เยี่ยมประชาชน มอบขวัญกำลังใจ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2562 เวลา 15.30 น. พันเอก เอกพล เลขนอก ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 เข้าเยี่ยมประชาชน ในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ตำบลมะรือโบออก อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งได้รับอุบัติเหตุรถชนและได้มอบกระเช้าเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ป่วย ณ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : southpeace

แม่ทัพภาคที่ 4 – แถลงผลการตรวจค้นแหล่งพักพิง กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง เขาตาโล๊ะสะโต อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา

วันนี้ 16 ธันวาคม 2562 เวลา 09.00 น. ที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี  พลโท พรศักดิ์  พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 แถลงผลการตรวจค้นแหล่งพักพิงกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง บริเวณเขาตาโล๊ะสะโต อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลติดตามจนพบแหล่งพักพิงและซุกซ่อนอาวุธ อุปกรณ์ที่เตรียมก่อเหตุนับ 1,000 รายการ โดยมี พลตำรวจโท รณศิลป์  ภู่สาระ ผู้บังคับกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้, นายเจษฎา  จิตรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา, พลตรีอาคม  พงศ์พรหม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา, พลตำรวจตรี ปราบพาล มีมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา และ พันเอก คมกฤช  รัตนฉายา ผู้บังคับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมแถลง

     จากกรณีกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ได้สังหารหมู่ประชาชนผู้บริสุทธิ์  ที่รักษาความปลอดภัย บ้านทางลุ่ม หมู่ 5 ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต  จำนวน 15 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีก จำนวน 5 ราย  นั้น  และเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562  เจ้าหน้าที่ได้รับทราบข่าวจากแหล่งข่าวว่ามีคนร้ายจำนวน 2 ราย ที่  ก่อเหตุที่บ้านทางลุ่มเข้ามาหลบซ่อนในบ้านแนวร่วมที่บ้าน คอลอตันหยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี  จนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่  เป็นผลให้คนร้ายทั้ง 2 ราย เสียชีวิต ภายหลังได้เข้าตรวจสอบจากหลักฐานที่ตรวจยึดได้จากคนร้ายประกอบกับการขยายผลจากการซักถามภาพข่าว และภาพเหตุการณ์จนนำไปสู่ การสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย ลาดตระเวนพิสูจน์ทราบแหล่งหลบซ่อนพักพิง ของกลุ่มบุคคลเป้าหมาย ได้ปะทะกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง  ประมาณ 8 –12 คน  ซึ่งหลบหนีมาซ่อนตัว  ที่ บ้านตาโล๊ะสะโต หมู่ 6 ตำบลสะเอะ อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา

     ภายหลังทราบเหตุ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจยะลาจัดตั้งที่ทำการยุทธวิธีหน่วยเฉพาะกิจยะลา โดยจัดกำลังร่วมระหว่างหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 33 ,41 และ47 พร้อมกำลังชุดจู่โจมเคลื่อนที่ทางอากาศ ชุดปฏิบัติการจรยุทธ์รวม 13 ชุด เข้าปฏิบัติการสกัดกั้น  ไม่ให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงหลบหนี  โดยผลการปฏิบัติสามารถตรวจยึดอาวุธ และสิ่งของ ที่ใช้ในการก่อเหตุรุนแรง ได้จำนวนหลายรายการ จึงได้ขยายผลตรวจค้น บริเวณจุดเกิดเหตุ และพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบ เนื่องจากคาดว่าบริเวณดังกล่าว น่าจะเป็นฐานปฏิบัติการของกลุ่มคนร้าย ที่คาดว่า จะมีการซุกซ่อนอาวุธ  หรือสิ่งของที่ใช้ในการก่อเหตุรุนแรง จนสามารถค้นพบและตรวจยึด วัตถุพยาน  ได้ 1,288 รายการ จากจุดที่ฝังและซุกซ่อน จำนวน 42 จุด  นอกจากนี้ยังพบ เครื่องแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ทหาร ยา รวมทั้งเวชภัณฑ์ และอื่น ๆ อีกหลายรายการ

     พลโท พรศักดิ์  พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ต้องเร่งดำเนินการถึงที่สุด ไม่เช่นนั้นกลุ่มเหล่านี้จะกลับมาก่อเหตุครั้งซ้ำอีก ทั้งนี้ต้องมีการปรับแผน ในการดูแลประชาชน ดูแลความปลอดภัยตามเส้นทางต่างๆ เพราะฝ่ายตรงข้ามหาจังหวะก่อเหตุตลอดเวลา สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่อยากจะฝาก คือการแจ้งเบาะแสข่าวสาร การแจ้งเหตุจากประชาชน  เนื่องจากผู้ก่อเหตุรุนแรงจะไม่สามารถอยู่ได้หากขาดอาหาร ที่พัก ขาดยานพาหนะ สิ่งเหล่านี้ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะผู้ที่ให้การสนับสนุน ทุกกรณีถือว่ามีความผิดเทียบเท่า ผู้ก่อเหตุทุกประการ หากตรวจพบจะดำเนินการทางคดีอย่างเข้มงวด สำหรับการแจ้งข่าวสาร ขอให้มีประชาชนช่วยกันแจ้งเบาะแส  หากกังวลเรื่องความไม่ปลอดภัย ตนในฐานะแม่ทัพภาคที่ 4 ขอรับรอง โดยโทรมาแจ้งเบาะแสได้ที่เบอร์ 061-1732999 ซึ่งเป็นเบอร์ของแม่ทัพภาคที่ 4 โดยตรง  ขอให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสันติสุข เพราะเบาะแสข่าวสารที่ดี  จะนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาต่างๆในพื้นที่

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : southpeace

กองพันทหารราบเชิงรุกที่ 1 – ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุห้วง เทศกาลวันขึ้นปีใหม่

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562 เวลา 16.00 น. กองพันทหารราบเชิงรุกที่ 1 ได้ทำการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุห้วงเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ 2563 เพื่อเป็นการป้องปรามการก่อเหตุจาก ผู้ก่อเหตุรุนแรง ในพื้นที่ ซึ่งหน่วยได้จำลองเหตุการณ์ โดยมีผู้ก่อเหตุรุนแรง ในพื้นที่ยิงก่อกวนบริเวณหลังฐานปฏิบัติการ กองพันทหารราบเชิงรุกที่ 1 หมู่ที่ 1 บ้านนูโร๊ะ ตำบลโละจูด อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ในภาพรวมกำลังพลทุกส่วนสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนได้ถูกต้อง และเกิดความปลอดภัย โดยมี พันเอกโกเมธ รัตนผ่องใส ผู้บังคับกองพันทหารราบเชิงรุกที่ 1 เป็นผู้กำกับดูแลในการซักซ้อมฯ ณ บริเวณรอบฐานปฏิบัติการ กองพันทหารราบเชิงรุกที่ 1 หมู่ที่ 1 บ้านนูโร๊ะ ตำบลโละจูด อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส

สำหรับการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุห้วงเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ 2563 เพื่อเป็นการซักซ้อมมาตรการรักษาความปลอดภัยและตรวจสอบยุทโธปกรณ์ ให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อรองรับการปฏิบัติภารกิจกรณีแผนเผชิญเหตุของหน่วยในห้วงวันปีใหม่ ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่

สำหรับการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุห้วงเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ 2563 เพื่อเป็นการซักซ้อมมาตรการรักษาความปลอดภัยและตรวจสอบยุทโธปกรณ์ ให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อรองรับการปฏิบัติภารกิจกรณีแผนเผชิญเหตุของหน่วยในห้วงวันปีใหม่ ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า
#ช่างภาพสนาม

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า – เพจใหม่ /issoc4news /southpeace

แม่ทัพภาคที่ 4 พบปะโฆษกชาวบ้าน ขับเคลื่อนนโยบายการเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันนี้ (16 ธันวาคม 2562) เวลา 14.30 น. ที่ห้องประชุมสโมสรนายทหารสัญญาบัตร กองพลทหารราบที่ 15 ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พลโทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานกิจกรรมพบปะโฆษกชาวบ้าน ขับเคลื่อนนโยบายการเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมทั้งรับฟังปัญหา และความคิดเห็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เกิดสันติสุข โดยมีพลตรีเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า, พลตรีธิรา แดหวา ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี, โฆษกชาวบ้านจากจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ พลโทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวว่า โฆษกชาวบ้านทุกคนถือเป็นหัวใจในการสร้างความเข้าใจแก่พี่น้องประชาชน มาครั้งนี้ต้องการมารับฟังข้อเสนอทุกเรื่องด้วยความจริงใจ เพื่อร่วมกันคิด ร่วมกันทำ แสวงหาแนวทางป้องกันและขจัดปัญหาของพื้นที่ได้อย่างตรงจุด ตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

นอกจากนี้แม่ทัพภาคที่ 4 ได้นำเสนอนโยบายการดำเนินงาน 5 เรื่องสำคัญ ทั้ง.แก้ปัญหายาเสพติดให้เป็นรูปธรรม การระดมสรรพกำลัง ทำให้พื้นที่ให้ปลอดเหตุ ประชาชนปลอดภัยด้วยไมตรีจิตร การเป็นมิตรกับทุกภาคส่วน รวมใจไทยหนึ่งเดียว และ กลมเกลียวสร้างสวรรค์สันติสุข ให้โฆษกชาวบ้านได้เข้าใจและได้ขยายผลสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องยังหมู่บ้านและชุมชนต่อไป โดยโฆษกชาวบ้านได้เสนอแนะความคิดเห็นตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดความสันติสุขอย่างยั่งยืน พร้อมชื่นชมการทำงานของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่มีความจริงจัง จริงใจในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างแท้จริง

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า – เพจใหม่ /issoc4news /southpeace

แม่ทัพภาคที่ 4 เปิด Camp35 จังหวัดนราธิวาส รุ่นที่ 1 ประจำปี 2563

วันนี้ (16 ธันวาคม 2562) เวลา 11.30 น. ที่ กรมทหารราบที่ 151 ค่ายกัลยาณิวัฒนา ตำบลกะลุวอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พลโท พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานพิธีเปิดโครงการค่ายพักพิงเพื่อการบำบัด หรือ Camp 35 จังหวัดนราธิวาส รุ่นที่ 1 ประจำปี 2563 โดยมี นายธรรมรงค์ คงวัดใหม่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, พลตรี สมดุลย์ เอี่ยมเอก ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส, นายอับดุลอาซิส เจ๊ะมามะ รองประธานกรรมการอิสลามประจําจังหวัดนราธิวาส, หัวหน้าส่วนราชการ, คณะครู, วิทยากร ,ผู้ปกครอง และผู้เข้ารับการบำบัด ให้การต้อนรับและร่วมพิธี

พลโท พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวว่า Camp 35 เกิดจากนโยบายหลักของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าที่ได้สอบถามประธานสภาตำบล ซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน 290 ตำบล ได้ลงมติว่าประชาชนต้องการให้แก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นอันดับแรก เพราะเป็นทุกข์ของชาวบ้าน อีกทั้งปัญหาอาชญากรรมหรือปัญหาต่างๆก็เป็นผลมาจากยาเสพติดทั้งสิ้น สำหรับการดำเนินการค่ายพักพิงเพื่อการบำบัด Camp 35 จนถึงปัจจุบัน มีผู้เข้ารับการบําบัดแล้วเกือบ 20,000 คน ยืนยันว่า Camp 35 จะมีต่อไป และต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมและที่สำคัญที่สุดก็คือกำลังใจจากผู้ปกครองของผู้เข้ารับการบำบัดที่จะทำให้สังคมดีขึ้น

จากนั้น นายอุซามา เจะเงาะ ตัวแทนชาวค่าย ได้กล่าวความรู้สึกที่ได้มาเข้ารับการบำบัดยาเสพติดในครั้งนี้ว่า โดยได้ขอบคุณแม่ทัพภาคที่ 4 ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสและส่วนที่เกี่ยวข้องที่ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าร่วมโครงการค่ายพักพิงเพื่อการบำบัด Camp 35 จังหวัดนราธิวาส หลังจากนี้ขอสัญญาว่า จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นอันขาด และจะเป็นคนดีของครอบครัวสังคมต่อไป

จากนั้น พลโท พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 , นายธรรมรงค์ คงวัดใหม่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส และนายอับดุลอาซิส เจ๊ะมามะ รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส ได้ร่วมกันมอบอุปกรณ์กีฬา,ของที่ระลึก และคัมภีร์อัลกุรอานให้แก่ตัวแทนชาวค่ายจำนวน 3 คน พร้อมชมนิทรรศการแสดงผลงานการดำเนินงานโครงการค่ายพักพิงเพื่อการบำบัด Camp 35

สำหรับ Camp 35 จังหวัดนราธิวาส รุ่นที่ 1 ประจำปี 2563 ดำเนินการระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน ถึง 26 ธันวาคม 2562 โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ติดยาเสพติดจากทุกอำเภอของจังหวัดนราธิวาสจำนวน 63 คน

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า – เพจใหม่ /issoc4news /southpeace

นนทบุรี – โจรขับเก๋ง ตระเวนขโมยยางอะไหล่รถยนต์ ย่านตลาดบางใหญ่

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 17 ธ.ค.62 น.ส.พรทิพย์ ธรรมกิจ อายุ25ปี อาชีพแม่ค้าขายหมู เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เพื่อนำหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดขณะที่คนร้ายตระเวนขับรถยนต์เก๋งขโมยยางอะไหล่รถยนต์ เหตุเกิดที่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 67/171 หมู่บ้านเฟื่องฟ้า ซอย17/6 หมู่ที่6 ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านของผู้เสียหาย พบว่าคนร้ายก่อเหตุเวลาประมาณ 04.21 น.โดยคนร้ายขับรถยนต์เก๋งไม่ทราบรุ่นและหมายเลขทะเบียน ขับผ่านหน้าบ้านก่อน 1 รอบ จากนั้นได้มาจอดที่บริเวณหลังรถยนต์โตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน 8 กษ 6082 กรุงเทพ โดย 1 ในคนร้ายเป็นชายไม่ทราบชื่อเเละนามสกุล เดินลงจากประตูหน้าด้านซ้ายและลงมือก่อเหตุงัดเเงะยางอะไหล่รถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ โดยใช้เวลาก่อเหตุประมาณ 2 นาที จากนั้นคนร้ายจึงได้ขับรถหลบหนีไป หลังจากตรวจสอบรอบๆตัวรถ ยังพบอีกว่าโซ่ที่ใช้ล็อคยางอะไรห้อยโตงเตงลงมา อีกทั้งที่กันชนด้านท้ายยังมีร่องรอยการเจาะเป็นรูปสี่เหลี่ยมทำให้ได้รับความเสียหายอีกด้วย

น.ส.พรทิพย์ ธรรมกิจ ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ปกติตนจอดรถไว้ที่หน้าบ้าน เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตนสังเกตุเห็นที่กันชนท้ายรถได้รับความเสียจึงไปขอดูกล้องวงจรปิดของเพื่อนบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม พบว่ายางอะไหล่รถของตนถูกคนร้ายเป็นชายขโมยไป ซึ่งดูเวลาจากกล้องวงจรปิด คนร้ายใช้เวลาในการก่อเหตุเพียง 2 นาที เท่านั้น ซึ่งตนคาดว่าคนร้ายน่าจะมีมากกว่า 2 คน โดยก่อนหน้านี้ไม่นาน เพื่อนบ้านอีก 2 หลัง ก็ถูกโจรขโมยยางอะไหล่รถเหมือนกัน ไปแจ้งความคดีก็ไม่คืบหน้า ไม่คิดว่าครอบครัวของตนจะต้องมาเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ ตอนนี้ตนรู้สึกกลัวและหวาดระเเวงมาก เกรงว่าคนร้ายจะกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก วันนี้ตนจึงนำหลักฐานจากกล้องวงจรปิดมามอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการติดตามตัวคนร้าย และอยากจะฝากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.บางใหญ่ ได้ทำการสอบปากคำผู้เสียหายเพื่อเป็นหลักฐานไว้ก่อน และจะเร่งติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป

ภาพ/ข่าว สาโรจน์ สว่างศรี / ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นนทบุรี

นนทบุรี – ช่วยเหลือวัวแม่ลูกอ่อนตกท่อ ขาหักนานกว่า 5 วันเจ้าของตัดสินใจขายโรงเชือด

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 ธ.ค. 62 ที่บ้านเลขที่ 9/6 ม.9 ต.คลองขวาง อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ดร.ภณณัฎฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์ ส.ส.นนทบุรี พร้อมหน่วยงานปศุสัตว์อำเภอ เจ้าหน้าที่ อบต.คลองขวาง และอุปกรณ์รถยก ทำการเคลื่อนย้าย “แม่เก็บตก” วัวแม่ลูกอ่อน ที่พลัดตกลงไปในบ่อน้ำลึกนานกว่า 5 วัน จนขาหลังข้างขวาหักลุกไม่ได้ จากนั้นนายพยุง จันทร์พลู เจ้าของวัวแม่เก็บตก จึงตัดสินใจขายให้โรงฆ่าสัตว์ทั้งๆที่แม่เก็บตกยังมีลูกเพศเมียชื่อ “เจ้าส้มหล่น” วัยหนึ่งเดือนยังไม่หย่านมแม่ สร้างความสะทือนใจให้กับชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง

น.ส.ชนัญชิดา มาเนียม อายุ 15 ปี เพื่อนบ้านใกล้เคียง จึงแจ้งไปที่มูลนิธิอนุรักษ์โคกระบือไทยช่วยเหลือสัตว์ไม่ได้รับการดูแล ให้ทราบเรื่องและมีการเปิดโพสทางโซเชี่ยลรับบริจาคเงินช่วยเหลือแม่เก็บตกกับลูกส้มหล่น ได้เงินมา 40,000 บาท เพื่อขอซื้อวัวแม่ลูกคู่นี้จากเจ้าของ และตัดสินใจนำไปรักษาเลี้ยงดูที่อำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา

ขณะเคลื่อนย้ายในวันนี้เป็นไปด้วยความทุลักทุเล เนื่องจากแม่เก็บตกยังลุกเดินไม่ได้เพราะขาหลังข้างขวาหัก เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถยกและอุปกรณ์เครื่องจักรทำการเคลื่อนย้ายขึ้นรถบรรทุกโดยระหว่างนั้นเจ้าส้มหล่นลูกแม่เก็บตกได้เข้าไปดูดนมแม่เก็บตกด้วยความหิวโดยไม่ยอมห่างจากแม่ ทำให้ผู้ที่มาช่วยเหลือเห็นแล้วรู้สึกสะเทือนใจสงสารเจ้าส้มหล่นกับแม่เก็บตก ท่ามกลางความดีใจของชาวบ้านที่ไม่ต้องเห็นแม่วัวตัวนี้ถูกขายให้กับโรงฆ่าสัตว์

ภาพ/ข่าว สาโรจน์ สว่างศรี / ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นนทบุรี

“คิด เดอะ ริปเปอร์” ติดคุก 12 ปี ไร้ญาติเยี่ยม บช.ก. สั่งเฝ้าจับตาดักสกัดจับทุกเส้นทาง

จากกรณีพบศพนางรัศมี มุลิจันทร์ อายุ51ปีถูกฆาตกรรม ในสภาพเปลือยท่อนล่าง คอถูกพันด้วยเทปใส ที่ข้อเท้าถูกมัดด้วยสายชาร์จโทรศัพท์ ภายในบ้านเลขที่293 หมู่​ 19 ต.หนองโก อ.กระนวน จ.ขอนแก่น ท้องที่สภ.กระนวน เหตุเกิดเมื่อวันที่15​ ธ.ค.62​ ที่ผ่านมา ก่อนที่ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสืบทราบว่าผู้ก่อเหตุคือนายสมคิด พุ่มพวง แจ็ค เดอะ ริปเปอร์ เมืองไทย ฆาตกรต่อเนื่องที่เคยสังหารหมอนวด​ 5​ ศพ เป็นข่าวโด่งดังเมื่อ10​ กว่าปีก่อน โดยจากการตรวจสอบประวัติพบว่านายสมคิดฯ​ เพิ่งพ้นโทษมาเมื่อวันที่​ 17​ พ.ค.62 ก่อนจะมีการออกหมายจับตามมา ตามที่ได้เคยมีการนำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น

ความคืบหน้าคดีดังกล่าวล่าสุด เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 17 ธ.ค.62 ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก. เปิดเผยถึงการติดตามตัวนายสมคิด พุ่มพวง ฆาตรากรต่อเนื่อง ว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด อาทิ กองปราบปราม,ตำรวจทางหลวง,ตำรวจรถไฟ,ตำรวจปคม.และทุกกองบังคับการในสังกัด สืบสวนติดตามตัวอย่างเร่งด่วนแล้ว เพราะผู้ต้องหารายนี้ถือเป็นภัยอันตรายกับประชาชน โดยเน้นสั่งการให้เฝ้าจับตาตรวจค้นบุคคลที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยลักษณะคล้ายคนร้ายเป็นหลักแล้ว

ด้าน พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. กล่าวว่า สำหรับแรงจูงใจในการก่อเหตุของนายสมคิดฯ นั้น ในมุมมองส่วนตัวเมื่อพิจารณาจากข้อมูลคดีเก่าๆของนายสมคิดฯ พบว่า นายสมคิดฯ​ อาจเสพติดการใช้ความรุนแรงจึงก่อเหตุลักษณะเดียวกันต่อเนื่อง และอาจมีอาการผิดปกติทางจิตซึ่งคนทั่วไปอาจมองจากภายนอกไม่ออก จึงขอให้เฝ้าระวังภัย หากพบเห็นเบาะแสที่มีประโยชน์ ก็สามารถแจ้งได้ที่เฟซบุ๊กกองปราบฯหรือ ตำรวจหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งขณะนี้ทางเพจเฟซบุ๊กกองปราบเองก็ได้มีการลงรูปภาพหน้าตา ตำหนิรูปพรรณของนายสมคิดพร้อมกับข้อความประกาศว่านายสมคิดเป็นบุคคลอันตรายและกำลังเป็นบุคคลที่ทางการกำลังต้องการตัว หรือ MOST WANTED อีกทางหนึ่ง

ขณะที่ทาง พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป. กล่าวว่า ในวันนี้ได้มีการจัดส่งกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านที่เกิดเหตุอีกครั้งเพื่อเก็บพยานหลักฐานเพิ่มเติมพร้อมกับสอบปากคำพยานแวดล้อมต่างๆ เพื่อนำมาประกอบการวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ความคืบหน้า โดยในเบื้องต้นทราบว่าภายหลังก่อเหตุนายสมคิด ไม่ได้มีการนำทรัพย์สินมีค่าติดตัวไป รวมถึงโทรศัพท์มือ มีเพียงแค่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ยามาฮ่า มีโอ สีชมพู เพียงคันเดียวที่ใช้เป็นยานพาหนะในการหลบหนี จึงได้เร่งทำการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับเส้นทางการหลบหนี เพราะเชื่อว่าขณะนี้คนร้ายน่าจะยังไม่สามารถหนีไปได้ไกล

พ.ต.อ.บุญลือฯ กล่าวอีกว่า ขณะที่แนวทางการสืบสวนของทางกองปราบฯ ขณะนี้ยังคงพยายามมุ่งไปที่บ้านพักของญาติหรือบุคคลใกล้ชิดของนายสมคิด ตามจังหวัดต่างๆในพื้นที่ภาคอีสานและทางภาคใต้ รวมไปถึงบ้านพักของกลุ่มบุคคลที่คาดว่านายสมคิดเลือกจะติดต่อไปหาในช่วงแรกหลังจากที่พ้นโทษออกมาเมื่อกลางปี เพราะเชื่อว่านายสมคิดอาจจะเลือกใช้เป็นสถานที่ในการหลบหนีการติดตามตัวของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจากการตรวจสอบประวัติการติดต่อเข้าเยี่ยมของญาติหรือบุคคลใกล้ชิดในช่วงระหว่างที่ต้องโทษอยู่ในเรือนจำเบื้องต้นนั้น พบว่าตลอดระยะเวลา 12 ปี ที่อยู่ในเรือนจำนั้นไม่เคยมีญาติหรือบุคคลมาติดต่อเข้าเยี่ยมนายสมคิดแม้แต่ครั้งเดียว ประกอบกับการที่นายสมคิดฯ เองนั้นเคยถูกเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมตัวได้เมื่อครั้งก่อเหตุ ปี 2548 จึงทำให้ตัวนายสมคิดฯ มีบทเรียนและรู้จักวิธีการหนีการแกะรอยสืบหาเบาะแสจากเจ้าหน้าที่ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ยากต่อการติดตามจับกุม

รายงานข่าวแจ้งว่า จากแนวทางสืบสวนและตรวจสอบพฤติการณ์ก่อเหตุและหลบหนีของนายสมคิด เมื่อครั้งก่อเหตุในอดีตพบว่า วิธีการหลบหนีของนายสมคิดฯ​ หลังก่อเหตุเมื่อปี 2548 นั้นก็ไม่มีเงินติดตัว จึงเลือกใช้วิธีขึ้นรถไฟเพื่อหนีไปกบดานซ่อนตัวในพื้นที่จังหวัดต่างๆทางภาคใต้แทน ส่วนช่วงที่ต้องแวะพักระหว่างทาง นายสมคิดฯ จะใช้วิธีการเปิดห้องพักรายวันตามโรงแรมข้างทางต่างๆ โดยอ้างว่าเป็นตัวแทนของผู้หลักผู้ใหญ่ เพื่อขอใช้บริการฟรี ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ได้นำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ร่วมกับพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อกำหนดแนวทางการสืบหาเบาะแสและเฝ้าระวังตามเส้นทางต่างๆทั้งทางรถยนต์ รถไฟ หรือช่องทางอื่นๆ ที่คาดว่านายสมคิดฯ​ น่าจะใช้เป็นเส้นทางหลบหนีอีกด้วย

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า เมื่อครั้งที่นายสมคิดฯ ถูกจับกุมในคดีเก่าเมื่อปี 2548 นั้น เคยให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนไว้ว่า ตัวเขานั้นไม่มีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องคนอื่นๆ เนื่องจากพ่อแม่เสียชีวิตไปนานแล้ว ประกอบกับเป็นคนชอบความสันโดษจึงไม่เคยติดต่อหาญาติๆ ที่ผ่านมามักจะใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านภรรยาในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ และมีความผูกพันกับ จ.ชัยภูมิ มาก โดยทุกครั้งที่ก่อเหตุนายสมคิด จะไม่เคยเลือกลงมือฆ่าเหยื่อที่เป็นชาว จ.ชัยภูมิ หรือ ก่อเหตุในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ แต่จะเลือกไปก่อเหตุในพื้นที่อื่นๆแทน

ซึ่งคำให้การที่นายสมคิดฯ เคยให้ไว้กับทางพนักงานสอบสวนนั้นยังสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้รับจากทางภรรยาของนายสมคิด เมื่อปี 2548 ที่เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนตัวของนายสมคิด ด้วยว่า ขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน นายสมคิด เป็นคนดีมาก ไม่ใช่คนอารมณ์โมโหร้าย ส่วนพฤติกรรมทางเพศก็ปกติทั่วไปไม่มีการใช้ความรุนแรง แต่การที่นายสมคิด ก่อเหตุดังกล่าวเชื่อว่าตัวนายสมคิดเอง น่าจะมีปมอะไรในใจบางอย่างที่คนนอกไม่รู้ถูกปิดซ่อนอยู่จนทำให้เขาต้องกลายเป็นฆาตกรโรคจิตก่อเหตุดังกล่าว

หากประชาชนท่านใดพบเบาะแส นายสมคิด พุ่มพวง อายุ 55 ปี ผู้ต้องหาในเหตุฆาตกรรม หญิงสาวอายุ 51 ปี ที่ อ.กระนวน จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.62 **สังเกตุที่คิ้วซ้ายจะมีรอยบาก

แจ้งกองบังคับการปราบปราม ได้ที่
Facebook: กองปราบปราม
Twitter: @CSDThailand
Instagram: csdpolice
Email: contact@csd.go.th
โทร: 1195

ฆาตกรรม #ฆาตกรต่อเนื่อง #สมคิดพุ่มพวง #แจ้งเบาะแสสมคิดพุ่งพวง #กองปราบ #กองปราบปราม #CSD

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง​
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบสวนตม.4​ และตม.จ.ขอนแก่น ขยายผลคดีพราก​ และพาผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารฯ นำรวบคดีค้ามนุษย์

สืบสวนตม.4​ และตม.จ.ขอนแก่น ขยายผลคดีพราก​ และพาผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารฯ นำรวบคดีค้ามนุษย์

วันที่ 16 ธ.ค.62 เวลา 10.30 น.ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม. ​: พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รอง ผบช.ตชด.ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.ณัฐวัฒน์ การดี ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.พิชญ์วุฒิ สงวนสมบัติศิริ รอง ผบก.ตม.4, พ.ต.อ. ชัยยศ วรักษ์จุนเกียรติ รอง ผบก.ตม.4, ผกก.สส.บก.ตม.4 และ สวญ.ตม.จ.ขอนแก่น ร่วมแถลงข่าวกก.สส.บก.ตม.4​ ร่วมกับตม.จ.ขอนแก่น ขยายผลคดีพรากและพาผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารฯ นำรวบคดีค้ามนุษย์

พล.ต.ต.ณัฐวัฒน์ฯ​ กล่าวว่า​ เมื่อวันที่ 21 พ.ย.62 เวลาประมาณ 23.50 น. กก.สส.บก.ตม.4 ร่วมกับ ตม.จว.ขอนแก่น ได้ร่วมจับกุมตัว น.ส.วันเพ็ญ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 44 ปี ดำเนินคดีในข้อหา “ค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอย่างอื่น และจากการค้าประเวณีบุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี,เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมด้วยก็ตาม โดยกระทำแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี,ชักจูงส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิดและประกอบสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต”

พล.ต.ต.ณัฐวัฒน์ฯ​ กล่าวอีกว่า ก่อนจับกุมคดีนี้เจ้าหน้าที่ได้จับกุมดำเนินคดีกับผู้ต้องหาต่างชาติชาวญี่ปุ่นในข้อหาพรากและพาผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารฯ จากข้อมูลการสืบสวนสอบสวนทราบว่ามีการนำพาเด็กมาจากร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอน แก่น จึงได้ทำการขยายผลสืบสวนจนทราบว่าร้านดังกล่าวคือร้านชมเดือนคาราโอเกะเปิดเป็นสถานบริการมีการจำหน่ายอาหารเครื่องดื่ม คาราโอเกะ และมีพนักงานภายในร้านเป็นผู้หญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี คอยให้บริการซึ่งลูกค้าที่มาใช้บริการสามารถโอบ กอด จูบ แตะเนื้อต้องตัว และมีการขายบริการทางเพศให้กับลูกค้า โดยมีการแบ่งเงินบางส่วนให้กับผู้ต้องหาซึ่งเป็นเจ้าของร้าน หลังจากมีข้อมูลแน่ชัดเป็นที่เชื่อได้ว่าร้านชมเดือนคาราโอเกะ มีการแอบแฝงกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศและการค้ามนุษย์ จึงได้วางแผนให้สายลับทำการล่อซื้อโดยถ่ายธนบัตรลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

ต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุสายลับได้เข้าไปใช้บริการภายในร้านและเรียกตัว น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี มาให้บริการนั่งดริ้งพูดคุย โดย น.ส.เอ ได้ขอดริ้งเครื่องดื่มสปายจากสายลับ ราคาดริ้งละ 150 บาท (ทางร้านจะได้ 90 บาท พนักงานจะได้ 60 บาท) ในระหว่างพูดคุย น.ส.เอ ยินยอมสมัครใจให้สายลับกอด จูบแตะเนื้อต้องตัวได้ จากนั้นสายลับได้ขอซื้อบริการทางเพศ จาก น.ส.เอ ในราคา 2,500 บาท น.ส.เอ ตกลง โดยบอกว่าจะต้องแบ่งให้กับผู้ต้องหาเจ้าของร้าน 500 บาท

หลังจากตกลงกัน น.ส.เอ ได้ไปพูดคุยกับผู้ต้องหาเจ้าของร้าน แล้วจึงเดินทางไปที่โรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียงระหว่างอยู่ในห้องของโรงแรมสายลับได้มอบเงินธนบัตรที่ได้ถ่ายสำเนาลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว มอบให้กับ น.ส.เอ จนกระทั่ง น.ส.เอ มอบเงินส่วนแบ่งให้กับ น.ส.วันเพ็ญฯ แล้ว จึงได้ส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่แสดงตัว เข้าตรวจจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.ณัฐวัฒน์ฯ​ ขอ​ฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า เรามีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขันและจับกุมปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สตม.รวบ บุคคลตามหมายจับ Red Notice ชาวเกาหลีใต้ ข้อหา “ฉ้อโกง” มูลค่าความเสียหายร่วม 500​ ล้านวอน

วันที่ 16 ธ.ค.62 เวลา 10.30 น.ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม. ​: พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รอง ผบช.ตชด.ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3, พล.ต.ต.ณัฐวัฒน์ การดี ผบก.ตม.4, พล.ต.ต.ชำนาญ ชำนาญเวช ผบก.ตม.5, พล.ต.ต.พีรวัส บุญลอย ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบก. ตม.3, พ.ต.อ.มานะ นาคทั่ง รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร รอง ผบก. สกส. บช.ปส., พ.ต.อ.ทิวา โสภาเจริญ รอง​ ผบก.พฐก, ผกก.สส.บก.ภ.จ.ขอนแก่น และ ผกก. ตม. จ.ภูเก็ต บก.ตม.6​ ร่วมแถลงข่าวศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สตม.รวบ บุคคลตามหมายจับ Red Notice ชาวเกาหลีใต้ ข้อหา “ฉ้อโกง” มูลค่าความเสียหายร่วม 500​ ล้านวอน

พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้รับการประสานงานจากสถานทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทยว่า นายจียอง (MR.JIJEONG) สัญชาติเกาหลีใต้ อายุ 37 ปี บุคคลสัญชาติเกาหลีใต้ ถือหนังสือเดินทางสาธารณรัฐเกาหลี เป็นบุคคลตามหมายจับ Red Notice No.A-8342/7-2019 ลงวันที่ 31/08/ข้อหา “ฉ้อโกง” พฤติการณ์ในการกระทำผิดคือ

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2561 ผู้ต้องสงสัยได้หลอกลวงผู้เสียหายซึ่งเป็นสมาชิกออนไลน์ของ คลับการท่องเที่ยว VIP ว่าเมื่อร่วมลงทุนกับธุรกิจของครอบครัวผู้ต้องสงสัยที่เวียดนาม จะได้ผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือน จากจำนวนเงินที่ได้ลงทุนไป แต่ในความเป็นจริงนั้น ครอบครัวของผู้ต้องสงสัยไม่ได้ดําเนินธุรกิจในเวียดนาม แต่อย่างใด ดังนั้นแม้จะได้รับเงินลงทุนจากผู้เสียหายมาก็ไม่สามารถจ่ายค่าตอบแทนเป็นดอกเบี้ยตามที่ได้กล่าวอ้างไว้ได้ ผู้ต้องสงสัยได้หลอกลวงเงินจากผู้เสียหายโดยใช้วิธีดังกล่าวข้างต้นตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2561 ถึง 16 เมษายน 2562 เป็นจำนวนเงิน 500 ล้านวอน​ หรือประมาณ 13 ล้านบาท จากผู้เสียหาย 7 ราย

จากการสืบสวนทราบว่า นายจียอง (MR. JIJEONG) เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทย หลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดได้เดินทางเข้ามา เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2562 ได้รับประเภท วีซ่า ผ.ผ.90 (90 วัน) อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ซึ่งจากการลงพื้นที่สืบสวนหาข่าวของชุดสืบสวน พบว่า นายจียอง (MR. JIJEONG) ได้พักอาศัยอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ถนนมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพฯ

จนกระทั่งเวลาประมาณ 11.45 น. ของวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สถานภูตเกาหลีใต้ พบนายจียอง (MR. JIJEONG) อยู่บริเวณสถานภูตเกาหลี เวลาประมาณ 13.30 น.ในวันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจชุดปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สตม. จึงได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบตั้งแต่บริเวณสถานทูตเกาหลีไปจนถึงบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง กรุงเทพฯ พบนายจียอง (MR. JIJEONG) อยู่บริเวณดังกล่าว

เจ้าหน้าที่จึงแสดงตนเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และขอตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่า นายจียอง (MR. JIJEONG) อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และเป็นบุคคลเดียวกันกับหมายจับตำรวจสากลที่ทางการเกาหลีใต้ต้องการตัว จากการสอบถามนายจียอง (MR.JIJEONG) ได้ยอมรับว่าเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ก่อนทำการจับกุม เจ้าพนักงานผู้จับกุมได้แจ้งรายละเอียดแห่งการจับกุมให้ผู้ถูกจับทราบว่า ผู้ถูกจับกุมอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด เป็นเหตุให้ต้องถูกจับกุมตัวและต้องไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนพร้อมผู้จับกุม ถูกจับแล้ว เจ้าหน้าที่ สตม. จึงได้ทำการจับกุมและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สตม. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และดำเนินการประสานกับทางสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อส่งตัวกลับไปยังประเทศเกาหลีใต้ต่อไป

พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอ​ฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวด ขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทย และสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับ และมีการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​