บก.น.1 ปิดคดีอุกอาจ ล่วงละเมิดเยาวชนวัย 15 ปี ย่านข้าวสาร ยืนยันตัวผู้ก่อเหตุได้ภายใน 2 วัน

บก.น.1 ปิดคดีอุกอาจ ล่วงละเมิดเยาวชนวัย 15 ปี ย่านข้าวสาร ยืนยันตัวผู้ก่อเหตุได้ภายใน 2 วัน

วันที่ 17 เมษายน 2569 สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม รายงานความคืบหน้าคดีล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ในพื้นที่ถนนข้าวสาร โดยดำเนินการภายใต้นโยบายกองบัญชาการตำรวจนครบาล ให้ความสำคัญสูงสุดกับคดีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน

จากการสืบสวนสอบสวน พนักงานสอบสวนได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่เกิดเหตุ จนสามารถยืนยันตัวผู้ก่อเหตุได้ภายในระยะเวลา 2 วัน

ไทม์ไลน์การดำเนินคดี

  • วันที่ 15 เม.ย.2569 เวลาประมาณ 02.00 น. ผู้เสียหาย (เยาวชนหญิง อายุ 15 ปี) เข้าแจ้งความ หลังถูกล่วงละเมิดทางเพศและข่มขู่ เหตุเกิดบริเวณห้องน้ำชั่วคราว ย่านถนนข้าวสาร วันเดียวกัน พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้เสียหายเข้ารับการตรวจร่างกาย เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานทางการแพทย์
  • วันที่ 16 เม.ย.2569 ฝ่ายสืบสวนเร่งรัดติดตาม จนสามารถพิสูจน์ทราบตัวผู้ก่อเหตุ และประสานหน่วยต้นสังกัด
  • วันที่ 17 เม.ย.2569 เชิญผู้เสียหายพร้อมผู้ปกครองเข้าให้ปากคำเพิ่มเติม โดยมีสหวิชาชีพและนักจิตวิทยาร่วมดำเนินการ สอบพยานรวม 4 ราย พร้อมยืนยันตัวผู้ก่อเหตุจากพยานหลักฐานและภาพกล้องวงจรปิด

ผลการดำเนินคดีในเบื้องต้น การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดในข้อหา ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น พรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียหายจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย กักขัง หน่วงเหนี่ยวหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา

สำหรับขั้นตอนต่อไป วันที่ 18 เมษายน 2569 เวลา 08.30 น. ได้ประสานผู้บังคับบัญชาของผู้ก่อเหตุ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำตัวผู้ต้องหาเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ณ สน.ชนะสงคราม เพื่อแจ้งข้อกล่าวหา ดำเนินคดีตามกฎหมาย และนำตัวส่งศาลทหารก รุง เทพฯ

กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ยืนยันการดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย และจะรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง

#คดีผู้เยาว์ #ตำรวจนครบาล #สงกรานต์ปลอดภัย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รวมพลตำนานลูกหนังไทย

บรรยากาศอันสุดแสนอบอุ่น ประทับใจ ของงาน #รวมน้ำใจคนลูกหนังไทย มุทิตาจิต สังสรรค์ อดีตนักเตะทีมชาติไทย และ รดน้ำดำหัวผู้อาวุโสเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ไทย 2569 ที่มี #น้าอำ พลตรี อำนาจ เฉลิมชวลิต อดีตกัปตันกระดูกเหล็กทีมชาติไทย เป็นหัวเรือใหญ่จัดขึ้น

ซึ่งถือเป็นการรวมพลครั้งใหญ่อีกครั้งนึงของอดีตแข้งทีมชาติไทยระดับตำนานมากมาย ทั้งชุด โอลิมปิก เม็กซิโก 1968, ชุดแชมป์เยาวชนถ้วยทอเอเชียครั้งแรก, ชุดปรีโอลิมปิก ไทย ชนะ ญี่ปุ่น 5-2 รวมทั้งอดีตผู้บริหารสมาคมลูกหนังไทย “บังยี” วรวีร์ มะกูดี, ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง, พล.อ.มล.สุปรีดี ประวิตร ฯลฯ โดยมี “อาจารย์หรั่ง” ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน และ “เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน เป็นตัวแทนสภาฟุตบอลยุคปัจจุบัน เข้าร่วมงาน ที่ห้องชมัยมรุเชฐ สโมสรกองทัพบก ถ.วิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. หนุนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ นำเสนอ “ระบบ P-Track” ยกระดับการให้บริการภาครัฐด้วย AI

วช. หนุนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ นำเสนอ “ระบบ P-Track” ยกระดับการให้บริการภาครัฐด้วย AI

วันที่ 17 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จัดกิจกรรมการเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ “การยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตามระบบปรับเป็นพินัยและการประยุกต์ใช้ระบบ P-Track สู่การปฏิบัติ” โดยมี ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี ดร.ชัชนันท์ ลีระเติมพงษ์ รองผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นประธานกล่าวเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย พันตำรวจโท วรเทพ ปิยวัจนาภรณ์ คณะนิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวสรุปผลการดำเนินโครงการ และคณะนักวิจัย เข้าร่วม ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพฯ

ศ.พล.ต.ต.ดร.ชัชนันท์ ลีระเติมพงษ์ รองผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ กล่าวว่า โครง การ “การพัฒนาระบบงานด้านการปรับเป็นพินัย เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลของกระบวนการยุติธรรมไทย” ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก (วช.) ภายใต้แผนงานเสริมสร้างธรรมาภิบาลและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สำหรับติดตามและบริหารจัดการข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการปรับเป็นพินัยอย่างเป็นระบบ โดยโครงการได้พัฒนา “ระบบ Pinai Tracking System (P-Track)” ควบคู่กับการจัดทำแนวทางการปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการให้บริการภาครัฐ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว

ภายในงานยังมีการบรรยายพิเศษและกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประกอบด้วย

  • การบรรยายและสาธิตการใช้งานระบบ “P-Track: นวัตกรรมอัจฉริยะผสาน AI เพื่อยกระดับการติดตามและบริหารจัดการคดีปรับเป็นพินัย” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วฤษาย์ ร่มสายหยุด และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐากร พฤกษวันประสุต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นักวิจัยโครงการ
  • การบรรยายพิเศษ “การยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย สู่กระบวนการปรับเป็นพินัยอย่างเป็นระบบ” โดย พันตำรวจตรี ดร.สันติ ผิวทองคำ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลชั้นต้น ศาลจังหวัดวิเชียรบุรี
  • กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเกม Kahoot! เสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการปรับพินัย

ทั้งนี้ (วช.) และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จะมุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับกระบวนการบังคับใช้กฎหมายให้มีความเป็นระบบ และองค์ความรู้และเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นจากโครงการดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในภาคปฏิบัติ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบราชการไทยให้ทันสมัยและยั่งยืนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.นำ ววน.เปิด “ศูนย์พัฒนาและซ่อมบำรุงอากาศยานไร้คนขับ กองทัพภาคที่ 2” เสริมสมรรถนะเทคโนโลยีให้บุคลากรด้านความมั่นคง

วช. นำ ววน. เปิด “ศูนย์พัฒนาและซ่อมบำรุงอากาศยานไร้คนขับ กองทัพภาคที่ 2” เสริมสมรรถนะเทคโนโลยีให้บุคลากรด้านความมั่นคง

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ กองทัพภาคที่ 2 และสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ จัดพิธีเปิดศูนย์พัฒนาและซ่อมบำรุงอากาศยานไร้คนขับ (เฉพาะกิจ) ศปก.ทภ.2 โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงบริบทการสนับสนุนงานวิจัยด้านอากาศยานไร้คนขับ พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีต่อการจัดตั้งศูนย์ฯ พันโทชนะ จันทร์อิ่ม ผู้บังคับกองพันทหารสื่อสารที่ 22 กองทัพภาคที่ 2 กล่าวรายงานผลการดำเนินกิจกรรมร่วมกับสมาคมฯ และ อาจารย์พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวรายงานที่มาของโครงการ และภายในงานได้มีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ผ่านการอบรมการใช้อากาศยานไร้คนขับเชิงยุทธวิธี ซึ่งมีผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการทหาร และภาคีเครือข่ายเข้าร่วม ณ ห้องเอนกประสงค์ กองพันทหารสื่อสารที่ 22 กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า (ผวช.) ภายใต้กระทรวง (อว.) ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม โดยเฉพาะด้านอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการพัฒนาประเทศในยุคดิจิทัล โดย วช. มุ่งหวังผลักดันให้เกิดการบูรณาการงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในด้านมิติของความมั่นคง รวมถึงการสร้างกำลังคนที่มีทักษะสูงรองรับอนาคต การจัดตั้งศูนย์ในครั้งนี้ จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การปฏิบัติ และเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การพัฒนา

พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีว่า การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาอากาศยานไร้คนขับในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของกองทัพและประเทศชาติ โดยเฉพาะในมิติด้านความมั่นคงและการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ต่างๆ พร้อมทั้งแสดงความชื่นชมต่อความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นต้นแบบของการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง และนำไปสู่การพัฒนาประเทศ

พันโทชนะ จันทร์อิ่ม ผู้บังคับกองพันทหารสื่อสารที่ 22 กองทัพภาคที่ 2 กล่าวรายงานว่า การดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างกองทัพภาคที่ 2 กับสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะและขีดความสามารถด้านการใช้อากาศยานไร้คนขับเชิงยุทธวิธีให้กับกำลังพลและผู้เข้ารับการอบรม โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินงานได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน ส่งผลให้การฝึกอบรมบรรลุวัตถุประสงค์ และสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาจารย์พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจในการส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านอากาศยานไร้คนขับให้กับบุคลากรไทยให้มีมาตรฐานในระดับสากล โดยสมาคมฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกแบบหลักสูตรและถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำไปต่อยอดและใช้งานได้จริง

ถัดมาเป็นพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการใช้อากาศยานไร้คนขับเชิงยุทธวิธี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์สำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนถึงความสำเร็จในการพัฒนาศักยภาพกำลังคนให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่สอดคล้องกับการใช้งานจริงในภารกิจด้านความมั่นคงและการพัฒนาประเทศ โดยผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ การจัดตั้งศูนย์พัฒนาและซ่อมบำรุงอากาศยานไร้คนขับ (เฉพาะกิจ) กองทัพภาคที่ 2 ศปก.ทภ.2 นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนด้วยวิจัยและนวัตกรรม

ตำรวจภูธรภาค 1 จับกุมกลุ่มเครือข่าย “แบงค์ เพชรบูรณ์” จุดพักยาเสพติด (ยาบ้า) ประมาณ 9,582,000 เม็ด

ตำรวจภูธรภาค 1 จับกุมกลุ่มเครือข่าย “แบงค์ เพชรบูรณ์” จุดพักยาเสพติด (ยาบ้า) ประมาณ 9,582,000 เม็ด

โดย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต. สถาพร เอมโอษฐ์ รอง จตร.ช่วยราชการ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก. ภ.จ.สระบุรี, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล รอง ผบก. สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิศิษฏ์ มะอักษร รอง ผบก.สส.ภ.1 /ภ.จ.สระบุรี นำโดย พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก.ภ.จ.สระบุรี, พ.ต.อ.เกษดา วัชรานนท์ รอง ผบก.ภ.จ.สระบุรี, พ.ต.อ.สุริยะ สุดกังวาล รอง ผบก.ภ.จ.สระบุรี, พ.ต.อ.ไกรสร ศรีอำพรม ผกก.สส.ภ.จ.สระบุรี/หัวหน้า ชปส. ศอ. ปส.ภ.1 ชุดที่ 2 /ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา นำโดยพล.ต.ต.สุรวุฒิ แสงรุ่งเรือง ผบก.ภ.จ.พระนคร ศรีอยุธยา, พ.ต.อ.ภูมิธัช โฆษิตวนิชพงศ์ รอง ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา, พ.ต.อ.มนัส อัดโดดดร ผกก.สภ.อุทัย /ขกท.โดย พล.ต.อภิชัย ทองธรรมชาติ ผบ.ขกท. /ขกท.ศปก.นสศ. โดย พ.อ.ศรายุทธ พัฒนชัย ผบ.ขกท.ศปก.นสศ. /สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 1 โดย นายอำนาจ เหล่ากอที รองเลขาธิการ ปปส., นางสาวศศิรัศมิ์ นามวงษ์ ผอ.บก.ปปส.ภ.1 และเจ้าหน้าที่ในสังกัด

ได้ร่วมกันสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาที่เก็บพักยาเสพติดกลุ่มเครือข่าย “แบงค์ เพชรบูรณ์” จับกุม
ผู้ต้องหา 3 ราย คือนายนรินทร์ฯ หรือแบงค์ อายุ 38 ปี ภูมิลำเนา ต.ศาลาลาย อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์, นายณัฐพงษ์ฯ หรือนุ อายุ 33 ปี ภูมิลำเนา ต.นาสนุ่น อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ และ นายนิพลหรือพล อายุ 30 ปี ภูมิลำเนา ต.ศาลาลาย อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ พร้อมของกลาง คือ ยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ประมาณ 9,582,000 เม็ด,โทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ใช้ในการติดต่อเรื่องยาเสพติดจำนวน 3 เครื่อง ตรวจยึดรถยนต์ 3 คัน

พฤติการณ์ในการจับกุม สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 22.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรภาค 1 ชุดที่ 2 นำโดยพ.ต.อ.ไกรสร ศรีอำพร ผกก.สส.ภ.จ.สระบุรี/หัวหน้า ชปส.ภ.1 ชุดที่ 2 และ จนท.หน่วยข่าวกรองทางทหาร ศูนย์ปฏิบัติการ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายวุฒิชัยหรือท็อปและนายธนพัฒน์หรืออั้ม พร้อมด้วยของกลางยาเสพติดจำนวนประมาณ 5,500,000 เม็ด และจากการขยายผลการจับกุมคดีดังกล่าว พบว่ามีกลุ่มเครือข่ายโกดังยาเสพติด “แบงค์เพชรบูรณ์” ที่ยังทำหน้าที่พักยาเสพติด และนำยาเสพติดส่งมอบให้กับกลุ่มผู้รับในพื้นที่ตอนในของประเทศไทย

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าวและสามารถจับกุม นายนรินทร์ฯ หรือแบงค์,นายณัฐพงษ์ฯ หรือนุ และนายนิพลฯ หรือพล ได้พร้อมของกลางยาเสพติดจำนวน 49 กระสอบ (ประมาณ 9,582,000 เม็ด) ซึ่งซุกซ่อนอยุ่ภายในบ้านเลขที่ 34/4 หมู่ 3 ต.เสนา อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา เหตุเกิดที่ บ้านเลขที่ 34/4 หมู่ 3 ต.เสนา อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 06.00 น.

ในการจับกุมในครั้งนี้เป็นการยับยั้งการแพร่กระจายของยาเสพติดไปสู่ประชาชนได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งยาเสพติดของกลางหากถูกนำออกขายสู่ท้องตลาดจะมีมูลค่ากว่า 300,000,000 บาท เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจะได้ขยายผลถึงกลุ่มลูกค้าผู้สั่งการ และบุคคลในเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด โดยจะนำมาตรการสมคบสนับสนุนช่วยเหลือ ฟอกเงิน และยึดทรัพย์สินมาใช้ดำเนินการกับบุคคลในเครือข่ายยาเสพติดต่อไป

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะรองโฆษก ตำรวจภูธรภาค 1 และ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เปิดเผยว่า ขอประชาสัมพันธ์ประชาชนหากพบบุคคล รถต้องสงสัย หรือมีข้อมูลการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถติดต่อให้ข้อมูลได้ที่สถานีตำรวจที่ท่านสะดวก หรือ สายด่วน 191 และ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำข้อมูลดังกล่าวไปสืบสวนขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดต่อไป


พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. เป็นประธานในพิธีสมโภชพระพุทธรูปประจำหน่วย “พระพุทธกรุณาประชานาถ” พระพุทธรูปประจำหน่วยอรินทราช ๒๖

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผบช.น. ประธานฝ่ายฆราวาส พิธีสมโภชพระพุทธรูปประจำหน่วย “พระพุทธกรุณาประชานาถ” พระพุทธรูปประจำหน่วยอรินทราช ๒๖

วันที่ 16 เมษายน 2569 เวลา 09.19 น. ณ กองกำกับการต่อต้านการก่อการร้าย กองบังคับ การสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้มีการจัดพิธีสมโภชพระพุทธรูปประจำหน่วย “พระพุทธกรุณาประชานาถ” พระพุทธรูปประจำหน่วยอรินทราช ๒๖ อย่างเป็นทางการ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วยงานและข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่

ในการนี้ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. เป็นประธานในพิธีฝ่าย ฆราวาส พร้อมด้วย พล.ต.ต. พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ทินกร สมวันดี ผบก.อก.บช.น., พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 /ในส่วนของกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ. ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ. พิทักษ์ สุทธิกุล รอง ผบก.สปพ., พ.ต.อ.เด่นหล้า รัตนกิจ รอง ผบก.สปพ., พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ รอง ผบก.สปพ., พ.ต.อ.สุกฤต มังคละสวัสดิ์ ผกก.สุนัขตำรวจ, พ.ต.อ.วิสิฐศักดิ์ วิพัฒนมงคล ผกก.กลุ่มงานเก็บกู้วัตถุระเบิด /กองกำกับการต่อต้านการก่อการร้าย นำโดย พ.ต.อ.อาทิตย์ วงษ์จันนา ผกก.ต่อต้านการก่อการร้าย พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจในสังกัดและครอบครัว เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พิธีดังกล่าวนี้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ประกอบพิธีสมโภชและอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐาน ซึ่งอาจารย์ฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัว หน้างานโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ร่วมประกอบพิธีบวงสรวงตามราชประเพณีอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

บรรยากาศในช่วงเช้า เริ่มตั้งแต่เวลา 07.00 น. ข้าราชการตำรวจและผู้เข้าร่วมพิธีพร้อมกัน ณ มณฑลพิธีหอพระ ก่อนประกอบพิธีบวงสรวงเทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยประธานในพิธีจุดธูปเทียนเครื่องบวงสรวง และพราหมณ์ประกอบพิธีโปรยข้าวตอกดอกไม้ เพื่อบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์และขอขมาสถานที่ จากนั้นได้มีการเตรียมความพร้อมภายในอาคารหอพระ จัดเตรียมเครื่องไทยธรรมและอาสนะสงฆ์อย่างเรียบร้อย

ต่อมาในเวลา 08.45 น. เข้าสู่พิธีสงฆ์ โดยประธานพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และอาราธนาศีล พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์เจริญพระพุทธมนต์บทมงคล เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วยงาน ท่ามกลางข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง

กระทั่งเวลา 09.19 น. ซึ่งเป็นฤกษ์มงคล (ราชาฤกษ์) ประธานในพิธีพร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ได้ร่วมกันอัญเชิญพระพุทธรูป “พระพุทธกรุณาประชานาถ” ขึ้นประดิษฐานบนแท่นบูชาหลัก โดยมีพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา (บทชยันโต) เสริมความเป็นสิริมงคล จากนั้นเวลา 09.30 น. ได้ถวายเครื่องไทยธรรมและผ้าไตรแด่พระสงฆ์ และในเวลา 09.45 น. พระสงฆ์อนุโมทนา ประธานในพิธีกรวดน้ำ รับพร และรับการประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ก่อนเสร็จสิ้นพิธีในเวลา 10.00 น. พร้อมถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกัน

กก.ต่อต้านการก่อการร้าย กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล จัดสร้างขึ้นเป็นพระพุทธรูปประจำหน่วย เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และเสริมสร้างสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ คุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและประเทศชาติ โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประ ธานในพิธีเบิกเนตรพระพุทธรูป ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา และได้ทรงประทานนาม “พระพุทธกรุณาประชานาถ” มีความหมายว่า พระพุทธเจ้าผู้ทรงพระกรุณาและทรงเป็นที่พึ่งของประชาชน และประทานพระอนุญาตให้เชิญตราอักษรพระนาม “ออป.” ประดิษฐานบนฐานองค์พระ เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

การจัดพิธีในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่กำลังพล ตลอดจนยึดเหนี่ยวจิตใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน และสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับหน่วยอรินทราช ๒๖ อย่างยั่งยืนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สภ.เมืองนนทบุรี ขอชี้แจงตามที่ปรากฎเป็นข่าวบนสื่อออนไลน์ สำนักข่าว โหนกระแสออนไลน์ พาดหัวข่าว “ชายถอยรถติดหลุม ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์กล่าวหาทับเด็กก่อนโดนรุมทำร้าย ซ้ำถูกตามต่อยถึงเตียง รพ.”

สภ.เมืองนนทบุรี ขอชี้แจงตามที่ปรากฎเป็นข่าวบนสื่อออนไลน์ สำนักข่าว โหนกระแสออนไลน์ พาดหัวข่าว “ชายถอยรถติดหลุม ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์กล่าวหาทับเด็กก่อนโดนรุมทำร้าย ซ้ำถูกตามต่อยถึงเตียง รพ.”

ตามที่ปรากฎเป็นข่าวบนสื่อออนไลน์ สำนักข่าว โหนกระแสออนไลน์ เมื่อวันที่ 16 เม.ย.2569 พาดหัวข่าว “ชายถอยรถติดหลุม ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์กล่าวหาทับเด็กก่อนโดนรุมทำร้าย ซ้ำถูกตามต่อยถึงเตียง รพ.” เหตุเกิด บริเวณปากซอยเรวดี 61 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรีสภ.เมืองนนทบุรี ขอชี้แจงข้อมูล ดังนี้

พฤติการณ์กล่าวคือ เมื่อวันที่ 14 เม.ย.2569 เวลาประมาณ 00.10 น. ขณะที่พนักงานสอบ สวนเวร คดีอาญาปฏิบัติหน้าที่อยู่ ได้มีญาติของ นายอมรฯ อายุ 45 ปี ผู้ขับขี่รถกระบะซึ่งได้รับบาดเจ็บมาแจ้งความร้องทุกข์ ดำเนินคดีในเหตุที่ถูกรุมทำร้ายร่างกาย เมื่อสอบสวนปาก คำและรวบรวมพยานหลักฐานได้ความ ดังนี้

เมื่อวันที่ 13 เม.ย.2569 เวลาประมาณ 21.36 น. นายอมรฯ อายุ 45 ปี ได้ขับขี่รถกระบะ โดยมี นางสาวนภาพรฯ อายุ 45 ปี ภรรยาเป็นผู้โดยสารมาด้วยกัน ในเวลาดังกล่าวนายอมรฯ ได้ถอยรถกระบะเพื่อที่จะกลับรถบริเวณปากซอยเรวดี 61 ซึ่งในขณะนั้น ถนนบริเวณดังกล่าวมีร่องน้ำ ทำให้ล้อรถกระบะติดร่องน้ำ นายอมรฯ จึงได้เร่งเครื่องยนต์เพื่อที่จะให้ล้อรถกระบะพ้นจากร่องน้ำ ขณะที่นายอมรฯ เร่ง เครื่องยนต์จนรถกระบะพ้นร่องน้ำแล้ว รถได้พุ่งเข้าไปหากลุ่มเด็กๆ ด้วยความเร็วพอสมควร เกือบที่จะเฉี่ยวชนเด็ก ทำให้กลุ่มผู้ปกครองเด็กไม่พอใจ ต่อมาเมื่อนายอมรฯ ได้ขับขี่รถกระบะไปจอด ได้มีกลุ่มผู้ปกครองเด็กเดินเข้าไปที่รถกระบะประมาณ 5 -7 คน จนกระทั่งนายอมรฯ ลงมาจากรถ ได้มีชายไทยสวมเสื้อสีดำ (สืบ สวนทราบว่า คือ นายสุกฤษฎิ์ฯ อายุ 34 ปี) ใช้หมัดชกนายอมรฯ ทำให้นายอมรฯ ล้มลงที่พื้นบริเวณข้างรถกระบะ จากนั้นนายสุกฤษฎิ์ฯ, นายอาณัฐฯ อายุ 37 ปี และพวก ได้กระทืบนาย อมรฯ หลายครั้ง โดยมีนางสาวนภาพรฯ เข้าไปกอดนายอมรฯไว้ ซึ่งขณะนั้นได้มีกลุ่มบุคคลฝ่ายที่ 3 จำนวน 5 -7 คน (คาดว่าจะเป็นญาติของนายอมรฯ) ได้เข้ามาชกต่อยนายสุกฤษฎิ์ฯ และนายอาณัฐฯ จึงทำให้เกิดเหตุการณ์วิวาทกัน

ซึ่งระหว่างที่นายอมรฯ, นายสุกฤษฎิ์ฯ และกลุ่มบุคคลอื่นไม่ทราบชื่ออีกจำนวนหนึ่งล้มลงกับพื้น กลุ่มบุคคลฝ่ายที่ 3 โดยมีชายไทยไม่ทราบชื่อ ถือท่อพีวีซียาวประมาณ 0.5 เมตร มาฟาดที่นายอาณัฐฯ ที่ชุลมุนอยู่ที่พื้นโดยโดนฟาดไปที่บริเวณหลัง จำนวน 2-3 ครั้ง ทำให้นายปวีร์ฯ ได้ปรี่เข้ามาชกที่ชายคนที่เอาท่อพีวีซีมาทำร้ายนายอาณัฐฯ จนถอยกลับไป ต่อมาก็ได้ มีชายไม่ทราบชื่อ สวมเสื้อสีขาว ได้ถือขวดเบียร์แก้วสีเขียว มาฟาดบริเวณศรีษะของนายอาณัฐฯ แล้ววิ่งหนีไปจากวงที่ชุลมุนกัน ทำให้นายโอภาสฯ (สวมเสื้อสีเขียว) ได้เข้ามาห้ามปรามฝ่ายบุคคลที่ 3 ให้หยุด 2 หลังจากห้ามปรามได้ไม่นาน ได้มีฝ่ายบุคคลที่ 3 อีกจำนวน 4 คน ได้ถือของดังนี้ คนที่1 ถือท่อพีวีซีสีขาว,คนที่ 2 ถือเก้าอี้พับ เหล็กสีเหลือง,คนที่ 3 ถือเก้าอี้พลาสติกสีแดง และ คนที่ 4 ถือเก้าอี้พับเหล็กสีเหลือง พอบุคคลฝ่ายที่ 3 จำนวน 4 คนเข้ามา ทำ ให้บุคคลอีก 2 คน ฝ่ายผู้ปกครองเด็กได้เข้ามาสมทบเพิ่มเติม โดยคนที่ 1 ได้ปรี่เข้ามาหานายโอภาสฯ และใช้เก้าอี้เหล็กฟาดที่ บริเวณศรีษะของนายโอภาสฯ คนที่ 2ได้ยกเก้าอี้สีแดงฟาดไปที่ฝ่ายกลุ่มผู้ปกครอง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งฝ่าย สืบสวน สภ.เมืองนนทบุรี จะได้ดำเนินการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายละเอียดคู่กรณีทั้ง 3 ฝ่าย
ฝ่ายที่ 1 ผู้เสียหาย (ผู้ขับขี่รถยนต์กระบะ)
1.1 นายอมรฯ อายุ 45 ปี
1.2 นางสาวนภาพรฯ อายุ 45 ปี
ฝ่ายที่ 2 ผู้ถูกกล่าวหา (ผู้ปกครองเด็ก)
2.1 นายอาณัฐฯ อายุ 37 ปี
2.2 นายกรกตฯ อายุ 33 ปี
2.3 นายปวีร์ฯ อายุ 34 ปี
2.4 นายธนทนฯ อายุ 34 ปี
2.5 นายสุกฤษฎิ์ฯ อายุ 34 ปี
2.6 นายธนากรฯ อายุ 17 ปี
2.7 นายโอภาส ฯ (ห้ามปราม) อายุ 39 ปี
ฝ่ายที่ 3 ชายไทยไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด ประมาณ 5 -7 คน (ญาติของผู้เสียหาย)

โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส” วัน/เดือน/ปี เวลา/สถานที่เกิดเหตุ วันที่ 13 เม.ย.2569 เวลาประมาณ 21.36 น. เหตุเกิดที่ปากซอยเรวดี 61 ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี

มูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุ การถอยรถกระบะของนายอมรฯ ผู้เสียหาย ที่เกือบจะชนเด็ก ทำ ให้กลุ่มผู้ปกครอง ไม่พอใจ จึงลงมือก่อเหตุทำร่ายร่างกาย

สิ่งที่พนักงานสอบสวนดำเนินการไปแล้ว

  1. รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษตามกฎหมาย จากผู้เสียหายทั้ง 3 ฝ่าย ซึ่งได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนต่างวันเวลากัน
  2. ดำเนินการถ่ายภาพบาดแผลผู้ได้รับบาดเจ็บทุกคน และส่งตัวไปชันสูตรบาดแผลยังโรงพยาบาลรัฐ คือ รพ.พระนั่งเกล้า และ รพ.บางกรวย แล้วทุกคน
  3. สืบสวนเก็บรวบรวมพยานหลักฐานกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุทุกมุมกล้อง อีกทั้งรวบรวมไฟล์กล้องวงจรปิดจากพยาน บุคคลซึ่งได้ถ่าย VDO ขณะเกิดเหตุไว้แล้ว
  4. นัดหมายผู้เสียหาย พยานบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกปาก เข้าพบพนักงานสอบสวนตามลำดับ เพื่อสอบสวนประกอบคดี

สิ่งที่จะดำเนินการต่อไป

  1. เร่งรัดรายงานสืบสวน,พิสูจน์ตัวบุคคล เมื่อพบการกระทำความผิดอย่างชัดแจ้งจะได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อไป
  2. เร่งรัดผลชันสูตรบาดแผลผู้ได้รับบาดเจ็บจากโรงพยาบาลมาประกอบคดี
  3. รายงานผู้บังคับบัญชาตามมลำดับชั้นทราบ และตรวจสอบสำนวนการสอบสวน https://www.honekrasae.com/content/aezkbObf221xiSDVXoB2?force=1

บช.น. ชี้แจงตามที่ปรากฎข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีเหตุล่วงละเมิดทางเพศในพื้นที่ สน.ชนะสงคราม

บช.น. ชี้แจงตามที่ปรากฎข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีเหตุล่วงละเมิดทางเพศในพื้นที่ สน.ชนะสงคราม

กองบัญชาการตำรวจนครบาล ขอชี้แจงตามที่ปรากฎข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีเหตุล่วงละเมิดทางเพศในพื้นที่ สน.ชนะสงคราม เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 00.30 น. บริเวณถนนรามบุตรี พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งความและดำเนินการทันที โดยได้ส่งผู้เสียหายตรวจร่างกายตามกระบวนการ ตรวจสถานที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐาน ฝ่ายสืบสวนสามารถระบุตัวผู้ต้องหาได้แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

กองบัญชาการต่ารวจนครบาล และ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีลักษณะนี้ โดยเฉพาะกรณีผู้เสียหายเป็นเยาวชน ยืนยันดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนทราบต่อเนื่องเป็นระยะต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“มูลนิธิองค์กรทำดี” บวงสรวง และเททองหล่อ “องค์เทพไฉ่ซิงเอี๊ยะ” และ “องค์ไท้ส่วยเอี๊ยะ”

“มูลนิธิองค์กรทำดี” บวงสรวง และเททองหล่อ “องค์เทพไฉ่ซิงเอี๊ยะ” และ “องค์ไท้ส่วยเอี๊ยะ”

ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี นางสาวไทยปี 2543 ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เป็นประธานในพิธีบวง สรวง และเททองหล่อ “องค์เทพไฉ่ซิงเอี๊ยะ” เทพเจ้าแห่งโชคลาภ และ “องค์ไท้ส่วยเอี๊ยะ” เทพเจ้าคุ้มครองดวงซะตา หน้าตัก 29 นิ้ว เพื่อประดิษฐานประจำศาลเจ้ามูลนิธิองค์กรทำดี คลอง 8 จังหวัดปทุมธานี เนื่องในโอกาสครบรอบ 12 ปี เพื่อให้ประชาชนไหว้สักการะบูชา โดยมี แขกผู้มีเกียรติ อาทิ คุณเพ็ญนภา พุกโฉมงาม ธิดาผ้าหมี่ขิด ปี 2542 และประชาชนร่วมในพิธีจำนวนมาก เมื่อวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569

  • เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยะ เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ผู้ดูแลเรื่องทรัพย์สิน เงินทอง การค้าขาย และความมั่งคั่งเพื่อขอพรให้ธุรกิจเจริญรุ่งเรืองและมีโชคลาภตลอดปี
  • เทพเจ้าไท่ส่วยเอี๊ย เป็นเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่คอยดูแลชะตาชีวิตของผู้คนในแต่ละปี ทำหน้าที่รักษาและคุ้มครองดวงปีหรือเฝ้าปี มีอำนาจให้คุณ ดลบันดาลความสุข โชค เคราะห์ ทุกข์ภัย หรือให้โทษแก่ผู้ใด ก็ขึ้นอยู่กับพระเมตตาของท่าน โดยเฉพาะท่านที่มีเคราะห์ หรือพื้นดวงชะตาตก ทำอะไรก็ติดขัดไม่ราบรื่น  ท่านก็จะช่วยปัดเป่าเคราะห์ภัย บังเกิดแก่ความเป็นศิริมงคล มาสู่ตัวท่านและครอบครัว

ส่วนท่านใดที่จะร่วมบริจาคในการทำดีเป็นประโยชน์แก่สาธารณะกุศลร่วมกับมูลนิธองค์กรทำดี สามารถบริจาคได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย เลขบัญชี 134-1-78729-3 ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรทำดี

#มูลนิธิองค์กรทำดี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

คึกคัก “แห่กลองยาว ขึ้นเขา เล่าขานตำนาน โคกเศรษฐี-เขานางพันธุรัต”

คึกคัก “แห่กลองยาว ขึ้นเขา เล่าขานตำนาน โคกเศรษฐี-เขานางพันธุรัต”

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 วนอุทยานเขานางพันธุรัต นำโดย นายพัฒนพันธ์ เจือจันทร์ หัวหน้าวนอุทยานเขานางพันธุรัต ร่วมกับชุมชนบ้านโคกเศรษฐี จัดกิจกรรม “แห่กลองยาว ขึ้นเขา เล่าขานตำนาน โคกเศรษฐี-เขานางพันธุรัต” สืบสานประเพณี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในชุม ชน เนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ซึ่งเป็นเทศกาลปีใหม่ไทย สืบสานประเพณีอันทรงคุณค่า โดยมีการจัดขบวนแห่กลองยาวไหว้ศาลแม่พันธุรัต อย่างยิ่งใหญ่และงดงาม

ขบวนแห่เริ่มต้นจากศาลากลางหมู่บ้านโคกเศรษฐี เคลื่อนไปตามเส้นทางผ่าน โบราณสถานทวารวดีโคกเศรษฐี แหล่งอารยธรรมโบราณที่สะท้อนรากเหง้าแห่งประวัติศาสตร์ วัดป่าวิสุทธิคุณ สถานที่แห่งศรัทธาอันเงียบสงบ ก่อนเข้าสู่เขตวนอุทยานเขานางพันธุรัต ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่น ตลอดเส้นทาง ขบวนกลองยาวบรรเลงจังหวะครึกครื้น ร่วมด้วยชาวบ้านแต่งกายด้วยเสื้อลายดอกไม้สดใส พร้อมร่วมกันฟ้อนรำ แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความสามัคคี และความภาคภูมิใจในมรดกวัฒนธรรมของชุมชน

โดยขบวนจะเดินขึ้นเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะทาง 150 เมตร เพื่อไปยังศาลแม่พันธุรัต สถานที่อันเปี่ยมด้วยความศรัทธา ซึ่งถือเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของทั้งเจ้าหน้าที่วนอุทยานเขานางพันธุรัต และชาวบ้านโคกเศรษฐีมาอย่างยาวนาน

นายพัฒนพันธ์ เจือจันทร์ หัวหน้าวนอุทยานเขานางพันธุรัต กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ หากยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างวนอุทยานและชุมชน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของพื้นที่อีกด้วย โดยมีชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก


////// บรรณรต เพชรบุรี