สืบสวน​ตม.3​ รวบเกาหลี หลอกลวงเหยื่อทำธุรกิจหลักหมื่นล้าน หลบหนีหมายจับ คดีฉ้อโกงในไทย

วันนี้ วันอังคาร​ที่​ 3 ธ.ค.62​ เวลา​ 10.00​ น.ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พรชัย ขันตี รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รอง ผบช.ตชด. ปฏิบัติราชการ สตม.,พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม 3,พ.ต.อ.ภาส สิริสุขะ รอง ผบก.ตม.3,พ.ต.อ.รัชธพงศ์ เตี้ยสุด ผกก.สส.บก.ตม.3 และ พ.ต.อ.เบญจพล รอดสวาสดิ์ ผกก.ตม.จ.สระแก้ว ร่วมแถลงข่าวจับกุมชายสัญชาติเกาหลี หลบหนีหมายจับคดีฉ้อโกงเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย

พล.ต.ต.อาชยนฯ​ กล่าว​ว่า​ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.3 และตรวจคนเข้าเมือง จ.สระแก้ว ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้สืบสวนติดตาม นายแจซอง (JAESUNG) อายุ 53 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ โดยสถานทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยได้แจ้งข้อมูลทางการข่าวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่านายแจซองฯ เป็นบุคคลมีหมายจับศาลอาญากลางกรุงโซล ในคดีฉ้อโกง และเป็นบุคคลที่มีหมายแดงขององค์การตำรวจสากล (RED NOTICE) เลขที่ A-11552/11-2019 ในความผิดฐานฉ้อโกง

ซึ่งจากการตรวจสอบและสืบสวนเพิ่มเติมจึงได้ทราบว่านายแจซองฯ ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยทางอากาศยานนานาชาติดอนเมือง เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2562 โดยสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบิน FD0619 จากเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา ได้รับการตรวจลงตราประเภท ผ.ผ.90 ให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 นายแจซองฯ มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจอันเป็นการหลอกลวงประชาชน โดยได้จัดตั้งธุรกิจเครือข่ายคล้ายแชร์ลูกโซ่ ในนามบริษัทชื่อ “PAY100” หลอกว่าจะจ่ายผลตอบแทนให้เหยื่อที่หลงเชื่อร่วมลงทุนในรูปแบบเงินดิจิตอล เกิดความเสียหายรวมเป็นเงินกว่า 468 ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วได้หลบหนีมาที่จังหวัดสระแก้ว จึงได้ทำการควบคุมตัวและเพิกถอนการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร เนื่องจากเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชนหรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และเป็นบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศได้ออกหมายจับ และ ได้กักตัวไว้เพื่อดำเนินการตามกฎหมายคนเข้าเมืองต่อไป

พล.ต.ต.อาชยนฯ​ ขอ​ฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับและมีเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

บช.น. แถลง​ 2​ ข่าว​ จับยาบ้า 8​ แสนเม็ด และรวบแก๊งกระเทยแสบแฮกไลน์ และเฟสบุ๊ค หลอกผู้เสียหายนำเงินเข้าบัญชี

         วันนี้​ วัน​อังคารที่ 3 ธ.ค.62 เวลา 13.30 น. ณ ลานแถลงข่าว ชั้น 1 อาคาร บช.น.: พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. พร้อม​ด้วย​ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย, พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม, พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.สันติ ชัยนิรมัย ผบก. สส. บช.น., พล.ต.ต.สำราญ นวลมา ผบก.สปพ., พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์, พ.ต.อ.อรรถพล อนุสิทธิ์, พ.ต.อ.ธีระชัย ชำนาญหมอ, พ.ต.อ.ประสงค์ อานมณี, พ.ต.อ.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบก.สปพ., พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ ผกก.สายตรวจ บก.สปพ., พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผกก.สส.2 บก.สส.บช.น.ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สปพ.ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมยาบ้า 800,000 เม็ด

         โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2562​ เวลาประมาณ 05.20 น.สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 4 ราย คือนายอรรพล เป๋าอยู่ อายุ 22 ปี, นายจักรกฤษณ์ สุขสายัน อายุ 18 ปี, นายคมสันต์ พงษ์เสือ อายุ 23 ปี และนายอภิชัย แน่นอุดร อายุ 26 ปีพร้อมด้วยของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1​ (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 8​ แสนเม็ด, รถยนต์ มิตซูบิชิปาเจโร สีเทา หมายเลขทะเบียน ฎณ-2072 กรุงเทพมหานคร พร้อมกุญแจ​ และรถยนต์ ฮอนด้า ซีวิค สีเทา หมายเลขทะเบียน ชศ-4518 กรุงเทพมหานคร พร้อมกุญแจ​ โดยจับผู้ต้องหา​ได้ที่บริเวณริมถนนหมู่บ้านหาดสะแก หมู่ที่ 7 ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์​ โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยผิดกฏหมาย”

         จากการสืบสวนทราบว่าจะมีขบวนการลำเลียงยาเสพติดรายใหญ่จากภาคเหนือลงมาจำหน่ายให้กับลูกค้าที่กรุงเทพมหานคร​ และใกล้เคียง​ โดยใช้รถยนต์ดังกล่าว​ ลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือโดยใช้เส้นทาง จังหวัดเชียงใหม่, ลำพูน, ลำปาง, ตาก, กำแพงเพชร และนครสวรรค์​ เข้าสู่ถนนพหลโยธินบริเวณอำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ จึงได้วางกำลังเพื่อวางแผนเฝ้าสังเกตการณ์ จนกระทั่งต่อมาเวลาประมาณ 05.00 น. พบเห็นรถยนต์ดังกล่าวทั้งสองคัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แบ่งกำลังเฝ้าติดตามมาจนกระทั่งรถยนต์ดังกล่าว​ ถึงถนนบริเวณ หมู่บ้านหาดสะแก หมู่ที่ 7 ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ เจ้าหน้าที่​จึงได้แสดงตัวเพื่อเข้าทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบ ยาบ้าบรรทุกมาภายในรถ ประมาณ 8​ แสนเม็ด​

         สอบสวน​ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ว่ายาเสพติด (ยาบ้า) ดังกล่าว ตนเองกับพวกที่หลบหนีได้รับว่าจ้างจากนายทุนให้นำยาเสพติดดังกล่าวไปส่งให้กับลูกค้าในกรุงเทพ มหานครและบริเวณใกล้เคียง ได้ค่าว่าจ้างครั้งนี้เป็นเงิน 5​ หมื่นบาท​ และรับสารภาพ​ว่ารับงานครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2​ โดยรถยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า ซีวิค สีเทา หมายเลขทะเบียน ชศ-4518 กรุงเทพมหานคร ได้ขับรถหลบหนีมาแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เฝ้าติดตามมาจนกระทั่งเวลาประมาณ 08.20 น.รถคันดังกล่าวมาถึงบริเวณปั๊มน้ำมันปตท. ถนนกาญจนาภิเษก (ขาเข้าบางบอน) แขวงคลองบางพราน เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเฝ้าติดตามได้แสดงตัวเพื่อเข้าทำการจับกุมและตรวจค้น​ จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาทั้ง 4 คน พบว่า นายอภิชัย แน่นอุดร หนึ่งในผู้ต้องหา มีประวัติการดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติดมาหลายครั้ง ในข้อหา จำหน่ายยาเสพติดฯ โดยถูกจำคุก เป็นเวลา 3 ปีจึงได้จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน บช.ปสเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

          คดีที่สอง กก.สส.บก.น.1 ร่วมกับ สน.ราษฎร์บูรณะ จับกุมแก๊งสาวประเภทสองแฮกไลน์ และเฟสบุ๊ค หลอกผู้เสียหายนำเงินเข้าบัญชี แล้วโอนเงินเข้าบัญชีอื่น มูลค่าความเสียหาย 4,200,000 บาท โดยการนำของ​ พล.ต.ต.สำเริง สวนทอง ผบก.น.1 พร้อมด้วย พ.ต.อ.นครินทร์ สุคนธวิท​ รอง​ ผบก.น.1, พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร ผกก.สส.บก.น.1, พ.ต.ท. ธัชพงศ์ วงศ์พัฒนานิวาศ รอง ผกก.สส.บก.น.1, พ.ต.ท.คุณประโยชน์ อารีย์รัตนะนคร รอง ผกก.สส.สน.ราษฎร์บูรณะ, พ.ต.ต.กฤษฎา นาคประสิทธิ์ และ พ.ต.ต.เกรียงไกร ใจสุทธิ์ สว.สส.บก.น.1

          ได้ร่วมกันทำการจับกุมนายศุภฤกษ์ กรุดบาง อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญามีนบุรี ที่738/2562 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2562 จับกุมวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 (ผู้จัดหาบัญชี,ถอนเงิน),นายวินัย ฟักเฟื่อง อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรีที่ 446/2562 ลง 12 พฤศจิกายน 2562 จับกุมวันที่ 30 พฤศจิกายน2562 (ถอนเงิน/โอนเงิน,เจ้าของบัญชีรับโอนเงิน),นายอนุกูล หรั่งแร่ อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาของ สภ.รัตนาธิเบศร์​ และสน.ประเวศ แจ้งข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 (ถอนเงิน/โอนเงิน,เจ้าของบัญชีรับโอนเงิน) และนายวุฒิชัย ศรีสุวอ อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ จ.590/2562 ลง 21 ตุลาคม 2562 จับกุมวันที่ 28 ตุลาคม 2562 (ถอนเงิน/โอนเงิน,เจ้าของบัญชีรับโอนเงิน)

          โดยกล่าวหาว่า “ร่วมฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ซึ่งยังมีกลุ่มผู้ต้องหาตามหมายจับที่หลบหนีอีกจำนวน 2 ราย เป็นหญิงชาวลาว 1 ราย ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมสั่งการ​ และเป็นชาวไทย 1 รายซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีรับโอนเงิน/ถอนเงิน (ของสงวนนาม)

          จากการที่เจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.น.1 ได้ทำการสืบสวนจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดในการปลอมเฟซบุ๊กและไลน์หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน และได้มีการจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าวไปแล้วนั้น ต่อมาได้รับการประสานข้อมูลจาก สภ.รัตนาธิเบศร์ และสน.ประเวศ ว่าเมื่อวันที่ 21 และ 24 ตุลาคม 2562 มีผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพไปทำการหลอกลวงให้โอนเงินซึ่งมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดในลักษณะคล้ายกัน

          จึงได้ทำการสืบสวนสอบสวนพบว่ากลุ่มคนร้ายใช้วิธีการสร้างบัญชีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กและไลน์ปลอมของเหยื่อ​ ที่มีฐานะดี มีชื่อเสียงจากนั้นจึงติดต่อหลอกลวงบุคคลที่เหยื่อรู้จักให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารเมื่อมีผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่เตรียมไว้จากนั้นคนร้ายก็ทำหน้าที่ถอนเงินสดออกจากบัญชีธนาคาร และปิดบังอำพรางเส้นทางการเงินโดยการโอนเงินและฝากเงินที่ได้จากการกระทำความผิดไปยังบัญชีอื่นๆ​ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ (ชายแดนลาว)

          ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวทำให้สืบทราบว่ากลุ่มคนร้ายได้ร่วมกันกระทำความผิดจำนวนหลายคน โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจนและมีการประสานงานกันเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหายและเพื่อให้ยากต่อการสืบสวนติดตามของเจ้าหน้าที่ตำรวจจากการสืบสวนพบว่ากลุ่มแก๊งดังกล่าวได้กระทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนเงิน 4,200,000 บาท ในท้องที่ สน.ประเวศ,สน.คันนายาว,สน.ทองหล่อ และ สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี

          จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มคนร้ายนี้ มีหญิงชาวลาวร่วมกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายอยู่ประเทศลาวและใช้งาน นายศุภฤกษ์ฯ เป็นผู้จัดหาบัญชี (สาวประเภท 2) รับเงินจากผู้เสียหาย และร่วมกับนายวินัยฯ (สาวประเภท 2) และนายอนุกูลฯ (สาวประเภท 2) ทำหน้าที่ ถอนเงิน โอนเงิน และนายวุฒิชัยฯ ทำหน้าที่ ถอนเงิน โอนเงิน ของผู้เสียหายไปยังบัญชีอื่นเพื่อปกปิดอำพรางเส้นทางการเงิน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งให้ พงส. ดำเนินการสอบสวนและขออนุมัติหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาได้     

          จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีผู้เสียหายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบพบ จำนวน 4 ราย ความเสียหายประมาณ 4.2 ล้านบาทเข้าแจ้งความที่ หลายท้องที่ เพื่อดำเนินคดีกลุ่มคนร้าย ในความผิดดังกล่าว พงส.   ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ และจนกระทั่งมาถูกจับกุมดังกล่าว รายละเอียดความเสียหาย ดังนี้

  1. สน.ประเวศ 1 รายความเสียหาย 1,000,000 บาท แจ้งความเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562
  2. สน.คันนายาว 1 รายความเสียหาย 400,000บาท แจ้งความเมื่อวัน​ที่ 8 ตุลาคม 2562
  3. สน.ทองหล่อ 1 รายความเสียหาย 300,000 บาท แจ้งความเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2562
  4. สภ.รัตนาธิเบศร์ 1 รายความเสียหาย 2,500,000บาท แจ้งความเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2562​ รวมมูลค่าความเสียหาย 4,200,000 บาท

          กอง​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ ขอฝากประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนให้ระมัดระวังในการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยพวกมิจฉาชีพจะใช้ช่องทางผ่านสื่อสังคมออนไลน์และฉวยโอกาสหลอกให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินจนก่อให้เกิดความเสียหาย จึงขอประชาสัมพันธ์เป็นการป้องกันให้ดำเนินการตรวจสอบหรือยืนยันตัวบุคคลทุกครั้งในการสื่อสารสำหรับการทำธุรกรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อความถูกต้องและปลอดภัย

Cr.ทีมงานประชาสัมพันธ์ บช.น.
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

เจ้าของโต้เสียงครหา ไฟไหม้ตลาดแม่กิมเฮง ขอใช้วิกฤตเป็นโอกาส จนท.พบจุดต้นเพลิง

          วันที่ 2 ธันวาคม 2562 เวลา​ 16.45 น.: เจ้าของโต้เสียงครหา ไฟไหม้ตลาดแม่กิมเฮง ยันไม่มีการเผาไล่ที่ หรือขัดแย้งกงสี ขอใช้วิกฤตเป็นโอกาส ปรับปรุงตลาดใหม่ พร้อมช่วยเหลือผู้ค้า เจ้าหน้าที่เข้าตรวจพบจุดต้นเพลิง

          จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ตลาดใหม่กิมเฮง ตลาดเอกชน ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนคร (ทน.) นครราชสีมา เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ส่งผลให้ร้านค้าในตลาดได้รับความเสียหาย มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น อ่านข่าว ไฟไหม้ตลาด กลางเมืองโคราช ระดมรถดับเพลิงกว่า 30 คัน เสียงระเบิดดังตลอดเวลา

          ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ 2 ธ.ค.62​ พล.ต.ต.จิตรจรูญ ศีรวนิชย์ รอง ผบช.ภ.3 พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุจินต์ นิจพาณิชย์ ผบก.ภ.จ.นครราชสีมา,พ.ต.อ สนธยา แต่แดงเพชร รอง ผบก.ภ.จ.นครราชสีมา รรท.ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 3 ได้ลงพื้นที่ตรวจหาร่องรอยที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุเพลิงไหม้ เพื่อเก็บรวบรวมพยานหลักฐานนำส่งตรวจพิสูจน์ตามกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์

          ส่วนบริเวณรอบๆ สถานที่เกิดเหตุได้ระดมกำลังอำนวยการจราจรและตั้งแนวป้องกันบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่ ทั้งนี้ นายสุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศบาลนครนครราชสีมา พร้อมเจ้าหน้าที่ได้ตั้งโต๊ะริมทางเดินเท้าให้บริการเยียวยา ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอัคคีภัย ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ขอใช้พื้นที่ประกอบอาชีพชั่วคราว จากการตรวจสอบพบพื้นที่โซน 1 ขนาดประมาณ 1 ไร่ ด้านถนนสุรนารีได้รับความเสียหายถูกเพลิงเผาวอดรวมทั้งลุกลามไปยังอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้น จำนวน 2 คูหา ส่วนด้านถนนโพธิ์กลาง โครงสร้างอาคารถูกความร้อนทำให้หลังคาทรุดพังลงมา พบผู้ประกอบการได้ทยอยมาร้องขอเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบทรัพย์สิน ส่วนใหญ่เน้นค้นหาเอกสารรายชื่อลูกค้าและเงินสด

          จากคำให้การของพยานแวดล้อม ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลอยู่ในช่วงเกิดเหตุเพลิงไหม้ ระบุตรงกันว่าได้ยินเสียงดังคล้ายไฟฟ้าลัดวงจรที่แผงควบคุมระบบไฟฟ้าภายใน จากนั้นพบเห็นต้นเพลิงเกิดขึ้นบริเวณด้านหลังร้านจอสดอกไม้สด ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามวัดสะแก ได้พยายามช่วยกันดับไฟทั้งหาน้ำมาสาดและใช้ถังเคมีฉีด เนื่องจากเปลวเพลิงได้ไหม้พวงหรีดที่ใช้โฟมและดอกไม้แห้งเป็นวัสดุหลัก จึงเป็นเชื้อไฟอย่างดีประกอบกับลมหนาวพัดกระโชกด้วย ก่อนจะลุกลามอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่เก็บรวบรวมหาพยานหลักฐานที่จุดดังกล่าวค่อนข้างนาน เบื้องต้นน่าเชื่อต้นเพลิงเกิดขึ้นที่บริเวณดังกล่าวแต่ไม่สามารถยืนยันสาเหตุที่แท้จริงได้

          ต่อมานายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา ได้เรียกผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมห้องประชุมสำนักงาน ทน.นครราชสีมา เพื่อสรุปหาสาเหตุและข้อสรุปแนวทางเยียวยาให้ความช่วยเหลือ แต่ความเสียหายไม่เข้าหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุกรณีใช้งบประมาณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เนื่องจากไม่ใช่บ้านพักอาศัย โดยเป็นสถานที่ประกอบการค้า จึงสำรองเงินช่วยเหลือกรณีเครื่องมือ เครื่องใช้และทุนประกอบการอาชีพรายละไม่เกิน 11,000 บาท

          นายปริญญา พัฒนะภูทอง ผู้อำนวยการตลาดใหม่แม่กิมเฮง เปิดเผยว่า ตลาดเอกชนแห่งนี้ได้เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 19 ม.ค.32 มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 8 ไร่ โซน 1 ซึ่งเป็นสถานที่ขายของใช้เบ็ดเตล็ดและสินค้าอุปโภค บริโภคได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ โดยมีผู้ประกอบการทั้งสิ้น 72 ราย ได้รับผลกระทบ ทางตลาดมิได้นิ่งนอนใจหากหน่วยงานราชการได้คืนพื้นที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุเพลิงไหม้ แต่บางส่วนมีปัญหาเรื่องโครงสร้างที่อาจไม่ปลอดภัย จะเร่งปรับปรุงโครงสร้าง เพื่อจัดแบ่งพื้นที่ขายโซน 3 ด้านหลังแผงขายอาหารสำเร็จรูป ซึ่งสามารถรองรับได้ทั้งหมด

          อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2537 ตลาดแห่งนี้เคยประสบเหตุเพลิงไหม้โซน 2 ซึ่งเป็นตลาดผ้าแต่ความเสียหายไม่รุนแรงเท่ากับครั้งล่าสุดซึ่งประเมินกว่า 50 ล้านบาท ส่วนเสียงครหาต่างๆ จากผู้ไม่หวังดี ทั้งเผาเอาประกัน เผาไล่ที่ เตรียมขายให้นายทุนหรือกงสีมีปัญหาขัดแย้ง ขอยืนยันไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด สาเหตุเกิดจากอุบัติเหตุ เราขอยืนยันจะใช้วิกฤตเป็นโอกาส สร้างตลาดใหม่ให้ทันสมัยและถูกหลักสุขาภิบาล เพื่อให้เป็นตลาดเอกชนที่ดีที่สุดของภาคอีสาน

          ด้านนายสุรวุฒิ นายก ทน.นครราชสีมา กล่าวว่า ทน.ได้เตรียมกางเต็นท์ภายในวัดสะแกและพื้นที่ข้างตลาดสดเทศบาล 5 (ตลาดประตูไชยณรงค์) รองรับพ่อค้าแม่ค้าจำนวน 72 ราย ได้มีพื้นที่ประกอบอาชีพชั่วคราวและหากตำรวจอนุญาตให้ใช้พื้นที่บางส่วนได้ เราจะเร่งฟื้นฟู ช่วยผู้ประกอบการขนย้ายสิ่งของที่ถูกเพลิงไหม้ออก เพื่อปรับปรุงให้ทุกคนมีพื้นที่ทำกิน

Cr.ตุ๋ย-อาชญากรรม-หน.ศูนย์ข่าวสยามรัฐ-ข่าวยุทธศาสตร์-ข่าวพิมพ์ไทย-นครราชสีมา
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบสวน​สตม. รวบหนุ่มผิวสี จ้างหญิงไทยขนไอซ์ไปญี่ปุ่น มูลค่าไอซ์ถ้าไปถึงญี่ปุ่นร่วม 9 ล้านบาท

         วันนี้ วันอังคาร​ที่​ 3 ธ.ค.62​ เวลา​ 10.00​ น.ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พรชัย ขันตี รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รอง ผบช.ตชด. ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.ภ.2 ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.กฤชมงกุฎ บูรณะภักดี ผกก.2 บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุม ขบวนการขนไอซ์ข้ามชาติ

          พล.ต.ต.พรชัยฯ​ กล่าว​ว่า​ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สส.สตม.ได้จับกุม นายอูเชนน่า (UCHENNA) อายุ 32 ปี สัญชาติไนจีเรีย (ผู้ต้องหาที่ 1) และนางปภาพร อายุ 37 ปี สัญชาติไทย (ผู้ต้องหาที่ 2) พร้อมของกลางไอซ์ น้ำหนักประมาณ 520 กรัม โดยก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สืบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นกรณีมีผู้หญิงไทยถูกจับกุมที่ประเทศญี่ปุ่น จำนวนหลายราย ขณะพยายามลักลอบนำไอซ์เข้าประเทศญี่ปุ่น

          จนกระทั่งทราบว่า มีแก๊งแอฟริกันลักลอบจำหน่ายยาเสพติด และลักลอบขนยาเสพติดไปยังประเทศญี่ปุ่น อยู่เบื้องหลัง จึงได้ทำการสืบสวนจนได้รับแจ้งจากสายลับซึ่งได้รับการติดต่อจากแก๊งของนายอูเชนน่าฯ ว่าจะจ้างให้ลักลอบขนไอซ์ไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยจะให้ค่าจ้างประมาณ 500,000 บาท ซึ่งแก๊งของนายอูเชนน่าฯ ได้นัดหมายให้สายลับเตรียมเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นพร้อมลักลอบขนไอซ์ โดยวิธีการซุกซ่อนไปในช่องคลอด โดยให้เดินทางในคืนวันที่ 30 พ.ย.62 และนัดมาหมายให้สายลับมารอรับไอซ์ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่าน ถ.อุดมสุข

          เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้วางแผนเพื่อเข้าทำการจับกุม จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น.ได้สังเกตุ​เห็นรถยนต์กระบะ ทะเบียน กทม. ขับเข้ามาภายในโรงแรมที่เกิดเหตุหลังจากนั้น ได้มีนางปภาพรฯ เดินทางลงจากรถ​ และเข้าไปพบกับสายลับภายในห้องพักของสายลับ พร้อมกับนำไอซ์ ซึ่งบรรจุเป็นแท่งห่อหุ้มด้วยถุงยางอนามัย จำนวน 2 แท่ง พร้อมทั้งแนะนำวิธีการซุกซ่อนไอซ์ไว้ในช่องคลอด เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้เข้าแสดงตัวและจับกุมนางปภาพรฯ พร้อมทั้งเข้าจับกุมนายอูเชนน่าฯ ที่รออยู่ภายในรถยนต์คันดังกล่าว ได้พร้อมของกลางเป็นไอซ์ จำนวน 2 แท่ง น้ำหนักรวมประมาณ 520 กรัม รถยนต์กระบะ จำนวน 1 คัน เงินสดสกุลดอลลาร์ จำนวน 800 ดอลลาร์

          โดยแจ้งข้อหาทั้ง 2 คน “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” และแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมนายอูเชนน่าฯ ว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” เบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จากนั้นจึงได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวนกอง​บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด​ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป อนึ่ง หากไอซ์ล็อตนี้สามารถลักลอบเข้าประเทศญี่ปุ่นได้ จะมีมูลค่าถึง กรัมละ 17,000 บาท หรือ รวมประมาณ 8,840,000 บาท

          พล.ต.ต.พรชัยฯ​ ขอ​ฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทย​ และสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับและมีเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

น.2​ ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา ทำความสะอาด ถนนเจริญกรุง วัดเล่งเน่ยยี่เยาวราช

น.2​ ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา ทำความสะอาด ถนนเจริญกรุง วัดเล่งเน่ยยี่เยาวราช

          วันนี้ 3 ธ.ค.62 เวลา 05.00 น.: พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. พร้อมด้วยข้าราชการทหาร ตำรวจ และประชาชนจิตอาสา ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา ทำความสะอาด ณ​ ถนนเจริญกรุง วัดเล่งเน่ยยี่ เยาวราช

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สตม.รวบชาวจีน ใช้หลักฐานเท็จยื่นทำบัตรประชาชนและหนังสือเดินทางไทย”

         วันนี้ วันอังคาร​ที่​ 3 ธ.ค.62​ เวลา​ 10.00​ น.ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พรชัย ขันตี รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รอง ผบช.ตชด. ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.ณัฐวัฒน์ การดี ผบก.ตม.4, พล.ต.ต.ชำนาญ ชำนาญเวช ผบก.ตม.5, พล.ต.ต.พีรวัส บุญลอย ผบก.ตม.6, พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.ภ.2 ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบก.ปส.3 ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.มานะ นาคทั่ง รอง ผบก.ภ.จ.นครศรีธรรมราช ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.สมพงษ์ มั่นหมาย ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.ทล. ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.
กฤชมงกุฎ บูรณะภักดี ผกก.กก.2 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ปฏิญญา จีรชนาสิน ผกก.กก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.ท.เอกสิทธิ์ ปานสีทา รอง ผกก.กก.4 บก.สส.สตม.

         ชุดจับกุมประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ตม.จ.สงขลา, ตม.จ.ร้อยเอ็ด, ตม.จ.ชัยภูมิ, กก.2 บก.สส.สตม., กก.4 บก.สส.สตม. และ ชุด ศปชก.สตม. ร่วมแถลงข่าวผลการติดตามจับกุมเครือข่ายชาวจีนนำหลักฐานเท็จยื่นสวมทำบัตรประชาชนไทยและหนังสือ เดินทางประเทศไทย พฤติการณ์กล่าวคือ ด้วยเมื่อวันที่ 13 พ.ย.2562 ตม.จ.สงขลา ได้จับกุมตัวชาย ไม่ทราบชื่อ -นามสกุล ไม่ทราบสัญชาติ อ้างตัวชื่อนายอภิสิทธิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี พร้อมหนังสือเดินทางประเทศไทย โดยกล่าวหาว่า “ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” ตาม ป.อาญา ม.264, 265, 268

          ก่อนเกิดเหตุนายหลินฯได้เดินทางออกจากประเทศจีนมาทำธุรกิจที่ประเทศเพื่อนบ้านอยู่เป็นเวลานานจนหนังสือเดินทางหมดอายุ ต่อมาได้มีกลุ่มขบวนการนายหน้า สัญชาติจีน ได้ประกาศโฆษณาทางแอพพลิเคชั่นวีแชท (WeChat) ว่า สามารถทำบัตรประชาชนและหนังสือเดินทางไทยของจริงได้ภายในเวลา 10 วัน จนนายหลินฯ​ หลงเชื่อ และจ่ายเงินจำนวน 3 แสนหยวน (ประมาณ 1.2 ล้านบาท) ต่อมา นายหลินฯ​ ได้หลบหนีเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติโดยมีขบวนการดังกล่าวให้การช่วยเหลือ หลังจากนั้นกลุ่มนายหน้าชาวจีนจึงว่าจ้างกลุ่มนายหน้าคนไทยซึ่งทำหน้าที่หาข้อมูลคนไทยที่ไม่เคยมีบัตรประชาชนหรือคนไทยที่สาบสูญ พาไปทำบัตรประชาชน โดยวิธีการสร้างหลักฐานเท็จและใช้ผู้รับรองอันเป็นเท็จ

          จนเจ้าหน้าที่หลงเชื่อออกเอกสารบัตรประชาชนและหนังสือเดินทางไทยให้ เมื่อได้รับหนังสือเดินทางเรียบร้อยแล้ว นายหลินฯ​ พยายามใช้หนังสือเดินทางไทยที่เพิ่งได้รับมาเดินทางออกทางด่าน ตม.สะเดา แต่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองพบข้อพิรุธคือ ไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ จึงใช้ระบบไบโอเมตริกส์ (Biometrics) สืบค้นข้อมูลพบว่า นายหลินฯ​ เคยและใช้หนังสือเดินทางจีนอีกเล่มหนึ่งเดินทางเข้า – ออก ประเทศไทยเมื่อปี 2557 จนเป็นเหตุไปสู่การจับกุมขยายผลเครือข่ายขบวนการดังกล่าว ได้ทั้งหมด 7 คน เป็นคนสัญชาติจีน 3 คน และคนไทย 4 คน เบื้องต้นชุดสืบสวนสอบสวนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับเครือข่ายทั้งหมดในข้อหา “ร่วมกันให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายนั้นพ้นจากการจับกุม” รวมไปถึงร้องทุกข์กล่าวโทษความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมฯ การจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ในท้องที่ที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ชุดสืบสวนฯ สตม. ยังคงขยายผลหาเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิดในระดับสั่งการเพื่อติดตามจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอ​ฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทย และสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และมีการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.1​ รวบหนุ่มไทยเปิดร้านนวด สปาบังหน้า หาเด็กสาววัยใสให้บริการอ้างรายได้ดี สุดท้ายเป็นเหยื่อค้ามนุษย์

         วันนี้ วันอังคาร​ที่​ 3 ธ.ค.62​ เวลา​ 10.00​ น.ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พรชัย ขันตี รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รอง ผบช.ตชด. ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.เจนกมล คำนวล รอง ผบก.ตม.1 และ พ.ต.อ. ชัชวาลย์ ทิพย์พิชัย ผกก.สส.บก.ตม.1 ร่วมกันแถลงข่าว จับหนุ่มไทยเปิดร้านนวดสปาบัง หน้า หาเด็กสาววัยใสชุดนักเรียน นักศึกษาให้บริการ อ้างรายได้ดีสุดท้ายเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ มีโฆษณาขายบริการทางเว็บไซด์

         พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าว​ว่า​ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.1 ได้สืบทราบข้อมูลจากสื่อโซเชียลว่า มีร้าน​ BEDROOM SPA (เบดรูมสปา) เปิดบริการเป็นร้านนวดสปา โดยมีการโฆษณาเผยแพร่ภาพและข้อมูลผ่าน ทางเว็บไซต์ http:// www… clubwebboard .net/ ซึ่งมีลิงค์เชื่อมโยงกับเว็บบอร์ดของร้านได้ โดยที่ทางร้านได้โฆษณาเผยแพร่ภาพของหญิงสาววัยรุ่นจำนวนหลายคน พร้อมข้อความเชิญชวนในลักษณะค้าประเวณีและสนองทางเพศในรูปแบบอื่นอย่างโจ่งแจ้ง อีกทั้งยังมีข้อความระบุว่าหญิงสาววัยรุ่นตามภาพนั้นเป็นเด็กนักเรียนมัธยม มีหมายเลขโทรศัพท์แอปพลิเคชั่นไลน์ของร้านไว้เป็นช่องทางติดต่อในการส่งภาพถ่ายพนักงานนวดให้ลูกค้าเลือกก่อนมาใช้บริการ ซึ่งภาพถ่ายพนักงานนวดส่วนใหญ่จะเป็นหญิงสาวหน้าตาดี แต่งกายวาบหวิว เสื้อผ้าน้อยชิ้น และเน้นโชว์สรีระรูปร่าง บริเวณหน้าอก และบั้นท้าย เป็นส่วนใหญ่เพื่อเป็นการดึงดูดลูกค้าให้สนใจมาใช้บริการ

          เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สืบสวน บก.ตม.1 จึงได้วางแผนเข้าทำการจับกุม โดยให้สายลับติดต่อกับทางร้านผ่านทางแอปพลิเคชั่นไลน์ของทางร้านเพื่อขอใช้บริการ ซึ่งทางร้านได้ส่งข้อมูลราคาค่าบริการพร้อมภาพพนักงานนวดเด็กสาวให้เลือกก่อนมาใช้บริการจริง โดยสายลับได้เลือกติดต่อพนักงานนวดที่เข้าข่ายอายุไม่เกิน 18 ปี จำนวน 3 คน คือ น้องเอ น้องบี และน้องซี (นามสมมุติ) อัตราค่าบริการคนละ 1,900 บาท/ชั่วโมง รวมเป็นเงิน 5,700 บาท โดยที่เด็กสาวจะให้บริการโดยใช้มือและปากสำเร็จความใคร่ให้กับลูกค้า แต่ถ้าหากลูกค้าต้องการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กสาวด้วย จะต้องจ่ายเงินเพิ่มให้เด็กสาวอีก ในอัตรา 1,500–3,000 บาท แล้วแต่จะตกลงราคากันได้ สายลับได้โอนเงินค่ามัดจำในการจองก่อนเป็นเงิน 1,000 บาท ผ่านทางบัญชีธนาคารฯ ของนายแมน (นามสมมุติ) (ผู้ถูกจับ)

          และเมื่อสายลับเดินทางไปถึงร้านดังกล่าวตามเวลาที่นัดหมายกับทางร้าน ได้พบ นายแมนฯ ซึ่งแสดงตนเป็นผู้ดูแลร้านและได้เรียกพนักงานนวดทั้ง 3 คนที่สายลับได้เลือกไว้มาต้อนรับที่บริเวณห้องโถงรับแขก สายลับจึงได้มอบธนบัตรจำนวน 4,900 บาท (ค่าบริการพร้อมทิป​ ซึ่งได้ลงประจำวันไว้แล้ว) มอบให้แก่นายแมนฯ จากนั้นสายลับได้ขึ้นไปที่ห้องนวด ซึ่งอยู่ชั้น 2 ของร้านพร้อมกับพนักงาน และเมื่อทราบแน่ชัดสายลับได้ส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมที่เฝ้าอยู่ให้เข้าทำการจับกุม ขณะเข้าทำการจับกุม

          พบภายในร้านมีหญิงสาววัยรุ่นรอให้บริการกับลูกค้าอีกประมาณ 10 คน ซึ่งบางคนแต่งเครื่องแบบของสถาบันการศึกษาระดับต่างๆด้วย และจากการตรวจค้นบริเวณเคาน์เตอร์คิดเงิน​ และตรวจค้นตัวนายแมนฯ พบสมุดลงเวลาการทำงานของพนักงานในร้าน จำนวน 2 เล่มวางอยู่ในลิ้นชักเคาน์เตอร์คิดเงิน และพบธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้ออยู่ภายในกระเป๋ากางเกงด้านซ้ายของนายแมนพบโทรศัพท์มือถือ ซึ่งภายในเครื่องมีรูปภาพเปลือยของเด็กสาว​ และพนักงานหญิงของร้านจำนวนมากนอกจากนี้ยังพบถุงยางอนามัยที่ใช้แล้วอยู่ในถังขยะในห้องนวดอีกด้วย

          เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สืบสวน บก.ตม.1 จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา ให้ผู้ถูกจับ ทราบว่า “ค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบทางเพศรูปแบบอื่น,เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปซึ่งเด็กเพื่อให้เด็กนั้นจะทำการค้าประเวณี แม้เด็กนั้นจะยินยอมก็ตาม,เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจาร โดยกระทำแก่เด็กอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปีแม้เด็กนั้นจะยินยอมก็ตาม,บังคับขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด,ประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพโดยไม่ได้รับอนุญาต,ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น” ส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอ​ฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร​ กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ทีมสืบเมืองโคราช จมูกไว​ ตามลากคอ โจรฉกคูโบต้า

ตำรวจโคราชตามรวบโจรขโมยเครื่องสูบน้ำคูโบต้าของชาวบ้าน ยอมเปิดปากรับสารภาพตระเวณก่อเหตุมาแล้วในหลายพื้นที่

         วันที่ 2 ธ.ค.2562 เวลา 13.00 น.​ จ.นครราชสีมา​ : ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.จิตรจรูญ ศรีวนิชย์​ รอง ผบช.ภ.3 พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.สุจินต์ นิจพานิชย์ ผบก. ภ.จ.นครราชสีมา, พ.ต.อ.ธีรภัทร์ มณีศรี รอง ผบก.ฯ ปรก.รอง ผบก.ภ.จ.นครราชสีมา และ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจับกุมของกก.สส.ภ.จ.นครราชสีมา ร่วมกันแถลงข่าวผลงานการจับกุมตัวผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ที่ของผู้ที่มีอาชีพกสิกรรม หรือ เครื่องมือที่มีไว้สำหรับประกอบ
อาชีพกสิกรรมในเวลากลางคืน

          พล.ต.ต.จิตรจรูญฯ เปิดเผยว่า ทั้งนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 8 พ.ย.62​ ที่ผ่านมา ได้รับรายงานจากชุดสืบสวนที่รับการประสานงานจากพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา ว่า ผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์เกี่ยวกับกรณีมีเครื่องยนต์สำหรับประกอบอาชีพกสิกรรม​ (เครื่องยนต์คูโบต้า) ถูกคนร้ายขโมยไปจากพื้นที่ อ.สีดา จ.นครราชสีมา หลายเครื่อง จึงสั่งการให้ชุดสืบสวนทำการลงพิ้นที่ออกหาข่าวสืบสวนสอบสวนทันที

          พล.ต.ต.จิตรจรูญฯ เปิดเผยอีกว่า จากการสืบสวนสอบสวนพบพยานหลักฐานสำคัญในที่เกิดเหตุที่สามารถเชื่อมโยงไปถึงตัวคนร้ายผู้ประกอบเหตุ จึงขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหา โดยสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางได้ที่จังหวัดมหาสารคาม และ จังหวัดเพชรบูรณ์ ทราบชื่อต่อมาคือ นายอดิศุร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม และ นางจินตนา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม

         รอง ผบช.ภ.3 กล่าวต่ออีกว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา อีกทั้งยังรับสารภาพว่า ก่อนที่จะถูกจับกุมเคยตระเวณก่อเหตุในพื้นที่จ.บุรีรัมย์, จ.ชัยภูมิ และจ.ขอนแก่น มาแล้วหลายครั้ง ภายหลังการสอบสวนจึงควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.บัวลาย จ.นครราชสีมา ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งสอบสวนเชื่อมโยงในพื้นที่​ ที่เกี่ยวข้อง หากพื้นที่​ ที่ได้รับแจ้งเหตุในลักษณะเดียวกัน ขอให้ประสานได้โดยตรงที่ สภ.บัวลาย จ.นครราชสีมา ได้ทันที

Cr.ตุ๋ย-อาชญากรรม-หน.ศูนย์ข่าวสยามรัฐ-ศูนย์ข่าวยุทธศาสตร์-ข่าวพิมพ์ไทย-นครราชสีมา
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ดร.เซปิง อัพหน้าอก “ลินดา”เป็นตัวแทนไทย ชิงมงกุฎมีสซิส ยูนิเวิร์ส ระดับโลก

“ลินดา เชอมิดท” นางแบบลูกครึ่งไทย-อเมริกัน มิสซิสยูนิเวิร์สไทยแลนค์ เสริมหน้าอกคัพ C ประชันเวทีโลก อวดความงามชิงมงกุฎมิสซิส ยูนิเวิร์ส 2019​ ที่ประเทศจีน เผยพึ่งผ่าตัดครบ 24 ชม.ข่าวดีเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับหญิงไทยที่อยากสวยผ่าตัดเสริมหน้าอกให้ฟรี

          วันที่ 2 ธ.ค.62 : ดร.เซปิง ไชยศาสน์ ประธานโครงการศัลยกรรมความงามเฟซออฟ และ​ “ลินดา เชอมิดท” นางแบบสุดเซ็กซี่ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน มิสซิสยูนิเวิร์สไทยแลนค์ 2019 ร่วมกันแถลงข่าวผลการผ่าตัดเสริมหน้าอกเป็นคัพ C ก่อนบินไปเป็นตัวแทนไทยอวดความงามพร้อมประชันขาอ่อนบนเวทีโลกชิงมงกุฎมิสซินิเวิร์ส 2019 ที่ประเทศจีนโดยเข้าร่วมโครงการเฟซออฟ

          ดร.เซปิงฯ กว่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งสนับสนุนการประกวด สานฝันเสริมหน้าอกด้วยเทคนิค Angel breast ติดปีกนางงามให้เป็นนางฟ้าหลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดเสริมหน้าอกเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.62​ ที่ผ่านมากับโครงการเฟซออฟ “ลินดา” ได้มาปรึกษาว่ามีเวลาแค่ 2 อาทิตย์ทำอย่างไรจะให้ผ่าตัดหน้าอกได้เสร็จแล้วไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน เพราะหลังผ่าตัดต้องมีกิจกรรมแน่นมากเช่นการซ้อมเต้น การซ้อมเดิน ออกอีเว้นท์แทบจะทุกวัน เราจึงต้องเลือกวิธีการผ่าตัดที่ดีและปลอดภัยที่สุดให้กับลินดาฯ น้องเป็นตัวแทนคนไทย​ จึงอยากสนับสนุนช่วยเหลือเพื่อให้ลินดาฯ​ มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นสู่เวทีระดับโลก

          ด้านนางบบสุดเซ็กซี่ลูกครึ่งไทยอมริกัน ลินดาฯ เผยว่า การประกวดครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวค่อนข้างน้อย ก็รู้สึกดีใจและภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนผู้หญิงไทยครั้งนี้มาก ถึงแม้เราจะเป็นคุณแม่แล้ว แต่ก็เป็นคุณแม่ที่ดูแลตัวเองได้ดีเพราะด้วยอาชีพนางแบบทำให้เราต้องฟิตและเฟิร์มอยู่เสมอ การที่จะไปประกวดบนเวทีโลกชิงมงกุฎ​ มิสซิสยูนิวิร์ส 2019 ที่ประเทศจีน ลินดาฯ คาดหวังกับเวทีนี้มาก การที่เราจะดูดีก็ต้องพึ่งหน้าอกด้วยจึงตัดสินใจทำศัลยกรรมหน้าอก

          ลินดาฯ เชื่อมั่น ดร.เซปิงฯ เพราะเคยเห็น และสอบถามเคสตัวอย่างจริงที่เคยทำแองเจิลเบรส มาก่อนกับโครงการ จึงมั่นใจมากเพราะได้เห็นผลงานของโครงการเฟซออฟมาเยอะมาก ทุกคนประสบความสำเร็จสวยและปลอดภัยจริงและมั่นใจในสิ่งที่ดร. เซปิงฯ​ ทำมาตลอดคือการส่งเสริมศัลยกรรมไทย ให้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกก็ต้องขอบคุณ ดร.ซปิงฯ ไชยศสัน โครงการฟชออฟ ที่ให้การสนับสนุนชีวิตใหม่ครั้งนี้ให้กับลินดาฯ ยอมรับว่าตอนแรกๆกลัวมาก แต่กับการผ่าตัดครั้งนี้ฟื้นตัวเร็วมากสามารถแถลงข่าวได้ทันทีภายใน 24 ชม. พึ่งออกจากโรงพขาบาลก็มีงานแถลงเลยค่ะ ที่ต้องแถลงข่าวเพราะเวลาค่อนข้างกระชั้นชิดจากนี้จะต้องเตรียมตัวการประกวดซ้อมการแสดง ต้องรีบผ่ารีบหายค่ะ ก็มั่นใจมากขึ้นค่ะเป็นกำลังใจเชียร์ลินดาฯ​ ด้วยนะคะ”

          ด้าน ดร.เซปิง บอกข่าวดี ว่าโครงการเฟซออฟ ขอมอบของขวัญปีใหม่นี้ให้กับหญิงไทยที่ต้องการโอกาสเสริมหน้าอกโดยขาดทุนทรัพย์และผิดพลาดจากการเสริมหน้าอกฟรีเพื่อเป็นตัวอย่างให้ผู้หญิงไทยศัลยกรรมหน้าอกด้วย ความสวยงามและปลอดภัย เหมือนลินดาฯ ฟรี 2 ท่าน รับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธ.ค. 62 ประกาศผลผู้ที่อยู่ในหลักเกณฑ์วันที่ 15 ม.ค.63 และสมัครได้ที่ Line@dr.xeping Facebook page ด้อกเตอร์เซปิง ส่งชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร ภาพถ่ายหน้าอก และอัดคลิป บอกเล่าเรื่องราวทำไมถึงต้องการ เสริมหน้าอก Angel Breast

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

เทสโก้ โลตัส – ประกาศเลิกใช้หลอดพลาสติก ภายในสาขาทั้งหมด เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย

          วันที่​ 2 ธันวาคม 2562 : เทสโก้ โลตัส เดินหน้ายกระดับมาตรการลดใช้พลาสติกอย่างต่อเนื่อง ประกาศยกเลิกใช้หลอดพลาสติกภายในทั้ง 2,000 สาขาทั่วประเทศ ดีเดย์วันสิ่งแวดล้อมไทย ในวันที่​ 4 ธันวาคม 2562​ นี้ นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ ประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า “เป้าหมายของกลุ่มเทสโก้ในด้านบรรจุภัณฑ์ ทั้งที่ทำจากพลาสติกและวัสดุอื่นๆ คือการสร้างระบบปิดโดยการงดหรือลดใช้ (Reduce) นำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) นำบรรจุภัณฑ์กลับเข้าระบบ (Retrieve) และรีไซเคิลเพื่อกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง (Recycle) หลอดพลาสติก ใช้กันอย่างแพร่หลาย

          โดยมีการประเมินว่าในประเทศไทย มีขยะจากหลอดพลาสติกมากถึง 100 ล้านชิ้นต่อวัน หรือปีละกว่า 35,000 ล้านชิ้น ซึ่งหลอดพลาสติกไม่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ จึงเป็นที่มาของนโยบายในการเลิกใช้หลอดพลาสติกภายในเทสโก้ โลตัส ทั้ง 2,000 สาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2562​ นี้ เป็นต้นไป ซึ่งเป็นวันสิ่งแวดล้อมไทย สำหรับลูกค้าที่ซื้อเครื่องดื่มภายในเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส ถ้าหากจำเป็นต้องใช้หลอด เรามีหลอดกระดาษไว้บริการเพื่ออำนวยความสะดวก ส่วนในเทสโก้ โลตัส สาขาใหญ่ ภายในซูเปอร์มาร์เก็ตจะงดแจกหลอดพลาสติกทั้งหมด”

          นอกจากนโยบายงดใช้หลอดพลาสติกภายในสาขา เทสโก้ โลตัส ยังจัดทำโครงการ “ใส่ใจ ใส่หมอน” เชิญชวนให้ลูกค้าและประชาชน นำหลอดพลาสติกมาบริจาคเพื่อทำเป็นหมอนหลอดสำหรับผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติกแล้ว ยังเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับผู้ที่ยากไร้ในสังคมอีกด้วย โดยตลอดเดือนกันยายนที่ผ่านมา สามารถนำหลอดพลาสติกกว่า 1 ล้านหลอด กลับเข้าระบบเพื่อนำมารีไซเคิลเป็นหมอนหลอด

          “เทสโก้ โลตัส จะยังคงเดินหน้ายกระดับความเข้มข้นของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป เทสโก้ โลตัส ทุกสาขาทั่วประเทศ พร้อมกับห้างค้าปลีกชั้นนำทั่วประเทศ จะงดให้บริการถุงพลาสติกตามนโยบายของภาครัฐ เพื่อเป็นการลดขยะจากถุงพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ขอเชิญชวนลูกค้าและประชาชนร่วมกันหันมาใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมของเรา” นางสาวสลิลลาฯ กล่าวสรุป

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ คณาธิป ทรัพยสิทธิ์ (โจ๊ก) 081-843-5754, จันทร์ทิพย์ เทศทอง (ตั้ม) 080- 219-9823
E-Mail: prtescolotus@gmail.com

สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​