ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามผลการเรียน ตลอดจนรับฟังปัญหาและอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวันของนักเรียนทุน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 15-17

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ไปยังโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามตรวจเยี่ยมนักเรียนทุน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 15-17 พร้อมส่งเสริมสนับสนุเยาวชนให้เติบโตไปเป็นบุคคลากรที่มีคุณภาพของสังคม

วันนี้ (26 พ.ย. 68) นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นางวิยะดา นราดิศร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงใหม่ คณะกรรมการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนักเรียนทุน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 15-17 ณ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเยี่ยมและติดตามผลการเรียน ตลอดจนรับฟังปัญหาและอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวันของนักเรียนที่ได้รับทุน ม.ท.ศ. โดยมีนายคงกระพัน เวฬุสาโรจน์ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ นำผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษาของทั้งสองโรงเรียน ร่วมให้การต้อนรับ และนำเสนอผลการดำเนินงานร่วมกับนักเรียนที่ได้รับทุน

โดย “โครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” หรือ ทุน ม.ท.ศ. เป็นทุนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำริให้ดำเนิน “โครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ขึ้นเมื่อปี 2552 ทรงให้นำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามพระราชปณิธานที่มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มั่นคงแก่เยาวชนไทยที่ประพฤติดี มีความสามารถในการศึกษา ให้ได้รับโอกาสศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายต่อเนื่องจนสำเร็จปริญญาตรีตามความสามารถของแต่ละคน อันเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถและศักยภาพแก่เยาวชนไทย

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้พูดคุยให้แนวทางการปฏิบัติตนกับนักเรียนทุน พร้อมเน้นย้ำให้ตระหนักถึงการเป็นจิตอาสาทั้งในชีวิตประจำวันและการทำภารกิจต่างๆ ของโรงเรียน เป็นแบบอย่างที่ดีและเป็นที่พึ่งของเพื่อนในโรงเรียน ด้านการใช้ชีวิตในสังคมได้เน้นย้ำให้หลีกเลี่ยงหรือไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังมีการระบาดในกลุ่มวัยรุ่น ขอให้เป็นแบบอย่างที่ดีในการแนะนำเพื่อนหรือคนใกล้ชิด ให้ตระหนักถึงโทษของยาเสพติดทุกชนิด นอกจากนี้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ยังมีแสดงความห่วงใยถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ขอให้นักเรียนทุน ดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุทุกรูปแบบ ตลอดจนขอให้ตั้งใจเรียนมีความสม่ำเสมอในการเรียน การทำกิจกรรม ดำรงชีวิตด้วยความพอดีพอเพียงและมีเหตุผล รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อให้เติบโตไปเป็นบุคคลากรที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป


นที มีเดช รายงาน

กองทัพบก บูรณาการทุกภาคส่วน เร่งช่วยเหลือประชาชนภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง

กองทัพบก บูรณาการทุกภาคส่วน เร่งช่วยเหลือประชาชนภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง

จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ขณะนี้ หลายจังหวัดได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดกระบี่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดตรัง จังหวัดพัทลุง จังหวัดสตูล จังหวัดสงขลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มีประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมสูง ซึ่งมีแนวโน้มขยายวงกว้างไปหลายพื้นที่ และคาดว่าสถานการณ์อาจทวีความรุนแรงขึ้นจากปริมาณฝนที่ตกต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน เส้นทางสัญจร และโครง สร้างพื้นฐาน รัฐบาลจึงประกาศให้จังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่สถานการณ์ฉุกเฉิน ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้สามารถบูรณาการและระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก (ศบภ.ทบ.) สั่งการให้ทุกหน่วยทหารบูรณการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ภายใต้การอำนวยการของศูนย์อำนวยการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดและศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.ฉก.) เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วนและครอบคลุมทุกมิติ โดยมีการปฏิบัติ ดังนี้

  • การอพยพประชาชน และช่วยขนย้ายสิ่งของ : ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 4 (ส่วนหน้า) ดำเนินการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย จำนวน 3,000 คน ยอดสะสม 7,250 คน มีการปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้
    • กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 5 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 5 : ช่วยอพยพประชาชน รวมทั้ง ผู้ป่วยติดเตียงไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว และช่วยขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
    • กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 153 : ช่วยอพยพประชาชนในพื้นที่อำเมืองยะลา จังหวัดยะลา ไปยังพื้นที่ปลอดภัย
    • กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 153 : ช่วยอพยพผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ในพื้นที่อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี ไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวโรงเรียนบ้านมะนังยง อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี
    • กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 153 : ช่วยอพยพ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และหญิงตั้งครรภ์ ไปยังศูนย์อพยพโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 40 อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
    • หน่วยเฉพาะกิจสันติสุข โดย ชุดสันติสุขที่ 505 ร่วมกับชุดควบคุมทักษิณสัมพันธ์ที่ 551 : ช่วยอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย และขนย้ายสิ่งของไปยังที่สูง พร้อมแจกจ่ายสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา
    • หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 : ช่วยอพยพประชาชน ไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว และขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ในพื้นที่อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส
    • หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 5 : จัดกำลังพลลงพื้นที่มอบสิ่งของอุปโภคเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา และช่วยอพยพประชาชนที่ติดค้างในบ้านเรือนจากพื้นที่ถนนกาญจนวณิช อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มายังพื้นที่ปลอดภัย
    • กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 5 : จัดกำลังพลช่วยอพยพ และเคลื่อนย้ายสิ่งของ พร้อมทั้งแจกจ่ายสิ่งของอุปโภคบริโภค ในพื้นที่อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล
  • การแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค : ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 4 (ส่วนหน้า) ลงพื้นที่แจกจ่ายอาหารและน้ำดื่ม รวมจำนวน 16,300 ชุด พร้อมจัดตั้งโรงครัวพระราชทานเพื่อแจกจ่ายอาหาร 2 แห่ง จำนวน 3 คัน ตั้งแต่วันที่ 22 – 25 พฤศจิกายน 2568 รวมแจกจ่ายอาหาร 7,800 กล่อง มีการปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้
    • กองพันมณฑลทหารบกที่ 42 : จัดกำลังพลสนับสนุนการแจกจ่ายอาหารให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา
    • กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 153 : จัดกำลังพลลงพื้นที่มอบเครื่องอุปโภคบริโภค พร้อมให้กำลังใจและสอบถามความช่วยเหลือเพิ่มเติมให้แก่ประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส
    • กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 153 : จัดกำลังพลสนับสนุนการแจกจ่ายน้ำดื่มให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี และจัดตั้งโรงครัวสนาม ณ ที่ว่าการอำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
    • หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 : จัดกำลังพลลงพื้นที่มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ในพื้นที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี
  • การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินและการบริการทางการแพทย์ : ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 4 (ส่วนหน้า) : ดำเนินการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย จำนวน 85 คน ยอดสะสม จำนวน 132 คน มีการปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้
    • ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 46 : สนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหญิงที่เป็นโรคไต จากศูนย์พักพิงชั่วคราววัดประจันธาราม ตำบลบ้านนอก อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ไปรับการฟอกไตที่โรงพยาบาลปัตตานี พร้อมได้นำถังออกซิเจนสำหรับใช้ในโรงพยาบาลที่หมดแล้วของโรงพยาบาลปะนาเระ ไปบรรจุใหม่ที่โรงพยาบาลปัตตานี และนำส่งกลับให้โรงพยาบาลปะนาเระใช้ต่อไป
    • กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 153 : สนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และหญิงตั้งครรภ์ จากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ไปยังศูนย์อพยพโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 40 ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
    • กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 153 : จัดกำลังพลสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้โรงพยาบาลยะหริ่ง ในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน และเวชภัณฑ์สำคัญไปยังโรงพยาบาลปัตตานี
    • กองพันเสนารักษ์ กรมสนับสนุน กองพลทหารราบที่ 15 ร่วมกับกองพันซ่อมบำรุง กรมสนับสนุน กองพลทหารราบที่ 15 และกองพันทหารม้าที่ 31 กองพลทหารราบที่ 15 : สนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง จำนวนรวม 9 ราย ในพื้นที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลเทพา นอกจากนั้น ได้จัดชุดแพทย์เคลื่อนที่ร่วมส่งกลับทางอากาศยาน ผู้ป่วยเด็กทารก มีอาการปอดอักเสบรุนแรง ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ร่วมกับทีมแพทย์ของสาธารณสุข จากสนามเฮลิคอปเตอร์ ค่ายลพบุรีราเมศวร์ ไปยังโรงพยาบาลสงขลา
    • หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 : จัดชุดแพทย์เดินเท้า ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนประชาชน ในพื้นที่เกิดอุทกภัยและที่ศูนย์พักพิงในพื้นที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เพื่อตรวจสุขภาพ แจกจ่ายยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น พร้อมมอบกำลังใจและสอบถามความช่วยเหลืออื่นๆ เพิ่มเติม

นอกจากนั้น หน่วยบินทหารบกอโณทัย ได้นำเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบ 212 (Bell 212) และเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ (AS550) สนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินด้วยอากาศยาน จากโรงพยาบาลหาดใหญ่ไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และช่วยในการขนย้ายสิ่งของจำเป็น ทั้งอาหาร น้ำดื่ม ยาและเวชภัณฑ์ พร้อมทั้งถุงยังชีพ ไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา

พร้อมกันนี้ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จัดกำลังพลจากกองพลรบพิเศษที่ 1 และศูนย์สงครามพิเศษ โดยจัดชุดปฏิบัติการกู้ภัยทางอากาศ (Rescue Platform) พร้อมเรือยาง และรถยนต์บรรทุกทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ลงพื้นที่สนับสนุนการช่วยประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

สำหรับประชาชนที่มีความประสงค์ติดต่อขอรับความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้โดยใช้ช่องทางต่อไปนี้

  1. ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า ณ กองบิน 56 อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา เบอร์โทรศัพท์ : 025014850 – 55 และ 074695050
  2. ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 4 (ส่วนหน้า)/ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 42 ณ มณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เบอร์โทรศัพท์ : 0982233364, 0615865574, 074232145 – 8 และ 074586685
  3. ผู้แทน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก (ส่วนหน้า)/ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก
    -พันเอก เกียรติศักดิ์ สุริยะโยธิน เบอร์โทรศัพท์ : 0838380111
    -พันโท กิตติศักดิ์ จรจรัญ เบอร์โทรศัพท์ : 0650744349
  4. ผู้ประสานงาน กองกิจการพลเรือนมณฑลทหารบกที่ 42 ณ มณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
    -พันเอก สุรินทร์ ทองเต็ม เบอร์โทรศัพท์ : 0818929644
  5. ผู้ประสานงานกรมการทหารสื่อสาร
    -พันเอก กษิดิษฐ์ ทรงวรวิทย์ เบอร์โทรศัพท์ : 0656919491
  6. กองพันทหารสื่อสารที่ 24 ณ มณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
    -พันโท ชูเดช ทองดีเวียง เบอร์โทรศัพท์ : 0966691539 กองทัพบก พร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชน และจะดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย


ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

กอ.รมน.จังหวัดลำปางจัดกิจกรรม รณรงค์ประชาสัมพันธ์เคาะประตูบ้าน ชวนผู้นำชุมชน และประชาชน ช่วยกันป้องกันไฟป่าหมอกควันและลดฝุ่นละออง PM 2.5 ในชุมชนหมู่บ้าน

กอ.รมน.จังหวัดลำปาง นำชุดปฏิบัติการรณรงค์ป้องกันไฟป่ารอบดอยพระบาท ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง จัดกิจกรรม รณรงค์ประชาสัมพันธ์เคาะประตูบ้าน ชวนผู้นำชุมชน และประชาชน ช่วยกันป้องกันไฟป่าหมอกควันและลดฝุ่นละออง PM 2.5 ในชุมชนหมู่บ้าน

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. พันเอก พิทยา ราชะพริ้ง รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดลำปาง ฝ่ายทหาร มอบหมายให้ พันตรี สุดิษฐ์ จัดดี รองหัว หน้าฝ่ายนโยบายแผนและการข่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดลำปาง พร้อมด้วย ชุดปฏิบัติการรณรงค์ป้องกันไฟป่าหมอกควัน บูรณาการร่วมกับ ทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดลำปาง, อุทยานแห่งชาติเขลางค์บรรพต (เตรียมการ), สถานีควบคุมไฟป่าเขลางค์ – พระบาท และผู้นำชุมชนร่วมลงพื้นที่เป้าหมาย 37 หมู่บ้านรอบดอยพระบาท รณรงค์ประชาสัมพันธ์เคาะประตูบ้าน เพื่อสร้างการรับรู้ และการส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันในพื้นที่ชุมชนอิ่วเมี่ยน และชุมชนผาลาด หมู่ที่ 4 ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เพื่อสร้างแรงจูงใจในการช่วยกันป้องกันและลดการเผาในพื้นที่โล่งแจ้ง, พื้นที่การเกษตร, พื้นที่สาธารณะและเขตพื้นที่ป่า


นที มีเดช รายงาน

กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 เตรียมความพร้อมชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัยและเครื่องมืออุปกรณ์ สนับสนุนเหตุมหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา และภาคใต้ ร่วมกับ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 4

กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 พร้อมด้วยหน่วยขึ้นตรงกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ตรวจเตรียมความพร้อมชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัยและเครื่องมืออุปกรณ์ สนับสนุนเหตุมหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา และภาคใต้ ร่วมกับ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 4

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ผู้บัญชาการ กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 มอบหมายให้ พันเอก กฤติ พันธะสา รองผู้บัญชาการ กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 พร้อม หัวหน้ากอง ฝ่ายเสนาธิการ กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ตรวจความพร้อมของ ชุดบรรเทาสาธารณภัย กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 และหน่วยขึ้นตรง ประกอบด้วย กำลังพลนายทหาร – นายสิบ, ยานพาหนะ (รถยนต์บรรทุกขนาด 2 1/2 ตัน FTS) และเครื่องมือ อุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย พร้อมเวชภัณฑ์ เพื่อเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ของไทย เมื่อได้รับการสั่งการ หรือร้องขอ พร้อมปฏิบัติได้อย่างทันสถานการณ์

โดยมี พันเอก ธีระพงษ์ จิระโภคิน ผู้บังคับกองพันส่งกำลัง และบริการที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3, พันเอก วีระชาติ โชติวรอานนท์ ผู้บังคับกองพันซ่อมบำรุงที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3, พันเอก เอกพงศ์ สุวรรณเวียง ผู้บังคับกองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 23 กองบัญชา การช่วยรบที่ 3, พันเอก เกรียงศักดิ์ ชมภูน้อย ผู้บังคับกองพันทหารขนส่งที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 และ พันเอก ลาภชัย เศรษฐะทัตต์ ผู้บังคับกองพันทหารเสนารักษ์ที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 นำตรวจ และซักซ้อมเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติ ณ ที่ตั้งหน่วยภายใน ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก


นที มีเดช รายงาน

มทบ. 39 พร้อมทุกเมื่อ เพื่อประชาชนภาคใต้ เพราะทหารและประชาชนคือครอบครัวเดียวกัน

มณฑลทหารบกที่ 39 พร้อมทุกเมื่อ เพื่อประชาชนภาคใต้ เพราะทหารและประชาชนคือครอบครัวเดียวกัน

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. พลตรี นพดล วัชรจิตบวร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 / ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 39 เป็นประธานในการตรวจสภาพความพร้อมของชุดบรรเทาสาธารณภัย และจิตอาสาภัยพิบัติ เพื่อเตรียมการสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 4 ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดข้างเคียง เมื่อได้รับคำสั่ง

โดยยุทโธปกรณ์สำหรับช่วยเหลือประชาชน ประกอบด้วย เรือท้องแบน, เรือยาง พร้อมเครื่องยนต์เรือ ขนาด 40 แรงม้า, เสื้อชูชีพและชุดอุปกรณ์ลำเลียงผู้ประสบภัยจากที่สูง ในส่วนยานพาหนะสนับสนุนภารกิจ อาทิ รถบรรทุกขนาด 2 1/2 ตัน (FTS) และรถครัวสนามพร้อมกำลังพล

ซึ่งกำลังพลในชุดปฏิบัติการ และจิตอาสาภัยพิบัติ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 39 ได้ผ่านการฝึกการช่วยเหลือประชาชนประกอบแผนเผชิญเหตุมาแล้ว และในครั้งนี้ได้ทำการฝึกทบทวนเพื่อเพิ่มความชำนาญและขีดความสามารถทั้งการใช้ยานพาหนะเรือท้องแบน และเรือยาง รวมไปถึงการช่วยเหลือประชนข้ามลำน้ำจากที่สูง ซึ่งกำลังพลได้รับการชี้แจงภารกิจจากคณะผู้บังคับบัญชา เพื่อให้มีความพร้อมในการออกปฏิบัติงานได้ทันทีเมื่อได้รับคำสั่ง


นที มีเดช รายงาน

นาทีชีวิต ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ใช้เฮลิคอปเตอร์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤตจาก รพ.กรุงเทพหาดใหญ่ สู่ รพ.สงขลานครินทร์ อย่างปลอดภัย

นาทีชีวิต ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ใช้เฮลิคอปเตอร์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤตจาก โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ หาดใหญ่สู่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์อย่างปลอดภัย

วันที่ (26 พฤศจิกายน 2568) เวลา 11.30 น. ที่ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า (มณฑลทหารบกที่ 42) ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้รับการประสานงานเพื่อขอรับการช่วยเหลือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศ และส่งตัวไปยังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เพื่อทำการรักษาต่อไป

การเข้าให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ โดยใช้ เฮลิคอปเตอร์เพื่อรับผู้ป่วยสูงอายุ เพศหญิง มีอาการภาวะหัวใจล้มเหลว และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งรับตัวจากโรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โดยตลอดการเคลื่อนย้าย ผู้ป่วยอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด และส่งถึงมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันท่วงทีและปลอดภัย ภารกิจนี้ เป็นการปฏิบัติการจาก ชุดปฏิบัติการบินทหารบก กองกำลังเทพสตรี (ชปบ.ทบ.กกล.เทพสตรี) ซึ่งทางทีมแพทย์ยังได้กล่าวขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทหารทุกท่านที่ให้ให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็วและปลอดภัย

ขณะนี้ กองทัพระดมกำลังพลช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างเต็มกำลัง โดยศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบกภาคที่ 4 ส่วนหน้า เดินหน้าขยายการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า จึงได้ยกระดับการช่วยเหลือ พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยลงพื้นที่เร่งด่วน โดยนำกำลังพล พร้อมเครื่องมือบรรเทาสาธารณภัย เข้าช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

ทหารมีไว้ทำไม #ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส #แม่ทัพภาคที่4 #กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า


นที มีเดช รายงาน

ทบ. ระดมเฮลิคอปเตอร์ อากาศยาน หน่วยแพทย์ และหน่วยรบพิเศษ เต็มสรรพกำลัง สนับสนุนเร่งช่วยเหลือประชาชนจากอุทกภัยภาคใต้ให้ผ่านพ้นวิกฤต

ทบ. ระดมเฮลิคอปเตอร์ อากาศยาน หน่วยแพทย์ และหน่วยรบพิเศษ เต็มสรรพกำลัง สนับสนุนศูนย์บรรเทาสาธารณภัยภาค 4 ส่วนหน้า เร่งช่วยเหลือประชาชนจากอุทกภัยภาคใต้ให้ผ่านพ้นวิกฤต

จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังคงมีความรุนแรง และส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ล่าสุดวันนี้ (26 พ.ย. 68) พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก / ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก ได้สั่งการให้ระดมอากาศยานของกองทัพบก อุปกรณ์ทางการแพทย์ และส่งหน่วยรบพิเศษพร้อมเครื่องมือเคลื่อนย้ายโดยเครื่องบินลำเลียงของกองทัพบก เข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน มีรายละเอียดดังนี้

ศูนย์การบินทหารบก จัดเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบ 17 (Mi-17) จำนวน 1 เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบ 145 (EC-145) จำนวน 2 เครื่อง พร้อมเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ทางการแพทย์ฉุกเฉินจากกรมแพทย์ทหารบก โดยจะเข้าพื้นที่มณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และพร้อมปฏิบัติภารกิจในเวลา 16.00 น. ของวันนี้

หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จัดกำลังชุดกู้ภัยทางอากาศ รวม 30 นาย พร้อมเครื่องมือ Rescue Platform สำหรับกู้ภัยทางอากาศ เดินทางด้วยเครื่องบินลำเลียงของกองทัพบก โดยจะถึงพื้นที่ประสบภัยและพร้อมปฏิบัติในช่วงเย็นวันนี้

นอกจากนี้ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ยังได้จัดชุดปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยทางน้ำ พร้อมยุทโธปกรณ์ รถยนต์บรรทุก FTS และรถยนต์บรรทุกหกล้อ จำนวน 17 คัน เรือยางติดเครื่องยนต์ จำนวน 8 ลำ และกำลังพลกว่า 40 นาย เข้าสนับสนุนในพื้นที่ประสบภัย โดยได้ออกเดินทางจากจังหวัดลพบุรีแล้วเมื่อเวลา 11.00 น. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้กำชับให้ทุกหน่วยปฏิบัติภารกิจด้วยความระมัดระวังสูงสุด โดยจัดกำลังสนับสนุนการอพยพประชาชนทั้งทางเรือและรถยกสูงในพื้นที่น้ำท่วมฉับพลัน พร้อมส่งหน่วยรบพิเศษเข้าทำการโรยตัวช่วยเหลือผู้ที่ติดค้างในพื้นที่เสี่ยง และจัดชุดแพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างปลอดภัยและทั่วถึง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติ



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

ศอ.จอส.พระราชทานภาค 3 ร่วมประชุมเตรียมรับเสด็จฯ ในหลวง-พระราชินี ในโอกาสเสด็จฯ เปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และงานโครงการหลวง ปี 2568 วันที่ 1 ธันวาคม 2568 นี้

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ร่วมประชุมเตรียมรับเสด็จฯ ในหลวง-พระราชินี ในโอกาสเสด็จฯ เปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และงานโครงการหลวง ปี 2568 วันที่ 1 ธันวาคม 2568 นี้

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 มอบหมายให้ พันเอก ประวิทย์ พูลเทียบรัตน์ หัวหน้าฝ่ายยุทธการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 เข้าร่วมประชุมร่วมกันเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสที่จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และทรงเปิดงานโครงการหลวง ประจำปี 2568 พร้อมทั้งทอดพระเนตรการแสดงประกอบดนตรี วิดีทัศน์ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จัหงวัดเชียงใหม่ ในวันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่จะถึงนี้ ที่ ห้องประชุม 3 ชั้น3 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธาน พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม ฯ

โดยหมายกำหนดการในเบื้องต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินโดยเครื่องบินพระที่นั่งมาถึงยังจังหวัดเชียงใหม่ ณ ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 41 ในเวลาประมาณ 16.40 น. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ศาล ทหาร ตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการ และพสกนิกรชาวจังหวัดเชียงใหม่ เฝ้าฯ รับเสด็จ จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จฯ ต่อไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครง การหลวง ชนกาธิเบศรดำริ เพื่อประกอบพิธีเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และงาน โครงการหลวงปี 2568 ในเวลา 17.00 น.

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้มีการมอบหมายภารกิจหน้าที่ให้กับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสมพระเกียรติ อาทิ การชี้แจงลำดับขั้นตอนของพิธีการ การจัดเตรียมสถานที่ การวางแผนถวายการรักษาความปลอดภัย การปรับภูมิทัศน์ตลอดเส้นทางเสด็จฯ การจัดเตรียมพื้นที่และการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาเฝ้าฯ รับ-ส่งเสด็จ การเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม เตรียมการแสดง การอำนวยความสะดวกด้านจราจร การแพทย์ฉุกเฉิน ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง และเพื่อให้การเตรียมงานเป็นไปตามแนวทางที่วางไว้ ถวายการรับเสด็จฯ ได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกมิติ


นที มีเดช รายงาน

รองแม่ทัพภาคที่ 3 และ รองผบ.มทบ.39 ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตร และถวายราชสักการะ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต รัชกาลที่ 6 และวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ

รองแม่ทัพภาคที่ 3 และ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ร่วมพิธีเจริญพระ พุทธมนต์ ทำบุญตักบาตร และถวายราชสักการะ เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันสวรรคต รัชกาลที่ 6 และครบ 100 ปี วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เวลา 07.30 น. พลตรี ธีระ ผดุงสุนทร รองแม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย พันเอก วิชา อมระดิษฐ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ร่วมพิธีเจริญพระ พุทธมนต์และทำบุญตักบาตร (ข้าวสารอาหารแห้ง) พระสงฆ์จำนวน 39 รูป เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต ครบ 100 ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (25 พฤศจิกายน) และพิธีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติครบ 100 ปี (24 พฤศจิกายน 2468)

โดยมี นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย นางพรศรี ตรงศิริ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธาน มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ คณะรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ โดมเวทีกลาง ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

โดย พิธีประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ก่อนเข้าสู่การถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และพระรูป จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดได้วางพวงมาลา วางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ และจุดเครื่องทองน้อยตามลำดับ

ต่อด้วยพิธีทางศาสนา เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดทอดผ้าไตร จำนวน 10 ไตร หัวหน้าส่วนราชการถวายเครื่องไทย ธรรม พระสงฆ์สดับปกรณ์ อนุโมทนา ถวายอดิเรก ผู้ว่าราชการจังหวัดกรวดน้ำ และถวายความเคารพ ก่อนเข้าสู่พิธีทำบุญตักบาตร ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนร่วมถวายบิณฑบาตแด่พระสงฆ์อย่างพร้อมเพรียง

ซึ่งกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีหน่วยงานราชการในจังหวัดพิษณุโลกร่วมกิจกรรม อย่างพร้อมเพรียง มีลำดับพิธีสำคัญๆ ดังนี้ พิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และพิธีวางพานพุ่มดอกไม้ถวายสักการะ, พิธีเจริญพระพุทธมนต์ พระสงฆ์ จำนวน 39 รูป ต่อเนื่องด้วยการทำบุญตักบาตร (ข้าวสารอาหารแห้ง) เสร็จพิธี

บรรยากาศเป็นไปด้วยความสง่างาม สมพระเกียรติ และเป็นการน้อมรำลึกในพระมหา กรุณาธิ คุณอันหาที่สุดมิได้


นที มีเดช รายงาน

ผู้ว่าฯ ตาก ประชุมคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ภัยจาก ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ปี 2568-2569

ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ประชุมคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ภัยจาก ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จังหวัดตาก ปี 2568-2569

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.00 น. ที่ห้องประชุมตากสินมหาราช ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดตาก นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เป็นประธานการประชุมคณะกรรม การและเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ภัยจาก ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จังหวัดตาก ปี 2568-2569 พร้อมด้วยนายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เเละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

โดยที่ประชุมรับทราบ การเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 29) มาตรการควบคุม ป้องกัน แก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันในพื้นที่อนุรักษ์ และการจัดสรรงบประมาณ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ป่าไม้ รวมถึงในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และวนอุทยาน พร้อมทั้งการสร้างการรับรู้การเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน ในพื้นที่จังหวัดตาก

จากนั้นที่ประชุมได้ประชุมพิจารณา การกำหนดเป้าหมายตัวชี้วัดการดำเนินงานการป้องกันไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น ละอองขนาดเล็กจังหวัดตาก ปี 2568 – 2569 แผนการบริหารจัดการเชื้อเพลิง ในพื้นที่ป่า และพื้นที่จังหวัดตาก เเละการกำหนดวันห้ามเผาเด็ดขาด จังหวัดตาก ประจำปี 2568 – 2569


นที มีเดช รายงาน