“คิม ไทยแลนด์” หอบเอาทุเรียนหมอนทองทุบ จยย.ฮาเลย์ เดวิดสัน ที่ซื้อมาขี่ปีเดียวซ่อมไป 4 ครั้ง ประท้วงผู้บริหารไม่จริงใจ

“คิม ไทยแลนด์” หอบเอาทุเรียนหมอนทองทุบ จยย.ฮาเลย์ เดวิดสัน ที่ซื้อมาขี่ปีเดียวซ่อมไป 4 ครั้ง ประท้วงผู้บริหารไม่จริงใจ

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.62 เวลา 12.00 น. ที่สี่แยกราชประสงค์​ : สื่อมวลชนทั้งไทย-เทศ​ จำนวนมากมารอนายอุเทน เหลืองแสงทอง อายุ 42 ปี ฉายา”คิม ไทยแลนด์”นักธุรกิจป้ายโฆษณาย่านสมุทรปราการ ขับขี่รถจักรยานยนต์ฮาเลย์ เดวิดสัน ทะเบียน 8 กน 6611 กรุงเทพมหา นคร ติดป้ายประกาศข้อความภาษาไทย จีน อังกฤษ แสดงความไม่พอใจผู้บริหารของฮาเลย์ ประเทศไทยที่ไม่มีความจริงใจต่อลูกค้าผู้บริโภค จยย.ฮาเล่ย์ฯ คันนี้ตนซื้อมาใช้เป็นคันที่ 3 ในชีวิต ซื้อมือหนึ่งป้ายแดงมาจากศูนย์ AAS ฮาเลย์ฯ ประเทศไทย เมื่อวันที่​ 10 มิ.ย.61 ในราคา 2,866,000 บาทก่อนเอามาตกแต่งเพิ่มรวมแล้วประมาณ 3 ล้านบาท

ขี่ออกทริปแรก 7​ ก.ค.61 ไปนครนายก ขาไปมีอาการกลิ่นไหม้ รถวิ่งไม่ออก พอขากลับระหว่างทางเครื่องยนต์ได้ดับและมีควันมากออกมาจากท่อต้องจอดพักหยุดครึ่งชั่วโมง ก่อนจะสตาร์ทกลับบ้านได้ต้องให้ทางศูนย์มารับไปตรวจสอบเลขไมล์วิ่งได้ 300 ก.ม.

ทริปครั้งที่สอง​ 14 ต.ค.61 ไปปากช่อง ขี่ถึงสระบุรี รถมีกลิ่นไหม้แล้วเร่งไม่ขึ้น จนดับกลางถนน ระยะเลขไมล์ตอนนั้น 1,500 ก.ม.โทรเรียกรถฉุกเฉินของทางศูนย์ฯ มารับกลับไปตรวจสอบ เช็คระยะที่ 1,000 ไมล์หรือ 1,600 ก.ม. ในครั้งนี้ ได้แจ้งตัวแทนจำหน่ายว่า”หากรับรถครั้งนี้แล้วยังมีปัญหาอีก จะไม่ขอรับรถคันดังกล่าวอีกต่อไป

ทริปครั้งที่สาม 27 ต.ค.61 ไปจันทบุรี ก่อนถึงที่พัก 50 ก.ม. รถมีอาการกลิ่นไหม้เร่งเครื่องไม่ขึ้น แล้วดับกลางถนนใหญ่ โทรหาช่าง ช่างบอกขับต่อเข้าที่พักได้ ก่อนถึงที่พัก 5 ก.ม.รถได้ดับอีกครั้ง ครั้งนี้ต้องจอดรถ 3-4 ชั่วโมง ไม่สามารถสตาร์ทติดได้ จึงต้องโทรให้ทางศูนย์ฯ นำรถมารับรถกลับไปตรวจสอบ

หลังจากนั้นได้ร้องเรียน สคบ.การเจรจาตกลงกันไม่ได้ จึงยื่นเรื่องฟ้องศาลแพ่ง ระหว่างสืบพยาน​ ลูกชาย ป่วยต้องเข้ารักษาตัวใน รพ.ด้วยปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ต้องใช้เวลาไปดูแลจนไม่สามารถไปศาลได้ คดีจำหน่ายสารบบโดยไม่มีคำตัดสิน

โดยทางศูนย์ฯ นำรถคันนี้ที่มีปัญหาไปทำการทดสอบขับขี่จากเชียงใหม่มา กทม. มีใบตรวจสอบการเดินทางทั้งไปและกลับยืนยันว่าสมบูรณ์ทุกอย่างและได้นำรถส่งมอบคืน เมื่อ 27 พ.ย.62 ต่อมาวันที่ 14 ธ.ค.62​ ที่ผ่านมา ได้นำรถออกมาล้างเพื่อเตรียมเดินทาง ได้พบเห็นคราบน้ำมันรั่วซึมที่ด้านข้างของตัวเครื่อง จึงได้แจ้งให้ทางศูนย์ฯ มารับรถไปซ่อมศูนย์ฯ วิภาวดี วันรุ่งขึ้นตามไปสอบถามช่างบอกว่าเป็นการรั่วซึมที่เครื่องยนต์ เกิดจากการประกอบไม่ดีของศูนย์ฯ พัทยา นายคิมฯ ระบุเหตุผลการใช้ทุเรียนทุบฮาเลย์ฯ เพื่อเป็นการประท้วงผู้บริหารศูนย์ฯ และฮาเลย์ฯ ประเทศไทยที่ไม่มีความจริงใจกับลูกค้าผู้บริโภคด้วยหลายเรื่อง เช่น

  1. ได้ส่งเอกสารจดหมายมาให้ไปรับรถที่ซ่อมเสร็จภายใน 3 วัน ทั้งที่ตนได้มีการทวงถามทางผู้จัดการไปก่อนหน้า 10 วัน โดยทางผู้จัดการยังให้คำตอบสาเหตุที่เสียไม่ได้
  2. กรณีที่ได้นำรถคันที่มีปัญหาไปทดสอบขี่จากเชียงใหม่มา กทม. แล้วมีจดหมายเอกสารแจ้งมาว่าตัวรถที่ทดสอบสมบรูณ์และไม่มีปัญหาใดๆ แล้ว แต่สุดท้ายเมื่อยอมรับคืนมา กลับมีอาการน้ำมันรั่วซึมที่ตัวเครื่องอีก จึงได้บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานก่อนจะนำรถกลับไปส่งซ่อมอีกครั้ง
  3. มีการพูดคุยกับผู้จัดการศูนย์ฯ และตัวแทนฮาเลย์ฯ ประเทศไทย ได้มีการตกลงโดยวาจาว่าถ้าหากเปลี่ยนรถคันใหม่ให้ จะต้องเพิ่มเงิน 150,000 บาท โดยที่ตนตกลงยินดีที่จะเปลี่ยน แต่สุดท้ายวันเวลาผ่านไป สรุปไม่ได้เปลี่ยนคันใหม่ให้ โดยมีสาเหตุว่าตัวรถยังสามารถซ่อมได้

จึงเป็นที่มาของการที่​ นายคิม ไทยแลนด์ต้องเอาทุเรียน​ (เลียนเสียง”ทุเรศ”)มาทุบ จยย.ฮาเลย์ฯ รถเจ้าปัญหาคันนี้ เพื่อประท้วงและประจานในความไม่จริงใจของผู้บริหารฯ ต่อผู้บริโภคตัวเขาในวันนี้เวลาเที่ยง สถานที่ใกล้เคียงบริเวณสี่แยกราชประสงค์

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“บิ๊กอู๊ด” ขอบคุณสื่อฯ ที่ไม่ลืมกัน เดินหน้าทำงานเชิงรุกต่อไป​ จากกรณีที่มีผู้สื่อข่าวสอบถามถึงฉายา “อู๊ดข่าวดอง”

วันที่​ 27 ธ.ค.62 เวลา 11.00 น.ณ บริเวณห้องโถงชั้นล่าง อาคาร 2 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.: พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. เปิดเผยถึงความรู้สึกหลังทราบฉายา “อู๊ดข่าวดอง” จาก “ฉายาตำรวจ ปี 2562” โดยสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ว่า “ขอขอบคุณที่พี่น้องสื่อมวลชน ยังให้ความสนใจและไม่ลืมกัน โดยทุกเสียงของพวกท่านที่ลงคะแนนมา ถือเป็นกระจกสะท้อนในการปฏิบัติงานของผมในปีนี้

เพื่อนำไปสู่การปรับปรุง ให้เกิดมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ดียิ่งขึ้นไป แต่อยากเรียนให้ท่านทราบว่า นอกจากงานบริการที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองรับผิดชอบนั้น ยังมีงานด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นงานเชิงรุก มุ่งปราบปรามคนต่างชาติที่กระทำผิดในประเทศไทย รวมถึงคนต่างชาติที่กระทำผิดจากที่อื่นและใช้ประเทศไทยเป็นที่หลบซ่อนตัว เพื่อไม่ให้เมืองไทยเป็นสวรรค์ของอาชญากร โดยการปฏิบัติงานของเรานั้น ส่วนมากจะเป็นการขยายผลการจับกุม

จึงไม่สามารถแถลงผลงานได้ทันทีทันใดเหมือนหน่วยอื่นๆ เช่น การจับกุมเครือข่าย Call Center เราต้องใช้เวลาในการขยายผลเพื่อจะจับกุมกวาดล้างให้หมดทั้งเครือข่าย จึงอาจจะใช้เวลาในการสาวไปถึงต้นตอของหัวหน้าขบวนการ อย่างไรก็ดี ตนได้ย้ำให้ทุกหน่วยงาน ออกปฏิบัติงานเชิงรุก ออกตรวจพื้นที่ จับกุมกวาดล้างทุกอาทิตย์ เพื่อเน้นการเผยแพร่ผลงานของกองบังคับการทุกหน่วย ทั่วประเทศไทย และให้เกียรติทุกหน่วยงานที่ได้เข้ามาให้ความร่วมมือในการขยายผลจนนำไปสู่การจับกุม

เพราะตำรวจทั่วประเทศนั้น มีเครือข่ายเดียวกัน ทุกคนขึ้นตรงต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นข้าราชการของแผ่นดิน ทำงานเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดินเหมือนกัน ในการแถลงผลการจับกุมทุกอาทิตย์นั้น ตนถือเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้ปฏิบัติงาน เมื่อพวกเขามีขวัญกำลังใจมากขึ้น ผลงานก็จะออกมาดี ประโยชน์ก็ตกอยู่กับพี่น้องประชาชน ในการแถลงผลการปฏิบัติงานทุกอาทิตย์นั้น ตนมีเจตนาดี ที่อยากให้ผู้ปฏิบัติงานจริงได้มีส่วนร่วมในการแถลงข่าว การรายงานผลการจับกุมด้วยตนเอง และให้ข้อมูลแก่พี่น้องสื่อมวลชนด้วยตนเองอีกด้วย

สุดท้ายนี้ ก็อยากจะเรียนพี่น้องสื่อมวลชนว่า ตนยังเดินหน้าปฏิบัติงาน ด้วยความมุ่งมั่น และปฏิบัติการเชิงรุก และพยายามปรับปรุงให้ สตม.เป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทยต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตร. เตรียมพนักงานสอบสวนเอาท์ดอร์ (outdoor) ดูแลคดีจราจร แยกรถกีดขวางการจราจร

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้สั่งการในเรื่องปัญหาการจราจรติดขัด โดยเฉพาะเมื่อมีอุบัติเหตุรถชนกัน ก็จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ ตำรวจทางหลวง รีบถ่ายรูป ถ่ายคลิปวีดีโอ เก็บพยานหลักฐาน เพื่อรีบนำรถที่กีดขวางการจราจรออกจากผิวการจราจร เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้รถติดขัด โดยได้เตรียมการ นำพนักงานสอบสวนเอาท์ดอร์ (outdoor) ที่มาดูแลคดีจราจร สามารถปฏิบัติงานได้เลย

รวมไปถึงการเมาแล้วขับ จะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับ ร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้กับเด็กและเยาวชน ที่พิสูจน์ได้ว่า เมาแล้วขับ จนก่อให้เกิดอุบัติเหตุเพื่อป้องปราบปัญหาการสูญเสียที่จะตามมา ลดสถิติอุบัติเหตุ อีกด้วย

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบตม.1​ รวบอดีตแชมป์โลกจักรยานและแชมป์โอลิมปิกใช้โปรไฟล์ความดัง ลักลอบเป็นเทรนเนอร์​ที่ฟิตเนสดัง ย่านสุขุมวิท

วันที่​ 27 ธ.ค.62 เวลา 11.00 น.ณ บริเวณห้องโถงชั้นล่าง อาคาร 2 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม. : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย, พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์, พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รอง ผบก.ตม.1 และ พ.ต.อ.ชัชวาลย์ ทิพย์พิชัย ผกก.สส.บก.ตม.1 ร่วมกันแถลงข่าว​ สืบสวนตม.1​ รวบโค้ชนักปั่น อดีตเหรียญทองโอลิมปิก แอบทำงานไม่มีใบอนุญาต

พล.ต.ต.ปิติฯ​ กล่าวว่่า​ เจ้าหน้าที่กก.สส.บก.ตม.1 ได้ร่วมกันจับกุม MR.MARC อายุ 37 ปี โค้ชจักรยานระดับโลกอดีตนักปั่นแชมป์โอลิมปิค สัญชาติ นิวซีแลนด์ ข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน เหตุเกิดที่ สถาบันส่งเสริมสุขภาพด้านการกีฬาประเภทจักรยาน แบงคอก เก็ท ฟิท (Bangkok Get Fit)

การจับกุมในคดีนี้ เจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.ตม.1 ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าสถาบันส่งเสริมสุขภาพด้านการกีฬาประเภทจักรยาน แบงคอก เก็ท ฟิท (Bangkok Get Fit) ซึ่งเปิดสอนการปั่นจักรยานให้กับบุคคลทั่วไป ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 26 มีโค้ชหรือครูฝึกทั้งคนไทยและคนต่างชาติ คอยให้การดูแลแนะนำแก่ผู้มาใช้บริการ โดยโค้ชชาวต่างชาติน่าจะทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน

เจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.ตม.1 จึงได้ทำการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นจากสื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์ต่างๆ​ ของสถาบันฯ พบว่าสถาบันฯ​ มีการแนะนำโค้ชชาวต่างชาติซึ่งเป็นโค้ชระดับโลกและเป็นอดีตนักปั่นแชมป์โอลิมปิค​ และแชมป์โลกเป็นผู้ควบคุมการซ้อม เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจสอบข้อมูลคนต่างชาติในระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมืองโดยละเอียดอีกครั้ง พบว่าโค้ชคนดังกล่าวเดินทางเข้ามาเป็นนักท่องเที่ยว​ และไม่ได้มีการขออนุญาตทำงาน

หลังจากทราบข้อมูลแน่ชัดว่ามีการจ้างคนต่างชาติทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานจริง เจ้าหน้าที่จึงได้นำกำลังเข้าตรวจสอบ สถาบันส่งเสริมสุขภาพด้านการกีฬาประเภทจักรยาน แบงคอก เก็ท ฟิท (Bangkok Get Fit) ขณะเข้าตรวจสอบพบผู้ใช้บริการจำนวนหนึ่งกำลังออกกำลังกาย โดยมีทั้งโค้ชคนไทยและคนต่างชาติเป็นผู้ควบคุมแนะนำการฝึกซ้อม ซึ่งจากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานของโค้ชชาวต่างชาติ

จนกระทั่ง​ทราบว่า ชื่อ MR. MARC อายุ 37 ปี สัญชาติ นิวซีแลนด์ เป็นอดีตแชมป์โลกจักรยานและแชมป์โอลิมปิค ซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรชั่วคราวโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่มีเอกสารแสดงการได้รับอนุญาตทำงาน เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อหา เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และทำการจับกุมส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สตม.ดำเนินคดีตามกฎหมาย​ต่อไป

พล.ต.ต.ปิติฯ​ ขอ​ฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอด ภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ปอท. รวบผู้ดูแลเพจหลวงพี่จัสติน วัดดูยูมีน v.2 ลงเนื้อหาไม่เหมาะสม และหลอกลวงขายสินค้าทางออนไลน์

วันที่​ 26 ธันวาคม​ 2562​ เวลา 11.00 น. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) : พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. พร้อมด้วย​ ว่าที่ พ.ต.อ.พิเชษฐ์ คำภีรานนท์ ผกก.3 บก.ปอท. และตำรวจกก.3 บก.ปอท. ได้ดำเนินการ “ปฏิบัติการปราบปรามเนื้อหาไม่เหมาะสม และหลอกลวงขายสินค้าทางออนไลน์” โดยได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1935/2562 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2562 เป็นชายจำนวน 1 ราย

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ฯ กล่าวว่า ทางบก.ปอท.ได้ดำเนินการสืบสวนปราบปรามผู้ที่เผยแพร่เนื้อหาไม่เหมาะสม และหลอกลวงขายสินค้าทางออนไลน์ ผู้ร่วมขบวนการ บนสื่อออนไลน์​ และเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้อง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีผู้ไม่หวังดีสร้างบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่มีพฤติกรรมการโพสต์ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมเพื่อดึงดูดผู้ชมจำนวนมากให้เข้ามามีส่วนร่วมในเพจ

โดยมีวัตถุประสงค์แอบแฝง เพื่อการสร้างรายได้จากการหลอกลวงขายสินค้าให้กับผู้ติดตามเหล่านั้น ทำให้ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีนี้โพสต์ภาพ และข้อความที่มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมผ่านเฟซบุ๊กจำนวนหลายครั้งติดต่อกัน การกระทำดังกล่าวเป็นการกระตุ้นความเกลียดชัง ทำให้ข้อความที่โพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็น ตลอดจนแชร์เนื้อหาเหล่านั้นออกไปเป็นจำนวนมาก จนอาจทำให้พี่น้องประชาชนรู้สึกไม่พอใจ ทั้งยังตกเป็นเหยื่อจากพฤติกรรมในการหลอกลวงขายสินค้า

ว่าที่ พ.ต.อ.พิเชษฐ์ฯ กล่าวว่า ได้ดำเนินการสืบสวนติดตามผู้ดูแลเพจหลวงพี่จัสติน วัดดูยูมีน ซึ่งมีหลายเวอร์ชั่น โดยเพจแรกสร้างเมื่อปี 2560 มีผู้ติดตามกว่า 3 แสนคน แต่เพจที่เป็นประเด็นคือ เพจหลวงพี่จัสติน วัดดูยูมีน v.2 สร้างเมื่อปี 2562 มีผู้ติดตาม 40,000 ราย ซึ่งได้โพสต์ข้อความในลักษณะสร้างความแตกแยก สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน รวมถึงเข้าข่ายในความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง และมีพฤติการณ์ในการหลอกลวงขายสินค้าให้กับประชาชน

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ฯ กล่าวอีกว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา เดิมภูมิหลังผู้ต้องหาเป็นคนหน้าตาดี โดยประกอบอาชีพเป็นกระเป๋ารถเมล์ และเคยดังในโลกสังคมออนไลน์ จากนั้นได้ไปลงทุนธุรกิจบางอย่างที่หลอกลวงในออนไลน์จนหมดเนื้อหมดตัว จึงคิดจะทำเพจนี้ขึ้นมา แต่จะทำอย่างไรให้เพจดัง จึงเริ่มนำข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลที่เป็นภัยมั่นคง ข้อมูลเท็จนำมาใส่ในเพจ จนมีผู้ติดตามถึงสามแสนคน จากนั้นจึงคิดที่จะนำเสื้อมาขาย มีผู้หลงซื้อไปจำนวนมากได้เงินไปหลายแสนบาท แต่ผู้ซื้อไม่ได้รับของ และได้แจ้งเข้ามาที่เว็บไซต์ของบก.ปอท.กว่า 10 ราย พร้อมทั้งแจ้งเตือนว่าเพจดังกล่าวเป็นเพจโกง จนนำมาสู่การจับกุมตัวผู้ต้องหาได้

เบื้องต้นแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14(3) “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรฯ” ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุด จำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท สำหรับผู้ใดเผยแพร่หรือส่งต่อภาพ หรือข้อความดังกล่าว จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(5) อัตราโทษสูงสุด จำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวฝากประชาสัมพันธ์​อีกด้วยว่า กรณีที่ประชาชนตรวจพบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนสื่อสังคมออนไลน์หรือเว็บไซต์ สามารถรายงานปิดกั้นเบื้องต้นตามช่องทางของสื่อสังคมออนไลน์แต่ละประเภท หรือแจ้งมายังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หมายเลขโทรศัพท์ 0 2142 2556 และ 0 2142 2557 หรือทางเว็บไซต์ tcsd.go.th เพื่อดำเนินการปิดกั้น ระงับ ยับยั้งตามช่องทางของกฎหมาย และสืบสวนจับกุมผู้นำเข้าเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

พ.ต.อ.ศุภวัช ปานแดง ผกก.สน.เพชรเกษม เดินทางไปโรงเรียนวัดราษฎร์บำรุง (งามศิริวิทยาคาร) อบรมให้ความรู้กับนักเรียน ในโครงการ D.A.R E.

พ.ต.อ.ศุภวัช ปานแดง ผกก.สน.เพชรเกษม เดินทางไปโรงเรียนวัดราษฎร์บำรุง (งามศิริวิทยาคาร) อบรมให้ความรู้กับนักเรียน ในโครงการ D.A.R E.

เมื่อเวลา 13:00 น วันที่ 26 ธันวาคม 2562 ณ.โรงเรียนวัดราษฎร์บำรุง( งามศิริวิทยาคาร) 205 ซ.เพชรเกษม 69 แขวงหลักสอง เขตบางแค กทม.ได้มีการอบรมให้ความรู้กับนักเรียนในโครงการ ครู D.A.R.E.โดย พ.ต.อ.ศุภวัช ปานแดง ผกก.สน.เพชรเกษม พร้อมด้วย พ.ต.ท. พิสิษฐ์ มีวิริยกุล รอง ผกก.ป.สน.เพชรเกษม, พ.ต.ต.วันชัย ศรีชัยปลูก สว.จร.สน. เพชรเกษม, ร.ต.อ.มานะ ชูช่วย, ด.ต.ชัยพัชร์ โมทอง, คณะคุณครูโรงเรียนวัดประชาราษฎร์บำรุง(งามศิริวิทยาคาร) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.เพชรเกษม เข้าอบรมให้ความรู้กับนักเรียน

โดย พ.ต.อ.ศุภวัช ปานแดง ผกก.สน.เพชรเกษม ได้กล่าวเปิดโครงการ D.A.R.E.และอบรมให้ความรู้กับนักเรียนได้เข้าถึง และเข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครงการ D.A.R.E.ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ นักเรียน, เด็กและเยาวชน หลังจากนั้นได้มอบหมายให้

  • พ.ต.ท.พิสิษฐ์ มีวิริยกุล รองผกก.ป.สน.เพชรเกษม ได้กล่าวถึงในด้านของการเคารพกฏหมาย โดยอบรมให้ความรู้กับนักเรียนให้ทำในสิ่งที่ดีๆไม่ควรทำอะไรที่ผิดๆ ซึ่งต่อไปในภายภาคหน้าจะได้ปลุกจิตสำนึกและจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นคนดีในสังคมต่อไป
  • และในส่วนของด้านการจราจร ก็มี พ.ต.ต.วันชัย ศรีชัยปลูก สว.จร.สน.เพชรเกษม ได้อบรมให้ความรู้ในเรื่องการเคารพกฏ และวินัยจราจร ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นอย่างมาก โดยกล่าวถึงความปลอดภัยในการเดินทาง เนื่องด้วยในแต่ละวันนักเรียนจะต้องเดินทางมายังโรงเรียน แม้กระทั่งในส่วนของ พ่อ-แม่ ผู้ปกครอง ก็จะต้องเดินทาง จึงได้อบรมให้ความรู้ในด้านขับขี่เพื่อความปลอดภัย โดยรถยนต์ให้รัดเข็มขัดนิรภัย
  • ส่วนด้านของรถจักรยานยนต์ก็ต้องสวมหมวกกันน็อค เพื่อความปลอดภัย หากเกิดอุบัติเหตุจะได้ช่วยป้องกันเพื่อให้ได้รับความปลอดภัย และจะต้องเคารพกฏและวินัยจราจรด้วย
  • ส่วนในด้านของความปลอดภัยด้านสุขภาพก็มี ร.ต.อ.มานะ ชูช่วย และ ด.ต.ชัยพัชร์ โมทอง ได้อบรมให้ความรู้ถึงเรื่องอันตรายของ บุหรี่ โดยกล่าวถึงมหันตภัยที่ก่อเกิดโรคมะเร็งของควันบุหรี่ ซึ่งหากสูดดมเข้าไปจะมีพิษร้าย อีกทั้งยังส่งผลถึงสุขภาพและอาจทำให้เสียชีวิต และมิควรเข้าใกล้ อย่างเช่น หาก พ่อ-แม่ ผู้ปกครอง ให้ไปซื้อบุหรี่ก็ไม่ควรไป เพราะจะเป็นการทำผิดกฏหมาย อีกทั้งยังจะทำให้นักเรียน ,เด็กและเยาวชน ใกล้ชิดกับบุหรี่ และไม่ควรทดลอง นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการ D.A.R.E.

ขอบคุณ​ข้อมูล​ข่าวสาร ภาพข่าว

cr.ป๋าหรั่งฝั่งธน “ผู้​สื่อข่าวหนังสือ​พิมพ​์พิมพ์​ไทย​”
ธีรพล ปลื้มถนอม รายงาน

สืบสวนตม.1​ บุกทลายสปาเกย์หรูครบวงจรใจกลางกรุง พบต่างด้าวหล่อ ล่ำ เปลือยกาย เรียกลูกค้า แฝงมั่วเซ็กส์

สืบสวนตม.1​ บุกทลายสปาเกย์หรูครบวงจรใจกลางกรุง พบต่างด้าวหล่อ ล่ำ เปลือยกายเรียกลูกค้า แฝงมั่วเซ็กส์

วันที่​ 27 ธ.ค.62 เวลา 11.00 น.ณ บริเวณห้องโถงชั้นล่าง อาคาร 2 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม. : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย, พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์, พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รอง ผบก.ตม.1 และ พ.ต.อ.ชัชวาลย์ ทิพย์พิชัย ผกก.สส.บก.ตม.1 ร่วมกันแถลงข่าว​ตม.1 บุกทลายสปาเกย์หรูครบวงจร กลางกรุง แฝงมั่วเซ็กส์

พล.ต.ต.ปิติฯ​ กล่าวว่่า​ สืบเนื่องมาจากเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2562 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.1 ได้เข้าทำการจับกุมร้านนวดสปา THE PRINCE ซึ่งร้านดังกล่าวเปิดบริการเป็นร้านนวดสปา แต่แฝงให้บริการทางเพศ โดยสามารถจับกุมพนักงานนวดชายชาวต่างชาติได้จำนวนหลายราย เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนฯ จึงได้สืบสวนขยายผลต่อ จนสืบทราบว่า พนักงานนวดชายจำนวนหนึ่ง ได้หลบมาทำงานในลักษณะเดียวกันอยู่ที่ร้าน V CLUB 7 (วีคลับเซเว่น) ย่านซอยอารีย์ 4 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนฯ จึงได้ตรวจสอบและหาข้อมูลของร้านดังกล่าว จากทางเว็บไซต์ www.vclub7.net

พบว่า ทางร้านได้มีการโฆษณาเผยแพร่ภาพเกี่ยวกับการให้บริการอย่างครบวงจร มีข้อความเชิญชวนให้ลูกค้ามาลองสัมผัสการนวดสปา ที่จะพบกับความสุขและความผ่อนคลายอย่างมีระดับ มีการแจ้งรายละเอียดคอร์สพร้อมห้องนวดสปาหลากหลายให้เลือกสรร พร้อมทั้งโพสต์รูปพนักงานนวดผู้ชาย มีทั้งคนไทยและคนต่างชาติ หุ่นหล่อล่ำ หน้าตาดี ใส่เฉพาะกางเกงใน เน้นโชว์สรีระรูปร่าง ความวาบหวิว เพื่อเป็นการดึงดูดใจลูกค้าให้มาใช้บริการ โดยเปิดให้บริการกับลูกค้าทั่วไป เน้นลูกค้าผู้ชายชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.1 จึงได้ทำการวางแผนเข้าทำการจับกุม โดยให้สายลับเข้าไปใช้บริการนวดสปาที่ร้าน V CLUB 7 (วีคลับเซเว่น) และนัดแนะกับสายลับว่าเมื่อเข้าไปใช้บริการ หากพบพนักงานนวดที่ลักษณะคล้ายคนต่างด้าวให้ส่งสัญญาณเข้าทำการจับกุมทันที เมื่อสายลับส่งสัญญาณ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนฯ จึงได้นำกำลังเข้าตรวจสอบภายในร้านนวดสปาดังกล่าว

พบว่า เป็นอาคารสามหลังเชื่อมต่อกันได้ มีทางเข้า-ออกสลับซับซ้อนหลายช่องทาง ภายในมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบวงจร เช่น ห้องพักแบบโฮสเทล เคาน์เตอร์บาร์ ห้องออกกำลังกาย ห้องอบซาวน่า ห้องนวดสปา พื้นที่สำหรับนั่งพักผ่อนและสำหรับนั่งรับประทานอาหารที่ติดกับสวนหย่อมและสระว่ายน้ำ บริเวณชั้นล่างจะมีเวทีเป็นชั้นๆ สำหรับพนักงานนวดชาย นั่งรอให้ลูกค้าเลือกเพื่อไปให้บริการนวด ส่วนใหญ่ไม่สวมเสื้อ ใส่เพียงกางเกงชั้นในตัวเดียว

จากการตรวจค้นบริเวณห้องนวดชั้นบนของอาคาร พบพนักงานชายเปลือยกายกำลังให้บริการแก่ลูกค้า และยังพบถุงยางอนามัยทั้งที่ใช้แล้วและยังไม่ได้ใช้อีกจำนวนหลายชิ้นอยู่บนที่นอนและถังขยะภายในห้องนวด จากการตรวจสอบพนักงานนวดชายทั้งหมด มีทั้งคนไทยและคนต่างชาติ มากกว่า 30 คน และจากการตรวจเอกสารหลักฐานการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของพนักงานนวดชายชาวต่างชาติ พบว่าเป็นคนต่างชาติกระทำความผิด จำนวน 11 ราย แยกเป็น สัญชาติกัมพูชา 1 ราย,เมียนมา 4 ราย,ลาว 4 ราย และเวียดนาม 2 ราย ในข้อหา “เป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต” และข้อหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้”

ภายหลังการแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิของผู้ถูกจับทั้ง 11 ราย ให้ทราบแล้ว ได้นำตัวผู้ถูกจับส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. และได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับนายจ้างเจ้าของร้านดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.ปิติฯ​ ขอ​ฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ทน.แหลมฉบัง ร่วมตำรวจตั้งจุดตรวจ จุดบริการประชาชน เพื่ออำนวยความสะดวก การใช้เส้นทางจราจร ช่วงเทศกาลปีใหม่

เมื่อเวลา10.00 น วันนี้ที่หน้าตลาดสี่มุมเมือง แหลมฉบัง ตรงข้ามนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ริมถนนสุขุมวิท ฝั่งขาเข้าพัทยา ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี นายสุขุม อินแดง รองนายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง เป็นประธานเปิดจุดตรวจจุดบริการประชาชน ช่วงเทศกาลปีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.62 – 2 ม.ค. 63 โดยมีนายอนันต์ บุญสมรองปลัดทน.แหลมฉบังกล่าวรายงาน พร้อมทั้งข้าราชการตำรวจในสังกัดสภ.แหลมฉบัง นำโดยพ.ต.อ.ประสงค์ ศิริทิพย์วานิช ผู้กำกับ พ.ต.ท.ขจรศักดิ์ สมหวัง รองผู้กำกับป้องกันปราบ ปราม กำลังตำรวจอาสา เจ้าหน้าที่สาธารณสุข หน่วยกู้ภัย และอีกหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐเอกชน เข้าร่วมเปิดจุดตรวจจุดบริการประชาชนดังกล่าว

ซึ่งในพื้นที่แหลมฉบังถือว่าเป็นเส้นทางจราจรที่มีประชาชนนักท่องเที่ยวใช้สัญจรผ่านไปมายังเมืองพัทยาและจังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออก ทำให้มีปริมาณการจราจรในช่วงปีใหม่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น จึงได้มีการตั้งจุดตรวจจุดบริการประชาชน เพื่ออำนวยความสะดวกการจราจรและสอบถามเส้นทางแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ นอกจากนี้ยังได้จัดเตรียมเครื่องดื่มชูกำลัง น้ำดื่ม ผ้าเย็น ให้บริการแก่ประชาชนที่ผ่านจุดอำนวยความสะดวกและเข้ามารับบริการด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลและกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค2ในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางจราจรที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลดังกล่าว

ทางด้าน รองสุขุม อินแดง รองนายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง เตือนประชาชน ก่อนออกจากบ้านให้ดูความเรียบร้อยภายในบ้านปลั๊กไฟต่างๆให้ถอดให้เรียบร้อย เพื่อความปลอดภัยไม่ประมาท หรือเข้าโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ ในขณะที่ทางฝ่ายป้องกัน เตรียมความพร้อมแบบร้อยเปอร์เซ็นในข่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ตลอด 24 ชั่วโมง ให้พี่น้องประชาชนแจ้งเข้ามาได้ตลอดเวลา ด้าน สภ.หนองขาม ก็เปิดจุดบริเวณประชาชนในช่วงบ่าย แจกเครื่องดื่มบำรุงกำลังให้กับพี่น้องที่เดินทาง พร้อมกำขับในเรื่องการดื่มเมาอย่าขับ ถูกจับแน่ คาดเข็มนิรภัย บุคคลนั่งท้ายกระบะ แล จยย.ต้องเปิดไฟใส่หมวก เพื่อความปลอดภัย

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วม”วีนิไทยร่วมใจปลูกปะการังเกาะสีชัง”

ตามที่ มูลนิธิกิจกรรมวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการอนุรักษ์ โดยความอุปถัมภ์ของ บมจ.วีนิไทยและบริษัท วีนิไทย จำกัด(มหาชน) จัดโครงการ “วีนิไทยร่วมใจปลูกปะการังในพื้นที่เกาะสี ชัง” กองทัพเรือ โดย พลเรือโทสุทธินันท์ สมานรักษ์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 จังหวัดชลบุรี มอบหมายให้ นาวาเอกเกียรติกูล สุวรรณ รองเสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นผู้แทน ร่วมพิธีเปิดโครงการฯ เมื่อ 26 ธ.ค.62 ที่ผ่านมา ณ พระจุฑาธุชราชฐาน อ.เกาะสี ชัง จ.ชลบุรี

ซึ่งโครงการดังกล่าว กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กรม ทช. ) โดยสำนักงาน ทช.ที่ 2 (ชลบุรี) ร่วมกับทัพเรือภาคที่ 1 เทศบาลตำบลเกาะสีชัง ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) วิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลง กรณ์มหาวิทยาลัย และชุมชนในพื้นที่กว่า 100 คน เข้าร่วมกิจกรรมฯ โดยมี รองอธิบดี ปิ่นสักก์ สุรัสวดี เป็นประธาน โดยกิจกรรมดังกล่าว มีการย้ายปลูกปะการังรวม 8,000 กิ่ง ใน 5 พื้นที่ เพื่อเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ให้คงความอุดมสมบูรณ์ ตลอดไป

ภาพ/ข่าว: กองกิจการพลเรือน ทัพเรือภาคที่ 1
นิราช ทิพย์ศรี/นันทพล ทิพย์ศรี 0909535645 รายงาน

ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ส่งสารอวยพรปีใหม่ 2563 เน้น “เมาไม่ขับ”

พลเรือโทสุทธินันท์ สมานรักษ์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 จังหวัดชลบุรี ส่งสารอวยพรปีใหม่ ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 “ผมขอส่งความสุขความปรารถนาดีและไมตรีจิต มายังพี่น้องประชาชน พี่น้องชาวประมง เพื่อนร่วมงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประ ชาสังคมทุกภาคส่วน และทุกสาขาอาชีพ ตลอดจนกำลังพลทัพเรือภาคที่ 1 ตลอดปีที่ผ่านมา ผมขอขอบคุณทุกท่าน ที่ได้ให้ความร่วมมือกับทัพเรือภาคที่ 1 ในการปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นการสร้างฐานแห่งการพัฒนา ไปสู่ความสำเร็จและยั่งยืนต่อไปในอนาคต”

ในปีใหม่ พุทธศักราช 2563 นี้ ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ทุกคนเคารพนับถือ ดวงพระวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์, กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ตลอดจนเดชะพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณมหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ได้โปรดดลบันดาลพระราชทานพรให้ท่านและครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรือง มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง มีกำลังกายกำลังใจและกำลังสติปัญญาที่เข้มแข็ง สมหวังในสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ ผมขอให้ทุกท่านได้เริ่มต้นปีใหม่ ด้วยความมุ่งมั่นในการทำดี มีความกตัญญูกตเวที มีความเอื้ออารีต่อกัน มีความรักชาติ รักแผ่นดิน ซื่อสัตย์สุจริตอันจะส่งผลให้ภารกิจทุกประการสำเร็จผล เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

และในช่วงเทศกาลปีใหม่ พุทธศักราช 2563 นี้ มีวันหยุดราชการหลายวัน จึงขอให้ทุกท่านใช้ความระมัดระวังในการเดินทางกลับภูมิลำเนา เยี่ยมครอบ ครัวถึงที่หมายและกลับมาทำงานโดยสวัสดิภาพ ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง “เมาไม่ขับ”

ด้วยความปรารถนาดี พลเรือโทสุทธินันท์ สมานรักษ์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 กองทัพเรือ

ภาพ/ข่าว กองกิจการพลเรือนทัพเรือภาคที่ 1
นิราช ทิพย์ศรี/นันทพล ทิพย์ศรี 0909535645 รายงาน