พ.ต.ท.อิทธิกร สง่ากร สว.สส.สภ.ลำลูกกา พร้อมชุดจับกุมคู่หู รวบ บอส ฟ้าง ทหัยราษฏร์ หลังตระเวนลักรถมอเตอร์ไซค์ไป 2 คัน สารภาพสิ้นก่อเหตุหลายครั้งหลายพื้นที่ มาจนมุมสืบลำลูกกา

พ.ต.ท.อิทธิกร สง่ากร สว.สส.สภ.ลำลูกกา พร้อมชุดจับกุมคู่หู รวบ บอส ฟ้าง ทหัยราษฏร์ หลังตระเวนลักรถมอเตอร์ไซค์ไป 2 คัน สารภาพสิ้นก่อเหตุหลายครั้งหลายพื้นที่ มาจนมุมสืบลำลูกกา

ฝ่ายสืบสวน สภ.ลำลูกกา จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย หลังก่อเหตุลักรถจักรยานยนต์จำนวน 2 คัน ใน ก่อนที่ฝ่ายสืบสวนจะติดตามจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 17 เม.ย.69 ที่ผ่านมา พ.ต.ท.อิทธิกร สง่ากร สว.สส.สภ.ลำลูกกา พร้อมชุดสืบ สภ.ลำลูกกา ลงพื้นที่ ห้องพักย่าน ถ.หทัยราษฎร์ กทม. บุกจับกุมผู้ก่อเหตุลักรถจักรยานยนต์ 2 รายคือ นายวุฒิชัย หรือบอส อายุ 20 ปี นายวงศธร หรือฟ้าง อายุ 23 ปี พร้อมตรวจยึดของกลางเป็น หมวกกันน็อคสีดำ มีลายคาดสีส้ม ยี่ห้อ INDEX เสื้อยืดคอกลม สีดำ มีตัวอักษรสีขาวคำว่าว่า DUCKHAMS กางเกงขาสั้น 3 ส่วน สีกรมท่า หมวกกันน็อคสีเทา มีลายคาดสีแดง ยี่ห้อ RD จักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 125 ใส่กับชุดแฟริงสีนำเงิน ไม่ติดป้ายทะเบียน รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น GIORNO สีฟ้า ติดป้ายทะเบียน 9ขล 651 กรุงเทพ พร้อมด้วยกุญแจและชุดรีโมท รวมถึงของกลางอื่นๆอีกหลายรายการ

กรณีดังกล่าว เจ้าพนักงานสอบสวนเวร สภ.ลำลูกกา ได้รับแจ้งจาก ผู้เสียหายที่พักอาศัยอยู่ที่ หอพักพานทอง และ โรงจอตรถบีพี อพาร์ทเม้นท์ ในพื้นที่ ม.8 และ ม.7 ต.บึงคำพร้อย อ.ลำลูกกา จว.ปทุมธานี ว่าถูกลักรถจักรยานยนต์ เมื่อช่วงกลางดึกคืนวันที่ 1 เม.ย.69 ที่ผ่านมา ซึ่งทางด้าน พ.ต.อ.ถิรเดช จันทร์ลาด ผกก.สภ.ลำลูกกา เมื่อทราบเรื่องได้สั่งการชุดสืบ สวน นำโดย พ.ต.ท.ศิวะอิศ วรรณแก้วราช รอง ผกก.สส., พ.ต.ท.อิทธิกร สง่ากร สว. สส. สภ. ลำลูก กา เร่งดำเนินการจับกุมผู้ก่อเหตุ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามสืบสวนและประสานไปยังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนพื้นที่ข้างเคียงเพื่อร่วมกันติดตาม

ล่าสุด วันที่ 17 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา พ.ต.ท.อิทธิกร สง่ากร สว.สส.สภ.ลำลูกกา กำลังลงพื้นที่แกะรอย ได้รับแจ้งจากชุดสืบสวน สน.คันนายาว ว่าสามารถจับกุมตัวนาย วุฒิชัย หรือบอส ไว้ได้ จึงเร่งไปสืบสวนสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม ซึ่งนายวุฒิชัยฯ หรือบอส ได้ไห้การยอมรับด้วย ความสมัครใจว่าตนเองได้ร่วมกันกับนายฟ้าง ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง อายุประ มาณ 23 ปี ไปก่อเหตุลักทรัพย์ รถจักรยานยนต์ในเขตพื้นที่ สภ.ลำลูกกา จำนวน 2 คัน เมื่อรุ่งเข้าของวันที่ 1 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา โดยขณะนั้น นายวุฒิชัย หรือบอสฯ สวมใส่เสื้อผ้าตามรายการตรวจยึดของกลาง ซึ่งนายวุฒิชัยฯ หรือบอส รับว่าเป็นชุดที่สวมใส่วันมาก่อเหตุลักรถจักรยานยนต์ นอกจากนี้นายวุฒิชัยฯ หรือบอส ยังรับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุเช่นนี้มาหลายครั้ง
ก่อนที่ พ.ต.ท.อิทธิกร สง่ากร สว.สส.สภ.ลำลูกกา พร้อมชุดจับกุม จะนำตัวนายวุฒิชัยฯ หรือบอส ไปขยายผลจับกุม นายวงศธร หรือฟ้าง อายุ 23 ปี ที่ห้องพักเลขที่ 6662 / 3 ตึก 28 เคหะเอื้ออาทร หทัยราษฎร์ ถนนหทัยราษฎร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม. พร้อมตรวจยึด รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 125 ที่ลานจอดรถตรงข้ามตึก 28 เคหะเอื้ออาทร หทัยราษฎร์ โดยชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าถอดทิ้งไว้ที่ร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ บริเวณขอยกาญจนาภิเษก 4 แขวงออเงิน เขตสายไหม กทม. เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ผู้ต้องหานำไปตรวจค้นจนพบอุปกรณ์ อะไหล่ต่างๆ ก่อนเจ้าหน้าที่นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.ลำลูกกา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ด้าน พ.ต.อ.ถิรเดช จันทร์ลาด ผกก.สภ.ลำลูกกา ได้กล่าวว่า ตนเองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. ลำลูกกา ได้เน้นย้ำ และประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องในเรื่องของการระมัดระวังการจอดรถจักรยานยนต์ ทั้งเรื่องนโยบาย 3 ล็อค ได้แก่ ล็อคคอ ล็อคดิสก์เบรก ล็อคล้อ เพื่อเป็นการป้องกันการสูญเสียทรัพย์ เพราะในเหตุการณ์นี้ ผู้ก่อเหตุให้การรับสารภาพว่าจะตระเวนหารถที่ไม่ได้ล็อคคอรถ เมื่อเห็นว่ารถคันไหนไม่ล็อคคอรถ ก็จะทำการขโมยก่อนจะต่อสายตรงแล้วขับหลบหนี

ตนเองจึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนให้ร่วมมือในการป้องกันเหตุเบื้องต้นรวมถึงจอดรถในบริเวณที่มีกล้องวงจรปิด เพื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถติดตามรถของท่านคืนกลับมาได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ทาง สภ.ลำลูกกา ได้เน้นนโยบายเข้มงวด ในการตรวจตรา และ ประชาสัมพันธ์ ทุกช่องทาง และหากเกิดเหตุขึ้น ทาง สภ.ลำลูกกา ไม่นิ่งนอนใจ เร่งดำเนินการนำทรัพย์กลับมาคืนประชาชนได้ในทันท่วงที จึงขอให้ประชาชนวางใจ และช่วยเจ้าหน้าที่ ป้องกันรถจักรยานยนต์ของตัวเองด้วย นโยบาย 3 ล็อค


ภาพ/ข่าว
นายโยธิน พรมแตงบรรณาธิการข่าวอาวุโส
สำนักข่าวความมั่นคง รายงาน

“นายก หน่อย” หวั่น ผู้สูงอายุ – กลุ่มเปราะบาง เจอภาวะฮีทสโตรก หลังสภาพอากาศร้อนปรอทแตก จ่อไฟเขียวใช้ รพ.สต. เปิดศูนย์พักพิงฯ ติดแอร์

อบจ.โคราช เล็งใช้พื้นที่ รพ.สต.ในสังกัดฯ ที่มีความพร้อมด้านอาคาร สถานที่ เปิดศูนย์พักพิงติดแอร์ แก่ผู้สูงอายุ และ กลุ่มเปราะบาง มาทำกิจกรรมร่วมกันในช่วงเว ลากลางวัน เพื่อป้องกันโรคฮีทสโตรกช่วงสภาพอากาศที่อุณหภูมิร้อนจัด

องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา โดย นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ. เตรียมแนวทางการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมีความกังวลในสภาวะปัจจุบันที่สภาพอากาศมีอุณหภูมิสูงเกือบๆ 40 องศา กลุ่มเป้าหมายบางรายลูกหลานออกไปทำงานในช่วงกลางวันต้องอาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง กับอากาศร้อนจัด เกรงว่าจะเกิดภาวะโรคฮีทสโตรกในกลุ่มเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมศูนย์พักพิงที่รองรับผู้สูงอายุและ กลุ่มเปราะบาง จะมุ่งเน้นไปที่ รพ.สต.ในสังกัด อบจ. ที่มีความพร้อมในเรื่องของอาคาร สถานที่ เปิดห้องประชุมติดแอร์ให้เป็นจุดพักพิงแก่ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ช่วงเวลากลางวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ไปจนถึง เวลา 16.30 น. เชื่อว่าการเปิดห้องแอร์หรือการจัดสถานที่ให้มีความเย็นเพียงพอ เป็นหนึ่งในวิธีหลักที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคฮีทสโตรก และถึงแม้วิธีการนี้ อาจจะไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง แต่เชื่อว่าจะสามารถบรรเทาการเกิดภาวะฮีทสโตรกในผู้สูงอายุ ลดลง ลูกหลานก็จะได้คลายความกังวล

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแนวคิดเชิงรุก เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยเฉพาะการให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่และประชาชน เพื่อปฏิบัติตัวในสภาวะอากาศที่ร้อนจัด ให้สามารถรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง ที่ต้องเข้าถึงการดูแลจากหน่วยงานรัฐมากกว่าคนปกติในทุกสถานการณ์ “นายกฯ ยลดา” กล่าว


กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

“ช่วยเหลือประชาชน” หลงผิดยังมีโรงพัก หลงรักนี่พักที่ไหน ??

สายตรวจรถจักรยานยนต์  123 ส.ต.ท.สุรชัย พลเทพ ผบ.หมู่ (ป.)ฯ, ส.ต.ต.ณัฐพงศ์ แช่มช้อย
ผบ.หมู่ (ป.)ฯ ว.4 ออกตรวจพื้นที่ในเขตเทศบาล พบนายชัยสิทธ์ฯ อายุ 19 ปี พักอาศัยอยู่ที่ ต.วังขอนขว้าง อ.โคกสำโรง จว.ลพบุรี เดินจูงรถจักรยานยนต์พร้อมร้องไห้เสียใจ สายตรวจพบเห็นจึงเข้าไปตรวจสอบ พูดคุยด้วยความละมุ่นละม่อม ได้ความว่า เจ้าตัวอกหัก น้ำมันหมด ไม่อยากมีชีวิตอยู่ สายตรวจจึงพูดคุยให้กำลังใจ พร้อมปลอบใจ และรับฟังอย่างเข้าใจเพื่อจะช่วยแก้ปัญหาเนื่องจากเป็นรักครั้งแรกของเจ้าตัว สุดท้ายแล้วสายตรวจพูดคุยจนมีกำลังใจกลับมาสู้ต่อ แม้คนที่รักจะไม่รัก แต่พี่จะอยู่ตรงนี้แล้วจะพากลับบ้านไปหาคนที่รักที่สุดคือ พ่อแม่

#สภ.โคกสำโรง ลพบุรี


พม่าทำเงินหล่นเกือบแสน! ตม.สมุทรสาคร เร่งสืบหาข้อมูลจนส่งคืนเจ้าของสำเร็จ

พม่าทำเงินหล่นเกือบแสน ! ตม.สมุทรสาคร เร่งสืบหาข้อมูลจนส่งคืนเจ้าของสำเร็จ

เมื่อ 15 เม.ย.68 เวลาประมาณ 18.00 น. ตม.จว.สมุทรสาครได้รับการประสานจากห้างสรรพสินค้าย่านกระทุ่มแบน และสายตรวจท้องที่ สภ.กระทุ่มแบน ว่าฝ่ายรักษาความสะอาดของห้างดังกล่าวพบสิ่งของซึ่งมีลูกค้าที่มาใช้บริการทำหล่นไว้ทางห้างสรรพสินค้าได้แจ้งให้สายตรวจ สภ.กระทุ่มแบน มาตรวจสอบ โดยจากตรวจสอบกล้องวงจรปิดของห้าง พบข้อมูลว่า บุคคลที่ทำของหล่นไว้เป็นหญิงสาวชาวเมียนมาที่มาซื้อของในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และเผลอทำของหล่นเอาไว้

ต่อมาสายตรวจท้องที่ สภ.กระทุ่มแบน จึงประสานมายัง ตม.จว.สมุทรสาคร ให้ช่วยตรวจสอบข้อมูล เพื่อติดตามหาตัวหญิงสาวเมียนมาคนดังกล่าว ซึ่ง พ.ต.อ.สุเมธ เจนวงศ์พิทักษ์ ผกก. ตม.จว.สมุทรสาคร จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ท.เศรษฐพงศ์ ชูเมือง รอง ผกก.ตม.จว.สมุทรสาคร, พ.ต.ท.จิรายุ เชิดฉาย สว.ตม.จว.สมุทรสาคร พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน เร่งสืบค้นข้อมูล เพื่อติดตามตัวให้มารับคืนสิ่งของ คือเงินสด กระเป๋าสตางค์พร้อมเอกสารประจำตัวที่ทำหล่นไว้

ตม.จว.สมุทรสาคร ได้ใช้เทคโนโลยีระบบฐานข้อมูลสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง Biometric ค้นหาข้อมูลจากใบหน้าตามกล้องวงจรปิด จนพบข้อมูล ชื่อ MISS.NAN MYA สัญชาติเมียนมา พร้อมข้อมูลติดต่อ จึงได้ประสานตัวให้มารับคืนของที่ทำหล่น โดยเจ้าหน้า ที่ห้างสรรพสินค้า สายตรวจท้องที่ สภ.กระทุ่มแบน และ เจ้าหน้าที่ ตม.จว.สมุทรสาคร ร่วมกันส่งมอบเงินสด จำนวน 89,134 บาท พร้อมกระเป๋าสตางค์และเอกสารสำคัญคืนแก่ MISS.NAN MYA

โดย MISS. NAN MYA เจ้าของเงินสด ได้เปิดเผยว่า เงินจำนวนดังกล่าว เตรียมจะนำไปชำระหนี้สิน และเป็นเงินก้อนสุดท้ายในการใช้จ่าย พร้อมกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายและขอขอบคุณพลเมืองดี คุณอำไพ เจ้าหน้าที่ทำความสะอาด ที่เก็บรักษาไว้ และประสานหาทางส่งคืน


อำเภอโพนสวรรค์ ปฏิบัติการ “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ Quick Big Win”

นครพนม – อำเภอโพนสวรรค์ ปฏิบัติการ “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ Quick Big Win”

17 เมษายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของ นายเชิดพันธ์ ผลวิเชียร นายอำเภอโพนสวรรค์
(ผอ.ศป.ปส.อ.โพนสวรรค์), นายโกวิท อิ่มเต็ม ปลัดอำเภอ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปก ครอง มอบหมายให้ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นำกำลังสมาชิก อส. ร้อย.อส.อ.โพนสวรรค์ 7
(ชุดปฏิบัติการพิเศษโพนสวรรค์) ดำเนินการปฏิบัติการ “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ Quick Big Win”

โดยลงพื้นที่ ต.นาใน ตามที่สายข่าวรายงาน ขยายผล ดังนี้ ชาย อายุ 33 ปี (จำหน่าย) เป็นราษฏร ม.4 ต.นาใน อ.โพนสวรรค์ พร้อมของกลาง “ยาบ้า” รวมจำนวน 329 เม็ด ยาไอซ์ ชั่งรวมถุง 2.2 กรัม สถานที่จับกุม บ้านหนองปลาดุก ต.บ้านผึ้ง อ.เมืองฯ จ.นครพนม โดยแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ พร้อมบันทึกจับกุม นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

หนีข้ามประเทศ สุดท้ายไม่รอด! สืบ ตม.1 แกะรอยรวบเฒ่าจีนคดีฉ้อโกงรายใหญ่

สืบเนื่องมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย ขอให้ติด ตามตัวบุคคลสัญชาติจีน ที่มีพฤติการณ์ฉ้อโกงในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ซึ่ง สตม. ภายใต้การอำนวยการของพล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ รอง ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ ผกก. สืบสวน บก.ตม.1 ได้สั่งการให้ กก.สืบสวน บก.ตม.1 นำโดย พ.ต.ท.ยศธน กระบิน รอง ผกก. สืบสวน บก.ตม.1 และ ว่าที่ พ.ต.ท.ปิยะณัฐ รัตนเพียร สว.กก.สืบสวน บก.ตม.1 พร้อมกำลังหน้าที่ชุดสืบสวน บก.ตม.1 ติดตามหาตัวบุคคลดังกล่าวคือ

นายเฟย (นามสมมุติ) สัญชาติจีน เป็นบุคคลที่ทางการจีนต้องการตัว โดยมีพฤติการณ์ฉ้อโกง และมีผู้เสียหายจำนวนมาก เหตุเกิดในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม ปี 2011 ถึงเดือน มิถุนายน ปี 2014 นายเฟย ได้ร่วมกับบุคคลอื่น ดำเนินกิจกรรมแชร์ลูกโซ่ในนามของโครงการ “1040” โดยใช้ผลตอบแทนที่สูงเป็นสิ่งล่อใจ และได้โฆษณาโครงการ “1040” ที่สร้างขึ้นมา ผ่านการพูดบอกต่อ การรวมกลุ่มปิดเฉพาะ และวิธีการอื่น ๆ เพื่อหลอกให้เหยื่อสมัครเป็นสมาชิกของโครงการ และเรียกเก็บเงินค่าสมาชิกคนละ 69,800 หยวน (349,000 บาท)

จากนั้นจะชักจูงสมาชิกให้ไปหาสมาชิกใหม่ เพื่อสร้างโครงสร้างแบบหลายระดับ และใช้จำนวนสมาชิก รวมถึงความแตกต่างของระดับสมาชิก เป็นฐานในการคำนวณค่าตอบแทนและเงินคืน โดยมีการสัญญาว่าสมาชิกที่สามารถขึ้นไปถึงระดับสูงสุด จะได้รับผลตอบแทนสูงถึง 10.4 ล้านหยวน (52 ล้านบาท) โดย นายเฟย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดตั้ง และผู้นำของขบวนการนี้ มีหน้าที่รับผิดชอบในการติดตามจำนวนสมาชิก และบริหารจัดการค่าธรรมเนียมสมาชิก ณ เวลาที่ยื่นฟ้องคดีโครงการแชร์ลูกโซ่นี้ มีสมาชิกมากกว่า 300 คน และมีมูลค่าเงินที่เกี่ยวข้อง รวมประมาณกว่า 100 ล้านบาท จึงถูกออกหมายจับโดยกระทรวงความมั่นคงสาธารณะเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เมืองจ้านเจียง มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน และหนังสือเดินทางถูกเพิกถอน (จากทางการประเทศนั้นๆ ) จึงได้ประสานทางการไทยให้ช่วยติดตามตัว

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน บก.ตม.1 สืบทราบว่า นายเฟย ได้พักอาศัยและเปิดธุรกิจ ภาย ในโครงการสำเพ็ง 2 แขวงบางแค เขตบางแค กรุงเทพมหานคร วันนี้ (17 เม.ย.69) เวลาประมาณ 10.00 น. จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พบนายเฟย อยู่บริเวณสถานที่ดังกล่าว เมื่อตรวจสอบว่าเป็นบุคคลเดียวกับที่ได้รับการประสานมา จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนายเฟย หลังทราบว่ากระทำความผิดฐานฉ้อโกง โดยแจ้งเหตุแห่งการเพิกถอนให้เจ้าตัวทราบ และนำตัวส่ง กก.๓ บก.สส สตม. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

บก.น.1 ปิดคดีอุกอาจ ล่วงละเมิดเยาวชนวัย 15 ปี ย่านข้าวสาร ยืนยันตัวผู้ก่อเหตุได้ภายใน 2 วัน

บก.น.1 ปิดคดีอุกอาจ ล่วงละเมิดเยาวชนวัย 15 ปี ย่านข้าวสาร ยืนยันตัวผู้ก่อเหตุได้ภายใน 2 วัน

วันที่ 17 เมษายน 2569 สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม รายงานความคืบหน้าคดีล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ในพื้นที่ถนนข้าวสาร โดยดำเนินการภายใต้นโยบายกองบัญชาการตำรวจนครบาล ให้ความสำคัญสูงสุดกับคดีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน

จากการสืบสวนสอบสวน พนักงานสอบสวนได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่เกิดเหตุ จนสามารถยืนยันตัวผู้ก่อเหตุได้ภายในระยะเวลา 2 วัน

ไทม์ไลน์การดำเนินคดี

  • วันที่ 15 เม.ย.2569 เวลาประมาณ 02.00 น. ผู้เสียหาย (เยาวชนหญิง อายุ 15 ปี) เข้าแจ้งความ หลังถูกล่วงละเมิดทางเพศและข่มขู่ เหตุเกิดบริเวณห้องน้ำชั่วคราว ย่านถนนข้าวสาร วันเดียวกัน พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้เสียหายเข้ารับการตรวจร่างกาย เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานทางการแพทย์
  • วันที่ 16 เม.ย.2569 ฝ่ายสืบสวนเร่งรัดติดตาม จนสามารถพิสูจน์ทราบตัวผู้ก่อเหตุ และประสานหน่วยต้นสังกัด
  • วันที่ 17 เม.ย.2569 เชิญผู้เสียหายพร้อมผู้ปกครองเข้าให้ปากคำเพิ่มเติม โดยมีสหวิชาชีพและนักจิตวิทยาร่วมดำเนินการ สอบพยานรวม 4 ราย พร้อมยืนยันตัวผู้ก่อเหตุจากพยานหลักฐานและภาพกล้องวงจรปิด

ผลการดำเนินคดีในเบื้องต้น การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดในข้อหา ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น พรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียหายจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย กักขัง หน่วงเหนี่ยวหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา

สำหรับขั้นตอนต่อไป วันที่ 18 เมษายน 2569 เวลา 08.30 น. ได้ประสานผู้บังคับบัญชาของผู้ก่อเหตุ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำตัวผู้ต้องหาเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ณ สน.ชนะสงคราม เพื่อแจ้งข้อกล่าวหา ดำเนินคดีตามกฎหมาย และนำตัวส่งศาลทหารก รุง เทพฯ

กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ยืนยันการดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย และจะรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง

#คดีผู้เยาว์ #ตำรวจนครบาล #สงกรานต์ปลอดภัย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รวมพลตำนานลูกหนังไทย

บรรยากาศอันสุดแสนอบอุ่น ประทับใจ ของงาน #รวมน้ำใจคนลูกหนังไทย มุทิตาจิต สังสรรค์ อดีตนักเตะทีมชาติไทย และ รดน้ำดำหัวผู้อาวุโสเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ไทย 2569 ที่มี #น้าอำ พลตรี อำนาจ เฉลิมชวลิต อดีตกัปตันกระดูกเหล็กทีมชาติไทย เป็นหัวเรือใหญ่จัดขึ้น

ซึ่งถือเป็นการรวมพลครั้งใหญ่อีกครั้งนึงของอดีตแข้งทีมชาติไทยระดับตำนานมากมาย ทั้งชุด โอลิมปิก เม็กซิโก 1968, ชุดแชมป์เยาวชนถ้วยทอเอเชียครั้งแรก, ชุดปรีโอลิมปิก ไทย ชนะ ญี่ปุ่น 5-2 รวมทั้งอดีตผู้บริหารสมาคมลูกหนังไทย “บังยี” วรวีร์ มะกูดี, ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง, พล.อ.มล.สุปรีดี ประวิตร ฯลฯ โดยมี “อาจารย์หรั่ง” ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน และ “เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน เป็นตัวแทนสภาฟุตบอลยุคปัจจุบัน เข้าร่วมงาน ที่ห้องชมัยมรุเชฐ สโมสรกองทัพบก ถ.วิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. หนุนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ นำเสนอ “ระบบ P-Track” ยกระดับการให้บริการภาครัฐด้วย AI

วช. หนุนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ นำเสนอ “ระบบ P-Track” ยกระดับการให้บริการภาครัฐด้วย AI

วันที่ 17 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จัดกิจกรรมการเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ “การยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตามระบบปรับเป็นพินัยและการประยุกต์ใช้ระบบ P-Track สู่การปฏิบัติ” โดยมี ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี ดร.ชัชนันท์ ลีระเติมพงษ์ รองผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นประธานกล่าวเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย พันตำรวจโท วรเทพ ปิยวัจนาภรณ์ คณะนิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวสรุปผลการดำเนินโครงการ และคณะนักวิจัย เข้าร่วม ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพฯ

ศ.พล.ต.ต.ดร.ชัชนันท์ ลีระเติมพงษ์ รองผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ กล่าวว่า โครง การ “การพัฒนาระบบงานด้านการปรับเป็นพินัย เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลของกระบวนการยุติธรรมไทย” ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก (วช.) ภายใต้แผนงานเสริมสร้างธรรมาภิบาลและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สำหรับติดตามและบริหารจัดการข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการปรับเป็นพินัยอย่างเป็นระบบ โดยโครงการได้พัฒนา “ระบบ Pinai Tracking System (P-Track)” ควบคู่กับการจัดทำแนวทางการปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการให้บริการภาครัฐ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว

ภายในงานยังมีการบรรยายพิเศษและกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประกอบด้วย

  • การบรรยายและสาธิตการใช้งานระบบ “P-Track: นวัตกรรมอัจฉริยะผสาน AI เพื่อยกระดับการติดตามและบริหารจัดการคดีปรับเป็นพินัย” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วฤษาย์ ร่มสายหยุด และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐากร พฤกษวันประสุต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นักวิจัยโครงการ
  • การบรรยายพิเศษ “การยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย สู่กระบวนการปรับเป็นพินัยอย่างเป็นระบบ” โดย พันตำรวจตรี ดร.สันติ ผิวทองคำ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลชั้นต้น ศาลจังหวัดวิเชียรบุรี
  • กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเกม Kahoot! เสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการปรับพินัย

ทั้งนี้ (วช.) และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จะมุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับกระบวนการบังคับใช้กฎหมายให้มีความเป็นระบบ และองค์ความรู้และเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นจากโครงการดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในภาคปฏิบัติ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบราชการไทยให้ทันสมัยและยั่งยืนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.นำ ววน.เปิด “ศูนย์พัฒนาและซ่อมบำรุงอากาศยานไร้คนขับ กองทัพภาคที่ 2” เสริมสมรรถนะเทคโนโลยีให้บุคลากรด้านความมั่นคง

วช. นำ ววน. เปิด “ศูนย์พัฒนาและซ่อมบำรุงอากาศยานไร้คนขับ กองทัพภาคที่ 2” เสริมสมรรถนะเทคโนโลยีให้บุคลากรด้านความมั่นคง

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ กองทัพภาคที่ 2 และสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ จัดพิธีเปิดศูนย์พัฒนาและซ่อมบำรุงอากาศยานไร้คนขับ (เฉพาะกิจ) ศปก.ทภ.2 โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงบริบทการสนับสนุนงานวิจัยด้านอากาศยานไร้คนขับ พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีต่อการจัดตั้งศูนย์ฯ พันโทชนะ จันทร์อิ่ม ผู้บังคับกองพันทหารสื่อสารที่ 22 กองทัพภาคที่ 2 กล่าวรายงานผลการดำเนินกิจกรรมร่วมกับสมาคมฯ และ อาจารย์พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวรายงานที่มาของโครงการ และภายในงานได้มีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ผ่านการอบรมการใช้อากาศยานไร้คนขับเชิงยุทธวิธี ซึ่งมีผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการทหาร และภาคีเครือข่ายเข้าร่วม ณ ห้องเอนกประสงค์ กองพันทหารสื่อสารที่ 22 กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า (ผวช.) ภายใต้กระทรวง (อว.) ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม โดยเฉพาะด้านอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการพัฒนาประเทศในยุคดิจิทัล โดย วช. มุ่งหวังผลักดันให้เกิดการบูรณาการงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในด้านมิติของความมั่นคง รวมถึงการสร้างกำลังคนที่มีทักษะสูงรองรับอนาคต การจัดตั้งศูนย์ในครั้งนี้ จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การปฏิบัติ และเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การพัฒนา

พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีว่า การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาอากาศยานไร้คนขับในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของกองทัพและประเทศชาติ โดยเฉพาะในมิติด้านความมั่นคงและการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ต่างๆ พร้อมทั้งแสดงความชื่นชมต่อความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นต้นแบบของการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง และนำไปสู่การพัฒนาประเทศ

พันโทชนะ จันทร์อิ่ม ผู้บังคับกองพันทหารสื่อสารที่ 22 กองทัพภาคที่ 2 กล่าวรายงานว่า การดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างกองทัพภาคที่ 2 กับสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะและขีดความสามารถด้านการใช้อากาศยานไร้คนขับเชิงยุทธวิธีให้กับกำลังพลและผู้เข้ารับการอบรม โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินงานได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน ส่งผลให้การฝึกอบรมบรรลุวัตถุประสงค์ และสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาจารย์พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจในการส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านอากาศยานไร้คนขับให้กับบุคลากรไทยให้มีมาตรฐานในระดับสากล โดยสมาคมฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกแบบหลักสูตรและถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำไปต่อยอดและใช้งานได้จริง

ถัดมาเป็นพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการใช้อากาศยานไร้คนขับเชิงยุทธวิธี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์สำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนถึงความสำเร็จในการพัฒนาศักยภาพกำลังคนให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่สอดคล้องกับการใช้งานจริงในภารกิจด้านความมั่นคงและการพัฒนาประเทศ โดยผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ การจัดตั้งศูนย์พัฒนาและซ่อมบำรุงอากาศยานไร้คนขับ (เฉพาะกิจ) กองทัพภาคที่ 2 ศปก.ทภ.2 นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนด้วยวิจัยและนวัตกรรม