พิธีมอบกระเป๋าคัดกรองโครงการสนับสนุน สถานีสุขภาพชุมชน (Health Station)

พิธีมอบกระเป๋าคัดกรองโครงการสนับสนุน สถานีสุขภาพชุมชน (Health Station)

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนคร ปฐม เป็นประธานในพิธีมอบกระเป๋าอุปกรณ์ คัดกรอง โครงการสนับสนุนสถานีสุขภาพชุมชน (Health Station) พร้อมด้วย นายสุภัทร กตัญญูทิตา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนคร ปฐม แพทย์หญิงบุษยมาศ บุศยารัศมี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข มอบกระเป๋าอุปกรณ์คัดกรอง (Health Station) ให้แก่เจ้าหน้าที่ รพ.สต.อำเภอเมือง จำนวน 34 แห่ง เพื่อเพิ่มการเข้าถึง บริการคัดกรองสุขภาพเบื้องต้นให้กับประชาชน โดยมีอุปกรณ์ ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิทัล เครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว สายวัดรอบเอว และชุดอุปกรณ์มาตรฐาน ณ ห้องประชุมจตุภัทร ชั้น 4 โรงพยาบาลนครปฐม


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตาม เข้มชายแดนมั่นคงฝั่งตะวันตก

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตาม เข้มชายแดนมั่นคงฝั่งตะวันตก

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 ภาคเช้า คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและติดตามสถานการณ์ความมั่นคงชายแดน เพื่อลดผลกระทบต่อการจัดการของฝ่ายความมั่นคงในการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการให้กับชุมชนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชุมพร ซึ่งนำโดย นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการทางทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ร่วมคณะลงพื้นที่

ในการนี้ นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิ สภา และคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อแสวงหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความมั่นคงแบบองค์รวม ณ พื้นที่จังหวัดชุมพรคาบเกี่ยวกับพื้นที่จังหวัดระนอง ซึ่งจากการลงพื้นที่ได้พบข้อมูลสำคัญและน่าสนใจสำหรับการวิเคราะห์ที่มาหลักเขตแดน โดยเฉพาะหลักเขตแดนธรรมชาติที่ถูกกำหนดขึ้นในกระบวนการปักปันเขตแดนในอดีตที่ผ่านมาทั้งการสร้างหลักเขตแดนที่เป็นคอนกรีตหรือเสาหินที่มนุษย์สร้างขึ้นทำได้ยาก โดยที่ส่วนใหญ่คณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission) มักจะตกลงกันใช้หมายธรรมชาติ (Natural Features) ที่มีความคงทนและเคลื่อนย้ายไม่ได้ เช่น ยอดเขา, สันปันน้ำ หรือ “โขดหินขนาดใหญ่” (Prominent Boulders) ที่อยู่ในล้าน้ำหรือริมฝั่งเป็นจุดอ้างอิงหรือเป็นหลักเขตแดน

นอกจาการนี้การพบปะชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่จริงจะทำให้คณะกรรมาธิการได้รับทราบมุมมองและข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์และเป็นความแตกต่างจากหน่วยงานเพื่อที่จะนำมาวิเคราะห์ รวบรวม และศึกษาในรายละเอียดนำมาสู่ความมั่นคงและอธิปไตยอย่างจริงจังเป็นรูปธรรมขึ้น

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับทราบไปประกอบการพิจารณาเรื่องการรักษาความมั่นคงชายแดนภายในตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


แปลกไหม? รัฐเดินหน้า “โครงการเสี่ยงขาดทุน”แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร

เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคน “งง” ไม่น้อย เมื่อรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร ทั้งๆ ที่ ผลการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ชัดว่า “ไม่คุ้มทุน”

1. แลนด์บริดจ์จะ “ร่นเวลา” และ “ลดต้นทุน” ได้จริงหรือ?

หลายคนตั้งคำถามตรงกันว่า โครงการนี้จะช่วยให้การขนส่ง “เร็วขึ้น-ถูกลง” เมื่อเทียบกับช่องแคบมะละกาได้จริงหรือไม่? เพราะถ้าทำได้จริง… เรือก็ต้องมาใช้บริการเองโดยไม่ต้องเชิญ แต่ถ้าทำไม่ได้… แล้วจะมีเรือที่ไหนมาใช้?

ผมได้สอบถามผู้ประกอบการเดินเรือหลายราย คำตอบที่ได้ตรงกันคือ “ไม่ใช้” เหตุผลเรียบง่ายแต่ชัดเจน คือต้องขนถ่ายสินค้าจากเรือฝั่งหนึ่งขึ้นรถบรรทุกหรือรถไฟไปอีกฝั่งหนึ่ง พอไปถึงจะต้องขนจากรถบรรทุกหรือรถไฟลงเรืออีก จะทำให้เสียเวลานานมาก

ยิ่งเป็นตู้คอนเทนเนอร์ ยิ่งใช้เวลามากขึ้น เพราะการจัดเรียงต้องวางแผนทั้งลำ… ตู้หนักอยู่ข้างล่าง ตู้ที่จะถึงจุดหมายปลายทางก่อนต้องอยู่ข้างบน ด้วยเหตุนี้ การขนถ่ายตู้คอนเทอนเนอร์จะต้องใช้เวลานาน เรือที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์นับหมื่นตู้ยิ่งต้องใช้เวลานานมากขึ้น

โดยสรุป เวลาที่เสียไปกับการขนถ่าย อาจ “มากกว่า” เวลาที่ประหยัดได้จากการไม่อ้อมช่องแคบมะละกา และนั่นแปลว่า… ต้นทุนก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ไม่ใช่ลดลงเมื่อเป็นเช่นนี้ จึงน่าแปลกใจว่าเหตุใดผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ทำการศึกษา จึงสรุปว่าโครงการนี้ “คุ้มทุน” ทั้งที่ขัดแย้งกับผลการศึกษาของสภาพัฒน์ และความเห็นของผู้ประกอบการจำนวนมาก

2. คุยว่าจะให้เอกชนลงทุน!

มีข่าวว่ารัฐจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการนี้ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ก็ต้องรอดูว่า จะมีใครกล้าเสี่ยงบ้าง

ในสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีการนำโครงการนี้ไปโรดโชว์ต่อนักลงทุนในหลายประเทศ และมีข่าวว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนจีน ญี่ปุ่น อเมริกา ซาอุดิอาระเบีย และเอมิเรตส์ ฟังดูเหมือน “เนื้อหอม” แต่คำถามสำคัญคือ… ความสนใจเหล่านั้น เคยถึงขั้นที่จะแปลงเป็นการลงทุนจริงบ้างหรือไม่?

ในอดีต เราเคยเห็นภาพแบบนี้มาแล้ว ในปี 2551 บริษัท ดูไบเวิลด์จากเอมิเรตส์ได้แสดงความสนใจที่จะลงทุนในโครงการนี้ โดยได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ สนข. เป็นผู้สนับสนุนเงินว่าจ้างบริษัทจากเนเธอร์แลนด์ให้ทำการศึกษาความเป็นได้โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งในขณะนั้นโครงการนี้มีมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท นอกจากนั้น ยังมีบริษัทจากจีน คูเวต ซาอุดิอาระเบีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ที่เฝ้าจับตามองโครงการนี้เช่นเดียวกัน

แต่สุดท้าย… โครงการก็ไม่เกิดขึ้น คำถามจึงยังค้างอยู่ “ที่เงียบไป เพราะไม่คุ้มทุน ใช่หรือไม่?”

3. ข้อเสนอแนะ

ผมไม่ได้คัดค้านโครงการนี้ แต่ไม่อยากให้โครงการนี้กลายเป็น “โครงการร้าง” ที่ไม่มีการจ้างงานจริง แต่ทิ้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไว้ล่วงหน้า

สิ่งที่อยากเห็นคือ รัฐบาลเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างจริงจัง และให้ความสำคัญกับผลการศึกษาของสภาพัฒน์ ซึ่งยากที่นักการเมืองจะแทรกแซง

ถ้าแลนด์บริดจ์ “ไม่ไปต่อ” ผมขอเสนอท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน เพื่อ…

  1. รองรับสินค้าจากทุกภาคของไทยที่ต้องการออกสู่มหาสมุทรอินเดีย
  2. เป็นประตูการค้าสำหรับจีนตะวันตกที่กำลังมองหาทางออกทะเลที่สั้นกว่า
  3. เชื่อมโยงการค้ากับอินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ได้โดยตรง
  4. ลดความแออัดและความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องแคบมะละกาเพียงเส้นทางเดียว

นี่คือยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ที่หลายประเทศทำอยู่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะทำแลนด์บริดจ์หรือไม่?” แต่คือ “ท่าเรือน้ำลึกอันดามันควรอยู่ที่ไหน?”


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

ช็อกผู้โดยสาร! ภาษีสนามบินพุ่ง 53% จ่ายเพิ่ม แล้วได้อะไร?

อีกไม่นาน ผู้โดยสารที่บินออกจากไทยจะต้องจ่ายแพงขึ้น เนื่องจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เตรียมปรับค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge หรือ PSC) สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ณ สนามบิน 6 แห่ง ในสังกัด ทอท. จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท เพิ่มขึ้น 390 บาท คิดเป็น 53%คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ขึ้นราคาเท่าไหร่?” แต่คือ “เงินที่จ่ายเพิ่ม ผู้โดยสารจะได้อะไรกลับมา?”

1. PSC ของไทยแพงไหม?

เมื่อเทียบกับสนามบินระดับโลกเมื่อเทียบกับสนามบินชั้นนำของโลกในปี 2568 ที่จัดอันดับโดย Skytrax ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจการบินและจัดอันดับสนามบินที่ดีที่สุดในโลกเป็นประจำทุกปี หลังการปรับราคา สนามบินสุวรรณภูมิจะเก็บ PSC สูงกว่าสนามบินระดับโลกหลายแห่ง ทั้งที่อันดับโลกของสนามบินสุวรรณภูมิยังอยู่เพียงอันดับ 39

ตัวอย่าง PSC สนามบินชั้นนำของโลก… สนามบินชางงีของสิงคโปร์ อันดับ 1 ของโลก ประมาณ 1,600 บาท สนามบินฮาหมัดของกาตาร์ อันดับ 2 ประมาณ 600 บาท สนามบินฮาเนดะของญี่ปุ่น อันดับ 3 ประมาณ 600 บาท สนามบินอินชอนของเกาหลีใต้ อันดับ 4 ประมาณ 370 บาท สนามบินนาริตะของญี่ปุ่น อันดับ 5 ประมาณ 640 บาท และสนามบินฮ่องกง อันดับ 6 ประมาณ 800 บาทตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ไทยกำลังจะเก็บ PSC สูงกว่าสนามบิน 5 แห่งใน Top 6 ของโลก คำถามที่ตามมาคือ “เมื่อจ่ายระดับโลก แล้วผู้โดยสารจะได้รับบริการระดับไหน?”

2. ผลกระทบ “ตั๋วแพงขึ้น แข่งขันยากขึ้น”

ค่า PSC ถูกบวกเข้าไปในราคาตั๋วเครื่องบิน เที่ยวบิน Low Cost ระยะเวลาบิน 4-5 ชั่วโมง ราคาเฉลี่ย 4,000-5,000 บาท หากเพิ่ม PSC อีก 390 บาท จะทำให้ราคาตั๋วแพงขึ้น 7-10% ทุกเที่ยว

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นคือ ค่าเดินทางมาไทยแพงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวลดลง นักท่องเที่ยวอาจเลือกไปประเทศอื่นที่ต้นทุนต่ำกว่า สุดท้ายรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศอาจได้รับผลกระทบในระยะยาวนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้โดยสารไทย แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจทั้งระบบ

3. ทอท.ได้รายได้เพิ่ม “แล้วผู้โดยสารจะได้อะไรกลับมา?”

โดยหลักการ รายได้จาก PSC ควรใช้เพื่อยกระดับการให้บริการผู้โดยสาร เช่น

  1. พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกให้ดีขึ้น เช่น ลดคิวตรวจคนเข้าเมืองและจุดตรวจความปลอดภัย ระบบโหลดกระเป๋าและรับกระเป๋าเร็วขึ้น ห้องน้ำ-ที่นั่ง-พื้นที่พักผู้โดยสารเพียงพอ WiFi ครอบคลุมและเร็ว รวมทั้งพัฒนาระบบ Self Check-in และ Biometrics ให้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบและครอบคลุมทุกพื้นที่
  2. ยกระดับระบบรักษาความปลอดภัย
  3. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ขยายอาคารผู้โดยสาร ลดความแออัด เพิ่มหลุมจอดเครื่องบิน ลดปัญหาคอขวดในสนามบิน

ถ้าผู้โดยสารได้เห็นการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ผมเชื่อว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่ย่อมยินดีจ่าย แต่สิ่งเขากังวลคือ เงินที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปใช้เพื่อยกระดับการให้บริการจริงหรือไม่? หรือเพียงกลายเป็นกำไร โบนัส และเงินปันผล?

4. สรุปสั้น ๆ

การขึ้นราคาไม่ใช่ปัญหา หากพิสูจน์ได้ว่า “คุ้มค่าต่อผู้โดยสาร”คุณคิดอย่างไร เงินที่ผู้โดยสารต้องจ่ายเพิ่มควรแลกกับอะไร? คอมเมนต์บอกความเห็นของคุณมาได้เลย


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กอ.รมน. ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ เปิดโครงการ “ตู้ปันน้ำใจ” บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

กอ.รมน. ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ เปิดโครงการ “ตู้ปันน้ำใจ” บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

วันนี้ (30 เมษายน 2569) เวลา 09.00 น. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จัดพิธีมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค ภายใต้โครงการ “กอ.รมน. ปันน้ำใจ บรรเทาทุกข์ค่าครองชีพของประชาชน” ณ บริเวณด้านหน้า กอ.รมน. สวนรื่นฤดี กรุงเทพ มหานคร โดยมี พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ กอ.รมน. เป็นประธานในพิธี

ตั้งแต่เวลา 07.30 น. ประชาชนจากหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานครทยอยเดินทางมาลงทะเบียนและรับสิ่งของอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการอำนวยความสะดวกของเจ้าหน้าที่และเครือข่ายจิตอาสา ซึ่งได้จัดระบบการแจกจ่ายอย่างเป็นระเบียบ รวดเร็ว และครอบคลุมความต้องการของแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกัน พลโท ธนาธิป สว่างแสง ผู้อำนวยการ สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. (ผอ.สมท.กอ.รมน.) กำกับ ดูแล และประสานการปฏิบัติในภาพรวม ผสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพและเกิดผลในทางปฏิบัติ

การดำเนินโครงการครั้งนี้ เป็นการขานรับนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่มุ่งเร่งรัดการผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะเร่งด่วน

ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้กดดันต้นทุนทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน และสะท้อนโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน กอ.รมน. จึงเร่งขับเคลื่อนแนวทางเชิงรุกในระดับพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือไปถึงมือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง

สำหรับการดำเนินงานในครั้งนี้ ได้จัดเตรียมสิ่งของอุปโภคเพื่อมอบให้ประชาชน ด้วยการบูรณาการรับการสนับสนุนจาก มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง จำนวน 1,000 ชุด พร้อมด้วยเครือข่ายภาคประชาชน ได้แก่ สมาคมไทยซิกข์ รักษาความมั่นคงภายใน (ประเทศไทย) ชมรมนักธุรกิจไทย-อินเดีย เพื่อความมั่นคงภายใน ชมรมพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร (ชมรม พบค.) มูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) และมวลชน ทสปช. ที่ร่วมกันสนับสนุนทั้งทรัพยากรและกำลังคนอย่างเข้มแข็ง

ในด้านการกระจายสิ่งของ ได้รับการสนับสนุนยานพาหนะจาก กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) จำนวน 4 คัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการลำเลียงและกระจายสิ่งของไปยังพื้นที่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังมีการบูรณาการด้วยการให้ค่าตอบแทนกับผู้ให้บริการรับ–ส่งสินค้า (Line Man) จำนวน 40 คัน เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งต่อสิ่งของไปยังผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมารับได้ด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ได้กำหนดพื้นที่นำร่องในกรุงเทพมหานคร จำนวน 5 เขต ได้แก่ เขตจตุจักร เขตดุสิต เขตบางซื่อ เขตพระนคร และเขตคลองเตยโดยใช้กระบวนการคัดกรองในระดับพื้นที่ เพื่อมุ่งดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด และลดความซ้ำซ้อนในการให้ความช่วยเหลือ

ภายหลังพิธีมอบสิ่งของ ประธานในพิธีได้ให้สัญญาณปล่อยขบวนการกระจายสิ่งของไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ก่อนถ่ายภาพร่วมกับผู้สนับสนุนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมดูแลประชาชนในยามที่ต้องเผชิญกับภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

กอ.รมน. ยืนยันเดินหน้าบทบาทเป็นกลไกหลักของรัฐในการผสานพลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนการดูแลประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยมุ่งหวังให้โครงการ “ตู้ปันน้ำใจ” เป็นต้นแบบของความร่วมมือที่สามารถขยายผลได้ทั่วประเทศ สร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ก้าวผ่านสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างมั่นคง


ภาพ/ข่าว
นายโยธิน พรมแตง
รายงาน

“57 ปี กฟผ.” ยืนหยัดรักษาความมั่นคงพลังงาน เร่งเดินหน้าพลังงานสะอาดฝ่าวิกฤตพลังงานโลก

กฟผ. ยืนหยัดเป็นเสาหลักสร้างความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าให้คนไทย ถอดบทเรียนวิกฤตพลังงานโลก ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า เร่งเดินหน้าพลังงานสะอาด พร้อมพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยและยืดหยุ่น หวังสร้างแต้มต่อการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เผยถึงทิศทางการขับเคลื่อน กฟผ. เนื่องในโอกาสครบรอบ 57 ปี วันคล้ายวันสถาปนา กฟผ. ว่า กฟผ. ขอยืนหยัดเป็นเสาหลักสร้างความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าให้กับคนไทยท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ประเทศไทยจะต้องมีพลังงานไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่องภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม

วิกฤตพลังงานครั้งนี้ยังตอกย้ำว่า ไทยต้องเร่งเดินหน้าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า กระจายเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ควบคู่กับการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้า รองรับการบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ

  • พัฒนาความแม่นยำระบบพยากรณ์ของศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) โดยนำเทคโนโลยีผสานแบบจำลองพยากรณ์หลายรูปแบบ ทำให้ค่าความคลาดเคลื่อนลดลง ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
  • พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ซึ่งมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำสามารถผลิตไฟฟ้าทดแทนพลังงานหมุนเวียนได้อย่างทันท่วงที โดยปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ อยู่ระหว่างเตรียมเสนอขออนุมัติจาก ครม. ส่วนโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี เตรียมจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 ภายในปีนี้
  • ปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน การขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อาทิ สถานีไฟฟ้าแรงสูงพานทอง สถานีไฟฟ้าแรงสูงสัตหีบ 1 และสถานีไฟฟ้าแรงสูงสัตหีบ 2 จ.ชลบุรี สถานีไฟฟ้าแรงสูงระยอง 2 จ.ระยอง กำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2569 นี้

ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังคงแสวงหาพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่ยั่งยืน อาทิ ไฮโดรเจน แอม โมเนีย เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนรูปแบบต่าง ๆ เพื่อคัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โรงไฟฟ้า SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาดที่ยั่งยืน และมีต้นทุนที่แข่งขันได้ รวมถึงสร้างพลังงานสะอาดทางเลือกใหม่ๆ เช่น ไบโอมีเทน E-methane

นอกจากนี้ กฟผ.ยังผสานความร่วมมือด้านพลังงานระดับภูมิภาคระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพิ่มปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนโครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 2 จากเดิม 100 เมกะวัตต์ เป็นสูงสุดไม่เกิน 200 เมกะวัตต์ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid)

สำหรับการดำเนินธุรกิจของ กฟผ. มุ่งเน้นความยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อาทิ พัฒนาวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อใช้ประโยชน์แทนการฝังกลบ เช่น คอนกรีตจากเถ้าลอย ผลิตภัณฑ์ปรับปรุงดินจากฮิวมิค การแยกแบล็คแมส (Black Mass) จากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าเสื่อมสภาพ ควบคู่กับการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าร่วม (CSV) ดำเนิน “โครงการ 100 ปี พระบรมราชสมภพ สืบสานพระราชปณิธาน สู่ชุมชนชัยพัฒนา อุทกพัฒน์ฯ กฟผ.” ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา และมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยน้อมนำหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“จุลพันธ์ รมว.แรงงาน” ให้การต้อนรับสมาคมการจัดหางานไทยในต่างประเทศ หารือยกระดับแรงงานไทยสู่ตลาดโลก

“จุลพันธ์ รมว.แรงงาน” ให้การต้อนรับสมาคมการจัดหางานไทยในต่างประเทศ หารือยกระดับแรงงานไทยสู่ตลาดโลก

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมประสงค์ รณะนันท์ ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร : นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับ นายชินวัฒน์ ใจกุศลสูงยิ่ง นายกสมาคมการจัดหางานไทยไปต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะกรรมการ อาทิ : นายรังสรรค์ อนันต์ ประธานที่ปรึกษา บจง. เอ.เค.แกรนด์ จำกัด, นายศุภชัย โตพิบูล อุปนายก บจง.ไทยนิจิ จินไซซัพพอร์ท จำกัด, นายกานต์ ศรีเปารยะ เลขาธิการ บจง.เทคโน-ไทย อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, นายภูกิจ ปกรณ์โกวิน นายทะเบียน บจง.ไทย ออลไรท์ คอนซัลแทนท์ แอนด์ ดีวีลอปเม้นท์, นายพีรภัทร ศรีสุขา ประชาสัมพันธ์ บจง. เอ็นเอ บางกอก จำกัด, นางสาววริฐา รัตนารักษ์ กรรมการ บจง. เค.แอล.พร็อพเปอร์ตี้ จำกัด, นายไหว่ฟง แซ่ฝง ที่ปรึกษา บจง.ไทยดีเลิศ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด, นายพิพัฒน์ นวสมิตวงศ์ ที่ปรึกษา บจง.เอสพี ลีดเดอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด, นายเฟื่องฟู ชีวินมหรัตน์ ที่ปรึกษา บจง.วี ดรากอน จำกัด และนายปภณวัชร บุญดาวิจิตร ที่ปรึกษา บจง.เซบา เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือความร่วมมือในการยกระดับการส่งออกแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศอย่างมีคุณภาพและเป็นระบบ

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานโลก ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการจัดหางานให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างรอบด้าน โดยมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับแรงงานไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สมาคมการจัดหางานไทยไปต่างประเทศ ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการและประสานงานด้านการส่งแรงงานไทยเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ ได้สะท้อนข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน เพื่อให้ภาครัฐนำไปพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบและกลไกการทำงานให้เอื้อต่อการขยายตลาดแรงงานไทยในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

ในโอกาสนี้ มีนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมการหารือดังกล่าว

#สมาคมการจัดหางานไทยไปต่างประเทศ #สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย #สภท61ปี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“สุวรรณี” เพอโกล่าร์/DOD Cafe & Bistro รับรางวัลเกียรติยศ “หัตถานารายณ์ ครั้งที่ 2” สาขา ผู้บริหารยอดเยี่ยมแห่งปี รางวัลที่มอบมอบให้แด่บุคคลที่กระทำความดีโดยประจักษ์แจ้ง

“สุวรรณี” เพอโกล่าร์/DOD Cafe & Bistro รับรางวัลเกียรติยศ “หัตถานารายณ์ ครั้งที่ 2” สาขา ผู้บริหารยอดเยี่ยมแห่งปี รางวัลที่มอบมอบให้แด่บุคคลที่กระทำความดีโดยประจักษ์แจ้ง

คุณสุวรรณี อิทธิวิบูลย์ ผู้บริหาร บริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด/บริษัท แกรชซี่ เดสติเนชั่น จำกัด DOD Cafe & Bistro รับรางวัลเกียรติยศ “หัตถานารายณ์ครั้งที่ 2” ปีพุทธศักราช 2569 สาขา ผู้บริหารยอดเยี่ยมแห่งปี ซึ่งจัดโดย สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน ณ คาลิปโซ่ เอเชียทีค กรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

สำหรับ “รางวัลหัตถานารายณ์” เป็นรางวัลที่มอบให้แต่บุคคลที่กระทำความดีโดยประจักษ์แจ้ง โดยมิได้หวังผลตอบแทนสิ่งอื่นใด มีความประพฤติและใฝ่ที่จะทำแต่ความดีอันเป็นนิจสิน ทางสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน ร่วมกับ มูลนิธิเทพศรียันตรา จึงได้มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ เพื่อประกาศเกียรติคุณ เชิดชูเกียรติยศและสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคคลที่ได้รับและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมสืบไป

คุณสุวรรณี อิทธิวิบูลย์ เป็นนักธุรกิจสาวคนรุ่นใหม่ไฟแรง อดีตนายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดนครปฐม ปี 2566- 2567 ผู้บริหารบริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด และกรรมการ บริษัท แกรชซี่ เดสติเนชั่น จำกัด และ DOD Cafe & Bistro

DOD Cafe & Bistro คาเฟ่ที่เป็นมากกว่าร้านอาหารและเครื่องดื่ม อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม การันตีรางวัลมาตราฐานสถานที่ท่องเที่ยวยั่งยืน ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.),ของดีจังหวัดนครปฐม และรางวัลชนะเลิศ Cafe & Restaurant Design Award ด้วยแนวคิดสร้างความสุขด้วยแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ จึงออกแบบสร้างสรรค์ผลงาน โดยการหยิบจับธรรมชาติมาจัดสรรให้เกิดความเหมาะสม และให้มนุษย์เรา “อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน (Sustainable)” ผ่านการออกแบบให้เป็น สวนป่าโมเดิร์น (Modern Tropical Garden) บนพื้นที่กว่า 6 ไร่ ของ DOD Cafe & Bistro จะเลือกใช้กำแพง ผนัง พื้นทางเดิน ด้วย “สัจจะวัสดุ” เป็นการผสมผสานระหว่างงานภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape) ให้เข้ากับงานสถาปัตยกรรม (Architecture)

DOD Cafe & Bistro ได้จัดให้มีกิจกรรมมากมายในการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนของจังหวัดนครปฐม โดยมีผลงานที่ได้รับการตอบรับอย่างดี และกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวในจังหวัดนครปฐมได้เป็นอย่างมาก ได้แก่ งาน “I Love Monster | Balcon Zoo x DOD” งานแสดงสัตว์เลี้ยงแสนรัก กลุ่มสัตว์เลี้ยงพิเศษ Exotic Pet โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้รักสัตว์เลี้ยงแสนรัก และผู้ที่ชื่นขอบกลุ่มสัตว์พิเศษ (Exotic Pet) มาร่วมงานมากมาย,งาน “DOD GOOD DAY MUTELU” รวมสุดยอดอาจารย์สายมูเหล่าสาวกสายมู จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมผลักดันโมเดล “การท่องเที่ยวสายมู” กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เน้นพลังศรัทธาไม่งมงาย เชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่อย่างยั่งยืน สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวแนวใหม่ ส่งเสริมสินค้าและบริการ เกิดการใช้จ่ายและเกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และตลาดนัดงานคราฟต์ “DOD ณ คราฟต์” ตลาดนัดเพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตรชุมชน ผัก ผลไม้ ของพื้นบ้าน งานฝีมือ ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค เซรามิค เบญจรงค์น้ำทองโบราณ ฯลฯ สร้างกระแส Soft Power ชุมชน

ส่วนบริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด เป็นบริษัทด้านงานสถาปัตยกรรม และภูมิสถาปัตยกรรม / ภูมิทัศน์ ดำเนินธุรกิจมาจนถึงปัจจุบันเข้าปีที่ 21 แล้ว

คุณสุวรรณี อิทธิวิบูลย์ กล่าวภายหลังได้รับรางวัลว่า “นับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง” สำหรับรางวัลอันทรงเกียรติที่ได้รับคัดเลือกให้รับรางวัล “หัตถานารายณ์” สาขาผู้บริหารยอดเยี่ยมแห่งปี ประจำปี 2569 จาก สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน (DTEWA) ครั้งที่ 2 เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 12 ปีของทางสมาคมฯ รางวัลนี้ไม่ได้เป็นเพียงรางวัลส่วนตัว แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่น ทุ่มเท และพลังสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ ของทีมงานบริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด บริษัท แกซซี่เดติเนชั่น จำกัด และ DOD Café & Bistro ทุกคน ที่เดินเคียงข้างกันมาโดยตลอด ขอกราบขอบพระคุณคณะกรรมการ และสมาคม DTEWA ที่เล็งเห็นถึงศักยภาพ และมอบโอกาสอันล้ำค่านี้ให้ รวมถึงขอขอบคุณครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และกัลยาณมิตรทุกท่าน ที่เป็นแรงผลักดัน และกำลังใจสำคัญเสมอมา

“เราสัญญาว่าจะรักษามาตรฐานความตั้งใจนี้ และมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป”

จากความฝัน สู่ความจริง : การเดินทางของบริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด “ทุกความสำเร็จ เริ่มต้นจากก้าวแรก” ผ่านช่วงเวลาแห่งการทุ่มเท ช่วงเวลาแห่งการเติมเต็มรายละเอียดด้วยหัวใจ จนถึงวันที่ความฝันมีชีวิต

ประตูของ DOD Café & Bistro เปิดต้อนรับทุกคน ด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และการสังสรรค์ของผู้คนที่มาลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่ม ท่ามกลางวิวธรรมชาติที่โอบล้อม คือ รางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับความเหน็ดเหนื่อยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

*เริ่มต้นด้วยสิ่งเล็กๆ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ทุกวันคือโอกาสใหม่ที่จะเรียนรู้ เติบโต สร้างความสุขด้วยแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ สร้างคุณค่าให้ตัวเองและโลกใบนี้

Tel : 02 441 9983 / +66 (086) 327 9983
Line : @pergolar
Tiktok : Pergolar Channel
Youtube : Pergolar Channel
Instagram : pergolarlandscape
www.pergolar.com
https://youtu.be/yCXzYVYvE2k?si=1EYcCEkjCKg9qP0j


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ปิดคดีสายฟ้าแลบ! ไม่ถึง 8 ชั่วโมง สืบ ตม.4 ร่วม สืบภาค 3 และสืบนครบาล รวบ 2 หนุ่มจีนปล้นทองโคราช แกะรอยจาก ‘ก้นบุหรี่’ จีน เป็นเบาะแสให้ ตร. ตามตะครุบคาเมืองกรุง”

“ปิดคดีสายฟ้าแลบ! ไม่ถึง 8 ชั่วโมง สืบ ตม.4 ร่วม สืบภาค 3 และสืบนครบาล รวบ 2 หนุ่มจีนปล้นทองโคราช แกะรอยจาก ‘ก้นบุหรี่’ จีน เป็นเบาะแสให้ ตร. ตามตะครุบคาเมืองกรุง”

นับเป็นการทำงานที่รวดเร็วและเฉียบขาดของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย หลังเกิดเหตุการณ์อุก อาจเมื่อเวลา 10.10 น. ของวันที่ 27 เมษายน 2569 สองโจรหนุ่มชาวจีนสวมโม่งควงปืนบุกปล้นห้างทองเยาวราชกรุงเทพ สาขาอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา กวาดแหวนทองมูลค่ากว่า 380,000 บาท ขึ้นรถเก๋งยาริส พรางทะเบียนหนีลอยนวล

แต่แผนหลบหนีกลับต้องพังครืนลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ภาค 3 ใช้ไหวพริบปฏิภาณแกะรอยจากหลักฐานเด็ดคือ “ก้นบุหรี่ยี่ห้อจีน” ที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ กลายเป็นเบาะ แสสำคัญที่ยืนยันตัวตนคนร้ายว่าน่าจะเป็นชาวจีน จึงได้ประสาน พ.ต.อ.ชยุต นิลประเสริฐ ผกก.สส.บก.ตม.4 จัดชุดไล่ล่านำโดย พ.ต.ท.วัชรพงศ์ สว.สืบสวน ตม.4 และทีมงาน สนธิกำลัง สืบภาค 3 และ สืบนครบาล พร้อมด้วยตำรวจทางหลวง เปิดปฏิบัติการไล่ล่าทันทีแบบกัดไม่ปล่อย

และในเวลา 18.00 น. ของวันเดียวกัน หรือไม่ถึง 8 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ตม.4 และ เจ้าหน้าที่สายตรวจ สน.ประเวศ สามารถจับกุมตัว นายโจว อายุ 27 ปี สัญชาติจีน และ นายซง อายุ 18 ปี สัญชาติจีน ได้คาซอยสุขุมวิท 77 กรุงเทพฯ พร้อมรถคันก่อเหตุ ขณะเตรียมตัวหลบหนี พร้อมของกลางเป็นแหวนทองคำ จำนวน 44 วง น้ำหนักรวม 156 กรัม และต่างหูทองคำ 102 ชิ้น น้ำหนักรวม 112 กรัม หรือประมาณเกือบ 18 บาททองคำ ได้ครบถ้วน ปิดฉากการหลบหนีข้ามจังหวัดลงอย่างสิ้นเชิง

โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่าใช้เพียง “ปืนปลอม” ก่อเหตุและโยนทิ้งน้ำไปแล้ว ถือเป็นการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานตำรวจปิดคดีใหญ่ที่สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และผู้ประกอบการร้านทอง ได้อย่างรวดเร็วทันใจ หลังก่อเหตุอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญภายในวันเดียว


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดฯ 6 เดือน จับ 332 คดี ยึดกว่า 1.3 ล้านชิ้น มูลค่าเสียหายทะลุ 2,300 ล้าน

รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดฯ 6 เดือน จับ 332 คดี ยึดกว่า 1.3 ล้านชิ้น มูลค่าเสียหายทะลุ 2,300 ล้าน ยกระดับความเชื่อมั่นการค้า-การลงทุนไทย เสริมภาพลักษณ์ในเวทีโลก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานแถลงผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รอบ 6 เดือนแรก (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์ สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ สถานเอกอัครราชทูต ประเทศคู่ค้าของไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เป็นต้น ร่วมรับฟังการแถลง เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ณ กรมศุลกากร

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า รัฐบาลโดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โดยนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ ภายใต้ข้อสั่งการดังกล่าว ทุกภาคส่วน กระทรวงการคลังกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้บูรณาการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งตลาดย่านการค้าและช่องทางออนไลน์ซึ่งการดำเนินงานในปึงบประมาณ 2569 รอบ 6เดือนแรก (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) มีผลการจับกุมดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้น 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,300 ล้านบาท โดยรัฐบาลพุ่งเป้าการจับกุมไปที่ย่านการค้า โกดังเก็บสินค้า ตลอดจนด่านศุลกากรข้ามแดน ส่งผลให้มูลค่าความเสียหาย ทางเศรษฐกิจจากการจับกุมใน 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 78 เมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายของทั้งปีงบประมาณ 2568 ซึ่งอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท โดยความเสียหายนี้มิได้ส่งผลกระทบแค่เพียงเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่ยังทำลายความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ด้านการค้าการลงทุนของประเทศในระยะยาว

ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ากระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานกลางในการประสานบูรณาการการทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกับหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อนภารกิจภายใต้ คทป. ทั้งในส่วนของกระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินงานเชิงรุกอย่างเข้มข้นในการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั้งของคนไทยและของต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกัน การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นภัยคุกคาม
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการค้าการลงทุนภายในประเทศเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพจากการใช้สินค้าปลอม รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจโดยสุจริต ซึ่งไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าละเมิดเหล่านี้ได้ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นการทำลายความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศอย่างยิ่ง

การบูรณาการปราบปรามดังกล่าว จึงสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานที่ร่วมแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง สอดรับกับนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการค้า พัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อแสดงให้นักลงทุน ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่และยังเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และคุ้มครองผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต ทั้งนี้ รัฐบาลได้มุ่งยกระดับ
การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการการทำงานเชิงรุกทั้งฝ่ายเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกระบวนการยุติธรรม เพื่อตัดวงจร – ปิดช่องโหว่ – ขยายผลถึงต้นตอ ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก

นางศุภจีฯ กล่าวย้ำว่า ทุกหน่วยงานในที่นี้จะมุ่งสร้างความเข้มแข็งกับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเจ้าของสิทธิในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่องจริงจัง ควบคู่กับการป้องกันเชิงรุก โดยสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนผู้บริโภค ตลอดจนพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ และปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและผู้ประกอบการในทุกขนาดธุรกิจ รวมทั้งทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อระงับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดออนไลน์ โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีระบบการคุ้มครองและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็งเทียบเท่ามาตรฐานสากล ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมที่เอื้อต่อผู้สร้างสรรค์ทั้งคนไทยและต่างชาติ เป็นหมุดหมายของการค้าการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญานวัตกรรม เทคโนโลยี และเคารพกฎกติกาทางการค้าที่เป็นธรรม

อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนเจ้าของสิทธิแล้ว ประชาชนถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยขอความร่วมมือ “ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 หรือสายด่วน 1368


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน