พระถูกรถชนมรณภาพ 10 รูป ! ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องประกาศ “Vision Zero”

พระถูกรถชนมรณภาพ 10 รูป !ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องประกาศ “Vision Zero”

เหตุการณ์เด็กอายุ 11 ปี ขับรถกระบะพุ่งชนขบวนพระธุดงค์ ทำให้พระมรณภาพ 10 รูป และบาดเจ็บอีกหลายรูป เป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

ใครทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย เรื่องนี้ไม่มีใครปฏิเสธ แต่ในฐานะนักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่งและจราจร ผมอยากชวนสังคมให้ช่วยกันคิด เพื่อหาทางป้องกันอุบัติเหตุจราจรในอนาคต

1. หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ประเทศไทยจะได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ครั้งนี้?

หากคำตอบคือ “ไม่มี” ผมเชื่อว่า อีกไม่นานเราก็จะเห็นโศกนาฏกรรมครั้งใหม่ เพียงเปลี่ยนชื่อผู้เสียชีวิต เปลี่ยนสถานที่ และเปลี่ยนผู้ขับ… เพราะวิธีคิดของเรายังเหมือนเดิมทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เรามักเริ่มต้นด้วยคำถามว่า ใครผิด? แต่แทบไม่เคยถามว่า เราจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นอีก?สองคำถามนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คำถามแรก เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม แต่คำถามหลัง คือจุดเริ่มต้นของการป้องกัน

2. สวีเดนเปลี่ยนคำถาม ประเทศก็เปลี่ยน

เมื่อปี 2540 ประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีระบบความปลอดภัยทางถนนดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้ประกาศนโยบาย Vision Zero แนวคิดนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าอุบัติเหตุจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากตราบใดที่ยังมีการเดินทาง อุบัติเหตุก็ยังเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือ การเสียชีวิต เพราะการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศนำ Vision Zero มาเป็นนโยบายระดับชาติ

3. Vision Zero ไม่ได้ถามว่า “ใครผิด” แต่ถามว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่มีผู้เสียชีวิตอีก

นี่คือความแตกต่างที่สำคัญ ผู้กระทำผิดก็ยังต้องรับผิดตามกฎหมาย แต่เมื่อคดีสิ้นสุดลง รัฐต้องตอบอีกคำถามหนึ่งว่า เราจะปรับปรุงระบบอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีกนี่คือสิ่งที่เรียกว่า Safe System หรือการออกแบบระบบความปลอดภัย โดยยอมรับว่ามนุษย์ย่อมผิดพลาดได้หน้าที่ของรัฐจึงไม่ใช่เพียงการลงโทษผู้กระทำผิด แต่ต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดของคนหนึ่งคน กลายเป็นความสูญเสียของคนอีกหลายคน

4. ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมี Vision Zero

ประเทศไทยพูดเรื่องความปลอดภัยทางถนนมานาน มีทั้งแผนงาน โครงการ และการรณรงค์จำนวนมาก แต่สิ่งที่เรายังไม่มีคือ เป้าหมายร่วมของประเทศผมจึงเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรประกาศ Vision Zero เป็นนโยบายระดับชาติ ไม่ใช่เพราะเราฝันว่าจะไม่มีอุบัติเหตุ แต่เพราะเราเชื่อว่า “ผู้เสียชีวิตเป็นศูนย์” ต้องเป็นเป้าหมายสูงสุดของระบบคมนา คมไทยเมื่อกำหนดเป้าหมายเช่นนี้ ทุกหน่วยงานจะต้องทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่การออกแบบถนน การกำหนดความเร็ว การบังคับใช้กฎหมาย การให้ความรู้ ไปจนถึงการช่วยเหลือหลังเกิดอุบัติเหตุ

5. 10 ชีวิต… ไม่ควรสูญเสียไปโดยไร้ความหมาย

พระภิกษุทั้ง 10 รูป ไม่สามารถกลับคืนชีวิตมาได้ แต่สิ่งที่เรายังทำได้คือ ทำให้ความสูญเสียครั้งนี้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทย เปลี่ยนจากการถามว่า “ใครผิด?” มาเป็น “เราจะทำอย่างไร เพื่อให้ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรเป็นศูนย์”

เพราะนี่คือหัวใจของ Vision Zero และอาจเป็นบทเรียนที่มีคุณค่าที่สุด ที่ผู้จากไปได้ฝากไว้กับสังคมไทย

ขอทิ้งท้ายไว้ว่า “ศาลมีหน้าที่ตัดสินว่าใครผิด แต่รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้ไม่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรรายต่อไป”


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่งและจราจร

แลนด์บริดจ์… หยุดก่อน!ให้ประชาชนกำหนดอนาคตภาคใต้

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อาจกลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการพัฒนาประเทศไทย เพราะรัฐบาลได้ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) กับกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) โดยมีสาระสำคัญ 3 ประการ

(1) ยุติการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC)(2) ตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ โดยมีภาคประชาชนร่วมศึกษาและกำหนดทิศทาง(3) ชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อรอแผนแม่บทฯ และผลการศึกษาของคณะกรรมการแลนด์บริดจ์

หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเพียง “ข้อตกลงทางการเมือง” แต่ในความเป็นจริง MOU ฉบับนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นมาก

เพราะนี่คือครั้งแรกที่รัฐบาลยอมรับอย่างเป็นทางการว่า การพัฒนาภาคใต้ไม่ควรเริ่มต้นจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเริ่มต้นจากการวางแผนร่วมกับประชาชน

1. เปลี่ยนวิธีคิดจาก “โครงการนำ” เป็น “แผนนำ”

ที่ผ่านมา การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของประเทศมักเริ่มจากโครงการ เมื่อมีโครงการแล้ว จึงค่อยออกแบบทุกอย่างให้รองรับโครงการนั้น ไม่ว่าจะเป็นผังเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น พร้อมทั้งออกกฎหมายให้เอื้อต่อโครงการ ประชาชนมักเข้ามามีส่วนร่วมในช่วงท้าย เมื่อทิศทางหลักถูกกำหนดไปแล้ว

MOU ฉบับนี้เสนอแนวคิดที่แตกต่างออกไป คือเริ่มจากการตั้งคำถามว่า (1) ภาคใต้ควรพัฒนาไปในทิศทางใด (2) จุดแข็งของแต่ละพื้นที่คืออะไร (3) เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต จะเดินไปด้วยกันได้อย่างไรเมื่อมีคำตอบเหล่านี้แล้ว จึงค่อยพิจารณาว่าโครงการใดเหมาะสมที่จะบรรจุไว้ในแผน ไม่ใช่กำหนดโครงการไว้ก่อน แล้วให้ทุกอย่างเดินตาม

2. ประชาชนไม่ใช่ผู้คัดค้าน แต่เป็นผู้ร่วมออกแบบ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้ที่ตั้งคำถามต่อโครงการแลนด์บริดจ์มักถูกมองว่าเป็น “ฝ่ายคัดค้าน” แต่ MOU ฉบับนี้สะท้อนอีกมุมหนึ่ง ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องคือ การพัฒนาที่มีข้อมูล มีเหตุผล และเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นหากกระบวนการนี้เกิดขึ้นจริง ประเทศไทยจะได้ต้นแบบใหม่ของการกำหนดนโยบายสาธารณะ นั่นคือ การให้ประชาชนร่วมคิด ไม่ใช่เพียงร่วมรับฟัง

3. นี่อาจเป็นต้นแบบของทั้งประเทศ

หากคณะกรรมการฯ สามารถจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ประโยชน์จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคใต้ แต่จะกลายเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาภาคอื่นๆ ของประเทศ หรือแม้แต่กรุงเทพมหานคร ล้วนสามารถใช้กระบวนการเดียวกัน คือให้ประชาชนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ตนเอง

4. ความท้าทายเพิ่งเริ่มต้น

อย่างไรก็ตาม MOU เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความสำเร็จจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายรักษาคำมั่นที่ลงนามไว้ คณะกรรมการฯ ต้องทำงานอย่างโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และยึดประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญขณะเดียวกัน ภาคประชาชนก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้คัดค้าน” มาเป็น “ผู้ร่วมเสนอทางออก” เพราะการออกแบบอนาคตย่อมยากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์

5. บทใหม่ของประเทศไทย

ความสำเร็จที่แท้จริงของ MOU ฉบับนี้ ไม่ใช่การหยุดหรือเดินหน้าแลนด์บริดจ์ แต่คือการพิสูจน์ว่า ประชาชนสามารถเป็นผู้ร่วมออกแบบอนาคตของประเทศได้ หากกระบวนการนี้เดินหน้าจนเกิด “แผนพัฒนาภาคใต้ฉบับประชาชน” ได้สำเร็จ

นี่จะไม่ใช่เพียงชัยชนะของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่จะเป็นชัยชนะของประชาธิปไตยเชิงนโยบาย และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ที่การพัฒนาประเทศไม่ได้ถูกเขียนขึ้นโดยรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ถูกเขียนร่วมกันโดยประชาชนทุกคน”

นี่ไม่ใช่แผนของ SEC Watch ไม่ใช่แผนของรัฐบาล แต่ควรเป็น ‘แผนของคนใต้ทุกคน’ และหากทำสำเร็จ ก็จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาประเทศไทยในศตวรรษที่ 21″


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ไฮสปีด 3 สนามบิน 7 ปีผ่านไป… คนไทยได้อะไร?

ในที่สุด สิ่งที่หลายฝ่ายคาดไว้ก็ใกล้กลายเป็นความจริง โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่า 224,544.36 ล้านบาท อาจต้องยุติสัญญา

ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยยอมรับตรงๆ ว่า หากบอร์ด EEC ไม่เห็นชอบให้แก้ไขสัญญา โครงการก็อาจต้องปิดฉาก

หากเป็นเช่นนั้น สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดไม่ใช่การเลิกสัญญา แต่คือประเทศไทยเสียเวลาไปเกือบ 7 ปี โดยที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง

1. โครงการนี้เริ่มต้นอย่างไร?

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 การรถไฟแห่งประเทศไทยลงนามสัญญากับบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (กลุ่มซีพี) เพื่อก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา สัมปทานยาว 50 ปี แบ่งเป็นเวลาสำหรับการออกแบบและก่อสร้าง 5 ปี และเวลาสำหรับการบริหารจัดการเดินรถ 45 ปีในวันนั้น หลายคนเชื่อว่านี่คือ “เมกะโปรเจกต์” ที่จะเปลี่ยนโฉมระบบคมนาคมของไทยและเป็นหัวใจของ EECแต่เกือบ 7 ปีผ่านไป… สิ่งที่ประชาชนได้เห็น ไม่ใช่การก่อสร้าง แต่เป็นข่าว “ขอแก้สัญญา” และ “เจรจาใหม่” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

2. ซีพีชนะประมูล เพราะขอเงินรัฐน้อยที่สุด

เหตุผลที่กลุ่มซีพีชนะประมูล เพราะเสนอขอรับเงินสนับสนุนจากรัฐเพียง 117,226.87 ล้านบาท ต่ำกว่าคู่แข่งอย่างกลุ่ม BSR (นำโดยบีทีเอส) ซึ่งเสนอขอรับเงินสนับสนุนสูงถึง 169,934 ล้านบาทนั่นทำให้รัฐต้องลงทุนเพียงประมาณ 52% ของมูลค่าโครงการ ซึ่งถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับโครงการรถไฟฟ้าอื่นๆ ที่รัฐมักร่วมลงทุนถึง 80-85%คำถามคือ… การเสนอราคาที่ต่ำมากเพื่อชนะประมูล กลายเป็นภาระทางการเงินที่หนักเกินไปหรือไม่ เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนไปหลังโควิด

3. คำพูดประโยคเดียว “สะเทือนทั้งโครงการ”

สิ่งที่น่ากังวลที่สุด ไม่ใช่การที่เอกชนขอแก้สัญญา แต่คือคำยอมรับของผู้ว่าการ รฟท.ที่ว่า “สถาบันการเงินไม่เชื่อมั่นว่าโครงการมีความคุ้มค่าพอที่จะปล่อยกู้”ประโยคนี้มีความหมายมากกว่าแค่การหาเงินกู้ไม่ได้ แต่มันสะท้อนว่า ผู้ให้กู้ซึ่งเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ มองว่าโครงการอาจไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามแผนเมื่อธนาคารไม่ปล่อยกู้ โครงการ PPP (Public-Private Partnership หรือ “การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน) ก็แทบเดินหน้าต่อไม่ได้

4. โควิด… ใช่ทั้งหมดหรือไม่?

หลายคนชี้แจงว่า โครงการสะดุดเพราะโควิด แต่หากย้อนดูข้อเท็จจริง จะพบว่าปัญหาสะสมมาตั้งแต่ก่อนโควิด ทั้งการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า การก่อสร้างที่ทับซ้อนกับโครงการอื่น และการเจรจาแก้ไขเงื่อนไขหลายครั้งทุกปีที่ผ่านไป… ต้นทุนสูงขึ้น ทุกปีที่ผ่านไป… ความเชื่อมั่นลดลง จนวันนี้ แม้แต่สถาบันการเงินก็เริ่มไม่มั่นใจ

5. คำถามที่รัฐบาลต้องตอบ

หากโครงการต้องยุติจริง รัฐบาลควรตอบประชาชนอย่างน้อย 2 คำถาม

(1) ใครจะรับผิดชอบต่อเวลาเกือบ 7 ปีที่ประเทศต้องสูญเสียไป

(2) ประเทศไทยจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนกลับมาได้อย่างไร หากเมกะโปรเจกต์ระดับประเทศยังจบลงแบบนี้

6. บทเรียนราคาแพงที่สุด

บทเรียนของโครงการนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องรถไฟความเร็วสูง แต่คือบทเรียนของการบริหารประเทศ“การประกาศก่อสร้างเมกะโปรเจกต์เป็นเรื่องไม่ยาก แต่การทำให้สำเร็จต่างหาก คือสิ่งที่ประชาชนใช้วัดความสามารถของรัฐบาล” วันนี้ สิ่งที่ประเทศไทยสูญเสีย อาจไม่ใช่เพียงโครงการมูลค่า 224,544.36 ล้านบาท แต่คือ เวลา โอกาส ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

7 ปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่แค่โครงการที่หยุดนิ่ง แต่คือ 7 ปี ที่ประเทศไทยเดินช้าลง… ขณะที่โลกเดินหน้าไปไกลกว่าเดิม


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

รัฐบาลเดินหน้า SEC – แลนด์บริดจ์ผู้คัดค้านจะต้านได้แค่ไหน?

รัฐบาลเดินหน้า SEC – แลนด์บริดจ์ผู้คัดค้านจะต้านได้แค่ไหน?

เครือข่าย SEC Watch (กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้) ได้มาปักหลักชุมนุมเพื่อคัดค้านร่าง พรบ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor หรือ SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมา

แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลยังคงเดินหน้าทั้งร่าง พรบ.SEC และแลนด์บริดจ์ ถามว่าผู้คัดค้านจะต้านได้แค่ไหน?

ผมขอเรียนไว้ก่อนว่า ผมไม่ได้คัดค้านการพัฒนาภาคใต้ และไม่ได้คัดค้านการลงทุนขนาดใหญ่ หากมีโครงการใดที่สร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับเศรษฐกิจของประเทศได้จริง ผมพร้อมสนับสนุน แต่สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ซึ่งเป็นโครงการเรือธงของ SEC รัฐบาลยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่ามีความคุ้มค่าจริง

ส่วนร่าง พรบ.SEC ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “กฎหมายแม่บท” รองรับโครงการแลนด์บริดจ์และการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ตอนบนนั้น ผมยิ่งเห็นว่าควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการส่งเสริมการลงทุน แต่เกี่ยวข้องกับอำนาจการบริหารจัดการพื้นที่ การใช้ที่ดิน และอนาคตของคนในภูมิภาค คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราอยากพัฒนาหรือไม่ แต่คือเราจะพัฒนาอย่างไร พัฒนาเพื่อใคร และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะตกอยู่กับคนในพื้นที่และประเทศชาติอย่างแท้จริงหรือไม่

ผมเห็นว่าร่าง พรบ.SEC คือ การสร้าง “EEC (หรือระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก) เวอร์ชันภาคใต้” เพื่อรองรับโครงการแลนด์บริดจ์ และยกระดับภาคใต้ตอนบนให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมแห่งใหม่ของประเทศ โดยให้อำนาจพิเศษและสิทธิประโยชน์การลงทุนสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป เพื่อดึงดูดเงินลงทุนขนาดใหญ่เข้าสู่ 4 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช

การชุมนุมของเครือข่าย SEC Watch หน้าทำเนียบรัฐบาลในเวลานี้ ไม่ได้คัดค้านเฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์เท่านั้น แต่คัดค้านทั้งร่าง พรบ.SEC และแลนด์บริดจ์พร้อมกัน เพราะผู้ชุมนุมเชื่อว่าทั้งสองเรื่องเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก

ประเด็นหลักที่ผู้ชุมนุมหยิบยกขึ้นมา เช่น

(1) มองว่า พรบ.SEC เป็น “ประตู” สู่แลนด์บริดจ์ (2) กังวลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนชายฝั่ง (3) สงสัยความคุ้มค่าของแลนด์บริดจ์ และ (4) กังวลเรื่องสิทธิในที่ดิน เขาใช้คำว่า “คนใต้จะกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง” เพื่อสื่อถึงความกังวลเรื่องอำนาจต่อรองระหว่างชุมชนกับทุนขนาดใหญ่

ดังนั้น แก่นของความขัดแย้งในขณะนี้จึงไม่ใช่แค่ “เอาหรือไม่เอาแลนด์บริดจ์” แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ ภาคใต้ควรพัฒนาไปในทิศทางใด ระหว่างการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กับการรักษาฐานเศรษฐกิจเดิม เช่น ประมง การท่องเที่ยว และทรัพยากรธรรมชาติ

ผมขอย้ำอีกครั้งว่า “ผมไม่ได้คัดค้านการพัฒนาภาคใต้ แต่ผมยังไม่เห็นข้อมูลเพียงพอว่า ร่าง พรบ.SEC และแลนด์บริดจ์จะสร้างประโยชน์คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ประเทศต้องแบกรับ”

หากรัฐบาลไม่สามารถทำความเข้าใจกับเครือข่าย SEC Watch ได้ โดยต้องมีผลการศึกษาอย่างละเอียด ครอบคลุมทุกมิติมาชี้แจง ก็ยากที่จะเดินหน้าทั้งร่าง พรบ.SEC และแลนด์บริดจ์ โดยเฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือจะเชิญชวนเอกชนมาลงทุน แต่รัฐบาลยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เป็นโครงการที่คุ้มทุนจริง ถามว่าใครจะกล้ามาลงทุน?

ดังนั้น ก่อนจะเดินหน้าโครงการระดับประวัติศาสตร์เช่นนี้ เราควรมีคำตอบที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันขอทิ้งท้ายว่า “การพัฒนาที่ดีไม่ใช่การรีบเดินหน้า แต่คือการตอบคำถามของประชาชนให้ครบก่อนเดินหน้า”


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

สวทช. โดย ไบโอเทค ยกระดับทรัพยากรเกษตรสู่นวัตกรรมชีวภาพมูลค่าสูง ขับเคลื่อนภาคเอกชนสู่ยุค Climate Economy อย่างยั่งยืน

สวทช. โดย ไบโอเทค ยกระดับทรัพยากรเกษตรสู่นวัตกรรมชีวภาพมูลค่าสูง ขับเคลื่อนภาคเอกชนสู่ยุค Climate Economy อย่างยั่งยืน

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรม และฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ สวทช. จัดงานสัมมนา “กิจกรรมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน : นวัตกรรมส่วนผสมเชิงหน้าที่จากทรัพยากรเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (Innovative Functional Ingredients: From Agro-Resources to High-Value Products)” เพื่อมุ่งตอบโจทย์ประเทศในการใช้เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง เปลี่ยนพืชเศรษฐกิจและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว โดยมีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน นักลงทุน และผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก

ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า งานสัมมนาในวันนี้ มุ่งเน้นยุทธศาสตร์สำคัญของ สวทช. ในการทำหน้าที่เป็นแกนกลางขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ที่เชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้งานวิจัย เทคโนโลยีขั้นสูง แหล่งเงินทุน และมาตรการสนับสนุน เข้ากับความต้องการที่แท้จริงของภาคธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง ผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์ การลงทุนและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป้าหมายของการสัมมนาครั้งนี้ สวทช.มุ่งเน้นการตอบโจทย์ประเทศในด้านเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง เพื่อเปลี่ยนทรัพยากรเกษตรและวัสดุเหลือใช้ให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสำหรับการสร้างอุตสาห กรรมแห่งอนาคต ในกลุ่ม Functional Sugar และ Bioactive Ingredients เพื่อการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และชีวภาพสู่เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน

“ด้วยอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากเทรนด์โลก ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค และทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนความต้องการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพนั้น สวทช. จึงนำเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงมาเป็นเครื่องมือปฏิรูปโครงสร้างพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน รวมถึงวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อยกระดับพืชอาหารหรือพลังงานแบบดั้งเดิม ไปสู่การแปรรูปในระดับโมเลกุลชีวภาพที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น อาหารฟังก์ชัน อาหารเสริม เครื่องดื่มสุขภาพ และเวชสำอาง ที่มีอัตราการเติบโตในตลาดโลกสูงมาก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันให้ทรัพยากรเกษตรของไทยไม่ให้หยุดอยู่เพียงการเป็นวัตถุดิบต้นทาง แต่สามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมูลค่าสูง ที่สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคเอกชนไทย และสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศได้อย่างยั่งยืน”

ผศ.ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทค ในฐานะสถาบันวิจัยระดับประเทศ มุ่งมั่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมชีวภาพ (Bio-economy) ผ่านแผนงาน Inno Agroindustry ซึ่งขับเคลื่อนโดยทีมนักวิจัยชั้นนำในการปลดล็อกศักยภาพพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน รวมถึงวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยยกระดับไปสู่การแปรรูปในระดับโมเลกุลชีวภาพ ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมสูงในระดับกึ่งอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่ม Functional Sugar และ Bioactive Ingredients สำหรับป้อนสู่อุตสาหกรรมอาหาร อาหารเสริม และเวชสำอาง

ทั้งนี้ สวทช. เล็งเห็นว่าความสำเร็จที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อนวัตกรรมถูกส่งต่อสู่ภาคเอกชนเพื่อการลงทุนเชิงพาณิชย์ จึงได้บูรณาการกลไกภายใน สวทช. ร่วมกัน ทั้งงานสนับสนุนการวิจัยพัฒนาภาคเอกชน (PSR) ฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรม (IPD) และฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ (BRC) ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี การรับรองโครงการวิจัย และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแกร่ง โดยจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยทลายข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี และผลักดันให้ทรัพยากรเกษตรหลักของไทยกลายเป็นอาวุธทางธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ภายในงานสัมมนา ประกอบด้วยกิจกรรมสร้างความร่วมมือที่เข้มข้น อาทิ การบรรยายพิเศษเจาะลึก 5 เทคโนโลยีสร้างกำไรจากนวัตกรรมชีวภาพ การเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าร่วมกับภาคเอกชน และการให้คำปรึกษาด้านการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยงานพันธมิตร เช่น NIA, บพข. และ ITAP นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม One-on-One Consulting เพื่อให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่ผู้ประกอบการ และการจัดแสดงบูธนวัตกรรมต้น แบบผลิตภัณฑ์ Champion ของไบโอเทค เพื่อส่งเสริมการต่อยอดโครงการจ้างวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการลงทุนร่วมกันในอนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สุชาติ” สั่งพัฒนาพื้นที่รื้อถอนรีสอร์ท “ไร่รักษ์ฟ้า” ให้ประชาชนท่องเที่ยวได้​ ภายใต้ระเบียบกรม อุทยานฯ​ อย่างเคร่งครัด

สุชาติ” สั่งพัฒนาพื้นที่รื้อถอนรีสอร์ท “ไร่รักษ์ฟ้า” ให้ประชาชนท่องเที่ยวได้​ ภายใต้ระเบียบกรมอุทยานฯ​ อย่างเคร่งครัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมอุทยานฯ เร่งฟื้นฟูพื้นที่หลังรื้อถอนรีสอร์ทรุกป่า “ไร่รักษ์ฟ้า” ในเขตอุทยานแห่งชาติเอราวัณ มุ่งพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศให้ประชาชนเข้าถึงธรรมชาติได้ พร้อมเน้นย้ำต้องดำ เนินทุกขั้นตอนตามระเบียบของกรมอุทยานแห่งชาติฯ อย่างเคร่งครัด

สืบเนื่องจากความคืบหน้ากรณีอุทยานแห่งชาติเอราวัณดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับ “ไร่รักษ์ฟ้า” รีสอร์ทที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ในตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ล่าสุด นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้สั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งปรับปรุงภูมิทัศน์และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยกำชับว่าการดำเนินการในทุกขั้นตอนต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของกรมอุทยานฯ อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความถูกต้องและยั่งยืน

​นายสุชาติ กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพสูงในการเป็นจุดท่องเที่ยว โดยจะมีการปรับปรุงให้เป็น “จุดชมวิวเอราวัณนครินทร์” ถือเป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเขื่อนศรีนครินทร์ที่โอบล้อมด้วยขุนเขาเขียวขจีแบบ​ 360 องศา พร้อมสัมผัสบรรยากาศไอหมอกในช่วงเช้าและแสงสีทองยามพระอาทิตย์ตกดินได้อย่างชัดเจน


​รมว.ทส. เน้นย้ำว่า การพัฒนาพื้นที่นี้จะมุ่งเน้นความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ โดยจะไม่มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวรขนาดใหญ่ที่รบกวนธรรมชาติ แต่จะใช้การปรับปรุงภูมิทัศน์ที่สอดคล้องกับสภาพป่าเดิม เลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกำหนดพื้นที่การใช้งานที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดการขยายตัวกระทบต่อระบบนิเวศโดยรอบ ทั้งนี้ เพื่อให้ผืนป่าที่ทวงคืนมาได้กลับมาทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นน้ำและที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าได้อย่างสมบูรณ์เช่นเดิม

​สำหรับการเปิดให้ประชาชนเข้าไปท่องเที่ยว จะดำเนินการภายใต้มาตรการที่รัดกุม คือ​ จะมีการจัดตั้งจุดประสานงานเพื่อคอยให้ข้อมูลและดูแลความปลอดภัยตลอดเวลา​ เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจอุทยานฯ ผสานความร่วมมือกับตำรวจท้องที่ เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย​ กำหนดเขตเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติและจุดถ่ายภาพที่ปลอดภัย มีการจัดทำป้ายสัญลักษณ์แจ้งเตือนที่ชัดเจน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการพลัดหลงของนักท่องเที่ยว

​”การเปลี่ยนพื้นที่บุกรุกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ จะต้องทำอย่างรอบคอบตามระเบียบปฏิบัติ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่านี่คือพื้นที่ของทุกคนที่ปลอดภัย มีระเบียบ และสวยงามอย่างยั่งยืน” นายสุชาติ กล่าวทิ้งท้าย

MNRE #ทส #ทวงคืนผืนป่า #อุทยานแห่งชาติเอราวัณ #ไร่รักษ์ฟ้า #ปราบปรามผู้มีอิทธิพล


ทีมข่าวภาคตะวันตก

“สส.เดียร์” เปิดสนาม การแข่งขันฟุตบอลเยาวชนต้านยาเสพติดEGAT Youth Cup ทับสะแก 2026 ครั้งที่ 4

ประจวบคีรีขันธ์ – “สส.เดียร์” เปิดสนาม การแข่งขันฟุตบอลเยาวชนต้านยาเสพติดEGAT Youth Cup ทับสะแก 2026 ครั้งที่ 4

วันที่ 3 ก.ค.69 ที่สนามฟุตบอลวัดนาล้อม หมู่ที่ 3 ตำบลเขาล้าน อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน สส.เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลเยาวชนต้านยาเสพติด EGAT Youth Cup ทับสะแก 2026 รุ่นอายุไม่เกิน 10 ปี และ 12 ปี กำหนดจัดการแข่งขันขึ้นระหว่าง วันที่ 3-4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

โดยมี พระครูสังฆรักษ์สำราญ อภิชาโต เจ้าอาวาสวัดนาล้อม นายรภีร์ เคนแก้ว พนักงานวิชาชีพระดับ 9 ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์โครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) นายวิบูลย์ เทียนทอง ผู้ช่วย สส.พงษ์พันธ์ เผ่าประทาน และประธานชมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก น.ส.ปารีณา ซักเซ็ค นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก นายสะอาด อนุกูลประชา นายกอบต.เขาล้าน นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก นายกฤษดา ลือโรจน์วงษ์ ที่ปรึกษานายกเทศบาลตำบลทับสะแก นายพนม ปัถวี หัวหน้าแผนกโรงไฟฟ้าทับสะแก พร้อมคณะกรรมการชมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก คณะครู อาจารย์ และนักเรียน ให้การต้อนรับ

นายรภีร์ เคนแก้ว พนักงานวิชาชีพระดับ 9 ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์โครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) กล่าวว่า การไฟฟ้าฝ้ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหน่วยงานที่ดำเนินภารกิจด้านผลิตและจัดหาไฟฟ้าของประเทศ ตามแผนพัฒนาระบบการผลิตไฟฟ้า เพื่อเพิ่มศักยภาพขีดความสามารถ และเสริมสร้างความมันคงด้านพลังงาน ควบคู่ไปกับการมีธรรมาภิบาล ดูแลรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม

กฟผ. จึงได้ริเริ่มจัดโครงการ “ฟุตบอลเยาวชนต้านยาเสพติด EGAT Youth Cup ทับสะแก 2026 รุ่นอายุไม่เกิน 10 ปี และ 12 ปี กำหนดจัดการแข่งขันระหว่าง วันที่ 3-4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ร่วมกับ ชมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก โดยมีจุดมุ่งหมายให้เด็ก เยาวชน ได้ออกกำลังกาย สร้างทักษะด้านกีฬา เสริมสร้างสุขภาพ และสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งของเยาวชน ตลอดจนผู้ปกครอง เป็นการสานสัมพันธภาพอันดีระหว่างกัน โดยมีโรงเรียนส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 16 ทีม กิจกรรมนี้ ได้จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิงจากทุกภาคส่วน ได้แก่ วัดนาล้อม ในฐานะเจ้าของสถานที่ ความมุ่งมันตั้งใจของผู้ปฏิบัติงาน กฟผ.ร่วมกับ ชมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

เจอตัวแล้ว คนขับรถส่งยาเสพติดให้นางสาวมีนาแอร์โฮสเตส

วันที่ 3 ก.ค.2569 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร.,พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.,พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.,พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.,พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส.,พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบยาเสพติด,พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบช.ปส.,พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3,พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. และ เจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.ตร.,ศอ.ปส.บช.น. และ บช.ปส. สืบสวนติดตามคดีที่แอร์โฮสเสตทสายการบินดังถูกจับกุมตัวพร้อมยาเสพติด ที่ประเทศออสเตรเลีย

ทางการสืบสวนสืบทราบว่ากล่องพัสดุที่ซุกซ่อนยาเสพติด ถูกจัดส่งมาให้กับ น.ส.มีนา ที่คอนโดย่านบางนา เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2569 โดยผู้ที่มาส่งนั้นเป็นชายสวมเสื้อแจ๊คเก็ตแขนยาว และสวมฮู้ดปิดบังใบหน้าและศรีษะ โดยคนร้ายโดยสารมาด้วยรถยนต์ โตโยต้าคันหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้รับรายงานจาก พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ว่าเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ได้สืบสวนติดตามรถยนต์คันดังกล่าวจนสืบทราบเจ้าของรถแล้ว เป็นชายวัย 59 ปี ชาว จ.อยุธยา ซึ่งมีประวัติเคยถูกจำคุกตลอดชีวิต ได้รับโทษ 20 ปีจากการถูกจับกุมขณะลักลอบลำเลียงยาบ้า 10,000 เม็ด จาก จ.เชียงราย มาที่ กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2540

ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลที่ ศอ.ปส.บช.น. โดยเบื้องต้นได้ยอมรับว่าเป็นผู้ขับขี่รถยนต์ไปส่งกล่องพัสดุให้กับ น.ส.มีนา เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2569 จริง ให้การว่าขับรถรับจ้างจากชายลักษณะต่างด้าวโดยนั่งมาด้วยกัน

โดยก่อนหน้านั้นยังได้ไปส่งกล่องพัสดุให้กับหญิงสาวอีกรายหนึ่งในละแวก ซอยเสือใหญ่ ซึ่งยืนยันว่าได้ไปที่คอนโดของ น.ส.มีนา เป็นครั้งแรก ส่วนรถยนต์คันนั้นได้ส่งเข้าอู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่ระหว่างการขยายผลหาผู้ร่วมกระทำผิด

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. เปิดเผยต่อว่าล่าสุดได้รับรายงานจาก พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ว่าเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ได้พบรถยนต์คันดังกล่าวแล้ว ซึ่งกำลังจอดอยู่ภายในอู่แห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ระหว่างรอการเปลี่ยนกระจกรถ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดมาตรวจสอบที่ ศอ.ปส.บช.น. เพื่อทำการขยายผลต่อไป

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.เปิดเผยต่อว่าการสืบสวนจากเส้นทางการเงินยืนยันได้ว่า เงินค่าจ้างที่กลุ่มคนร้ายโอนเป็นค่าหิ้วให้กับ น.ส.มีนา นั้น รวมเป็นเงินจำนวน 3,400 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็นค่ามัดจำ 1,700 บาท และ อีก 1,700 บาท ได้โอนจ่ายให้ในวันที่ น.ส.มีนา จะขึ้นบิน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการขยายผลโดยละเอียด ซึ่งมีข้อมูลหลายส่วนที่ยังเปิดเผยไม่ได้ เนื่องจากจะกระทบการขยายผลของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยในส่วนของรถยนต์ที่ตรวจยึดมานั้น จะมีการเรียกเจ้าหน้าที่ พฐ. มาทำการตรวจเก็บหลักฐานภายในรถ ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลต่อไป และขณะนี้อยู่ระหว่างการซักถามขยายผลผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวเพื่อให้ได้รายละเอียดผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น เรามีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ จาก บช.ปส. และ บช.น. บูรณาการร่วมกันหลายนาย โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. คอยติดตามและสนับสนุนการทำงานอย่างใกล้ชิด


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เมื่อคำพูดกลายเป็นกำแพง ล่ามจึงกลายเป็นสะพาน” เปิดตัวภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริง “ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)” เตรียมเข้าฉาย 12 สิงหาคมนี้

“เมื่อคำพูดกลายเป็นกำแพง ล่ามจึงกลายเป็นสะพาน” เปิดตัวภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริง “ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)” เตรียมเข้าฉาย 12 สิงหาคมนี้

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริง “ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)” ภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตและการต่อสู้ของ เบญจวรรณ ภูมิแสน หรือ “ครูเอ๋” ล่ามไทยผู้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับคนไทยและแรงงานไทยในประเทศสหรัฐอเมริกามาอย่างยาวนาน ภายใต้แนวคิดที่ว่า “เมื่อคำพูดกลายเป็นกำแพง ล่ามจึงกลายเป็นสะพาน” สะท้อนบทบาทของล่ามที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแปลภาษา แต่ยังเป็นผู้แปลความหวัง ความรู้สึก และช่วยนำพาผู้คนไปสู่ความยุติธรรมและโอกาสในชีวิต

การแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์ครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ The Bazaar Hotel Bangkok โดยได้รับเกียรติจาก วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วย อรุณศักดิ์ อ่อนละออ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ ร่วมเปิดตัวโปรเจกต์สำคัญที่ถูกจับตามองในวงการภาพยนตร์ไทยประจำปี 2569

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและได้รับเกียรติจากบุคคลในแวดวงบันเทิงร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง อาทิ ฤทธิ์ ลือชา, ไอศูรย์ ไมดาน หรือ “เล็ก ไอศูรย์” รวมถึง จอน นูโว ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมส่งกำลังใจให้กับทีมผู้สร้างภาพยนตร์ในครั้งนี้

นอกจากการเปิดตัวภาพยนตร์แล้ว ภายในงานยังมีการเปิดตัวหนังสือ “ล่าม The Thai Interpreter : เบญจวรรณ ภูมิแสน เสียงในโลกต่างภาษา” ผลงานการเขียนของ นิธินันท์ ออแสงวัตน์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวทั้งหมด ก่อนจะถูกต่อยอดสู่บทเพลงและภาพยนตร์ เพื่อส่งต่อเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

หนังสือดังกล่าวจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ปาปาอินดี้ ภายใต้ความร่วมมือของ “FLIXFE Co., Ltd.” (https://reference-url-citation.invalid/8), THE UNBOUND VOICE Co., Ltd. และ Film Works TUV Co., Ltd. ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในรูปแบบหนังสือ บทเพลง และภาพยนตร์ เพื่อบันทึกเรื่องราวชีวิตจริงของผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนจำนวนมาก

สำหรับภาพยนตร์ “ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)” มีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 และนับเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยที่น่าจับตามอง ด้วยเนื้อหาที่สร้างจากเรื่องจริง ถ่ายทอดทั้งความหวัง ความเสียสละ และพลังของการสื่อสารที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้อย่างแท้จริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

5 องค์กรพันธมิตรพลังงาน-เอกชน เปิดเวที “The Execution Blueprint” อย่างยิ่งใหญ่ ชงพิมพ์เขียวปฏิรูปพลังงานยื่นนายกฯ เร่งตั้ง “กรอ.พลังงาน” ทันที

กรุงเทพฯ – 5 องค์กรพันธมิตรพลังงาน-เอกชน เปิดเวที “The Execution Blueprint” อย่างยิ่งใหญ่ ชงพิมพ์เขียวปฏิรูปพลังงานยื่นนายกฯ เร่งตั้ง “กรอ. พลังงาน” ทันที

คณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย พร้อมด้วยพันธมิตร ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI), สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี 100), มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน และ บริษัท อินฟอร์มา มาเก็ตส์ ประเทศไทย จำกัด ประสบความสำเร็จในการจัดงานเสวนาครั้งสำคัญภายใต้ชื่อ “The Execution Blueprint: ปลดล็อกกติกา เปิดตลาดเสรี พลิกโฉมพลังงานไทย” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงาน ASIA Sustainable Energy Week 2026

เวทีเสวนาในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อยกระดับการแก้ปัญหาเชิงนโยบาย สู่การกางแผนปฏิบัติการแบบ “How-to” ที่จับต้องและนำไปใช้ได้จริง ภายในงานมีการระดมสมองและข้อเสนอแนะเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญในทุกมิติ โดยมีไฮไลต์สำคัญดังนี้:

• ชี้เป้าปัญหาและเสนอทางออกทันที: งานเริ่มต้นด้วยการกล่าวเปิดงานโดย นายพิชัย จิราธิวัฒน์ ประธานคณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย ตามด้วยการปาฐกถาจาก นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. ที่ได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญว่า “เงินทุนและเทคโนโลยีไม่ใช่อุปสรรคเท่ากฎระเบียบที่ล้าหลัง” พร้อมเสนอให้รัฐเร่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐ-เอกชนด้านพลังงาน (กรอ.พลังงาน) ขึ้นเป็นศูนย์บัญชาการเพื่อปลดล็อกมาตรการ Zero Export และระบบอนุญาตจุดเดียว (One Stop Service) ทันที

• รื้อกติกาเก่า สู่ตลาดไฟเสรี: วงเสวนาช่วงเช้า “The New Market” ได้ข้อสรุปในการเดินหน้าปลดล็อกตลาดไฟฟ้าเสรีผ่านกลไก Third Party Access (TPA) และ Direct PPA รวมถึงการเสนอพื้นที่ทดลอง (Sandbox) ในนิคมอุตสาหกรรมและเขต EEC เพื่อผลักดันแผน PDP 2026 ให้บรรลุเป้าหมายพลังงานสะอาดทะลุ 70% โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ คุณชูศักดิ์ วงษ์สวัสดิ์, ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก และนายชัพมนต์ จันทรพงศ์พันธุ์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง

• ปั้นวิศวกรพันธุ์ใหม่สู้เป้าหมายโลก: ช่วงบ่ายในเซสชันพิเศษ “Thailand Skill Bridge” ได้เจาะลึกถึงการอัปสกิลและรีสกิลแรงงานวิศวกรให้พร้อมคุมระบบ Smart Grid และ ESS เพื่อรองรับเป้าหมาย NDC 3.0 นำโดย ดร.สุธิดา พิริยะการสกุล จาก สอวช.,รศ.ดร.จินตวัฒน์ ไชยชนะวงศ์ จาก บพข. และ รศ.ดร.ขวัญชัย ลีเผ่าพันธุ์ จากสภาวิศวกร

• ติดอาวุธการเงินสู้ CBAM: วงเสวนาเศรษฐกิจมุ่งหาทางออกด้านการเงินเพื่อสนับสนุนเป้าหมาย RE >70% โดยชี้ให้เห็นว่าภาครัฐไม่ควรแบกรับภาระเพียงฝ่ายเดียว มีการเสนอโมเดลกองทุนค้ำประกันความเสี่ยง, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Solar Soft Loan) และกลไก Carbon Pricing เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ Low Carbon City โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ได้แก่ ดร.วิชัย ณรงค์วณิชย์ (ธนาคารกสิกรไทย), คุณอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล (EXIM Bank), คุณสุรพล บุพโกสุม (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) และนายอาทิตย์ เวชกิจ (อาร์อี 100)

ในช่วงท้ายของงานได้มีการนำเสนอ “พิมพ์เขียวปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมและกริดพลังงาน” อย่างเป็นทางการ นำโดย นายศุภฤกษ์ ยิ้มกอบกิจ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน FTI โดยตัวแทนองค์กรหลักได้ร่วมกันแถลงจุดยืนและเตรียมยื่นข้อเสนอผ่านรองนายกรัฐมนตรี เพื่อนำไปสู่การเร่งจัดตั้ง “กรอ.พลังงาน” และนำพิมพ์เขียวฉบับนี้ไปปฏิบัติใช้เพื่อพลิกโฉมโครงสร้างพลังงานไทยโดยเร็วที่สุด

เกี่ยวกับผู้จัดงาน : การรวมพลังของ 5 องค์กรหลัก ประกอบด้วย คณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย, กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี 100),มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน และบริษัท อินฟอร์มา มาเก็ตส์ ประเทศไทย จำกัด มีเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนวาระปฏิรูปกฎระเบียบพลังงานระดับชาติ โดยแปลงเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจให้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่พร้อมลงมือปฏิบัติจริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน