จันทบุรี – กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง จัดโครงการ นำร่องส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชนฐานราก

กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง จัดโครงการ นำร่องจัดทำชุมชน ให้เป็นห้องประชุม ในที่ราชพัสดุ พร้อมเปิดตลาดชุมชนบริเวณชายหาดแหลมสิงห์ จ.จันทบุรี ส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชนฐานราก

         เย็นวันนี้ ( 30 พ.ย.62 ) ที่บริเวณชายหาดแหลมสิงห์ อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี สำนัก งานธนารักษ์ พื้นที่จังหวัดจันทบุรีได้จัดโครงการ จัดทำชุมชน ให้เป็นห้องประชุม ในที่ราชพัสดุ พร้อมเปิดตลาดชุมชนบริเวณชายหาดแหลมสิงห์ ส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชนฐานราก โดยนางสุจิตรา ศรีนาม นายกเหล่ากาชาดจังหวัดจันทบุรี กล่าวต้อนรับ นายยุทธนา หยิมการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่เดินทางมาเป็นประธานเปิดโครงการ จัดทำชุมชน ให้เป็นห้องประชุม ในที่ราชพัสดุ และเปิด ถนนคนเดิน สุขหรรษา สนองนโยบายรัฐบาลปรับโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชนฐานราก อันเป็น 1 ใน 12 นโยบาย “ ประชารัฐ” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง ประชาชนมีความสุขและมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือภายใต้การบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ภายใต้กลยุทธ์ 3 สร้าง คือ

  1. สร้างความรู้ สร้างอาชีพ
  2. สร้างตลาด สร้างรายได้
  3. สร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

          การเปิดตลาดชุมชนในครั้งนี้ ที่ชายหาดแหลมสิงห์ได้รับความสนใจจากประชาชน นักท่องเที่ยว ร่วมเลือกซื้อสินค้าของชุมชนจำนวนมาก หลังจากนั้นอธิบดีกรมธนารักษ์ได้ประชุมมอบนโยบายกลุ่มธนารักษ์พื้นที่ 9 ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราดเรื่อง โครงการ จัดทำชุมชน ให้เป็นห้องประชุม ในที่ราชพัสดุ ที่ถือว่าจังหวัดจันทบุรีเป็น 1 ในจังหวัดนำร่อง 17 จังหวัดทั่วประเทศ

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ลพบุรี – ความคืบหน้า เกือบฆ่าพ่อโดยไม่ตั้งใจ พระฮีโร่ เปิดใจนาทีช่วย

           กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้กุฏิพระท้ายวัดหนองพิมาน หมู่ที่ 6 ต.โคกสำโรง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี ที่เกือบจะมรณภาพ โชคดีที่มีพระ และชาวบ้านช่วยเอาไว้ได้ทันเวลา แต่ก็ส่งผลให้พระน้อย ถูกไฟลวกพุพอง และสำลักควันไฟ ซึ่งจากเหตุการณ์ไฟไหม้กุฏิพระน้อย ล้อสกุลทอง อายุ 79 ปี ที่ป่วยด้วยชรา และอาพาธ ที่เกิดเหตุแพทย์ รพ.โคกสำโรงได้รักษาบาดแผล และให้ดูอาการให้ห้องปลอดเชื้อ

          ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ พบที่ประตูห้องพระน้อยถูกพังเป็นช่อง มีทรัพย์สินภายในกุฏิถูกเพลิงเผาผลาญวอดทั้งหมด โดยมีพระทวี สิริปญโญ อายุ 54 ปี พระลูกวัดที่เป็นพระองค์แรกที่เข้ามาทำการช่วยเหลือ เล่าว่าช่วงเกิดเหตุ พระอีกองค์ที่ชราภาพเช่นกันที่อยู่ใกล้กุฏิหลวงได้ตะโกนเรียกว่าเกิดไฟไหม้ ที่ห้องพระน้อย ตนจึงได้วิ่งมาที่หน้าห้อง แต่ไม่สามารถเปิดประตูได้ เนื่องจากติดกุญแจ จึงได้ใช้ขอนไม้พังประตูเข้าไป ซึ่งขณะนี้มีทั้งเปลวไฟที่กำลังโหมลุกไม้อย่างรุนแรง และมีควันตลบอบอวล ได้ยินแต่เสียงเรียกช่วยด้วยๆๆ แต่มองไม่เห็นคน ตนจึงได้ใช้ถังน้ำราดตัวเองเพื่อดับความร้อน และสาดเข้าไปในที่เกิดเหตุเพื่อเข้าช่วยเหลือ จนมีพระอีกหลายองค์ และชาวบ้านใกล้เคียงที่ได้ยินเสียง ได้มาช่วยกันดับไฟ จนเห็นว่าพระน้อยตะเกียกตะกายพยายามที่จะปีนหนีไฟขึ้นไปบนชั้นสองด้วยอาการบาดเจ็บ จึงได้รีบนำตัวออกมาด้านนอกทำการปฐมพยาบาล ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยฯ ได้เข้ามาทำการช่วยเหลือนำส่ง รพ. และสกัดเพลิงได้ในวงจำกัด

          ด้านนายอมรินทร์ บำรุงวุฒิ อายุ 34 ปี เจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยโคกสำโรงสงเคราะห์ ที่ได้มาถึงที่เกิดเหตุ และนำพระน้อยส่ง รพ.เล่าว่านับว่าโชคดีที่พระทวีมีสติ ที่ตัดกระแสไฟฟ้าห้องที่เกิดเหตุ และสามารถพังประตูเข้าไปช่วยเหลือออกมาได้อย่างหวุดหวิด เนื่องจากที่ห้องพระน้อยอยู่ติดลูกกรงเหล็กดัดไว้ทุกบานหน้าต่าง ซึ่งยากต่อการทุบทำลาย ซึ่งอาการของพระน้อยอยู่ในขั้นปลอดภัย ทางแพทย์ได้ทำการรักษาบาดแผลพุพอง ซึ่งเกรงจะติดเชื้อ อีกทั้งยังลำลักควันอยู่นาน ซึ่งต้องรอดูอาการสักระยะ

          ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงสาเหตุของการเกิดเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ว่ามาจากสาเหตุใด ซึ่งพระทวี สิริปญโญ กล่าวต่อวา พระน้อย ล้อสกุลทอง อายุ 79 ปี ซึ่งอาพาธ ป่วยด้วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ และกล้ามเนื้ออ่อนแรง บอกตนเองว่าได้จุดธูป เทียนไหว้พระ แล้วเผลอหลับ โดยที่ตากจีวรไว้ภายในห้อง ซึ่งคาดว่าพัดลมที่เปิด และที่เปิดหน้าต่างไว้ ลมคงพัดจีวรที่ตากภายในห้องไปติดไฟจากเทียน จนไหม้ลุกลาม ไปทั่ว และไม่สามารถดับได้ อีกทั้งไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ ได้พยายามหนีตาย ตะเกียกตะกายขึ้นไปบนชั้นสอง

          พระทวี ยังกล่าวอีกว่าที่ลูกชายล็อคกุญแจห้องไว้ เนื่องจากว่าพระน้อยหลงๆ ลืมๆ ชอบเดินออกจากวัดไป และไม่สามารถกลับวัดได้ บางครั้งหายไปหลายวัน หลายคืน ต้องออกติดตามกันอยู่บ่อยครั้ง พระและลูกหลานทุกคนเป็นห่วงเกรงจะได้รับอันตราย จนนายพรชัย ล้อสกุลทอง อายุ 50 ปี บุตรชาย ได้ตัดสินใจ ขังพ่อโดยการล็อคกุญแจกุฏิด้านนอกไว้ โดยช่วงเช้า กลางวัน และเย็นก็จะนำอาหารมาถวาย ทำความสะอาดห้อง และให้กินยาตามแพทย์สั่ง ซึ่งทำเช่นนี้มานานนับปี และจะมานอนพักด้วยเป็นบางครั้ง โดยมีเครื่องอำนวยความสะดวกให้ไว้กับพ่อ จนมาทราบจากพระว่าไฟไหม้กุฏิพ่อแล้ว รู้สึกตกใจทำอะไรไม่ถูกได้รีบมาช่วยพ่อ แต่ถูกนำตัวส่ง รพ.ไปก่อนแล้ว

ภาพ/ข่าวกฤษณ์ ลพบุรี 0890899090
โยธิน พรมแตงรายงาน

ลพบุรี – คุณนายสายบุญ แจกข้าวสาร ให้กับคนจน ผู้พิการ กว่า 50 ตัน

          ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้าน อ.ท่าวุ้ง ว่าที่บ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 6 ต.โพธิ์ตลาดแก้ว อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นบ้านของคุณป้ามะลิ ตุละรัต อายุ 73 ปี (หรือที่ชาวบ้านเรียกคุณนายสายบุญ) ภริยา พล.ท.พัลลภ ตุละรัต อดีต ผบ.ศูนย์การทหารปืนใหญ่ค่ายพหลโยธิน ต.เขาพระงาม อ.เมือง ลพบุรี มีการแจกข้าวสารให้กับคนยากจน และผู้ป่วย ผู้พิการติดเตียงในพื้นที่ อ.ทาวุ้ง จึงได้เดินทางไปยังที่สถานที่รับแจ้ง พบที่บ้านดังกล่าวมีต้นไม้นาๆพันธุ์ ดูร่มรื่น สดชื่น มีชาวบ้านกว่า 50 คน ที่กำลังรับประทานอาหารด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย เพื่อรอรับข้าวสารจำนวนคนละ 1 กระสอบ( 50 กิโลกรัม) จากคุณป้ามะลิ คุณนายสายบุญ

         คุณป้ามะลิ ในวัย 73 ปี ที่ใบหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใส กำลังตักอาหารให้กับชาวบ้าน กล่าวว่าตนเองพื้นเพเป็นชาว อ.ท่าวุ้งโดยกำเนิด ครอบครัวมีความพร้อมมากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งตนเองชอบทำบุญ ทำทานทุกอย่าง ทั้งในพื้นที่ และต่างจังหวัด ระยะหลังเห็นว่าตามวัดวาอารามต่างๆ นั้นในแต่ละปีจะมีผู้มีจิตศรัทธาไปร่วมทำบุญทอดผ้าป่า ทอดกฐิน กันเป็นจำนวนมาก ย้อนกลับมามองในพื้นที่เกิด ยังเห็นผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากอีกมากมาย จึงได้ปรึกษาหารือกับครอบครัว ว่าต่อไปนี้เราจะทำบุญ ทำทาน ให้กับคนจนคนพิการในพื้นที่ อ.ท่าวุ้ง โดยได้ปรึกษากับผู้นำท้องถิ่นในแต่ละหมู่บ้านในเขตพื้นที่ อ.ท่าวุ้งใน 10 ตำบล และสาธารณสุขในพื้นที่ ให้พิจารณา และขอรายชื่อผู้ที่ยากจน และผู้พิการติดเตียงที่เดือดร้อนเพื่อทำการช่วยเหลือเบื้องต้น นำข้าวสาร อาหารแห้ง ในการดำรงชีพอยู่ได้นานนับเดือน และรถเข็ญ รถโยก เตียงนอน สำหรับผู้ป่วยที่พิการและผู้ป่วยติดเตียง อีกทั้งยังได้มอบเงินสดครอบครัวละ 1,000-2,000 บาท ตามสภาพความเดือดร้อน

          โดยวันนี้ทางคุณนายสายบุญ ได้ทำการแจกข้าวสารอย่างดีจำนวน 110 กระสอบ กระสอบละ 50 กิโลกรัม ส่งถึงมือคนจนในเขตพื้นที่ อ.ท่าวุ้ง หลายตำบล อีกทั้งยังได้เดินทางไปยังบ้านยายนกเล็ก เที่ยงแท้ อายุ 68 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 11 และนายสมศักดิ์ อ่ำส้ม อายุ อายุ 52 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 12 ต.ท่าวุ้ง ที่พิการ โดยมอบข้าวสาร อาหารแห้ง เงินสดไว้ให้จำนวนหนึ่ง โอกาสเดียวกันนี้คุณนายสายบุญยังเดินทางไปยังวัดรัมภาราม (บ้านกล้วย) เพื่อมอบข้าวสารให้กับชาวบ้านจำนวน 30 ราย ที่มารอรับข้าวสารด้วยความความตื่นเต้น เพราะไม่เคยมีใครมามอบให้ถึงที่มากถึงเพียงนี้ ต่างยกมือไหว้ขอบคุณในความเอื้อเฟื้อ ความมีน้ำใจ กับผู้ที่ยากจน และผู้พิการ ของคุณนายมะลิ คุณนายสายบุญตัวจริงของชาวอำเภอท่าวุ้ง ลพบุรี

ภาพ/ข่าว กฤษณ์ ลพบุรี 0890899090
โยธิน พรมแตง รายงาน

“ธรรมนัส” จัดที่ดินทำกิน เดินหน้าเร่งรัดโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ละเมาตอนบนและพื้นที่โดยรอบ

“ธรรมนัส” จัดที่ดินทำกิน เดินหน้าเร่งรัดโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ละเมาตอนบนและพื้นที่โดยรอบ หนุนพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน แม่สอด จ.ตากอย่างยั่งยืน

          วันที่​ 30 พ.ย.62​ : ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกรในในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดตาก จำนวน 30 ราย พร้อมมอบแหล่งน้ำในไร่นา​ นอกเขตชลประทาน จำนวน 4 ราย และบัตรดินดี จำนวน 4 ราย ณ วัดไทยสามัคคี อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ว่า

          กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดตาก (ส.ป.ก.ตาก) ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน มีพื้นที่ดำเนินการ จำนวน 410,527 ไร่ มีผลการจัดที่ดินให้เกษตรกร 27,355 ราย 34,490 แปลง เนื้อที่ 366,785 ไร่ ในพื้นที่ 9 อำเภอ 41 ตำบล คงเหลือเนื้อที่ดำเนินการจำนวน 11,667 ไร่ สำหรับอำเภอแม่สอด​ มีผลการจัดที่ดินให้เกษตรกรแล้ว 2,891 ราย 3,579 แปลง เนื้อที่ 50,730 ไร่ ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 ส.ป.ก.ตาก ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน อำเภอแม่สอด และอำเภอพบพระ จังหวัดตาก จำนวน 66 ราย 77 แปลง เนื้อที่ 1,064 ไร่ และดำเนินการมอบให้แก่เกษตรกรไปแล้วบางส่วน ซึ่งในครั้งนี้จะเป็นการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกรในอำเภอแม่สอด จำนวน 30 ราย

         ขณะเดียวกัน กรมพัฒนาที่ดินยังได้จัดทำโครงการบัตรดินดี (ID Din Dee) เฉลิมพระ เกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อให้เกษตรกรทราบถึงลักษณะดินของตนเองว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด และทราบปัญหาของดินในแปลงปลูกพืช พร้อมกับคำแนะนำในการแก้ไขปรับปรุงบำรุงดิน สำหรับสถานีพัฒนาที่ดินตาก ได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลบัตรดินดีให้แก่เกษตรกร ในปีงบประมาณ 2562 เป้าหมายทั้งจังหวัด 2,250 ราย ประกอบด้วย อำเภอเมือง จำนวน 484 ราย, อำเภอวังเจ้า จำนวน 102 ราย, อำเภอบ้าน ตาก จำนวน 521 ราย, อำเภอสามเงา จำนวน 488 ราย, อำเภอพบพระ จำนวน 130 ราย, อำเภออุ้มผาง จำนวน 29 ราย, อำเภอท่าสองยาง จำนวน 3 ราย, อำเภอแม่ระมาด จำนวน 44 ราย, และอำเภอแม่สอด จำนวน 449 ราย ในพื้นที่ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด มีจำนวน 105 ราย และจะมอบบัตรดินดีให้เกษตรกร จำนวน 4 ราย

         นอกจากนี้ ยังจัดทำโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการทำการเกษตร ในพื้นที่ทำการเกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทาน ซึ่งมักประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยดำนเนินการขุดสระน้ำขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร และให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการบรรเทาสภาพปัญหาภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำในพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกร

          ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 กรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินตาก มีเป้าหมายดำเนินการจำนวน 133 บ่อ ครอบคลุมพื้นที่ดำเนินการจำนวน 6 อำเภอ ดังนี้ อำเภอเมือง จำนวน 66 บ่อ, อำเภอวังเจ้า จำนวน 20 บ่อ, อำเภอบ้านตาก จำนวน 3 บ่อ, อำเภอสามเงา จำนวน 14 บ่อ, อำเภอแม่ระมาด จำนวน 16 บ่อ, และอำเภอแม่สอด จำนวน 14 บ่อ ในส่วนของตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จำนวน 8 บ่อ มีเกษตรกรรับมอบสระน้ำ จำนวน 4 ราย

         และในโอกาสนี้ รมช.ธรรมนัส ได้เดินทางต่อไปยังโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนล่าง เพื่อติดตามเร่งรัดการดำเนินงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ละเมาตอนบน และพื้นที่อื่นๆ โดยรอบ “รัฐบาลมีความห่วงใยและต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ทั้งในเรื่องที่ดินทำกิน รวมไปถึงเรื่องการบริหารจัดการแหล่งน้ำ และการเตรียมการรับมือภัยแล้ง ซึ่งในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำ ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องบูรณาการร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้นและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป” รมช.ธรรมนัสฯ กล่าว

สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตำรวจขยายผลหลังวิสามัญ “ไอ้อู้” เมียนมานักค้ายาข้ามชาติ บุกรังซุกยา

ตำรวจขยายผลหลังวิสามัญ “ไอ้อู้”เมียนมานักค้ายาข้ามชาติบุกรังซุกยา ตะลึงตั้งแท่นผลิตกลางเมืองทุ่งสงยึดมหาศาลส่วนผสมเสร็จพร้อมผลิต 11 กก. ผลิตแล้ว 5 แสนเม็ด พร้อมจำหน่าย ไอซ์อีก 11 กก.

          การขยายผลของตำรวจนครศรีธรรรมราช ภายหลังจากการวิสามัญฆาตกรรมนายอู้ หรือที่รู้จักในวงการนักค้ายาคือ “ไอ้อู้” ชาวเมียนมานักค้ายารายสำคัญที่เป็นที่ต้องการตัวของทางการ ที่ถนนสาย 41 ตำบลหนองหงส์ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช วานนี้หลลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลและเข้าทำการล่อซื้อ แต่นายอู้ หรือไอ้อู้ ยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่จนถูกวิสามัญฆาตกรรมพร้อมกับยาบ้าหลายหมื่นเม็ด ไอซ์อีกกว่า 1 กิโลกรัม หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เร่งขยายผลถึงแหล่งพักยาบ้าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน

          ล่าสุดช่วงเช้าที่ผ่านมาพลตำรวจตรีสนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ ผู้บังคับการตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 79/6 หมู่บ้านพัฒนาการ ในเขตเทศบาลตำบลปากแพรก อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากพบข้อมูลว่านายอู้ ใช้บ้านหลังนี้พักยาเสพติดไว้กระจายออกสู่ลูกค้า เมื่อเข้าทำการตรวจค้นถึงกับตกตะลึง พบว่าไม่ใช่เป็นเพียงแค่แหล่งพักยาเสพติดเท่านั้น ยังเป็นแหล่งผลิตครบวงจรโดยเจ้าหน้าที่พบแท่นปั๊มเม็ดผลิตยาบ้า พร้อมทั้งผงยาบ้าที่เตรียมพร้อมปั๊มจำนวน 11 กิโลกรัม วางอยู่บริเวณห้องน้ำด้านหลังบ้าน และเมื่อตรวจค้นบนชั้น 2 พบยาบ้าผลิตเรียบร้อยแล้วบรรจุหีบห่อพร้อมจำหน่ายจำนวนกว่า 5 แสนเม็ด ไอซ์บรรจุพร้อมส่งจำหน่ายอีกมากกว่า 10 กิโลกรัม จึงทำการตรวจยึดทั้งหมด

          นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ที่ยังขยายผลพบว่านายอู้มีภรรยาชาวไทย ซึ่งต่อมาได้เชิญตัวมาสอบสวนขยายผลอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ทราบชื่อคือนางสาวกิตติยา ศักดิ์สูง อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 217 ตำบลปากแพรก อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยนางสาวกิตติยา ให้การกับเจ้าหน้าที่ว่าไม่ทราบเลยว่านายอู้เป็นชาวเมียนมา โดยได้หลอกตนเองว่าเป็นชาวเชียงราย ทำธุรกิจซื้อขายรถยนต์มือสองระหว่างภาคเหนือกับภาคใต้ ก่อนที่จะอยู่กินด้วยกันนั้นรู้จักกันผ่านทางเฟชบุ๊ค บ้านที่เช่าผลิตยาเสพติดก็ไม่รู้เลยว่านายอู้มาเช่าบ้านอยู่อีกหลังที่นี่ ปกติจะอาศัยอยู่ในบ้านเช่าในย่านถนนชัยชุมพล และไม่เคยแพร่งพรายข้อมูลใดๆที่เกี่ยวกับยาเสพติดเลย

          ขณะที่พลตำรวจตรีสนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ ผู้บังคับการตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ได้เริ่มขยายผลจากการสั่งซื้อยาเสพติดออนไลน์มีผู้ต้องหาเป็นชาวจังหวัดปัตตานี แต่มาอาศัยอยู่ในอำเภอบางขัน หลังจากนั้นสืบสาวจนสามารถติดต่อกับนายอู้ได้แล้วจึงเข้าทำการล่อซื้อ จนเมื่อนายอู้นำยาเสพติดมาส่งมอบกลับรู้ตัวว่าถูกล่อซื้อจึงยิงต่อสู้จนถูกวิสามัญ และเมื่อขยายผลสืบสวนต่อเนื่องจึงมายึดแท่นผลิตพร้อมของกลางจำนวนมาก นับเป็นการทำลายต้นตอการผลิตและจำหน่ายยาเสพติดรายสำคัญ ส่วนนายอู้ เป็นชาวเมียนมานักค้ายาข้ามชาติที่ถูกเจ้าหน้าที่ติดตามมาอย่างต่อเนื่องเข้าถึงได้ยากมาก ถูกออกหมายจับโดยเลขาธิการ ปปส.มาตั้งแต่ปี 2561 มาจนมุมถูกวิสามัญที่ นครศรีธรรมราชในที่สุด.

/////

ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

ศาลพิพากษา ปรับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด กว่า 1,200 ลบ.

ศาลพิพากษาปรับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด กว่า 1,200 ลบ.
เหตุนำเข้าบุหรี่จากประเทศฟิลิปปินส์ราคาต่ำกว่าความเป็นจริง

          วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2562 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ
ที่ อ.185/2559 คดีระหว่างพนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 โจทก์ นิติบุคคลฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด โดยนายเจอรัลด์ มาโกลีส จำเลยที่ 1 พร้อมกับพวกรวม 8 ราย โดยคำพิพากษามีสาระสำคัญสรุปได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานสำแดงราคานำเข้าบุหรี่อันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ปรับเป็นเงินจำนวน 4 เท่า เป็นเงิน.1,225,990,617 บาท และยกฟ้องจำเลย 2–8

          จากกรณีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากระหว่างปี พ.ศ. 2546-2549 นิติบุคคล ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทฟิลลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชั่นแนล (PMI) ประเทศสหรัฐอเมริกา จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลกับกระทรวงพาณิชย์ โดยอาศัยสนธิสัญญาทางไมตรีระหว่างไทย–อเมริกา 2511 ได้นำเข้าบุหรี่ตรามาร์ลโบโร่ (Marlboro) และแอลแอนด์เอ็ม (L&M) จากบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ฟิลิปปินส์ (PMP) ประเทศฟิลิปปินส์ โดยสำแดงราคานำเข้าบุหรี่ตรามาร์ลโบโร่ที่ราคา 7.76 บาทต่อซอง และสำแดงราคาบุหรี่ตราแอลแอนด์เอ็มที่ราคา 5.88 บาทต่อซอง

          ต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษได้พบว่า เป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาส่งออกจากประเทศต้นทาง น่าจะมีการหลีกเลี่ยงภาษีอากร ซึ่งประกอบด้วย ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินกองทุนส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 79/2549 และได้ส่งสำนวนต่อพนักงานอัยการ และพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาเป็นจำเลยต่อศาลในข้อหานำเข้าบุหรี่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร โดยเจตนาที่จะฉ้ออากรที่จะต้องเสียสำหรับของนั้น ตามมาตรา 27 และมาตรา 99 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 จำนวน 272 ใบขน มูลค่าที่ประเมินจากราคาขายประมาณ 68,000 ล้านบาทและในวันนี้ได้มีคำพิพากษาดังกล่าว

          สำหรับการนำเข้าบุหรี่ของนิติบุคคล ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ยังมีกรณีการนำเข้ายี่ห้อมาร์ลโบโร่ และแอลแอนด์เอ็ม จากบริษัท พีที ฟิลลิป มอร์ริส อินโดนีเซีย (PTPMI) โดยเป็นการนำเข้าระหว่างปี พ.ศ.2543-2546 จำนวน 1,052 ใบขน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบพยานจำเลย โดยคาดว่าจะมีคำพิพากษาประมาณเดือนมกราคม 2563

สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“ธรรมนัส” ลุยตรวจราชการ จ.​ตาก ติดตามงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ

“ธรรมนัส” ลุยตรวจราชการ จ.​ตาก ติดตามงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ครอบคลุมทุกมิติเร่งขับเคลื่อนภาคเกษตรสนองนโยบายการตลาดนำการผลิตของรัฐบาล

          วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 เวลา 13.00 น. : ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) 4 กลุ่มภาคเหนือ โดยได้มอบนโยบายและร่วมหารือในประเด็นการพัฒนาและการเชื่อมโยงภาคเกษตรกรรมกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาไปสู่เกษตรอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก

          จากนั้นได้เดินทางไปยังสำนักงานเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ​ จ.ตาก เพื่อประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมด่านชายแดนสะพานไทยมิตรภาพเมียนมาร์ แห่งที่ 2 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รายงานผลการดำเนินงาน รวมทั้งเร่งติดตามเรื่องการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน

          “วันนี้ผมได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้มาตรวจติดตามการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ และมอบนโยบายแก่ข้าราชการในจังหวัดตาก รวมทั้งได้มาติดตามประเด็นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก ได้ตั้งกระทู้ถามเรื่องการลักลอบนำเข้าข้าวโพดในช่วงเวลาที่มีการควบคุม ตามมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรักษาสมดุลของผลผลิตและภาวะราคา เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับเกษตรกรภายในประเทศ เนื่องมาจากในประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดปีละ 8 ล้านตัน แต่ผลิตได้เพียง 4 ล้านตัน จึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ไม่ว่าจะนำเข้าสินค้าใดก็ตาม ต้องไม่กระทบกับเกษตรกรผู้ผลิตในประเทศ รวมทั้งปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร เนื่องมาจากอัตราภาษีการนำเข้าที่ไทยตั้งไว้ค่อนข้างสูง ซึ่งทั้งหมดนี้ ได้รับทราบข้อมูลและปัญหาต่างๆ แล้ว จะนำเรียนนายกรัฐมนตรี และนำไปพิจารณาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนต่อไป” รมช.ธรรมนัสฯ กล่าว

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

DSI คุ้มครองเศรษฐกิจดิจิทัล​ พลิกประวัติศาสตร์ ปรับเงินก้อนใหญ่ ผู้ละเมิดพรีเมียร์ลีก 26 ล้านบาท

DSI คุ้มครองเศรษฐกิจดิจิทัล​ พลิกประวัติศาสตร์ ปรับเงินก้อนใหญ่ผู้ละเมิดพรีเมียร์ลีก 26 ล้านบาท

         วันนี้ วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2562 เวลา 11.00 น. : นายแมทธิว ชีแธม (Mr. Matthew Cheetham) หัวหน้ากิจการธุรกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก และนายฌอน กอดฟรีย์ (Mr. Sean Godfrey) ที่ปรึกษากฎหมายพาณิชย์ ผู้แทนพรีเมียร์ลีก เข้าพบ พันตำรวจเอก ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอบคุณกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ได้ดำเนินการจับกุมปราบปรามกรณีนิติบุคคลสัญชาติไทย ชายสัญชาติอังกฤษ และคนไทย ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์​ และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ จนนำไปสู่คำพิพาก ษา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 1235/2562 ซึ่งได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยคนละ 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี ปรับคนละ 1 ล้านบาทเศษ

          ทั้งนี้ จำเลยได้ให้การรับสารภาพและยินยอมจ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวนกว่า 15 ล้านบาท และยังมีเงินของกลางอีกกว่า 7 ล้านบาทที่ถูกริบในการกระทำละเมิดต่อลิขสิทธิ์ของพรีเมียร์ลีกในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยอดเงินสูงสุดที่มีการชดใช้ค่าเสียหายคดีละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทย​ คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อปี 2558 บริษัท เดอะ ฟุตบอล แอสโซซิเอชัน พรีเมียร์ ลีก ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิ์ในการถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียงการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก ของประเทศอังกฤษ ได้มอบอำนาจให้ตัวแทนมาร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้ดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิด กรณีลักลอบนำสัญญาณการถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ

         ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท เดอะ ฟุตบอล แอสโซซิเอชัน พรีเมียร์ ลีก ลิมิเต็ด ไปเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ 365sport.tv และมีเว็บไซต์ที่อาจมีความเกี่ยวข้องกันอีก 5 เว็บไซต์ คือ​Thaiexpat.tv, Hkexpat.tv, Indoexpat.tv, Vietexpat.tv และ Euroexpat.tv โดยเรียกเก็บค่าสมาชิกเป็นรายเดือน อันเป็นความผิดฐานกระทำด้วยประการใด โดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้​ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น เป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 8 และความผิดฐานร่วมกันแพร่เสียง แพร่ภาพ โดยเรียกเก็บเงินเพื่อประโยชน์อย่างอื่นในทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 29 (3) อันมีลักษณะเป็นคดีพิเศษโดยได้รับไว้ทำการสอบสวนเป็นคดีพิเศษที่ 65/2559

         ซึ่งจากการสอบสวนพบว่า เว็บไซต์ดังกล่าวใช้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายในประเทศไทยเป็นฐาน ในการถ่ายทอดสัญญาณการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ไปยังหลายประเทศทั้งในภูมิภาคเอเชียและยุโรป

         ต่อมาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2560 พันตำรวจเอก ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบ สวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้ พันตำรวจโท วิชัย สุวรรณประเสริฐ ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ สนธิกำลังร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เข้าทำการตรวจค้นจับกุมในเป้าหมายตามหมายค้นและหมายจับรวม 5 เป้าหมาย ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 3 คน เป็นคนต่างด้าวสัญชาติอังกฤษ 2 คน และคนไทย 1 คน ส่งดำเนินคดี

          พันตำรวจเอก ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ในปัจจุบัน
กรมสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนการละเมิดลิขสิทธิ์ ที่มีการใช้ประเทศไทยเป็นฐาน โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่ซับซ้อนเป็นเครื่องมือกระทำผิดอีกหลายคดี ทั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ที่ให้ความสำคัญกับนโยบายการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเน้นการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ทางสื่อดิจิทัล เนื่องจากสร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจไทยและต่างประเทศอย่างมหาศาล เนื่องจากผู้ผลิตเดิมและผู้ผลิตรายใหม่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจหรือขยายโอกาสทางธุรกิจได้ เพราะประสบปัญหาจากการละเมิดลิขสิทธิ์ และทำให้ผู้ประกอบการขาดแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​

นนทบุรี – กู้ภัย เร่งยื้อชีวิตหนุ่มขับบิ๊กไบค์ เสียหลักชนแท็กซี่ สุดท้ายเสียชีวิต

นนทบุรี กู้ภัยเร่งยื้อชีวิตหนุ่มขับบิ๊กไบค์เสียหลักชนแท็กซี่ สุดท้ายเสียชีวิต

         เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 30 พ.ย.62 อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและทีมกู้ชีพจาก ร.พ.พระนั่งเกล้า เร่งยื้อชีวิตโดยทำการปั๊มหัวใจนายกฤษณรักษ์ สงบ อายุ 36 ปี ชาว จ.นคร ศรีธรรมราช หลังจากได้ขับขี่รถ จยย.บิ๊กไบค์เสียหลักชนกับรถแท็กซี่ เหตุเกิดบนถนนชัยพฤกษ์ตัดใหม่ขาออก ก่อนข้ามสะพานคลองลำโพ ต.บางบัวทอง อ.บางบัวทอง โดยทางเจ้าหน้าที่พยายามช่วยปั๊มหัวใจนาน 30 นาที แต่ไม่เป็นผลนายกฤษณรักษ์ เสียชีวิตในเวลาต่อมา

          ที่เกิดเหตุพบรถแท็กซี่ยี่ห้อห้อโตโยต้า สีเขียว-เหลือง ทะเบียน มช 6453 กทม จอดอยู่ในช่องเลนซ้ายสภาพรถมีร่องรอยถูกชนเข้าที่ด้านข้างพังเสียหาย และห่างไปประมาณ 20 เมตรพบรถ จยย.แบบบิ๊กไบค์ ขนาด 600 ซี.ซี.ยี่ห้อ ยามาฮ่า รุ่น อาร์ 6 ล้มคว่ำอยู่สภาพหน้ารถพังเสียหายเช่นกันซึ่งลักษณะรถ จยย.นั้นพุ่งไปชนท้ายรถยนต์เก๋งยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ทะเบียน 5กส 3371 กทม ที่ท้ายรถมีร่องรอยถูกชนพังเสียหาย

         นายสราวุฒิ สุนาวี อายุ 49 ปี โชเฟอร์ที่ขับแท็กซี่ให้การว่าตนเองขับมาในช่องทางซ้ายตามปกติ จู่ๆก็ถูกรถ จยย.บิ๊กไบค์ นั้นพุ่งชนเข้าอย่างเต็มแรง จนทำให้ตัวรถ จยย.และผู้ขับขี่กระเด็นและไถลไปชนท้ายรถเก๋งฟอร์จูนเนอร์ที่อยู่ริมทางดังกล่าว ขณะเดียวกันทางด้านคนขับรถเก๋งฟอร์จูนเนอร์ก็ให้การว่า ในขณะที่จอดรถเพื่อจะกินก๋วยเตี๋ยว ซึ่งจอดอยู่ริมทาง ในขณะนั้นยังคงนั่งอยู่บนรถ จู่ๆก็มีความรู้สึกว่าถูกอะไรบางอย่างพุ่งมากระแทกด้านท้ายอย่างแรง จึงลงมาดูถึงพบว่ารถ จยย.นั้นพุ่งเข้ามาชนที่ท้ายรถดังกล่าว

         ทางด้าน พ.ต.ต.ยุทธเดช อินทร์สุวรรณ สารวัตรเวรสอบสวน สภ.บางบัวทอง กล่าวว่าเบื้องต้นได้ทำการบันทึกภาพที่เกิดเหตุ พร้อมกับสอบปากคำคนขับรถทั้ง 2 คันไว้ โดยคนขับรถแท็กซี่อ้างว่าขับมาเลนซ้ายปกติและถูกรถ จยย.พุ่งชน โดยเจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้เลี้ยวหรือตัดหน้ารถ จยย.อย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามจะเร่งทำการสอบปากคำรวมถึงจะหาภาพจากกล้องวงจรปิดในระแวกใกล้เคียงที่เกิดเหตุอีกครั้ง ส่วนผู้เสียชีวิตได้มอบให้ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติรังสิตเพื่อชันสูตร ต่อไป

สาโรจนื สว่างศรี / นนทบุรี

นครนายก – พระลูกวัด ขึ้นซ่อมหลังคาวัด พลาดเหยียบกระเบื้องหลังคาแตก ตกลงมาบาดเจ็บสาหัส

พระลูกวัดขึ้นซ่อมหลังคาหอฉันท์ พลาดเหยียบกระเบื้องหลังคาแตกหล่นมาศรีษะกระแทกพื้นได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล

          ที่นครนายก กู้ภัยสว่างอริยะธรรมสถานจุดพรหมณี รีบให้การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บหลังได้รับรับแจ้งว่ามีพระพลาดตกมาจากที่สูงประมาณ5เมตร ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยในที่เกิดเหตุเป็นศาลาหอฉันท์ข้าว อยู่ภายในวัดสันตยาราม หมู่ที่12 ตำบลพรหมณี อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก พบผู้ได้รับบาดเจ็บนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นของศาลามีเลือดกระจายเต็มพื้นและมีเศษของกระเบื้องแตกเต็มพื้น ซึ่งมีญาติโยมที่เห็นเหตุการณ์ต่างแตกตื่นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อมากู้ภัยต้องเร่งให้การช่วยเหลือเพราะศรีษะแตกคาดว่าจะกระแทกพื้นอย่างแรง อาการไม่ดี ต่อมาทราบชื่อพระที่ได้รับบาดเจ็บชื่อพระเกรียงไกร โตพฤกษา อายุ25ปี เป็นพระลูกวัดดังกล่าว

         จากการสอบถามพระลูกวัดที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่าตนเองกับพระอีกหลายรูป รวมถึงพระที่ได้รับบาดเจ็บได้ขึ้นซ่อมแซมหลังคาหอฉันท์ข้าว โดยพระเกรียงไกรซึ่งมีน้ำหนักมากได้เดินไปเหยียบกระเบื้องหลังตรงบริเวณที่ไม่มีคานเลยทำให้กระเบื้องแตก แล้วร่างของพระก็ได้พลาดล่วงตกลงมากระแทกกับพื้นปูนอย่างแรงจนแน่นิ่งไป หลังจากนั้นจึงได้รีบแจ้งกู้ภัยเข้าให้การช่วยเหลือและส่งโรงพยาบาลนครนากต่อไป

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค จ.นครนายก
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก