถานประกอบการ และประชาชน งดการจัดกิจกรรมทางสังคมในลักษณะที่เป็นงานสังสรรค์ งานเลี้ยง งานรื่นเริง หรือการรับประทานอาหารร่วมกัน ยกเว้นบุคคลในครอบครัว ในระหว่างวันที่ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2565 งดการจำหน่ายและการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้านจำหน่ายอาหารทุกประเภท มีผลตั้งแต่วันที่ 1-15 มีนาคม 2565 (ขยายเวลาต่อเนื่องจากคำสั่งฯมาตรการปัจจุบัน ที่ห้ามฯ 22-28 ก.พ.65)

สำหรับแนวทางการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิดของกรมการแพทย์ คือ กรณีไม่มีอาหาร หรือ สบายดี (Asymptomatic COVID-19) ให้รักษาแบบกักตัวที่บ้าน (Home isolation) หรือ (Hotel isolation) โดยจะไม่จ่ายยาต้านไวรัสเช่น favipiravir เนื่องจากส่วนมากหายได้เอง หรืออาจพิจารณาให้ยาฟ้าทะลายโจรตามดุลยพินิจของแพทย์ แต่จะไม่ให้ยาฟ้าทะลายโจรร่วมกันกับยาต้านไวรัส เนื่องจากอาจมีผลข้างเคียงจากยา

กรณีที่มีผู้ป่วยอาการมากขึ้น ให้ปฏิบัติตามแนวทางรักษาของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายคณาจารย์ คณะแพทย์ และ ราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยต่างฉบับปัจจุบัน เกณฑ์การนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล (ตามดุลยพินิจของแพทย์) 1.มีอาการไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียล ระยะเวลานานกว่า 24 ชั่วโมง, 2.หายใจเร็วกว่า 25 ครั้ง/นาที ในผู้ใหญ่, 3.Oxygen Saturatoin< 94 %, 4.โรคประจำตัวมีการเปลี่ยนแปลง หรือจำเป็นต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตามดุลยพินิจของแพทย์, 5.สำหรับในเด็ก หากมีอาการหายใจลำบาก ซึมลง ดื่มนมหรือทานอาหารน้อยลง

ทั้งนี้ในจำนวนผู้ป่วย 1,167 ราย ที่กำลังรักษาอยู่ในขณะนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 65) จำแนกตามระดับความรุนแรงดังนี้ 1.ไม่มีอาการ 928 ราย, 2.อาการเล็ก 152 ราย, 3.อาการปานกลาง 85 ราย, และ 4.อาการรุนแรง 2 ราย โดยมีเตียงรักษาผู้ป่วยในศูนย์ดูแลโควิด-19 ชุมชน (CI) มีจำนวน 1,815 เตียง ใช้ไปแล้ว 638 เตียง คงเหลือ 1,177 เตียง ส่วนโรงพยาบาลประจำทั้ง 12 อำเภอ มีเตียงคนไข้ทั้งหมด 682 เตียง ใช้ไปแล้ว 415 เตียง คงเหลือ 267 เตียง ซึ่งคาดการณ์ว่าใน 1 สัปดาห์ต่อจากนี้ จะมีจำนวนผู้ป่วยอยู่ที่ 150-200 ราย/วัน จากนั้นก็จะค่อยลดลงตามลำดับ


เทพข่าวร้อน รายงาน

สำนักงานเกษตร จ.นครนายก ร่วมกับสมาคมชาวสวนมะปราง จัดงานส่งเสริมสร้างอัตลักษณ์ผลไม้ไทย เพื่อพัฒนาศักยภาพทางด้านการเกษตร คุณภาพผลผลิตทางการเกษตร ประจำปี 2565

นครนายก – สำนักงานเกษตรจังหวัดนครนายก ร่วมกับสมาคมชาวสวนมะปรางจังหวัดนครนายก จัดงานส่งเสริมสร้างอัตลักษณ์ผลไม้ไทย เพื่อพัฒนาศักยภาพทางด้านการเกษตร คุณภาพผลผลิตทางการเกษตร ประจำปี 2565

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565 ที่หน้าศาลากลางจังหวัดนครนายก นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงานประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการสร้างอัตลักษณ์ผลไม้ไทย ปี 2565 จังหวัดนครนายก และเป็นประธานมอบถ้วยรางวัลพระราชทาน การประกวดมะยงชิด มะปรางหวาน ซึ่งเป็นถ้วยพระราชทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ โดยมีนายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย พร้อมคณะ ร่วมแสดงความยินดีกับจังหวัดนครนายก ที่ได้จัดงานฯ ขึ้น และนางจุไรรัตน์ แสงสวัสดิ์ เกษตรจังหวัดนครนายก ได้กล่าวรายงาน โดยความร่วมมือจากจังหวัดนครนายก สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย สมาคมชาวสวนมะปรางจังหวัดนครนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก ส่วนราชการ ภาคีองค์กรที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนร่วมงาน

ทั้งนี้เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ศักยภาพด้านการเกษตร และกระตุ้นการท่องเที่ยวในจังหวัดนครนายก และส่งเสริมให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าจากชาวสวนโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ส่งเสริมให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งยั่งยืน ภายในงานมีการประกวด มะยงชิด มะปรางหวานและมะปรางยักษ์ และการจัดนิทรรศการด้านการเกษตร และสินค้าจากเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรที่หลากหลาย


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ข่าวจังหวัดนครนายก

ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งยโสธร ขับเคลื่อนการเสริมสิทธิคนไร้ที่พึ่งและ สร้างความเข้าใจการอยู่ร่วมกันในชุมชน

ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งยโสธรขับเคลื่อนการเสริมสิทธิคนไร้ที่พึ่งและ สร้างความเข้าใจการอยู่ร่วมกันในชุมชน

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 25 ก.พ.2565 นายสุวัฒน์ เข็มเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการ คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดยโสธร ที่ห้องประชุมหมอน ขิด ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดยโสธร โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์จังหวัดยโสธรและศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดยโสธร

ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาและเห็นชอบแผนปฏิบัติการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ประจำปี 2565 ในด้านการพัฒนาระบบการทำงานและคุณภาพการให้ บริการเพื่อส่งเสริมสิทธิของคนไร้ที่พึ่งและด้านการส่งเสริมความเข้าใจแก่สังคมและชุมชนในการดูแลและอยู่ร่วมกันกับคนไร้ที่พึ่ง

ทั้งนี้ในด้านการพัฒนาระบบการทำงานและคุณภาพการให้บริการเพื่อส่งเสริมสิทธิของคนไร้ที่พึ่ง จะตั้งจุดประสานงานคนไร้ที่พึ่ง เพื่อสำรวจกลุ่มเป้าหมายคนไร้ที่พึ่งที่ยังไม่ถึงสิทธิและสวัสดิการต่างๆ จากหน่วยงานภาครัฐ โดยจะออกให้บริการที่สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดยโสธร ทุกวันพุธในสัปดาห์ที่ 1 และ 3 และที่วัดทุ่งสว่างชัยภูมิ ทุกวันพุธในสัปดาห์ที่ 2 และ 4 เป็นประจำทุกเดือน ส่วนด้านการส่งเสริมความเข้าใจแก่สังคม และชุมชนในการดูแลและอยู่ร่วมกันกับคนไร้ที่พึ่ง จัดระเบียบและรณรงค์ สร้างกระแสสังคมเพื่อสร้างความเข้าใจในการดูแลคนไร้ที่พึ่งและผู้ทำการขอทานในชุมชน โดยบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตคนไร้ที่พึ่ง และการตั้งศูนย์ช่วยเหลือ สังคมตำบล เพื่อร่วมกับภาคีเครือข่ายให้เข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือ เฝ้าระวังและสอดส่องผู้ที่ตกอยู่นฐานะลำบาก ผู้ขอทานและผู้ไร้ที่พึ่ง ให้ได้ รับความช่วยเหลือโดยชุมชนเป็นเบื้องต้น โดยจะมีการเสริมสร้าง ความ เข้มแข็ง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตั้งแต่ระดับชุมชนได้

พร้อมนี้ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดยโสธรได้แจ้งที่ประชุมทราบถึง ผลการดำเนินงานในปี 2564 ด้านการให้บริการคนไร้ที่พึ่ง โดยมีผู้มารับบริการ จำนวน 37 ราย เป็นชาย 28 ราย หญิง 9 ราย ส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีปัญหาด้านสุขสภาพจิต มีปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว จึงมักออกมาเร่ร่อนและได้ให้การช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อนและ ผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ 9 อำเภอ รวม 1,148 ราย เป็นเงิน 2,988,000.- บาท และช่วยคนไร้ที่พึ่งให้ได้ รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด -19 เข็มที่ 2 อีก 5 ราย


รุ่งอรุณทรงกลด บุญปก
/////รายงาน