กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับภารกิจการทหารและงานความมั่นคงแบบองค์รวม ณ ศูนย์ปฏิบัติการบ้านในกรัง ตำบล จ.ป.ร. อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับภารกิจการทหารและงานความมั่นคงแบบองค์รวม ณ ศูนย์ปฏิบัติการบ้านในกรัง ตำบล จ.ป.ร. อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 เวลา 10.00 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ, นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง, นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกและเลขานุการคณะกรรมาธิการ, นายนิรุตติ สุทธินนท์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ, นายวิรัตน์ ธรรมบำรุง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ, นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี กรรมาธิการที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นักวิชาการประจำคณะ และอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ได้เดินทางไปศึกษาดูงานติดตามและตรวจสอบเกี่ยวกับภารกิจการทหารและงานความมั่นคงแบบองค์รวมที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ในการนี้ นายณรงค์ชัย สกุลอ่อน นายอำเภอกระบุรี, พันโท ศักดิ์เขตต์ บุญพิทักษ์ หัวหน้าฝ่ายข่าวกอ.รมน.จังหวัดระนอง, ร้อยตำรวจเอก สมมาตร ศรีวุ้น หัวหน้าชุดเฝ้าตรวจตระเวนชายแดนที่ 4104 และนายชยุตม์ พันธุ์สุวรรณ ปลัดอำเภอ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปก ครอง อำเภอกระบุรี ได้ให้การต้อนรับ พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ และคณะเดินทาง

จากนั้น นายณรงค์ชัย สกุลอ่อน นายอำเภอกระบุรี ได้แลกเปลี่ยนความเห็นในการดำเนินงานที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ในด้านการป้องกันและปราบปรามการแพร่ระบาดและลักลอบนำเจายาเสพติด ดังนี้

  1. การดำเนินงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแบบบูรณาการเนื่องจากจังหวัดระนองเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเมียนมาร์ทั้งทางบกและทางทะเล ซึ่งจะเห็นว่าประชาชนได้ใช้ช่องทางทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้องข้ามพรหมแดนเป็นจำนวนมากตลอดทั้งปี ประกอบกับพื้นที่จังหวัดระนองและจังหวัดใกล้เคียงหรืออาจรวมถึงจังหวัดอื่น ๆ ต่างก็มีความต้องการแรงงานจากประเทศเมียนมาร์หรือคนไร้สัญชาติอื่นอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เขตแนวชาแดนของจังหวัดระนองจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกลุ่มแรงงานข้ามชาติทั้งถูกกฎหมายและแบบผิดกฎหมาย ซึ่งก่อปัญหาความมั่นคงและปัญหาอื่นตามมา เช่น ปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลักลอบนำเข้า – ส่งออกยาเสพติดตามแนวชายแดนและการแพร่ระบาดจากยาเสพติดที่มาจากแรงงานต่างด้าว โดยยาเสพติดที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษในพื้นที่ จังหวัดระนอง คือ ยาบ้า ที่ถือเป็นยาเสพติดหลักที่มีการจำหน่ายในจังหวัดระนองและจังหวัดใกล้เคียง
  2. ด้านการป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติด หน่วยงานท้องถิ่นได้มีการดำเนินการขับเคลื่อน “ตำบลมั่นคง พื้นที่ปลอดภัย” โดยกำหนดให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเสริมสร้างสภาพแวดล้อม เพื่อการป้องกันยาเสพติด รวมไปถึงดำเนินการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการ To be number one ทั้งในโรงเรียนและสถานประกอบการและดำเนินการส่งเสริมความเข้มแข็งและพัฒนาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดระนองจำนวน 207 กองทุนอีกทั้งประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อช่วยกันเฝ้าระวังและปราบปรามยาเสพติดโดยอาศัยกลไกของสำนักงานประสานงานปราบปรามยาเสพติดชายแดนอำเภอเมืองระนอง คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย – เมียนมาร์ และความสัมพันธ์ระหว่างหมู่บ้านชายแดน
  3. ด้านการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย จังหวัดระนองมีชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายปกครอง เป็นกลไกในการดำเนินการ รวมไปถึงการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มการแพร่ระบาดหรือสถานการณ์ที่จะต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษทั้ง ยาบ้า ยาไอซ์ และเคตามีนอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็ง
  4. ด้านการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด จังหวัดระนองบูรณาการร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระนองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดหาสถานที่บำบัดผู้ติดยาเสพติดให้เพียงพอ ซึ่งในจังหวัดระนองมีสถานที่บำบัดรักษาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด รวมจำนวน 53 แห่ง

คณะกรรมาธิการได้มีข้อเสนอแนะในการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ซึ่งมีความเป็นเป็นอย่างยิ่งของทุกฝ่ายสำหรับภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิด

ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง สกัดกั้นการแพร่ระบาด และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่สังคมหรือชุมชน ครอบครัวในทุกระดับ เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างเข้มแข็งให้กับพื้นที่เขตเมืองและเขตชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านจึงขอให้เจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานรัฐให้ความสำคัญอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะได้นำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้มาประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


ทบ.จัดงาน “ครบรอบ 1 ทศวรรษ อุทยานราชภักดิ์” ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและร่วมแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี เทิดทูนองค์สมเด็จบูรพกษัตริย์ไทย

ทบ.จัดงาน “ครบรอบ 1 ทศวรรษ อุทยานราชภักดิ์” ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิ คุณและร่วมแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี เทิดทูนองค์สมเด็จบูรพกษัตริย์ไทย

วันนี้ (26 ก.ย.68) ที่อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กองทัพบกร่วมกับมูลนิธิราชภักดิ์ พร้อมด้วยส่วนราชการในพื้นที่ จัดงาน “ครบรอบ 1 ทศวรรษ อุทยานราชภักดิ์” เพื่อแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยพระปรีชาสามารถเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย โดยมี พลเอก อุดมเดช สีตบุตร อดีตผู้บัญชาการทหารบกและผู้ก่อตั้งมูลนิธิราชภักดิ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พลเอก นพนันต์ ชั้นประดับ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก และ พลโท อานุภาพ ศิริมณฑล รองเสนาธิการทหารบก/ประธานกรรมการมูลนิธิราชภักดิ์ รวมทั้งอดีตผู้บังคับบัญชาของกองทัพบก, อดีตประธานมูลนิธิราชภักดิ์, คณะกรรมการบริหารอุทยานราชภักดิ์, ผู้บังคับบัญชาหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก, หัวหน้าส่วนราชการและข้าราชการในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เข้าร่วมพิธีฯ อย่างพร้อมเพรียง ซึ่งประกอบด้วย พิธีบวงสรวงสม เด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม, พิธีถวายเครื่องราชสักการะ และพิธีสงฆ์บำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานอุทิศถวายสมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม

สำหรับอุทยานราชภักดิ์ กองทัพบกได้ร่วมกับส่วนราชการและภาคเอกชนดำเนินการจัดสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระบูรพกษัตริย์ทั้ง 7 พระองค์ ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ บนพื้นที่ของกองทัพบกใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรี ขันธ์ เพื่อเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณองค์สมเด็จบูรพกษัตริย์ไทยที่ทรงสร้างคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติ นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองและความเป็นปึกแผ่นของแผ่นดินไทยให้คงอยู่จนปัจจุบัน รวมทั้งเพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ให้ทั้งชาวไทยและต่างชาติได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ รับทราบถึงพระราชกรณียกิจที่สำคัญ และได้เข้าสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ของ 7 กษัตริย์มหาราชอย่างใกล้ชิดตลอดจนเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับกระทำพิธีหรือจัดกิจกรรมที่สำคัญในโอกาสต่างๆ ของกองทัพหรือหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งกองทัพบกได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชนามว่า “อุทยานราชภักดิ์” ที่หมายถึงอุทยานที่สร้างขึ้นด้วยความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอุทยาน เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2558 จนถึงวันนี้นับเป็นระยะเวลา 10 ปีแล้ว

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อุทยานราชภักดิ์ได้มีการจัดพิธีและกิจกรรมที่สำคัญต่างๆ ทั้งในประเทศและในเวทีโลกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ พิธีในวาระโอกาสมงคลที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์, การต้อนรับคณะทูตต่างประเทศกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวกระตุ้นในพื้นที่ และกิจกรรมการไหว้ครูมวยไทยจดบันทึกสถิติโลกปี 2566 ซึ่งกองทัพบกพร้อมดำรงคุณค่า และความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ เพื่อสร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนชาวไทยรวมทั้งขยายผลสู่นานาชาติในโอกาสต่างๆ อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

“สุชาติ ชมกลิ่น” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เข้ากระทรวงฯ วันแรก ลุยทันที วาง 5 แนวทางขับเคลื่อนงานเพื่อประชาชน ตั้งเป้าเห็นผลใน 4 เดือน

“สุชาติ ชมกลิ่น” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เข้ากระทรวงฯ วันแรก ลุยทันที วาง 5 แนวทางขับเคลื่อนงานเพื่อประชาชน ตั้งเป้าเห็นผลใน 4 เดือน

วันที่ 26 กันยายน 2568 เวลา 09.09 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เข้าปฏิบัติหน้าที่วันแรก ณ กระ ทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยได้สักการะ “พระพุทธสยัมภู” และ “พระภูมิเจ้าที่” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ จากนั้นได้เข้ายังอาคารกระทรวงฯ ถวายความเคารพพระ บรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 และอัญเชิญพระพุทธชินราชประดิษฐานในห้องทำงาน เพื่อความเป็นสิริมงคล ท่ามกลางการต้อนรับจากผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชนอย่างอบอุ่น

นายสุชาติฯ กล่าวว่า การได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งครั้งนี้ เป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตการทำงาน และขอให้คำมั่นว่าจะทุ่มเททำงานอย่างเต็มความสามารถ โดยจะน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์มาใช้เป็นแนวทางหลัก พร้อมทั้งขอบคุณนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มอบความไว้วางใจให้ร่วมขับเคลื่อนรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งแม้จะมีกรอบเวลาการทำงานเพียง 4 เดือน แต่มั่นใจว่าจะสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนเห็นเป็นรูปธรรมได้

สำหรับทิศทางการดำเนินงานได้วาง 5 แนวทางสำคัญ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และตอบสนองความต้องการของประชาชน ได้แก่

  1. การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประชาชน โดยเน้นการดูแลป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงการอยู่ร่วมกับป่าและสัตว์ป่า โดยบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพ
  2. การส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีคุณค่าเป็นฐานการสร้างรายได้ให้ชุมชนและประเทศ
  3. การป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติเชื่อมโยงข้อมูลและศักยภาพทุกหน่วยงานในกระทรวงฯ เพื่อเข้าถึงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
  4. การจัดการสิ่งแวดล้อม เร่งแก้ไขปัญหา PM 2.5 หมอกควัน ไฟป่า และมลพิษข้ามแดน ด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ
  5. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน ปรับใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ พร้อมดูแลเจ้าหน้าที่ด่านหน้าให้มีสวัสดิการที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ นายสุชาติฯ ได้กล่าว ทิ้งทาย ว่า “ผมขอให้คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชนว่า จะทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี และด้วยความร่วมมือของข้าราชการทุกฝ่าย เราจะทำให้การบริหารจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมภายใน 4 เดือน เพื่อให้ประชาชนและประเทศชาติได้รับประโยชน์สูงสุด”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบเงินช่วยเหลือพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยชุมชนบ้านครัวใต้ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบเงินช่วยเหลือพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยชุมชนบ้านครัวใต้ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ.2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการฯ,นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิกฯ,นางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการฯ พร้อมด้วย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ และ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัยฯ นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนบ้านครัวใต้ แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ รวมจำนวน 22 ครอบครัว 49 คน โดยมอบเงินสดคนละ 3,500 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว 17 ชุด รายบุคคล 5 ชุด รวมมูลค่าการช่วยเหลือทั้งสิ้น 221,500 บาท (สองแสนสองหมื่นหนึ่งพันห้าร้อยบาทถ้วน)

ในการนี้ มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ ร่วมมอบเงินสด ครอบครัวละ 500 บาท และพุทธสมาคมปทุมรังษี ร่วมมอบข้าวสาร คนละ 10 กิโลกรัม รวมการช่วยเหลือทั้ง 3 องค์กรคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 239,850 บาท (สองแสนสามหมื่นเก้าพันแปดร้อยห้าสิบบาทถ้วน) โดยมี นายอิทธิพล อิงประสาร ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ร่วมลงพื้นที่แจกจ่ายและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย ณ บริเวณลานกีฬาชุมชนบ้านครัวใต้ แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418 ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สตม.ส่ง รัสเซียโชว์ร่วมรักบนร่อนภูเก็ต ดำเนินคดี พร้อมเพิกถอนวีซ่า ขึ้นแบล็กลิสต์ เนรเทศพ้นไทย

สตม.ส่ง รัสเซียโชว์ร่วมรักบนร่อนภูเก็ต ดำเนินคดี พร้อมเพิกถอนวีซ่า ขึ้นแบล็กลิสต์ เนรเทศพ้นไทย

กรณีปรากฏภาพคลิปคนต่างชาติ แสดงท่าร่วมเพศเปลือยกายบนรถกระบะ วิ่ง โชว์ ไปทั่วเมืองภูเก็ต และปรากฏเป็นภาพคลิปเผยแพร่ทางโซเชียล เป็นการดูถูกประเทศไทย ทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวอย่างยิ่ง

เมื่อวันที่ 25 ก.ย.2568 พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผบก.ตม.2 เปิดเผยว่า พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.ได้สั่งการให้ตรวจสอบการเดินทางของคนต่างชาติดังกล่าว พบข้อมูลว่า ชายผู้ก่อเหตุ ชื่อ นาย Georgii ชาวรัสเซีย อายุประมาณ 23 ปี ก่อเหตุร่วมกับหญิงไทย กำลังเดินทางหลบหนีจากภูเก็ตโดยเครื่องบินมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยเที่ยวบิน PG287 เมื่อ 25 ก.ย.2568

จนกระทั่งเวลา 16.20 น. ชุดสืบสวน บก.ตม.2 ได้เข้าคุมตัวนาย Georgii Dzugkoev ทันทีที่ลงเครื่อง พร้อมทำการตรวจสอบข้อมูล โดยประสานกับ สภ.เมืองภูเก็ต จากนั้นจัดกำลัง ควบคุมตัวผู้ต้องหากลับไปที่ภูเก็ต เพื่อนำตัวส่ง สภ.เมืองภูเก็ตดำเนินคดีต่อไป

โดย พล.ต.ท.ภาณุมาศฯ ผบช.สตม.ได้สั่งการให้ เพิกถอนวีซ่า และขึ้นบัญชีเป็นบุคคลต้องห้าม ฐานมีพฤติการณ์เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย และกระทำการอันขัดต่อศีลธรรมอันดี ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ซึ่งจะเนรเทศส่งกลับผู้ต้องหา ทันทีหลังดำเนินคดีเสร็จสิ้น

การกระทำดังกล่าวถือว่า เป็นการท้าทายต่อกฏหมายประเทศไทย ซึ่งเตือนคนต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย หากไม่เคารพกฎหมายและแสดงออกซึ่งการไม่ให้เกียรติต่อแผ่นดินไทย เช่นกรณีนี้ หรือเคยปรากฎคนต่างชาติเจตนาถ่ายรูปอนาจารโชว์อวัยวะในศาสนสถาน ก็จะถูกจับกุม เพิกถอนวีซ่า และขึ้นแบล็คลิสต์ไม่ให้เข้าประเทศทุกราย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ร่วมงานแถลงข่าว โครงการ “THE LITTLE TIGER PROJECT

ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ร่วมงานแถลงข่าว โครงการ “THE LITTLE TIGER PROJECT

พลเอก เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และคณะผู้บริหารระดับสูงขององค์การฯ เข้าร่วมงานแถลงข่าว สวมท โครงการ “THE LITTLE TIGER PROJECT” ณ เดอะพาเลช สตูดิโอ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

โครงการดังกล่าวผลิตโดย บริษัท แกรนด์ บิ๊ก แบง จำกัด ผู้ผลิตภาพยนตร์ และภาพยนตร์โฆษณา ซึ่งโครงการนี้ ประกอบด้วย การผลิตภาพยนตร์ เรื่อง กองพันพยัคฆ์น้อย (The Little Tiger), การจัดแสดงคอนเสิร์ต ตามหาวีรบุรุษ (Finding Heroes) รวมทั้ง การจัดวิ่งมาราธอนมหากุศลเพื่อพี่น้องทหาร (The Battle of Brothers Marathon) ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดยภาพยนตร์มีเนื้อหาในการบอกเล่าเรื่องราวที่สร้างจากเรื่องจริงของกองพันทหารราบที่ 21 โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศ ที่ตอบรับคำร้องขอขององค์การสหประชาชาติในการส่งกองกำลังไปช่วยเหลือเกาหลีใต้ รวมทั้งกิจกรรมการจัดนิทรรศการเพื่อเผยแพร่ประวัติศาสตร์ และวีรกรรมของทหารไทยให้แก่ประชาชนชาวไทย รวมทั้งชาวต่างชาติ เพื่อเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อกองทัพไทย และสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดโครงการฯ จะนำไปจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลทหารผ่านศึก

ในโอกาสนี้ นายปาร์ค ยง มิน เอกอัครราชทูตตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทศไทย, พลอากาศโท วีระศักดิ์ แก่นมณี อุปนายกสมาคมทหารผ่านศึกเกาหลี ในพระบรมราซูปถัมภ์, แพทย์หญิง จิตติมา ปรีชา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารผ่านศึก, ผู้บริหารจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และผู้บริหาร ของบริษัท แกรนด์ บิ๊ก แบง จำกัด เข้าร่วมงานแถลงข่าวโครงการมงคล


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ปลัด ทส. พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านธรณี ร่วมกับ กทม. ลงพื้นที่ตรวจสอบหลุมยุบ บริเวณถนนหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล

ปลัด ทส. พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านธรณี ร่วมกับ กทม. ลงพื้นที่ตรวจสอบหลุมยุบ บริเวณถนนหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยา กรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากกรมทรัพยากรธรณี ร่วมกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจสอบหลุมยุบบริเวณถนนหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ภายหลังเกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณ 07.13 น. โดยหลุมยุบดังกล่าว มีลักษณะเป็นแนวการยุบตัวไปตามแนวถนน และต่อมาเมื่อเวลา 07.45 น. แนวการยุบตัวได้ขยายเป็นวงกว้างขึ้นตามแนวถนน ส่งผลให้เสาไฟฟ้าและรถยนต์บางส่วนตกลงไปในหลุมยุบดังกล่าว

ดร.ชญานันท์ฯ กล่าวว่า จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่ของผู้เชี่ยวชาญจากกรมทรัพยากรธรณี เมื่อเวลา 08.45 น. พบว่า พื้นที่ดังกล่าว มีสภาพธรณีวิทยาเดิมเป็นชั้นดินเหนียว (Bangkok Clay) หนาประมาณ 25 เมตร และถูกปิดทับด้วยชั้นดินถมที่เป็นฐานรากของการสร้างถนน โดยการถล่มของชั้นดินมีขอบเขตของการถล่มจำกัดตามแนวถนนเท่านั้น และไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางธรณีวิทยาแต่อย่างใด เนื่องจากการยุบตัวมีลักษณะเป็นบล็อก แต่โดยธรรมชาติการยุบตัวจะเกิดในลักษณะเป็นรูปวงกลม

จึงสรุปได้เบื้องต้นว่า การถล่มของชั้นดินเกิดจากการถล่มของชั้นดินที่เกี่ยวข้องกับการสร้างถนน โดยมีสิ่งกระตุ้นประกอบด้วย ท่อประปาแตกและฝนที่ตกหนัก ซึ่งอาจเป็นเหตุผลสำคัญในการชะล้างหรือกัดเซาะชั้นดินถมให้เกิดเป็นโพรงใต้ดินเฉพาะที่ส่งผลให้เกิดการเลื่อนตัวของชั้นดิน นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นพื้นที่ที่มีการก่อสร้างแนวรถไฟฟ้าใต้ดินซึ่งการทำงานอาจส่งผลให้เสถียรภาพของดินลดลงได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรธรณี ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสื่อมวลชน เพื่ออธิบายให้ทราบถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและชี้แจงต่อประชาชนต่อไป เพื่อลดความตื่นตระหนกที่อาจจะเกิดขึ้น


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผบ.ตร. ตรวจเยี่ยมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ชื่นชมทุกนายทำหน้าที่ด้วยดีตลอดมา

ผบ.ตร. ตรวจเยี่ยมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ชื่นชมทุกนายทำหน้าที่ด้วยดีตลอดมา

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร และให้กำลังใจ ด.ต.วัชรนนท์ คงสินจีราภัทร์ ผู้บังคับหมู่ งาน 3 กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุถูกรถแท็กซี่เฉี่ยวชนขณะปฏิบัติภารกิจนำส่งอวัยวะ (ปอด) ไปยังโรงพยาบาลศิริราช บริเวณแยกสวนมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และคณะ

โดยมี พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร,พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร,พ.ต.อ.ประทีป ศรีหรั่งไพโรจน์ ผู้กำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมกองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร

ผบ.ตร.ให้กำลังใจและชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจโครงการพระราชดำริทุกนาย ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจตลอดมา สมดั่งพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงก่อตั้งหน่วยงานแห่งนี้ขึ้น เป็นเสมือนหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการแก้ไขปัญหาจราจร

ด้านผู้บัญชาการตำรวจนครบาลได้ให้กำลังใจตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ และ ด.ต.วัชรนนท์ฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง พร้อมมอบเงินและสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริด้วย

นอกจากนี้ ช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาพลักษณ์งานจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ ด.ต.วัชรนนท์ฯ มอบเงินและของที่ระลึกเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ พร้อมขอให้ทุกนายทำงานด้วยความปลอดภัย อดทนและเสียสละต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศิลปากร เตรียมเปิดบ้าน ชวนน้องๆ #Dek69 ร่วมงาน “Silpakorn Showcase 2025” 12 ตุลาคมนี้ ที่วังท่าพระ

ศิลปากรเตรียมเปิดบ้าน ชวนน้องๆ #Dek69 ร่วมงาน “Silpakorn Showcase 2025” 12 ตุลาคมนี้ ที่วังท่าพระ!

มหาวิทยาลัยศิลปากรขอเชิญชวนนักเรียนที่สนใจและน้อง ๆ #Dek69 มาร่วมงาน “Silpakorn Showcase 2025” ภายใต้แนวคิด “Unbox the knowledge to create your own life” ณ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ในวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09:00 – 17:00 น.

งานนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จัดขึ้นเพียงปีละครั้ง เพื่อให้น้องๆ ได้เข้ามา “เปิดกล่องความรู้” และค้นหาตัวตนที่แท้จริง โดยจะได้พบปะกับคณาจารย์และรุ่นพี่จากทุกคณะ เพื่อรับฟังข้อ มูลการเรียนการสอนอย่างละเอียด พร้อมรับคำแนะนำและเทคนิคการเตรียมตัวสำหรับการสอบ TCAS รวมถึงการจัดทำ Portfolio ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าศึกษาต่อ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย ทั้งกิจกรรมเวิร์กช็อปจากทุกคณะที่เปิดโอกาสให้น้องๆ ได้ฝึกทักษะเฉพาะด้าน พร้อมชมการประกวดวาดภาพ “วาดในวัง ครั้งที่ 4” เนื่องในโอกาสครบรอบ 82 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัย ชิงทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 47,500 บาท และกิจกรรมพิเศษเสริมสร้างทักษะความคิดสร้างสรรค์ที่จัดโดยส่วนกลางของมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งมีจำนวนจำกัด

กิจกรรมพิเศษที่พลาดไม่ได้ ได้แก่:

  • กิจกรรมประกวดวาดภาพ “วาดในวัง ครั้งที่ 4” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยศิลปากรครบ 82 ปี ชิงทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 47,500 บาท ในหัวข้อ “วาด-วันวาน-สถาน : ปรากฏการณ์ทัศนศิลป์”
  • กิจกรรมเสริมสร้างทักษะความคิดสร้างสรรค์แบบยั่งยืน จากส่วนกลางของมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียง 200 ที่นั่งเท่านั้น

อย่าพลาดโอกาสสำคัญที่จะได้สัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้สุดสร้างสรรค์ แล้วมา “Unbox the knowledge” เพื่อร่วมออกแบบอนาคตของตัวเองไปพร้อมกับเรา ณ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ 12 ตุลาคมนี้วันเดียวเท่านั้น


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สถาบันพระปกเกล้า พลิกโฉม “หน่วยงานรัฐรักษ์โลก”งดพลาสติก–ลดคาร์บอนจริงจัง เดินหน้าปรับระบบงานโปร่งใส–คุณภาพ

สถาบันพระปกเกล้าภายใต้การนำของ รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการคนใหม่ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “No Plastic – Low Carbon” อย่างเป็นรูปธรรม หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 พร้อมประกาศยกระดับองค์กรสู่ “หน่วยงานรัฐรักษ์สิ่งแวดล้อม” อย่างแท้จริง

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป สถาบันพระปกเกล้าจะ งดใช้ขวดน้ำดื่มพลาสติกภาย ในหน่วยงาน และใช้ระบบ E–Meeting ในการประชุมทุกระดับ ลดการใช้กระดาษได้กว่า 60% หรือราว 50,000 แผ่นต่อปี ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 3 ตันต่อปี “เราต้องการให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นต้นแบบหน่วยงานรัฐยุคใหม่ที่รักษ์โลกจริงจัง ไม่ใช่แค่สโลแกน” รศ.ดร.อิสระ ย้ำ

นอกจากสิ่งแวดล้อม เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ายังเดินหน้าปรับโฉมองค์กรในหลายด้าน อาทิ ปรับระบบ KPI งานวิจัยเน้นคุณภาพและผลกระทบเชิงสังคมแทนการนับปริมาณ พัฒนาหลักสูตรอบรม เปิดกว้างให้ผู้เหมาะสมเข้าศึกษาได้มากขึ้น ยกเลิก “ชะโงกทัวร์” เปลี่ยนเป็นการเรียนรู้อย่างจริงจัง พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ยกระดับด้วยเทคโนโลยีอิมเมอร์ซีฟ สู่แลนด์มาร์กการเรียนรู้และคลังสมองอาเซียน ปรับกระบวนการแต่งตั้ง–โยกย้าย–เลื่อนตำแหน่งให้โปร่งใส

“เราต้องการให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นต้นแบบหน่วยงานรัฐยุคใหม่ ที่ไม่เพียงรักษ์โลก แต่ยังปรับระบบงานให้เกิดคุณภาพ โปร่งใส และสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างแท้จริง” รศ.ดร.อิสระกล่าว

นโยบายนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสถาบันพระปกเกล้าในการยกระดับมาตรฐานภาครัฐทั้งด้านสิ่งแวดล้อม งานวิจัย หลักสูตร และธรรมาภิบาล มุ่งสู่ต้นแบบหน่วยงานรัฐโปร่งใสและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทุกมิติ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน