กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มอบวุฒิบัตร–ชุดเครื่องมือทำกิน หนุนแรงงานสงขลาสู่การมีงานทำ

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มอบวุฒิบัตร–ชุดเครื่องมือทำกิน หนุนแรงงานสงขลาสู่การมีงานทำ

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานในพิธีมอบวุฒิบัตร และมอบชุดเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึก (ชุดเครื่องมือทำมาหา กิน) ให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร ช่างอเนกประสงค์ จำนวน 3 รุ่น โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ วิทยากร และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 สงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานควบคู่กับการสนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ เพื่อให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสร้างอาชีพและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการยกระดับศักยภาพแรงงานให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

อธิบดีสมาสภ์ฯ กล่าวต่อว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรช่างอเนก ประสงค์ ทั้ง 3 รุ่น ที่ได้รับมอบวุฒิบัตรและชุดเครื่องมือทำมาหากินในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเข้าสู่อาชีพ เนื่องจากผู้ผ่านการฝึกอบรมมีทั้งทักษะและเครื่องมือพร้อม สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้ทันที เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และความมั่นคงในชีวิต ทั้งนี้ ได้เยี่ยมชมการสาธิตการฝึกอาชีพจากผู้ผ่านการฝึกอบรม อาทิ การสาธิตการทำขนม และกิจกรรมการฝึกตามโครงการเพิ่มทักษะแรงงานอิสระและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ พร้อมทั้งได้พบปะให้กำลังใจผู้เข้ารับการฝึกอบรมและผู้เข้ารับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาการเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ ระดับ 1 โดยเน้นย้ำให้ผู้เข้ารับการทดสอบมีความมั่นใจและนำทักษะไปใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ผ่านการฝึกอบรมทุกคน จะได้นำความรู้ ทักษะ และเครื่องมือพื้นฐานที่ได้รับไปใช้ในการประกอบอาชีพอย่างถูกต้อง เพิ่มผลิตภาพแรงงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป” นายสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ENTEC สวทช. เปิดเวที NAC2026 จัดสัมมนา ‘ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ : นโยบายการเงินและนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน’ NAC2026 ดึงภาคการเงิน-อุตสาหกรรม ฝ่าวิกฤต ‘โลกเดือด‘

ENTEC สวทช. เปิดเวที NAC2026 จัดสัมมนา ‘ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: นโยบายการเงินและนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน’ NAC 2026 ดึงภาคการเงิน-อุตสาหกรรม ฝ่าวิกฤต ‘โลกเดือด‘

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ได้จัดสัมมนาไฮไลต์ในงานประชุมวิชาการประจำปี (NAC2026) ภายใต้หัวข้อ “ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: นโยบายการเงินและนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน” เพื่อเร่งหาทางรอดให้เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศและกติกาการค้าโลกใหม่ที่ท้าทาย

โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืน” เปิดเผยข้อมูลประเมินความเสี่ยงระบุถึงความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศของประเทสไทย ซึ่งถูกจัดอยู่ในอันดับ 17 จาก 197 ประเทศทั่วโลก พร้อมชี้ว่าหากเราละเลยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะ GDP หดตัว 7-14% ภายในปี 2050 ทั้งนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ต้องเร่งปรับตัวให้สอดรับกับบริบทโลก ทั้งเป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอนและ Net Zero โดยภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกลไกและกติกาที่ชัดเจน อาทิ การพัฒนาตลาดคาร์บอน เพื่อจูงใจให้ภาคธุรกิจลงทุนในเทคโน โลยีสะอาด ควบคู่กับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคส่วนที่เปราะบาง

ในช่วงเสวนาว่าด้วยการปลดล็อกระบบการเงินสู่ Net Zero คุณพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจการยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย ได้เปิดเผยตัวเลขประเมินความเสี่ยงว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 3.2 องศาเซลเซียส มูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอาจสูงถึง 44% ของ GDP การรับมือจึงต้องใช้เงินลงทุนสูงถึงปีละ 3.6 แสนล้านบาท โดยเสนอโมเดล 4x Multiplier ที่ใช้เงินภาครัฐเป็นตัวเร่งดึงทุนเอกชนเข้ามาเสริม และเสนอให้มีการปรับโมเดลประเมินมูลค่าบริษัท (Enterprise Value) โดยให้ธุรกิจสีเขียวได้รับ “Green Premium” เพื่อใช้กลไกตลาดผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผ่านระบบบัญชีและสินทรัพย์ ขณะที่ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC ในฐานะผู้ดำเนินรายการ เตือนถึงผลกระทบจากภูมิ รัฐศาสตร์และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจซ้ำเติมให้ต้นทุนพลังงานของภาคอุตสาหกรรมไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทางด้านภาคอุตสาหกรรม ดร.สนธยา กริชนวรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยกกรณีศึกษา ‘อุตสาหกรรมสกรู’ ที่เริ่มถูกระงับออร์เดอร์จากยุโรปเนื่องจากความกังวลเรื่องภาษี CBAM ที่อาจสูงถึง 230 ยูโรต่อตัน สอดคล้องกับ ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน ประเมินว่าไทยเสี่ยงสูญเสียเม็ดเงินกว่า 2.3 ล้านล้านบาทให้คู่แข่งอย่างเวียดนาม หากไม่เร่งปรับปรุงกฎหมายที่ล้าหลัง เช่น การปลดล็อกใบอนุญาต รง.4 เพื่อเอื้อต่อการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ภาคธุรกิจเข้าถึงพลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME ไทย คุณชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เสนอแนวทาง Thailand Taxonomy เพื่อใช้เป็นพจนานุกรมกลางในการจัดหมวดหมู่ธุรกิจ มุ่งเน้นไปที่ 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ พลังงาน ขนส่ง เกษตร ก่อสร้าง การผลิต และการจัดการของเสีย โดยใช้เกณฑ์ระบบสัญญาณไฟจราจรเข้ามาประเมินสถานะธุรกิจสีเขียว โดยการกำหนดสถานะ “สีเหลือง” ให้แก่กลุ่มที่กำลังเปลี่ยนผ่าน เพื่อช่วยให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อได้ตรงจุด ช่วยให้ SME เข้าถึงสินเชื่อการเปลี่ยนผ่านได้ง่ายขึ้น ด้าน คุณทยากร จิตรกุลเดชา ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เผยทิศทางบวกจากยอดออกตราสารหนี้ ESG ที่ทะลุ 1.1 ล้านล้านบาท พร้อมเตรียมบังคับรายงานข้อมูลคาร์บอน (Mandatory Disclosure) ในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนตั้งแต่ปี 2571 เพื่อป้องกันปัญหาการฟอกเขียว (Greenwashing) และยกระดับมาตรฐานไทยสู่ระดับสากล

เวทีสัมมนา NAC2026 ในครั้งนี้สรุปชัดเจนว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือทางรอดเดียวของเศรษฐกิจไทย โดยความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จากการบูรณาการนโยบายรัฐที่ยืดหยุ่น นวัตกรรมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และระบบนิเวศทางการเงินที่เอื้อต่อการปรับตัวของทุกระดับชั้น เพื่อปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

CEA ร่วมกับ ASA ปลุกพลัง “นักออกแบบไทย” เปิดเวทีประกวดแบบ “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” ปั้นโจทย์จริงสู่ “งานออกแบบพื้นที่สาธารณะยุคใหม่” ใน 4 ภูมิภาค

CEA ร่วมกับ ASA ปลุกพลัง “นักออกแบบไทย” เปิดเวทีประกวดแบบ “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” ปั้นโจทย์จริงสู่ “งานออกแบบพื้นที่สาธารณะยุคใหม่” ใน 4 ภูมิภาค

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) จัดงานแถลงข่าวกิจกรรม “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” ภายใน “งานสถาปนิก’69 สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์)” เวทีประกวดแบบที่เปิดโอกาสให้ “นักออกแบบไทย” (Rising Stars) นำเสนอผลงานออกแบบสถาปัตยกรรม “พื้นที่สาธารณะยุคใหม่” ใน 4 ภูมิภาค ครอบคลุมพื้นที่ศักยภาพ ได้แก่ ภาคกลางและตะวันออก – ท่าเรือบ้านก๋ง คลองสามย่าน จังหวัดระยอง, ภาคเหนือ – ริมแม่น้ำน่าน ย่านตลาดใต้ จังหวัดพิษณุโลก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ – สวนสาธารณะสระแก้ว บึงพลาญชัย จังหวัดร้อยเอ็ด และภาคใต้ – เมืองเก่าตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ในวันที่ 30 เมษายน 2569 ที่ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 – 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี กิจกรรมนี้มุ่งสร้างเวทีการแข่งขันเชิงวิชาชีพที่ได้มาตรฐาน เปิดกว้างสำหรับสถาปนิกและนักออกแบบรุ่นใหม่ รวมถึงนิสิตนักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมทั่วประเทศ ให้ได้แสดงศักยภาพและพิสูจน์ฝีมือด้านการออกแบบผ่านโจทย์ที่เชื่อมโยงกับบริบทเมืองจริง

“PROMPT-PLACE” เวทีเฟ้นหา “นักออกแบบไทย” (Rising Stars) จากโจทย์จริงใน 4 ภูมิภาค CEA ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ เล็งเห็นบทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในฐานะกลไกหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสาขาบริการสถาปัตยกรรม ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 7.7 พันล้านบาท (ปี 2567) สะท้อนศักยภาพและทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมในตลาด ทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน “นักออกแบบไทย” ก็ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ทั้งด้านคุณภาพผลงานและความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

ขณะที่ “นักออกแบบรุ่นใหม่” ในกลุ่ม Rising Stars นับเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการออกแบบไทยให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เวทีการแข่งขันเชิงวิชาชีพ “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” ที่ CEA ร่วมกับ ASA จัดขึ้น จึงมีบทบาทในการวางรากฐาน “มาตรฐานวิชาชีพ” ให้กับคนรุ่นใหม่ พร้อมสร้างการยอมรับในวงการ และต่อยอดสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยต่อไปในอนาคต

กิจกรรม “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” นำเสนอแนวคิด “PLACE” ที่เชื่อมโยงการออกแบบเข้ากับบริบทพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ และใช้กระบวนการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ในพื้นที่ ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายนักออกแบบ และภาคประชาชน โดยรับฟังความคิดเห็นและเก็บข้อมูลเชิงลึก (Insights) เพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนาเป็น “โจทย์การประกวดแบบ (Design Competition Brief)” ที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละภูมิภาค รวม 4 โจทย์ที่ท้าทายทั้งแนวคิด ความสามารถ และประสบการณ์ของผู้เข้าร่วม สำหรับผลงานออกแบบของทีมผู้ชนะ จะได้รับการพัฒนาและต่อยอดเป็น “แบบก่อสร้างฉบับสมบูรณ์” ที่พร้อมนำไปใช้จริงในพื้นที่ และส่งมอบให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนสู่การใช้งานในอนาคตต่อไป

นายไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า CEA เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยมุ่งสนับสนุนทั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสร้างสรรค์อย่างรอบด้าน CEA เชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้าน “ความคิดสร้างสรรค์” สูง ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างทางรอดให้กับสังคมในระยะยาว สำหรับมิติของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สาขาการออกแบบและสถาปัตยกรรม มีบทบาทสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน “การออกแบบที่ดี” ไม่เพียงทำให้ “เมืองน่าอยู่” ขึ้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่การลงทุนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน CEA จึงได้ร่วมกับ ASA จัดกิจกรรมประกวดแบบ “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อสร้างเวทีให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้พิสูจน์ศักยภาพจากโจทย์จริงของเมือง และผลักดันให้งานออกแบบก้าวสู่การเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

“CEA เชื่อว่าการประกวดครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเฟ้นหาผลงานที่ดีที่สุด แต่เป็นการสร้างโอกาสให้เกิดการต่อยอด งานออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นโจทย์จริง และต่อยอดเป็นโมเดลต้นแบบ “พื้นที่สาธารณะยุคใหม่” ที่สามารถพัฒนาเป็นแบบก่อสร้างและใช้งานได้จริงและเป็นประโยชน์ต่อไป”

นายอเส สุขยางค์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่ากิจกรรมนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของบทบาทวิชาชีพสถาปนิก จาก “ผู้ออกแบบอาคาร” สู่ “ผู้ออกแบบระบบชีวิตของเมือง” โดยไม่เพียงให้ความสำคัญเรื่องรูปแบบสถาปัตยกรรม แต่ยังรวมถึง “ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่” งานออกแบบในเวทีนี้จึงต้องตอบโจทย์การใช้งานจริง เชื่อมโยงบริบทชุมชน และสามารถพัฒนาเป็นโครงการที่เกิดขึ้นได้จริงในอนาคต ASA มุ่งหวังที่จะเห็นงานออกแบบที่สร้างคุณค่าใหม่ให้พื้นที่ และสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระดับชุมชน พร้อมกันนี้ เราเชื่อมั่นว่ามีสถาปนิกและนักออกแบบรุ่นใหม่ของไทยอีกจำนวนมากที่มีศักยภาพ และเวทีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่

สำหรับรางวัล แบ่งออกเป็นภูมิภาคละ 4 ประเภทรางวัล รวมทั้งสิ้น 20 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล, รางวัลรองชนะเลิศหนึ่ง 1 รางวัล, รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง 1 รางวัล และรางวัลชมเชย 2 รางวัล โดยผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละภูมิภาค จะได้รับการพัฒนาต่อยอดเป็น “แบบก่อสร้าง” ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่เป้าหมาย พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกระบวนการถอดบทเรียน เพื่อขยายผลสู่การพัฒนาเมืองในอนาคต

ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้าง สรรค์ หรือ CEAร่วมมอบรางวัลแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยผลการตัดสินรางวัลชนะเลิศในแต่ ละภูมิภาค ได้แก่

  • รางวัลชนะเลิศ ภาคเหนือ พื้นที่เป้าหมาย ย่านตลาดใต้ ริมแม่น้ำน่าน จังหวัดพิษณุโลก ผลงาน PHIT โดย คุณกฤตธิ หิรัญรัศ จาก Unparalleled
  • รางวัลชนะเลิศ ภาคตะวันออก พื้นที่เป้าหมาย เมืองแกลง จังหวัดระยอง ผลงาน ศาลาประแสร์ เอนกประสงค์ โดย คุณพิศุทษ์ วิชัยฉันท์
  • รางวัลชนะเลิศ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่เป้าหมาย สวนสาธารณะสระแก้ว จังหวัดร้อยเอ็ด ผลงาน Cru Mueng Cool Living Clue Creation โดย คุณบัณฑิตทัศน์ ทสยันไชย จาก บริษัท ไม้บรรทัด ดีไซน์ จำกัด
  • รางวัลชนะเลิศ ภาคใต้ พื้นที่เป้าหมาย บ้านเลขที่ 124 อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ผลงาน Library of Kuapa THE REIMAGINATION OF HOUSE NO.124 โดย คุณชวณัฐ ปัญญาใหญ่ และคุณทรงพล ศักดาศักดิ์

ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานการออกแบบเมืองที่สะท้อนแนวคิด Creative Place เพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้เข้าถึงแนวคิดการออกแบบร่วมสมัยที่ใช้ได้จริง ครอบ คลุมทั้งมิติความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และความเข้าใจบริบทพื้นที่ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน” ยกระดับโปรเจกต์ ‘Zero Burn to Earn’ มอบชุดโซลาร์เซลล์มือสองคุณภาพสูง ผ่าน Solar Sure โดย ENTEC พร้อมรับคาร์บอนเครดิต T-VER

มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน” ยกระดับโปรเจกต์ ‘Zero Burn to Earn’ มอบชุดโซลาร์เซลล์มือสองคุณภาพสูง ผ่าน Solar Sure โดย ENTEC พร้อมรับคาร์บอนเครดิต T-VER

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.อว. เดินหน้ามาตรการเชิงรุกแก้ปัญหา PM 2.5 เปิดตัวโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” ชูบทบาทเด่นของ มูล นิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน ที่นำนวัตกรรมพลังงานมาเปลี่ยนวิถีเกษตรกรรม ลดการเผาซากพืชเพื่อแลกกับชุดอุปกรณ์ไฟฟ้าที่คุ้มค่าและได้มาตรฐานสากล มั่นใจด้วยแพลตฟอร์ม “Solar Sure” โดย ENTEC

ไฮไลท์ที่สร้างความเชื่อมั่นสูงสุดในโครงการนี้ คือการที่เกษตรกรจะได้รับแผงโซลาร์เซลล์มือสองสภาพดี ซึ่งผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด :

การตรวจสอบโดย ENTEC : แผงโซลาร์เซลล์ทุกแผ่นได้รับการตรวจสอบและรับรองคุณภาพโดย ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช.

แพลตฟอร์ม Solar Sure : มั่นใจในประสิทธิภาพการใช้งานผ่านแพลตฟอร์ม Solar Sure ที่คัดกรองแผงมือสองเกรด A เพื่อให้มั่นใจว่าแผงที่ส่งมอบสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีอายุการใช้งานยาวนาน

เทคโนโลยีไทยเพื่อความปลอดภัย : ระบบทำงานร่วมกับ อินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศไทย ซึ่งเน้นความปลอดภัยในการใช้งานระดับสูง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการยกระดับสู่มาตรฐาน มตช. (มาตรฐานทางวิชาการ) เพื่อรองรับการใช้งานในภาคเกษตรกรรมอย่างเต็มรูปแบบ พลิกโฉมเกษตรกรสู่ผู้ขาย “คาร์บอนเครดิต” นอกจากจะช่วยลดรายจ่ายด้านพลังงานในครัวเรือนแล้ว เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการยังได้รับสิทธิประโยชน์เหนือชั้น :

รับคาร์บอนเครดิต T-VER : ระบบโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งสามารถนำไปคำนวณเพื่อขอรับคาร์บอนเครดิตในโครงการ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนการรักษาสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นรายได้เสริม

เป๋าตุงด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน : เกษตรกรเพียงนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาส่งมอบ แทนการเผาที่สร้างมลพิษ จะได้รับทั้งน้ำมันไบโอดีเซล แผ่นคลุมดินชีวมวล และชุดพลังงานสะอาดจากมูลนิธิฯ นำร่องเชียงใหม่ ดีเดย์ลงทะเบียน 5 พ.ค.นี้

มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน ร่วมกับ กระทรวง อว. เตรียมคิกออฟพื้นที่จังหวัดเชียง ใหม่เป็นแห่งแรก เพื่อเร่งแก้ปัญหาฝุ่นควันอย่างยั่งยืน เกษตรกรที่สนใจสามารถเตรียมตัวลงทะเบียนผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มได้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป “เรากำลังนำมาตรฐานระดับโลกและระดับชาติ ทั้งจาก ENTEC และระบบ Solar Sure มาไว้ในมือเกษตรกร เพื่อพิสูจน์ว่าแผงโซลาร์เซลล์มือสองคุณภาพดี เมื่อผสานกับอินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่ไทย จะเป็นอาวุธสำคัญในการสู้กับ PM 2.5 และสร้างชีวิตที่ดีกว่าอย่างยั่งยืน” — มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน


สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (สภท.61ปี)

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

บอกลาความเสี่ยง ยกระดับธุรกิจ! เปิดเหตุผลทำไมองค์กรชั้นนำวางใจเลือก โดรน Autel จาก ARV

บอกลาความเสี่ยง ยกระดับธุรกิจ! เปิดเหตุผลทำไมองค์กรชั้นนำวางใจเลือก โดรน Autel จาก ARV

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบัน การนำ “โดรน” หรืออากาศยานไร้คนขับ มาใช้บินสำรวจโครงสร้างขนาดใหญ่ ลาดตระเวนในพื้นที่อุตสาหกรรม หรือแม้แต่ปฏิบัติภารกิจกู้ภัย ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปเทคโนโลยี อากาศยานไร้คนขับกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานให้กับหลากหลายธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ที่หลายองค์กรและฝ่ายจัดซื้อต้องเผชิญก่อนตัดสินใจเลือกนำ “โดรน” มาใช้ในธุรกิจคือการตัดสินใจเลือกพันธมิตรหรือตัวแทนจำหน่ายที่ไว้ใจได้

เมื่อต้องจัดหาโดรนระดับองค์กร (Enterprise Drone) หลายบริษัทนิยมตัดสินใจโดยใช้ “ราคาเริ่มต้น” เป็นปัจจัยหลัก และเลือกซื้อจากผู้นำเข้าอิสระ ช่องทางออนไลน์ หรือใช้เครื่องหิ้วที่ไม่ผ่านการรับรอง

แม้ตัวเลขจะดูคุ้มค่าและช่วยประหยัดงบได้ในระยะสั้น แต่ในโลกของการดำเนินธุรกิจที่เต็มไปด้วย ความเสี่ยง การตัดสินใจในลักษณะเช่นนี้อาจกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้องค์กรต้องตามแก้ปัญหาและแบกรับ “ต้นทุนแฝง” มหาศาลในภายหลัง”

ต้นทุนแฝงและรอยรั่วทางธุรกิจที่มองไม่เห็นในภารกิจที่ต้องแข่งกับเวลาอย่างการตรวจสอบรอยร้าวของแท่นขุดเจาะกลางทะเล หรือการค้นหา ผู้สูญหาย หากระบบของโดรนเกิดขัดข้องกะทันหัน ผลกระทบที่ตามมาไม่ใช่เพียงความเสียหายของตัว อุปกรณ์ แต่คือการหยุดชะงักของปฏิบัติการทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายสูงกว่าส่วนต่างของ ราคาเครื่องหลายเท่าตัว

องค์กรที่เลือกจัดหาโดรนจากผู้ขายที่ไม่ใช่ตัวแทนจำหน่ายทางการ มักต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งหมดด้วย ตัวเองเมื่ออุปกรณ์มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการไม่มีช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางคอยดูแล เสี่ยงต่อการถูกเปลี่ยน ใส่อะไหล่ที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงความล่าช้าเมื่อต้องส่งซ่อม

นอกจากนี้ ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ “ความเสี่ยงทางกฎหมาย” เนื่องจากโดรนที่นำเข้าอย่างไม่ถูกต้อง จะไม่สามารถนำไปขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

และมีผลให้ไม่สามารถทำประกันภัยบุคคลที่ 3 ได้ ยิ่งมีความเสี่ยงมากในการทำภารกิจต่างๆ ตลอดจนไม่สามารถลงทะเบียนกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้เนื่องจากจะไม่ผ่านเงื่อนไขที่ CAAT กำหนด ทั้งส่วนของ กสทช. และประกัน และไม่สามารถขออนุญาตบินได้เลย

มั่นใจกว่าเมื่อเลือก โดรน Autel กับ ARV ตัวจริงเรื่องเทคโนโลยีโดรนในไทย

เพื่อเติมเต็มขีดความสามารถและยกระดับมาตรฐานการใช้งานโดรนระดับองค์กร (Enterprise) ในกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งงานภาครัฐ เช่น การตรวจสอบโครงสร้าง สิ่งปลูกสร้างสำคัญของทั้งภาครัฐและเอกชน การสำรวจและทำแผนที่ การตรวจการเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่โดยรอบ หรืองานบริการการจราจร การบินตรวจเฝ้าระวังสัตว์ หรือไฟ ควันไฟ งานด้านความปลอดภัยสาธารณะใน ประเทศไทย บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด (เออาร์วี) หรือ ARV ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงของไทย ได้ก้าวเข้ามาในฐานะผู้บูรณาการ เทคโนโลยีและตัวแทน จำหน่าย อย่างเป็นทางการ (Official Authorized Distributor) ในไทยและมีชื่อระบุอยู่บนเว็บไซต์ หลักของ Autel Robotics แบรนด์เทคโนโลยีระดับโลกด้านโดรน

นอกจากนี้ ARV ยังได้พัฒนาแพลตฟอร์มเอง สำหรับรวบรวมข้อมูลไว้ที่ศูนย์กลาง (Data consolidation) และการบริหารจัดการโดรน (Fleet management) ซึ่งออกแบบให้สอดคล้องและบูรณาการกับระบบของ Autel Robotics โดยเฉพาะ ทำให้การติดตามสถานะและภารกิจของโดรนและการควบคุมและเฝ้าระวังแบบรวมศูนย์ (Centralized monitoring and management) ทำได้สะดวกรวดเร็ว และสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่ลูกค้ากำหนดได้ง่ายกว่าเดิมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะของโดรนพร้อมวีดีโอ ภาพ ย้อนหลังที่ถูกจัดเก็บไว้ทั้งหมด และสามารถประยุกต์นำ AI เข้าใช้ได้ทั้งแบบ Real-time และ Post processing และทำ Trigger ไปยังระบบอื่นอย่างลงตัว ไม่ว่าจะทำ Human หรือ Object detection และแจ้งเตือนไปยังระบบเฝ้าระวังอื่น ๆ ได้ หรือการสั่งให้โดรนบินไปยังพื้นที่เป้าหมายเมื่อได้รับแจ้ง

คุณธษภิชญ ถาวรสุข Head of Commercial บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด ให้ความ เห็นว่า “การนำเทคโนโลยีโดรนมาใช้ในภาคธุรกิจ ไม่ใช่เพียงการจัดหาอุปกรณ์เพื่อเสริมภาพลักษณ์ ความทันสมัย แต่คือการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงและต่อเนื่องทางธุรกิจ สิ่งที่องค์กรต้องการ ไม่ได้มีเพียงโดรนที่พร้อมบิน แต่คือความมั่นใจว่าในทุกสภาวะการใช้งาน จะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล และแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที ความคุ้มค่าที่แท้จริงจึงอยู่ที่การลดความเสี่ยง และยกระดับการทำงาน ให้ดำเนินไปอย่างราบรื่นและเต็มประสิทธิภาพ”

ทำไมธุรกิจชั้นนำถึงเลือกซื้อโดรน Autel จาก ARV

1.ความโปร่งใสทางกฎหมาย ใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ
องค์กรและภาคธุรกิจที่เลือกซื้อโดรน Autel จาก ARV ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องเอกสารสิทธิ์ เพราะผ่านกระบวนการนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน
นอกจากนี้ ARV ยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยอำนวยความสะดวกและให้คำปรึกษาด้านการขึ้นทะเบียนกับ หน่วยงานรัฐ และประกันที่จำเป็นและเป็นพื้นฐาน อย่างครบวงจร เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถนำเทคโนโลยี ไปใช้งานได้อย่างมั่นใจ ราบรื่น และเต็มประสิทธิภาพ

2.บริการหลังการขายระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ประสานงานโดยตรงถึงผู้ผลิต
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หลายองค์กรเลือกซื้อโดรน Autel จาก ARV คือระบบบริการหลังการขาย (After-Sales Service) ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลลูกค้าองค์กรโดยเฉพาะ ด้วยทีมวิศวกรที่คอยประสานงานตรง กับโรงงานผู้ผลิตของ Autel Robotics ทำให้เมื่อเกิดปัญหาทางเทคนิคหรือจำเป็นต้องใช้สิทธิ รับประกันตามเงื่อนไข ทีมงานจึงสามารถวิเคราะห์และดำเนินการประสานงานเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และได้มาตรฐานระดับสากล ช่วยลดภาระขององค์กรในการติดต่อประสานงานข้ามประเทศ ด้วยตนเอง

3.โซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจโดยเฉพาะ
ARV ไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการวางระบบ (System Integrator) ที่จะเข้ามาช่วยลูกค้าในการวางโซลูชันที่ประกอบจากเทคโนโลยีหลากหลาย และประยุกต์เทคโนโลยีให้ตรงกับความต้องการเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรมได้อย่างลงตัว ตัวอย่างเช่น การช่วยหาอุปกรณ์เสริม (Payload) เพื่อให้เข้ากับภารกิจแต่ละแบบ เพย์โหลดปล่อยของ เพื่อส่งเครื่องมือสื่อสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ในยามเหตุฉุกเฉิน เพย์โหลดไฟสปอตไลท์และลำโพง เพื่องาน ค้นหา กู้ภัย และรักษาความปลอดภัย ระบบไฟส่องสว่างพร้อมตรวจตราและเฝ้าระวังตลอด 24 ชม. ด้วยระบบ Tethered และความปลอดภัยขั้นสูงด้วยการใช้ระบบโดรนอัตโนมัติ (Autonomous Drone-in-the-box)

นอกจากนี้ ARV ยังมีแพลตฟอร์มศูนย์กลางที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถเรียกดูและบริหารจัดการข้อมูล ภาพถ่ายและวิดีโอได้อย่างสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในโลกธุรกิจที่แข่งขันกันด้วยความแม่นยำและความเร็ว การเลือกใช้เทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้ ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจในระยะยาว การเลือกใช้ Autel Drones ภายใต้การดูแลของ ARV จึงไม่ใช่แค่การยกระดับความปลอดภัยให้ได้มาตรฐานสากล แต่ยังรับประกันว่าธุรกิจจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ในทุกสถานการณ์

สำหรับผู้ที่สนใจ Autel Drone จาก ARV สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://arv.co.th/th/autel
และติดต่อได้ที่ sales@arv.co.th


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กองทัพภาคที่ 3 เปิดบ้านต้อนรับทหารใหม่และครอบครัว สร้างความมั่นใจด้านความเป็นอยู่และการฝึก

กองทัพภาคที่ 3 เปิดบ้านต้อนรับทหารใหม่และครอบครัว สร้างความมั่นใจด้านความเป็นอยู่และการฝึก

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณสโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก กองทัพภาคที่ 3 จัดกิจกรรม “เปิดบ้านต้อนรับทหารใหม่” สำหรับทหารกองประจำการ ผลัดที่ 1 ประจำปี 2569 พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและญาติเข้าเยี่ยมชมหน่วยฝึก เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในระบบการฝึกและการดูแลกำลังพลของกองทัพบก ในการนี้ พลตรี ธีระ ผดุงสุนทร รองแม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย พลตรี นพดล วัชรจิตบวร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ได้ให้การต้อนรับทหารใหม่และครอบ ครัวอย่างอบอุ่น พร้อมพบปะพูดคุยและชี้แจงแนวทางการดูแลทหารใหม่ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ทหารใหม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

รองแม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวเน้นถึงความสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครอง โดยยืนยันว่ากองทัพบกให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของทหารใหม่เป็นอันดับแรก พร้อมทั้งกำชับผู้บังคับบัญชาทุกระดับให้ดูแลกำลังพลอย่างใกล้ชิด และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการฝึกในทุกขั้นตอน

ปัจจุบันกองทัพบกได้มีการปรับปรุงหลักสูตรการฝึกทหารใหม่ให้มีระยะเวลา 6 สัปดาห์ โดยมุ่งเน้นการฝึกพื้นฐานที่จำเป็น อาทิ ระเบียบวินัย ความแข็งแรงของร่างกาย และทักษะทางทหารเบื้องต้น ควบคู่กับการลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ โดยเฉพาะการป้องกันโรคลมร้อน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในช่วงฤดูร้อน

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวด เช่น การเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การจัดเตรียมรถพยาบาล เจ้าหน้าที่พยาบาล และอุปกรณ์ช่วยชีวิตประจำหน่วยฝึกตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที ในด้านสิทธิประโยชน์ ทหารใหม่จะได้รับการดูแลอย่างครบถ้วน ทั้งเครื่องแต่งกาย เบี้ยเลี้ยง เงินเดือน สิทธิในการรักษาพยาบาล รวมถึงโอกาสทางการศึกษาในระหว่างรับราชการ นอกจากนี้ กองทัพบกยังส่งเสริมการฝึกอาชีพเสริม และการพัฒนาสมรรถภาพร่างกาย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตหลังปลดประจำการ

ที่สำคัญ กองทัพบกยังเปิดโอกาสให้ทหารกองประจำการสามารถพัฒนาตนเองสู่การเป็นทหารอาชีพได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสอบบรรจุเข้ารับราชการ การสอบคัดเลือกเป็นนักเรียนนายสิบ หรือการเข้ารับการฝึกหลักสูตรส่งทางอากาศ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการต่อยอดเส้นทางอาชีพในสายทหาร

กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญของกองทัพภาคที่ 3 ในการสร้างความโปร่งใส เสริมสร้างความเชื่อมั่น และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยทหารกับครอบครัวของกำลังพล อันจะนำไปสู่การพัฒนากำลังพลที่มีคุณภาพและมีขวัญกำลังใจที่ดีต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ชุมชน ยกมือเห็นชอบ คป.น่านร่วมกับ ทม.น่าน จัดเวทีประชุมประชาคมขุดลอกแม่น้ำน่าน 6 ก.ม. พร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัย

31 ชุมชนเทศบาลเมืองน่าน ยกมือเห็นชอบ โครงการชลประทานน่านร่วมกับเทศ บาลเมืองน่าน จัดเวทีประชาคมฟังความคิดเห็น ขุดลอกแม่น้ำน่าน ระยะทาง 6 กิโลเมตร เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในแม่น้ำน่าน แก้ไขปัญหาปัญหา อุทกภัย – ภัยแล้ง เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เมืองน่าน อย่างยั่งยืน

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น.ณ ห้องประชุม 1 เทศบาลเมืองน่าน นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน เป็นประธานเวทีประชาคมดังกล่าว พร้อมด้วย นายมีชัย ปฏิยุทธ ผู้อำนวยการ โครงการชลประทานน่าน นายเสนอ เวชสัมพันธ์ รองนายกเทศมนตรีเมืองน่าน นายปกฤษณ์ คำเหลือง ปลัดเทศบาลเมืองน่าน,นายนิวัฒน์ สุทธิแสน ผู้อำนวยการกองช่าง พร้อมเจ้าหน้าที่กองช่าง คณะผู้บริหารเทศบาลเมืองน่าน หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาเทศบาล ผู้แทน กอ.รมน.จังหวัดน่าน พ.อ.หญิง กัญณภัทร ศรีสุบัติ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานบุคคลและส่งกำลังบำรุง กอ.รมน.จังหวัดน่าน, นพค.31 ผู้นำ 31 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองน่าน และประชาชนทั่วไป การจัดเวทีประชาคมในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 18 ผู้เข้าร่วมประชุมมีมติยกมือเห็นด้วยให้มีการขุดลอกแม่น้ำน่าน ตั้งแต่บริเวณสะพานหัวเวียงเหนือไปจนถึงสะพานศรีบุญเรือง ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร และแผนแก้ไขน้ำท่วมโรงพยาบาลน่านด้วย

จังหวัดน่าน โดยโครงการชลประทานน่าน บูรณาการทุกภาคส่วน วางแผนป้องกัน และรับมือน้ำท่วมในจังหวัดน่านอย่างเป็นระบบ เร่งดำเนินการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้สำรวจและวางแผนขุดลอกแม่น้ำน่านตลอดแนวความยาวกว่า 340 กิโลเมตร พร้อมทั้งสำรวจจุดวิกฤตที่มีลักษณะคอขวด จุดตื้นเขิน และจุดแคบ จำนวน 18 จุด ในระยะที่ 1 เพื่อจัดลำดับความเร่งด่วนในการแก้ไข และส่งมอบให้หน่วยงานที่มีศักยภาพเข้าดำเนินการทันที โดยมี มณฑลทหารบกที่ 38 หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 31 สำนักพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กรมทหารพรานที่ 32 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดน่าน ตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ฤดูฝนปี 2569 เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เมืองน่าน อย่างยั่งยืน

นายมีชัย ปฏิยุทธ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานน่าน กล่าวว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นการวางระบบบริหารจัดการน้ำทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว เน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงวางแผนโครงการแม่น้ำน่านสาย 2 ซึ่งเป็นโครงการผันน้ำเพื่อกระจายน้ำก่อนเข้าสู่ตัวเมืองน่าน เปรียบเสมือนการตัดลำน้ำสายใหม่ เพื่อแบ่งการไหลของแม่น้ำน่านออกเป็น 2 สาย ตั้งแต่ตำบลผาสิงห์ไปจนถึงอำเภอเวียงสา ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ตัวเมือง และยังช่วยเพิ่มแหล่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรในอนาคต” ทั้งนี้ โครงการแม่น้ำน่านสาย 2 ได้ถูกบรรจุในแผนงานของกรมชลประทาน

โดยในปี 2570 จะเริ่มดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ กำหนดจุดดำเนินการ และสำรวจออกแบบ รวมถึงพื้นที่เวนคืน ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างในช่วงปี 2571 – 2575 เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดน่านในระยะยาว

1.ความต้องการชาวบ้านมีกระแสเรียกร้องให้ “ทุบ” ฝายธงน้อยเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้น้ำท่วมน่านซ้ำซาก สร้างความเสียหายกว่า 3 พันล้านบาท (ชาวบ้านบอกให้ตุบติ๊งฝายธงน้อยที่ทำให้น้ำท่วมเหียเตอะ) เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำ

2.ยกการดูแลเขื่อนธงน้อย ให้ โครงการชลประทานน่าน ไปเลย ชลประทานเขาทำเป็น เพราะไม่ใช่หน้าที่ ของ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน เป็นโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำ พอมาทำฝายกั้นน้ำก็พยายามบีบทางไหลของน้ำให้แคบลง เพื่อนำพลังน้ำมาผลิตกระแสไฟ ส่วนชลประทานเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องการให้น้ำไหลผ่านไปโดยเร็ว เช่นเขื่อนเจ้าพระยา เป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่ที่ดำเนินงานโดย กรมชลประทานเพื่อบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยระบายน้ำผ่าน 16 ช่องบานประตู ซึ่งถือเป็นเขื่อนทดน้ำแห่งแรกของประเทศไทย ส่วนฝายกั้นน้ำธงน้อย ทำโดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ทำฝายกั้นน้ำไม่เต็มลำน้ำบีบประตู้เปิด – ปิด แคบเข้ามา ทำให้กระแสน้ำไหลช้าล้นฝั่งเข้าท่วมพื้นที่ อำเภอเมืองน่าน ซ้ำซาก

3.นายกเทศมนตรีเมืองน่าน เสนอไม่ต้องทุบฝายทิ้ง แต่ใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่แบบของเทศบาลเมืองน่าน ที่สถานีสูบน้ำคลองเจ้าฟ้า เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักในการป้องกันน้ำท่วม นำมาติดตั้งให้เป็นแพครอบคลุมพื้นที่ฝายกั้นน้ำธงน้อย เมื่อน้ำมามากก็เดินเครื่องปล่อยน้ำให้ไหลข้ามฝายธงน้อย ก็จะช่วยให้การเดินทางของน้ำเร็วขึ้น ในส่วนของพื้นที่ในเขตเทศบาลเมืองน่าน บริเวณชุมชนบ้านหัวเวียงเหนือ อ.เมืองน่าน เป็นจุดอ่อนสำคัญ (จุดฟันหลอ) ของระบบป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำน่าน ต้องแก้ไขทำผนังกั้นน้ำปิดด่วน


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สะเรียง ร่วมจับกุมผู้ลักลอบส่งออกรถผิดกฎหมาย

นายด่านศุลกากรแม่สะเรียง ชี้แนะการส่งออกนอกราชอาณาจักร หากพบมีการลักลอบข้ามแดนโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร ถือเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร 2560 มีโทษทั้งจำและปรับ หลังยึดรถส่งออกไปเมียมาได้ 4 คันที่แม่สามแลบ ขณะที่ชาวบ้านร้องมีน้ำมันส่งออกชอบด้วยกฎหมายหรือไม่จนนายอำเภอแม่สะเรียงต้องนำกำลังไปตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายวราสิทธิ์ เมืองคุ้ม นายด่านศุลกากรแม่สะเรียง เปิดเผยถึงขั้นตอนการส่งออกรถจักรยานยนต์ไปต่างประเทศให้ถูกต้องตามกฎหมาย หลัง เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สะเรียง ร่วมกับ ทหารพราน ร้อย 3608 และ ตำรวจ สภ.สบเมย ตรวจยึดรถจักรยานยนต์เก่าใช้แล้ว 4 คัน มูลค่า 55,000 บาท ลักลอบส่งออกริมแม่น้ำสาละวิน จุดผ่อนปรนฯ บ้านแม่สามแลบ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

นายด่านศุลกากรแม่สะเรียง กล่าวว่า การส่งออกรถจักรยานยนต์ให้ถูกกฎหมาย ต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางเจ้าของรถต้องดำเนินการ แจ้งระงับใช้รถถาวรที่กรมการขนส่งทางบก ต้องนำสมุดคู่มือจดทะเบียนรถไปแจ้งขอระงับการใช้รถถาวรเพื่อการส่งออก โดยเจ้าหน้าที่ขนส่งจะประทับตรา “ระงับใช้ถาวรเพื่อส่งออก” ในสมุดคู่มือฯ จากนั้น ดำเนินการต่อกับทางศุลกากรขาออก โดย ผู้ส่งออกยื่นใบขนสินค้าขาออกด้วยตนเอง หรือมอบหมายตัวแทนออกของ (Customs Broker) ดำเนินการ พร้อมเอกสารประกอบ ได้แก่ ใบแจ้งเลิกใช้รถจากขนส่ง บัญชีราคาสินค้า (Invoice) และ ใบรายการบรรจุหีบห่อ (Packing List) และ ด่านศุลกากรแม่สะเรียงจะขออนุญาตขนส่งสินค้าผ่านศูนย์สั่งการชายแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอนพิจารณา เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ผู้ส่งออกต้องนำรถเข้าสู่กระบวนการตรวจปล่อย ณ จุดผ่อนปรนทางการค้าที่กำหนดของจังหวัดแม่ฮ่องสอนสายใต้ที่รับผิดชอบด่านศุลกากรแม่สะเรียง จะมีอยู่ 2 แห่ง คือ 1. จุดผ่อนปรนฯ บ้านเสาหิน อ.แม่สะเรียง 2. จุดผ่อนปรนฯ แม่สามแลบ อ.สบเมย

ทั้งนี้ ที่สำคัญจะต้องตรวจสอบรถค้างไฟแนนซ์ก่อนส่งออก ตามกฎหมายรถที่ยังผ่อนไม่หมดถือเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทไฟแนนซ์ ผู้ครอบครองไม่สามารถนำรถออกนอกประเทศเพื่อการค้าได้หากไม่ได้รับอนุญาต เพราะเสี่ยงต่อข้อหา ยักยอกทรัพย์ หากการลักลอบนำรถข้ามแดนโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร ถือเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร 2560 มีโทษทั้งจำและปรับ ของกลางถูกยึด หากประชาชนที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ด่านศุลกากรแม่สะเรียง โทร. 0-5368-1312 หรือติดตามข่าวสารผ่านเฟซบุ๊ก “ด่านศุลกากรแม่สะเรียง”

ส่วนในด้านน้ำมันที่มีการส่งออก สำหรับจังหวัดแม่ฮ่องสอน การส่งออกน้ำมันส่งออกถูกขั้นตอนกฎหมายตามโควต้าที่รัฐบาลให้ผ่านจุดผ่อนปรนที่กำหนด โดยจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีศูนย์สั่งการชายแดนฯดูแลกำกับ เพื่อพิจารณาการส่งออกน้ำมันไปนอกราชอาณาจักรกำกับดูแลเข้มในการอนุมัติ มีเจ้าหน้าที่ทหารพราน, จนท.ศุลกากร ตรวจสกัดต่อเนื่อง ประกอบกับช่วงนี้ราคาน้ำมันโลกผันผวน รัฐบาลมีการคุมส่งออกเข้มเพื่อกันน้ำมันขาดแคลนในประเทศ ถ้าจะส่งออกต้องขออนุญาตและทำตามระเบียบกรมการค้าต่างประเทศเท่านั้น ส่วนสาเหตุที่น้ำมันขาดแคลนในพื้นที่ เนื่องจากผู้ประกอบการต้องเช็คราคาหน้าคลังวันต่อวัน ราคาน้ำมันโลกยังแกว่งทำให้ผู้ประกอบการยังต้องควบคุมการขายและไม่สำรองมาไว้ จะสั่งซื้อโดยคิดว่าขายหมดในวันต่อวันเท่านั้นอีกปัจจัยที่น้ำมันขาดช่วงเนื่องจากการขนส่งที่ต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางกว่าน้ำมันจะมาถึงแม่ฮ่องสอน ซึ่งการส่งออกน้ำมันไม่ได้กระทบกับการขาดแคลนน้ำมันในพื้นที่แต่อย่างใด

ก่อนหน้านั้น นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง ทหารพราน ฉก.36 เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร และผู้นำชุมชน ได้ลงพื้นที่บริเวณบ้านสบหาร ต.บ้านกาศ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีรถบรรทุกน้ำมันเตรียมส่งออก หลังจากได้รับแจ้งความกังวลใจจากพี่น้องราษฎรในพื้นที่

จากการตรวจสอบเบื้องต้น: พบรถบรรทุกน้ำมันดีเซลจำนวน 2 คัน (ปริมาณเชื้อเพลิงรวม 105,000 ลิตร) จอดรอการอนุญาตอยู่ที่ลานตรวจสินค้า ด่านศุลกากรแม่สะเรียง เพื่อเตรียมส่งออกไปยังจุดผ่อนปรนการค้าบ้านแม่สามแลบ และบ้านเสาหิน โดยมี “เอกสารสิทธิ์และใบขนส่งสินค้าถูกต้องตามกฎหมาย”

สิ่งที่ผมเน้นย้ำกับเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการคือ

  1. ความถูกต้องชัดเจน เอกสารต้องครบถ้วน เส้นทางต้องเป็นไปตามที่กำหนด
  2. ความโปร่งใส ผมได้ขอให้ทางศุลกากรและผู้นำหมู่บ้านช่วยกันชี้แจงทำความเข้าใจกับพี่น้องในพื้นที่ เพื่อให้ทราบถึงมาตรการของรัฐบาลในการป้องกันการลักลอบขนน้ำมันผิดกฎหมาย
  3. การบังคับใช้กฎหมาย เราสนับสนุนการค้าชายแดนที่ถูกกฎหมาย แต่ต้องควบคู่ไปกับการตรวจสอบที่เข้มงวดเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม

ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจครับว่า ทางอำเภอและหน่วยงานความมั่นคงจะร่วมกันสอดส่องดูแลอย่างเต็มที่ หากพบเห็นสิ่งผิดปกติแจ้งข้อมูลมาที่ผมหรือทางอำเภอได้ทันที



ภานุเดช ไชยสกูล / แม่ฮ่องสอน

วันแรงงานคึกคัก นนท. แห่เที่ยวชมความงาม ถ้ำพญานาค วัดมณีวงศ์

นครนายก – วันแรงงานคึกคัก นนท.แห่เที่ยวชมความงาม”ถ้ำพญานาค”วัดมณีวงศ์

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในวันแรงงานแห่งชาติ มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเดินทางมาที่วัดมณีวงศ์ ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆของจังหวัดนครนายก ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นจำนวนมาก ต่างก็พากันมาทำบุญ กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด ขอพร ปิดทององค์พระพุทธปางป่าเลไลย์ เก่าแก่อายุกว่า 400 ปี เป็นพระพุทธรูปประจำวัดมณีวงศ์ ทำบุญถวายสังฆทานข้าวสาร เพื่อนำไปมอบให้กับผู้ยากไร้และโรงเรียนต่างๆ

นอกจากนี้ วัดมณีวงศ์ยังมีถ้ำพญานาค ซึ่งเป็นไฮไลต์ของวัด ภายในถ้ำมีความสวยงามตระการตา ปฏิมากรรมรูปปั้นพญานาคจำนวน 2,014 ตน ที่ถูกจัดสรรไว้อย่างลงตัว สวยงาม และชมขุมทรัพย์ แก้ว แหวน เงิน ทอง จำนวนมาก ที่อยู่ภายในถ้ำพญานาค เป็นจุดที่ทำให้นักท่องเที่ยวให้ความสนใจที่อยากจะมาเที่ยวชมและถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก เมื่อเข้ามาสัมผัสต่างก็บอกคำเดียวว่าสวยงามมาก ซึ่งวันหยุดแรงงานก็จะมีบรรดานักท่องเที่ยวพาครอบครัวหลั่งไหลมาชมความงดงามของถ้ำพญานาคกันเป็นจำนวนมาก ทำให้การสัญจรไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆในจังหวัดนครนายกค่อนข้างหนาแน่น พ่อค้า-แม่ค้าต่างก็มีรายได้จากการจำหน่ายสินค้า เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดี ที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวใช้จ่ายในช่วงวันหยุดแรงงานนี้


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

“ค่ายเยาวชนรักษ์ถิ่นฯ” จุดพลังคนรุ่นใหม่ สืบสานพระราชดำริ สร้างชุมชนเข้มแข็งสันกำแพง

“ค่ายเยาวชนรักษ์ถิ่นฯ” จุดพลังคนรุ่นใหม่ สืบสานพระราชดำริ สร้างชุมชนเข้มแข็งสันกำแพง

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ค่ายเยาวชนรักษ์ถิ่น รักษ์สหกรณ์ฯ ประจำปี 2569” และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “เยาวชนรักษ์ถิ่น รักษ์สหกรณ์: พลังผู้นำการเปลี่ยนแปลงของชุมชน” พร้อมมอบเกียรติบัตรแก่ผู้สนับสนุนโครงการ โดยมี นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวรายงาน , นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ และนายจอมกิตติ ศิริกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวง พม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ ในการนี้ นางสาวพลอยพรรณ พลอยทับทิม พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ ได้นำหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วมต้อนรับและติดตามเข้าร่วมโครงการดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน

ค่ายเยาวชนรักษ์ถิ่น รักษ์สหกรณ์ฯ จัดขึ้นเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนในโครงการหมู่ บ้านสหกรณ์สันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งการสร้างการรับรู้ และความภาคภูมิใจในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระ ราชทานโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียง ใหม่ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ยากจนให้ได้มีที่อยู่อาศัย มีที่ทำกิน และให้ตกทอดถึงลูกหลาน รวมทั้งการสร้างจิตสำนึกในการสืบสานงานตามพระราชดำริของพระองค์ ในการสร้างเครือข่ายเยาวชนตำบลบ้านสหกรณ์ให้เข้มแข็ง รักถิ่นฐาน รักบ้านสหกรณ์ และนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

โครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการมากว่า 50 ปี กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โดยศูนย์ประสานงานโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะกรรมการและเลขานุการโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ที่ขับเคลื่อนงานการพัฒนาด้านความยั่งยืนของประเทศ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ด้อยโอกาสในสังคม ตอบแทนคุณแผ่นดิน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินงาน ตามที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราโชบายในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน” ภายใต้พระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรในโครงการอย่างต่อเนื่อง

จึงได้ร่วมจัดทำโครงการ “ค่ายเยาวชนรักษ์ถิ่น รักษ์สหกรณ์ฯ ประจำปี 2569” ต่อยอดให้กับเด็กเยาวชนในพื้นที่ตำบลบ้านสหกรณ์ จาก 8 หมู่บ้าน ช่วงอายุระหว่าง 12-18 ปี เป็นลูกหลานของกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการฯ ซึ่งได้กำหนดจัดระหว่างวันที่ 1-3 พฤษภาคม 2569 ณ กิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีเยาวชนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น จำนวน 59 คน

ทั้งนี้ องคมนตรี และคณะ ได้เยี่ยมชมบูธเครือข่าย ได้แก่ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีชุมชนจังหวัดลำพูน และวิสาหกิจชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวตำบลบ้านสหกรณ์ พร้อมตรวจเยี่ยมกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อ.แม่ออน ตามโครงการพระราชดำริ และเยี่ยมชมอ่างเก็บน้ำหมู่ 1 บ้านสหกรณ์ สำหรับให้ราษฎรใช้เพื่อการเกษตรและดำรงชีวิต


นที มีเดช รายงาน