ตม.1 เดินเกมรุกต่อเนื่อง ปิดล้อมตลาดกีบหมู เอกซ์เรย์ แรงงานต่างด้าวทุกมิติ

สืบสวนตม.1 เปิดปฎิบัติการร่วมจัดหางาน เข้าพื้นที่กีบหมู คลองสามวา เนื่องจากได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านถึงแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ จับกุมกัมพูชา Overstay 11 ราย!! และสัญชาติ อื่นๆ รวมกว่า 20 ราย

ตามนโยบาย ผบ.ตร. ให้กวาดล้างคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.,พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปราบปรามบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

เช้าตรู่ วันที่ 27 พ.ค.2569 เวลาประมาณ 05.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ รอง ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 ร่วมกับ นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่สืบสวน บก.ตม.1 นำโดย พ.ต.ท.พรชัย สุขเจริญ รอง ผกก.ฯ, พ.ต.ท.ทวีโชติ ฉัตรทวีศักดิ์, พ.ต.ท.หญิง โอภา กล้าหาญ, พ.ต.ท.เจตน์ ยุทธโยธิน, พ.ต.ต.ฆฤณ ลักษณะสมพงศ์ สว.ฯ สนธิกำลังกับ เจ้าหน้าที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 ร่วมกันนำกำลังเข้าตรวจสอบบริเวณชุมชนตลาดกีบหมู แขวงบางชัน เขตคันนายาว กรุงเทพ มหานคร

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าพื้นที่แสดงตัวบริเวณตลาดกีบหมู พบบุคคลต่างด้าวจำนวนมาก จึงได้ทำการปิดล้อมชุมชนเพื่อตรวจสอบเอกสารทุกมติจำนวนกว่า 100 คน ผลการตรวจสอบ พบแรงงานสัญชาติกัมพูชา ที่กระทำผิด จำนวน 14 ราย มีทั้งอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay) และหลบหนีเข้าเมือง

จากนั้นได้ทำการตรวจสอบการแจ้งที่พักอาศัยของคนต่างด้าวในละแวกดังกล่าวบางแห่งพบความผิดฐานไม่แจ้งที่พักอาศัยของคนต่างด้าวตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ จำนวนทั้งหมด 6 ราย จึงได้ควบคุมตัว เพื่อเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายคนเข้าเมือง และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.คันนายาว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบถามข้อมูลจากคนในพื้นที่ ทราบว่าบริเวณดังกล่าวมีบุคคลต่างด้าวพักอาศัยอยู่จำนวนมาก ได้แสดงความขอบคุณกองกำกับการสืบสวน ตรวจคนเข้าเมือง 1 และกรมจัดหางาน ที่ให้ความสำคัญและเข้ามาตรวจสอบบุคคลต่างด้าวในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอและรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอชื่นชมการปฏิบัติงานในวันนี้ ทำให้ประชาชนในพื้นที่อุ่นใจและรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นในการอยู่ร่วมกันในชุมชน

พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1 ได้เน้นย้ำว่า การจะนำเอาบุคคลต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้นั้น ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเคร่งครัด ทั้งในเรื่องของวีซ่าและใบอนุญาตทำงานตามประเภทงานและพื้นที่ที่ตนเองทำงาน นอกจากนี้ บุคคลผู้เป็นเจ้าบ้าน ผู้ครอบครองเคหสถาน หากให้บุคคลต่างด้าวเข้ามาพักอาศัยจะต้องดำเนินการแจ้งที่พักอาศัยของบุคคลต่างด้าวตามกฎหมายด้วย

ดังนั้นจึงขอฝากประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชนไปยังพี่น้องประชาชน หากมีเบาะแสเกี่ยวกับการทำงานของบุคคลต่างด้าวที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสผ่านช่องทาง1599 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ 1178 สายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สตม. ลงพื้นที่ตรวสอบข้อเท็จจริงกรณีชาวต่างชาติยึดพื้นที่เกาะพงันทำธุรกิจนอมินี

สตม. ลงพื้นที่ตรวสอบข้อเท็จจริงกรณีชาวต่างชาติยึดพื้นที่เกาะพงันทำธุรกิจนอมินี

จากกรณีที่มีนำเสนอข่าวว่าชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก โดยอาจจะแอบแฝงประกอบอาชีพ หรือทำธุรกิจในลักษณะนอมินี ตลอดจนมีการเปิดโรงเรียนสอนนักเรียนต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะในพื้นที่เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา

สตม. ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ประชุม หารือ เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว พบว่า สถิติบุคคลต่างด้าวที่มิใช่นักท่องเที่ยว ซึ่งได้ขออยู่ต่อในราชอาณาจักรชั่วคราวโดยมีการอนุญาตมากกว่า 30 วัน และการอนุญาตยังไม่สิ้นสุดในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี มีจำนวน 2,641 ราย แบ่งเป็นสัญชาติอิสราเอล จำนวน 369 คน, รัสเซีย จำนวน 335 คน,บริติช จำนวน 291 คน,ฝรั่งเศส จำนวน 283 คน,เยอรมัน จำนวน 210 คน และสัญชาติอื่นๆ จำนวน 1,153 คน

ส่วนของสถิติการดำเนินคดีกับคนต่างด้าวในพื้นที่ สภ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 เป็นต้นมา มีจำนวนทั้งหมด 141 คน แบ่งเป็นสัญชาติเมียนมา จำนวน 47 คน, อิสราเอล จำนวน 16 คน, รัสเซีย จำนวน 13 คน, อเมริกา จำนวน 8 คน, เยอรมัน จำนวน 7 คน และสัญชาติอื่นๆ จำนวน 50 คน ซึ่งเป็นคดีจราจร คดีเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ยาเสพติด, พ.ร.บ. การทำงานของคนต่างด้าว เป็นต้น โดยพบว่า ตั้งแต่ ปี 2567 ถึงปัจจุบัน มีการดำเนินคดีกับคนไทยที่เป็นตัวแทน (นอมินี) ไปทั้งสิ้น จำนวน 23 คดี ได้แก่ บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลสัญชาติอิสราเอล จำนวน 9 คดี, รัสเซีย จำนวน 3 คดี,ฝรั่งเศส จำนวน 3 คดี,อเมริกา จำนวน 2 คดี และสัญชาติอื่นๆ จำนวน 6 คดี

สตม. ยังได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่เกาะพะงัน ประกอบด้วย สภ.เกาะ พะงัน, กก.สส.ภ.จ.สุราษฎร์ธานี, ฝ่ายปกครองอำเภอเกาะพะงัน และเจ้าหน้าที่ทหาร กอ. รมน.ภาค 4 ตรวจสอบสถานประกอบการที่มีการดำเนินกิจการเป็นสถานรับเลี้ยงเด็ก และโรงเรียนเอกชนหลายแห่ง อาทิ สถานรับเลี้ยงเด็ก ชยุต,บริษัท เวิลด์ อาบันแดนซ์ และ บริษัท คิดดี้ เวิร์ล พร็อพเพอร์ตี้ ไม่พบการกระทำความผิด

สถานรับเลี้ยงเด็ก ARKI KIDS และเป็นโรงเรียนเอกชนสอนภาษานอกระบบ ARKI KIDS LANGUAGE SCHOOL โดยบริษัท อาร์กิ คิดส์ จำกัด ซึ่งเปิดรับเด็กตั้งแต่อายุ 3–12 ปี มีการสอนวาดภาพ ร้องเพลง ทำกิจกรรมเด็กเล็ก และออกกำลังกาย มีเด็กที่เข้ามาเรียน จำนวน 144 คน แบ่งเป็นสัญชาติอิสราเอล จำนวน 122 คน, เยอรมัน จำนวน 2 คน, ฝรั่งเศส จำนวน 2 คน และสัญชาติอื่นๆ จำนวน 18 คน พบการกระทำความผิดในข้อหาเป็นนายจ้างรับคนต่างด้าวเข้ามาทำงานโดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาต, เป็นนายจ้างไม่แจ้งคนต่างด้าวเข้าทำงานให้นายทะเบียนทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จ้าง, เป็นเจ้าของสถานรับเลี้ยงเด็ก ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และจัดตั้งโรงเรียนเอกชนนอกระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจับกุมคนไทย และคนต่างด้าว 3 ราย ได้แก่ นางประทุมทิพย์ (สงวนนาม สกุล), MR.AIDIN และ MS.NEGAR สัญชาติอิหร่าน กรรมการบริษัท ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบัน สตม. ยังคงเดินหน้าสืบสวน ปราบปราม สกัดกั้นมิให้คนต่างด้าวที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย หรือเข้ามากระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมกวาดล้างและผลักดันออกนอกประเทศทันที


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“รถทันตกรรมเคลื่อนที่อัจฉริยะ” พร้อมให้บริการ! วช.สนับสนุนทีมวิจัย เพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทันตกรรมด้วย ววน. Wellness สูงวัยสุขภาพดี ณ จังหวัดอุทัยธานี

“รถทันตกรรมเคลื่อนที่อัจฉริยะ” พร้อมให้บริการ! วช.สนับสนุนทีมวิจัย เพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทันตกรรมด้วย ววน. Wellness สูงวัยสุขภาพดี ณ จังหวัดอุทัยธานี

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมกับคณะนักวิจัย สมาคมวิศวชีวการแพทย์ไทย บริษัทสมาร์ทเมดกรุป 2019 จำกัด และคลินิคทันตกรรมสไมล์แกลอรี่ นำ“รถทันตกรรมเคลื่อนที่อัจฉริยะเพื่อสุขภาวะยุคใหม่“ นำร่องให้บริการ “Wellness สูงวัยสุขภาพดี” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย นายนิวัฒน์ ภาตะนันท์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี กล่าวต้อนรับ,นายศรัณย์ ธรรมาศิริกุล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวรายงาน และผู้ทรงคุณวุฒิ (วช.) เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เข้าร่วมกิจกรรม ณ โรงแรมธาราฮิลล์ จังหวัดอุทัยธานี

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า “รถทันตกรรมเคลื่อนที่อัจฉริยะเพื่อสุขภาวะยุคใหม่” เป็นการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปากของประชาชนในทุกช่วงวัย อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยได้นำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ เทคโนโลยีสุขภาพ และระบบบริการสาธารณสุข มาบูรณาการร่วมกัน เพื่อพัฒนารถทันตกรรมเคลื่อนที่ต้นแบบที่มีมาตรฐานความปลอดภัย รองรับการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสิ่งสำคัญคือการนำระบบบริการสุขภาพเชิงรุกเข้าไปสู่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัย และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงผู้ที่ยังมีข้อจำกัดการเข้าถึงบริการ เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปากอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

นายนิวัฒน์ ภาตะนันท์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี กล่าวว่า ประชาชนจำนวนมากในจังหวัดอุทัยธานียังคงมีข้อจำกัดในการเดินทางเพื่อเข้าถึงบริการทันตกรรม อาทิ กลุ่มผู้สูงวัย กลุ่มเปราะบาง กลุ่มเด็กเล็ก ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมและคุณภาพชีวิต โครงการรถทันตกรรมเคลื่อนที่แบบปลอดเชื้อต้นแบบจึงนับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการนำบริการด้านทันตกรรมเข้าไปใกล้ชิดประชาชนมากยิ่งขึ้น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทาง พร้อมทั้งทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

นายศรัณย์ ธรรมาศิริกุล หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายในการพัฒนาและทดสอบรถทันตกรรมเคลื่อนที่แบบปลอดเชื้อต้นแบบ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานรถทันตกรรม พ.ศ. 2568 พร้อมทั้งนำไปทดสอบการใช้งานจริงในพื้นที่ เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความเหมาะสมในการให้บริการประชาชน โดยการดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาต้นแบบ การทดสอบระบบภายในรถ การให้บริการภาคสนาม การเก็บข้อมูลจากผู้รับบริการและบุคลากรสาธารณสุข ตลอดจนการจัดทำคู่มือแนวปฏิบัติและข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการยกระดับระบบบริการทันตกรรมเคลื่อนที่ของประเทศในอนาคต ทั้งนี้ การให้บริการทันตกรรมบนรถเคลื่อนที่ไม่ได้เป็นเพียงการติดตั้งยูนิตทำฟันบนรถเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วยและผู้ให้บริการอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมการติดเชื้อ การจัดโซนสะอาดและปนเปื้อน ระบบไฟฟ้า ระบบกรองน้ำ ระบบอากาศอัด ระบบดูดน้ำลาย การจัดการขยะติดเชื้อ รวมถึงการออกแบบสรีรศาสตร์การทำงานภายในพื้นที่จำกัดของรถ เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

นอกจากนี้ สมาคมวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทยร่วมกับคลินิกทันตกรรมสไมล์แกลอรี่ จัดทันตแพทย์มาทดสอบการให้บริการทันตกรรม ได้แก่ ตรวจสุขภาพช่องปาก ขูดหินปูน อุดฟัน (ถอนฟัน) เคลือบฟลูออไรด์ และให้คำแนะนำการดูแลช่องปากแก่ประชาชนในพื้นที่เพิ่มเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปากของประชาชน ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ให้ได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐานอย่างทั่วถึง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. จัด Thailand Inventors’ Day Road Show 2026 ที่ จ.เชียงใหม่ จุดประกายเครือข่ายนักประดิษฐ์ภูมิภาค สู่การพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรม

วช. จัด Thailand Inventors’ Day Road Show 2026 ที่ จ.เชียงใหม่ จุดประกายเครือข่ายนักประดิษฐ์ภูมิภาค สู่การพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “Thailand Inventors’ Day Road Show 2026” ระหว่างวันที่ 24-25 พฤษภาคม 2569 ณ จ.เชียงใหม่ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ นายสมิต ทวีเลิศนิธิ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ นายคงกะพัน เวฬุสาโรจน์ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ ดร.อัครสิทธิ์ บุญส่งแท้ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ดร.ณรงค์ ตนานุวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ตนานุวัฒน์ จำกัด ผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ (วช.) นักวิจัย นักประดิษฐ์ เยาวชน และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ Grand Ville Hall 3 โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า (วช.) ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทุกท่านที่ได้ร่วมกันสนับสนุนการจัดงาน Thailand Inventors’ Day Road Show 2026 ในปีนี้ สืบเนื่องจากวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ที่ถูกกำหนดให้เป็นวันนักประดิษฐ์ (วช.) จึงได้จัดกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อน้อมรำลึกถึง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” และในโอกาสอันดีปีนี้ (วช.) จึงได้มาจัดงาน road show ณ จังหวัดเชียงใหม่แห่งนี้ ด้วยเล็งเห็นถึงโอกาสในการเผยแพร่ ถ่ายทอด และขยายผลสิ่งประดิษฐ์ให้แก่นักประดิษฐ์ นักวิจัยที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ

โดยในปีนี้เริ่มต้นด้วยจังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดแรกการจัดงาน ผ่านรูปแบบ “พื้นที่ฐานนักคิด” ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือค้นหา ทดลอง และสร้างแรงบันดาลใจไปพร้อมกัน พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ผ่านหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจ อาทิ

  1. “Beyond R&D : Next-Gen Regional Innovation Forum ยกระดับภูมิภาคสู่ยุคเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม”
  2. “Beyond Competency : ปฏิรูปนิเวศการเรียนรู้เพื่อสร้างกำลังคนสายวิจัยสมรรถนะสูงที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย”
  3. “Beyond Competition : เปลี่ยน ‘รางวัล’ จากความภูมิใจให้เป็นธุรกิจนวัตกรรมที่จับต้องได้สู่การใช้ประโยชน์”
  4. “Beyond Astronomy : เมื่ออวกาศไม่ใช่แค่ ‘ดูดาว’”
  5. “Beyond Degrees: อนาคตภาพการศึกษาไทยที่วัดกันด้วยสมรรถนะ”
  6. “Beyond the Award : ก่อนจะได้รางวัล เราต้องผ่านอะไรมาบ้าง?”

นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ในนามของหน่วยงานราชการ ภาคส่วนต่างๆ และประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ มีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ (วช.) ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ และเลือกจังหวัดเชียงใหม่เป็นหมุดหมายแรก ในการจัดงาน “Thailand Inventors’ Day Road Show 2026” ในวันนี้ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ เมืองที่อบอวลด้วยรากเหง้าทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภาคเหนืออย่างเต็มภาคภูมิ การจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็น “สะพานเชื่อมโยงโอกาส” ครั้งสำคัญ เพราะเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียงมีผู้ประกอบการฐานราก เกษตรกรยุคใหม่ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจำนวนมากที่มีศักยภาพ แต่ยังขาดการเข้าถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าและการบริการ การมาถึงของนวัตกรรมระดับประเทศและเวทีเสวนาวิชาการในวันนี้ จึงเปรียบเสมือนการเติมอาวุธทางปัญญาที่จะช่วยให้พวกเราสามารถแก้ปัญหาในท้องถิ่นได้อย่างตรงจุด จังหวัดเชียงใหม่มีความมุ่งมั่นที่จะรับไม้ต่อจาก (วช.) ในการนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปขยายผลขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และร่วมพัฒนาเมืองเหนือให้เติบโตอย่างสมดุล ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ถัดมาเป็นเวทีเสวนาวิชาการ NRCT Beyond: Research,Invention and Innovation Forum จุดประกายงานวิจัย สร้างนวัตกรรม เปลี่ยนอนาคต แบ่งออกเป็น 3 ประเด็น ได้แก่
1) “Beyond R&D: Next-Gen Regional Innovation Forum ยกระดับภูมิภาคสู่ยุคเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม”
2) “Beyond Competency: ปฏิรูปนิเวศการเรียนรู้เพื่อสร้างกำลังคนสายวิจัยสมรรถนะสูงที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย” และ
3) “Beyand Combettion เปลี่ยนรางวัลจากความภูมิใจให้เป็นธุรกิจนวัตกรรมที่จับต้องได้สู่การใช้ประโยชน์”

ทั้งนี้ งาน “Thailand Inventors’ Day Road Show 2026” นับเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมสู่ภูมิภาค เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาเครือข่ายนักประดิษฐ์ และต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สถาบันอาหาร–หอการค้าไทย ผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร สู่เศรษฐกิจนวัตกรรม ชี้ “อินเดีย” ตลาดดาวรุ่งแนะ เร่งพัฒนา Future Food–มาตรฐานสากล รับโอกาสตลาด 1.4 พันล้านคน

สถาบันอาหาร–หอการค้าไทย ผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร สู่เศรษฐกิจนวัตกรรม ชี้ “อินเดีย” ตลาดดาวรุ่งแนะ เร่งพัฒนา Future Food–มาตรฐานสากล รับโอกาสตลาด 1.4 พันล้านคน

สถาบันอาหาร (NFI) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายภาคธุรกิจ ตั้งเป้ายกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยในเวทีโลก และศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาค พร้อมชี้ “อินเดีย” กำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดยุทธศาสตร์ใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารโลก จากจำนวนประชากรกว่า 1.46 พันล้านคน การเติบโตของชนชั้นกลาง และแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลกภายในปี 2030 ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอาหารมูลค่าสูง อาหารสุขภาพ และ Future Food เติบ โตอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มในเวทีโลก

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 กรุงเทพฯ : สถาบันอาหาร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยมี นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร และ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต เป็นผู้แทนร่วมลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมร่วมรับฟังเสวนา หัวข้อ “เปิดแมพ : อินเดีย ตลาดใหม่ที่โลกกำลังจับตา และทิศทางนวัตกรรมอาหารอนาคต” นำโดย ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าต่างประเทศ และเชฟสีฟ้า เกษไชโย เจ้าของและเชฟใหญ่ร้านอาหาร Seefah นครมุมไบ ประเทศอินเดีย ณ ห้องอมรินทร์ ชั้น 3 ศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย สถาบันอาหาร กรุงเทพมหานคร

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs และ Startup ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย ความยั่งยืน และโภชนาการมากขึ้น

“ปัจจุบันอินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและการบริโภคที่สำคัญที่สุดของโลก ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี และคาดว่าภายในปี 2030 จะมี GDP สูงกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาว โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 28.4 ปี ทำให้เกิดกำลังซื้อใหม่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับสินค้าอาหารคุณภาพสูง อาหารสุขภาพ และนวัตกรรมอาหารมากขึ้น” นางสาวไปยดาฯ กล่าว

ทั้งนี้ อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการบริโภคใหม่ของโลก” จากแรงขับเคลื่อนสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การเติบโตของรายได้และชนชั้นกลาง (Income Growth) การขยายตัวของเมือง (Urbanization) โครงสร้างประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่ (Favorable Demographics) การเติบโตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล (Technology & Innovation) และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค (Evolving Consumer Attitudes) ซึ่งล้วนสนับสนุนการเติบโตของตลาดอาหารมูลค่าสูงและสินค้า Premium Food ในระยะยาว

จากข้อมูล PwC’s Voice of the Consumer 2025 : India Perspective พบว่า ผู้บริโภคอินเดียให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านราคา รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความปลอดภัยอาหาร และความสะดวกในการบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Ready-to-Eat, Convenience Food, Functional Food และ Personalized Nutrition ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับระบบ Food Safety และ Traceability มากขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า

อย่างไรก็ตาม อินเดียยังเป็นตลาดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง มีภาษาหลักกว่า 121 ภาษา และกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 705 กลุ่มทั่วประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Localized Marketing หรือการพัฒนาสินค้าและการสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละภูมิภาค ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานอาหาร ความปลอดภัย และความยั่งยืน เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันระยะยาว

สำหรับความร่วมมือระหว่างสถาบันอาหารและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ครอบคลุม 7 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาวิชาการ งานวิจัย และการถ่ายทอดองค์ความรู้ การผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า การส่งเสริมตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพบุคลากร การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG การสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหาร (Food Innovation Ecosystem) เพื่อส่งเสริม Startup และ SMEs ให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน สถาบันอาหารยังเดินหน้าพัฒนา “NFI FoodNEXT Platform” แพลตฟอร์มสนับสนุนนวัตกรรมอาหารแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “Ease of Doing Innovation” เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ระบบมาตรฐานและกฎระเบียบ โรงงานต้นแบบ การเข้าถึงตลาด ไปจนถึงการเชื่อมต่อแหล่งทุนและการลงทุน เพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มโอกาสในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยจากฐานการผลิต ไปสู่ฐานนวัตกรรมอาหาร ของภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนทางเศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้อุตสาหกรรมอาหารจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรมเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารไทย ปัจจุบันประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารสำคัญของโลก ทั้งจากความเข้มแข็งของภาคเกษตร วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ และจุดแข็งด้านอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่สิ่งสำคัญในระยะต่อไป คือ การต่อยอดศักยภาพดังกล่าวสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food ไม่ว่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ โปรตีนทางเลือก ตลอดจนการนำ Food Tech และ AI เข้ามาช่วยยกระดับกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

หอการค้าไทยให้ความสำคัญอย่างมากกับการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และ Startup ให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงภาควิชาการ หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกันพัฒนา Food Innovation Ecosystem ของประเทศไทย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ ทั้งในด้านมาตรฐาน บุคลากร เทคโนโลยี และตลาด ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรและอาหารไทย ยกระดับรายได้ให้ผู้ประกอบการ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

สถาบันอาหาร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะร่วมผลักดันให้ ประเทศไทย ไม่เป็นเพียงครัวของโลกในเชิงปริมาณ แต่ต้องก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของโลกที่สามารถสร้างมูลค่า สร้างเทคโนโลยี และสร้างแบรนด์อาหารไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สถาบันอาหาร (NFI)
โทรศัพท์ 0-2422-8688 | เว็บไซต์ www.nfi.or.th

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท แบงค์คอกไรเตอร์ แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด
คณมาศ อิ่มพิทักษ์ (ออย) 081 363 9191, มยุรี พันธ์กุ่ม (กุ้ง) 081 784 1162, นิรามัย เสาร์บดีรักษ์ (เนม) 086 359 6106


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รองจ๋อนำทีม “ทลายห้องมืด” แก๊งหลอกให้รัก รวบ 6 ผิวสีตะลึงพบประโยคเดียวเสียวถึงบัญชีธนาคาร

รองสำราญ สั่ง รองจ๋อ นำทีมศูนย์ยาเสพติดนครบาลร่วมตำรวจนนทบุรีถล่มแก๊งผิวสี “โคตรเดือด” ขยายผลจากแก็งผิวสีค้ายาเสพติดโคเคนในกรุงเทพยึดเงินสด 2.5 ล้านบาท เชื่อมแก๊งหลอกให้รัก (Romance scam) เปิดคอนโดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระ ยา กบดานเป็นฐานปฏิบัติการหลอกสาวไทยในโลกโซเชียล

POV สารวัตรแจ๊ะนำทีม บุกพังประตู 3 ห้องก่อนบุกปล้ำจับยกแก๊งโรแมนซ์สแกมได้ชาวไน จีเรีย 6 ราย แบบคาเครื่องคาเขียง พบโทรศัพท์ 18 เครื่อง ตั้งรูปโปรไฟล์ฝรั่งหรูบังตา พบข้อ ความสอนแชทหาหญิงสูงวัย พัฒนาการไปไกลถึงขั้น “สคลิปแชทเสียว” ที่ใช้กระเส่าสาว แก่ให้กระชุ่มกระชวยได้เพียงประโยคเดียว

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 เวลาประมาณ 16.00 น.พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. จึงได้สั่งการให้ พล.ต.ท.สยาม บุญ สม ผบช.น., พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบยาเสพติด, พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จ.นนทบุรี, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.นรามินทร์ เทพจักรินทร์ ผกก.ฝอ.6 บก.อก.บช.น., พ.ต.อ.ศุภชัย ศรีศักดิ์ ผกก.สส.ภ.จ.นนทบุรี, พ.ต.อ.พฤฒ จำรูญศาสน์ ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์, พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว รอง ผกก.สส.บก.น.5, พ.ต.ท.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ฐากร รอง ผกก. สส.1บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. นำกำลังเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.ตร. ศอ.ปส.บช.น., กก.สส.ภ.จ.นนทบุรี และ สภ.รัตนาธิเบศร์

เปิดปฏิบัติการ “ทลายห้องมืด“ นำหมายค้นศาลจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจสอบห้องพัก 3 ห้อง คอนโดหรูย่านสนามบินน้ำ จับกุมผู้ต้องหา 6 ราย ดังนี้

  1. Mr.DENIS (สงวนชื่อสกุลจริง) อายุ 23 ปี สัญชาติไนจีเรีย (OVER STAY 726 วัน)
  2. Mr.EJIKEME (สงวนชื่อสกุลจริง) อายุ 24 ปี สัญชาติไนจีเรีย (OVER STAY 827 วัน)
  3. Mr.IBEKWE (สงวนชื่อสกุลจริง) อายุ 29 ปี สัญชาติไนจีเรีย (OVER STAY 1166 วัน)
  4. Mr.OKOROM (สงวนชื่อสกุลจริง) อายุ 26 ปี สัญชาติไนจีเรีย (OVER STAY 695 วัน
  5. Mr.NWOSU (สงวนชื่อสกุลจริง) อายุ 30 ปี สัญชาติไนจีเรีย (OVER STAY 1560 วัน) และ
  6. Mr.OBIELU (สงวนชื่อสกุลจริง) อายุ 35 ปี

โดยทั้งหมดถูกแจ้งข้อหา “เป็นอั้งยี่ และเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักร โดยที่การอนุญาตสิ้นสุด“ ในส่วนข้อหาการหลอกลวงรูปแบบหลอกให้รัก (Romance scam) อยู่ระหว่างการประสานกับผู้เสียหายและพนักงานสอบสวนท้องที่ต่างๆ เพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติม

ตรวจยึดของกลาง ดังนี้ 1.โทรศัพท์มือถือ 18 เครื่อง (พบข้อมูลแชทการหลอกให้รัก,สคลิปการหลอก,ใช้ Ai เจอเนอร์เรตใบหน้า),2.คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค 3 เครื่อง,3.สมุดบัญชี 3 เล่ม จับกุมตรวจยึดได้ที่ คอนโดหรูแห่งหนึ่งย่านสะพานพระนั่งเกล้า ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้แต่งตั้งให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าชุดปราบคนต่างด้าวประกอบธุรกิจผิดกฏหมาย ควบคู่กับ “หัวโขนเดิม“ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศอ.ปส.ตร.) หลังได้รับคำสั่ง ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.รับผิดชอบยาเสพติดทำการสืบสวนขยายผลโดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดและเครือข่ายที่เป็นกลุ่มบุคคลต่างด้าว เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

ต่อมา พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ได้ทำการสืบสวนขยายผล จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.ตร. ร่วมกับ ศอ.ปส.บช.น. และ ปปส.กทม. บูรณาการกำลังจับกุม “แพทริค” สัญชาติไนจีเรีย ตัวการใหญ่ของเครือข่ายค้ายาเสพติด (โคเคน) ข้ามชาติ พร้อมพวกรวม 4 ราย มีการตรวจยึดโคเคน 27 กรัม ตรวจยึดทรัพย์สิน 2.5 ล้านบาท เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 69 ที่ผ่านมานั้น โดยการขยายผลอย่างต่อเนื่องจนพบข้อมูลเครือข่ายแบบองค์กรอาชญากรรม โดยพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงอย่างผิดปกติไปถึงเครือข่ายชาวไนจีเรียกลุ่มหนึ่งในพื้นที่ จ.นนทบุรี

จึงรายงานให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ทราบและได้สั่งการให้สืบสวนขยายผล ชาวไนจีเรียเครือข่ายนี้โดยละเอียดจนพบว่าเครือข่ายนี้จะมี Visa เป็นนักเรียนทั้งสิ้น แต่กลับมีเงินหมุนเวียนสูงผิดปกติ และมีพฤติกรรม “มั่วสุม” 5-6 คน ในคอนโดหรูติดแม่น้ำย่านสะพานพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี โดยไม่มีการออกไปทำงานหรือไปเรียนหนังสือใดๆ เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี กระทั่งศาลได้อนุมัติออกหมายค้นห้องพักจำนวน 3 ห้อง (สงวนเลขที่และชื่อคอนโด) ตามหมายค้นศาลจังหวัดนนทบุรีที่ 487/69,488/69,489/69 ลงวันที่ 22 พ.ค.2569

วันที่ 22 พ.ค.2569 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.ร่วมกับพล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก. ภ.จ.นนทบุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น.,กก.สส.ภ.จ.นนทบุรี และ สภ.รัตนาธิเบศร์ นำหมายค้นศาลเข้าตรวจสอบห้องทั้ง 3 แห่งในคอนโดหรู แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะได้รับความร่วมมือจากนิติคอนโดเป็นอย่างดี แต่ทว่ากลุ่มคนร้ายก็มีความระมัดระวังตัวเช่นเดียวกัน เมื่อเจ้าหน้า ที่นำกำลังไปถึงห้องพักกลุ่มผู้ต้องหาไม่ยอมเปิดประตูห้อง ซ้ำเจ้าหน้าที่ยังได้ยินเสียงเล็ด ลอดออกมาลักษณะมีการวิ่งไปมาภายในห้องคล้ายการพยายามทำลายหลักฐาน เจ้าหน้าที่เกรงว่าพยานหลักฐานอาจถูกทำลายจึงตัดสินใจพังประตูห้องเข้าไป โดยห้องแรก พบผู้ต้องจำนวน 3 ราย และพบโทรศัพท์จำนวน 7 เครื่อง โดยปรากฏหน้าแชทโทรศัพท์ที่ค้างไว้เป็นการปลอมโปรไฟล์หลอกลวงสาวสูงวัยรูปแบบหลอกให้รัก (Romance scam) โดยพฤติกรรมขณะเจ้าหน้าที่บุกเข้าห้องมีผู้ต้องหา 1 รายพยายามจะปีนระเบียงหนี และอีก 1 ราย นอนแอบอยู่ในพื้นห้องน้ำชั้นในโดยพยายามส่งข้อความโทรศัพท์ไปบอกเครือข่ายห้องอื่นๆ ”สารวัตรแจ๊ะ“ จึงเร่งนำกำลังบุกพังประตูอีก 2 ห้อง (ตามหมายค้น) ก่อนรวบตัวผู้ต้องหาได้อีก 3 ราย รวมจับกุมผู้ต้องหาทั้งสิ้น 6 ราย ตรวจยึดโทรศัพท์จำนวน 18 เครื่อง และคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค 3 เครื่อง

จากการขยายผลได้พบข้อมูลในโทรศัพท์ของผู้ต้องหา โดยมีแชทการสนทนาหลอกเหยื่อในแอ็พพลิเคชั่น Messenger Facebook,Wechat,Tiktok,Line และ Zalo โดยกลุ่มผู้ต้อง หาจะใช้โปรไฟล์เป็น ชายชาวต่างชาติ ที่มีหน้าตาและหน้าที่การงานดี เช่น นักบิน ทหารอเมริกัน ทนาย วิศวะกร หมอ ฯลฯ แชทสนทนากับเหยื่อลักษณะหลอกให้หลงรัก ก่อนจะแจ้งว่าได้ส่งพัสดุจากต่างประเทศมาให้แต่ติดด่านศุลกากร ต้องโอนเงินมาให้ โดยเหยื่อส่วนใหญ่จะเป็นหญิงไทยที่สูงวัย และเจ้าหน้าที่ได้พบกับ “สคลิป” แบบต้นฉบับ ที่กลุ่มคนร้ายจะใช้ในการคุยกับเหยื่อ ซึ่งมีจำนวนมาก (ซึ่งจะนำเปิดเผยต่อไปเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ) ที่น่าตกใจคือ “สคลิปแชทเสียว“ โดยจะมีบทพูดเพื่อนำพาเข้าสู่อารมณ์แห่งราคะ โดยเน้นเพื่อให้หญิงสูงวัยได้พบกับความปรารถนาอันเร่าร้อน

โดยเจ้าหน้าที่พบพยานหลักฐานลักษณะการหลอกลวงแบบนี้จากข้อมูลในโทรศัพท์ ของผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย และจากการตรวจสอบพบว่าล้วนอยู่เกินเวลากำหนด (Overstay) นานแล้ว จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ ก่อนนำตัวพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิ เบศร์ ดำเนินคดีตามกฏหมาย ในชั้นจับกุม ผู้ต้องหา ทั้ง 6 ราย ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. / รอง โฆษก ตร. กล่าวว่า “ปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่ให้กวาดล้างกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาแฝงตัวทำธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย โดยการขยายผลอย่างต่อเนื่องมาจากการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ (โคเคน)เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งปฏิบัติการในครั้งนี้เราพบหลักฐานทั้งแชทการสนทนากับเหยื่อที่กำลังจะถูกหลอก , ระบบ AI เจนเนอเรตใบหน้าปลอมเพื่อตบตาเหยื่อ และสคริปต์จิตวิทยาในการหลอกลวงหญิงไทยในกลุ่มผู้สูงอายุ มีการพัฒนาของมิจฉาชีพไม่ได้ใช้แค่รูปโปรไฟล์ปลอมแล้ว แต่ใช้ AI ขยับใบหน้า ทำคลิปวิดีโอคอลปลอม และมีบทพูดหรือสคริปต์จิตวิทยาขั้นสูงที่จงใจเล่นกับอารมณ์ความเหงา ความรัก และความพึงพอใจของเหยื่อ

อยากฝากถึงพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะบุตรหลานที่มีผู้สูงอายุอยู่ที่บ้าน ให้ช่วยกันสอดส่องดูแล หากมีชาวต่างชาติหน้าตาดี หน้าที่การงานเลิศหรู ทักแชทมาคุย ชวนคุยเรื่องลึกซึ้ง แล้วสุดท้ายลงเอยด้วยการอ้างว่า ‘ส่งของมาให้แต่ติดศุลกากรต้องโอนเงินค่าธรรมเนียมก่อน’ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยครับว่าเป็นมิจฉาชีพ 100% ห้ามโอนเงินเด็ดขาด และขอขอบคุณนิติบุคคล และทุกท่านที่ให้ความร่วมมืออย่างดีในการปฏิบัติงานของเรา“


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ประกอบพิธีจุดเทียนเปิดงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ประจำปี 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ประกอบพิธีจุดเทียนเปิดงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ประจำปี 2569 พร้อมเชิญชวนสาธุชน ร่วมงานฉลองวันบรรลุธรรม ในวันปฐมฤกษ์ “25 พฤษภาคม 2569” เปิดศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ถนนเจริญราษฎร์ เขตสาทร กรุงเทพฯ

เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2569 เวลา 09.00 น.ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการฯ, นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการฯ, นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการฯ, นาย วิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการฯ, นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิกฯ, นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบฯ พร้อมด้วย คณะกรรมการฯ, ผู้ช่วยกรรมการฯ และเจ้าหน้าที่บริหารฯ ร่วมในพิธีจุดเทียนเปิดงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ประจำปี 2569 ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย โดยมี ศิษยานุศิษย์และสาธุชน ร่วมในพิธี

โดยระหว่างวันที่ 23-28 พฤษภาคม พ.ศ.2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญศิษยานุศิษย์และสาธุ ชน ร่วมงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ประจำปี 2569 สักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) เพื่อความเป็นสิริมงคล ชมการแสดงอุปรากรจีน (งิ้ว) และ รับประทานสาคูสิริมงคล (อี๊) โดยมูลนิธิฯ จัดเตรียมบริการเฉพาะบรรจุถุงให้ผู้มีจิตศรัทธานำกลับบ้านเท่านั้น ณ บริเวณลานสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

และในวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2569 ที่ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มูลนิธิฯ ได้จัดพิธีสวดมนต์ เนื่องในงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) และเป็นวันแห่งมหามงคลฤกษ์ แห่งการเปิดให้ประชาชนสักการะและเยี่ยมชมมรดกแห่งเมตตาธรรม และแหล่งเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมแต้จิ๋วโบราณอันทรงคุณค่า ศูนย์รวมพลังศรัทธาที่ยิ่งใหญ่บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์กว่า 120 ปี ใจกลางสาทร อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” เปิดให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชม สักการะขอพร และทำบุญบริจาคสมทบทุนงานสาธารณกุศลกับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ทุกวัน (จันทร์–อาทิตย์) ระหว่างเวลา 07.00–18.00 น.

ติดตามข่าวสารกิจกรรม ของศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ได้ที่ http://www.facebook.com/TaiHongGongShrine หรือติดตามข่าวสารตามช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/TaihonggongshrineTH

#ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. ผนึกกำลัง 9 หน่วยงานภาคเหนือ ลงนาม MOU ขับเคลื่อนนวัตกรรม “อากาศสะอาดและสายน้ำมั่นคง” สู่ผู้ใช้ประโยชน์

วช. ผนึกกำลัง 9 หน่วยงานภาคเหนือ ลงนาม MOU ขับเคลื่อนนวัตกรรม “อากาศสะอาดและสายน้ำมั่นคง” สู่ผู้ใช้ประโยชน์

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ จังหวัดเชียงใหม่ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่ออากาศสะอาดและสายน้ำมั่นคงไปสู่การใช้ประโยชน์” ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายรวม 9 หน่วยงาน ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า (วช.) ภายใต้กระทรวง (อว.) ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพอากาศ และการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และเครือข่ายหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อร่วมกันขยายผลนวัตกรรมไปสู่การใช้งานจริง ทั้งด้านการเฝ้าระวัง การลดผลกระทบจากฝุ่นควัน PM2.5 การจัดการทรัพยากรน้ำ และการรับมือภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ

ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว (วช.) จะให้การสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการจัดการฝุ่นและคุณภาพอากาศ รวมถึงนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการน้ำและการรับ มือภัยพิบัติ เพื่อขยายผลไปสู่การใช้ประโยชน์ ขณะที่หน่วยงานภาคีเครือข่ายจะร่วมสนับ สนุนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่จริง ตลอดจนร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทรัพยากร และบุคลากร เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับดังกล่าว มีระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม เพื่อเป็นความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานด้านวิจัย สาธารณสุข สวัสดิการสัง คม การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม เพื่อร่วมกันผลักดันนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ อันจะนำไปสู่การสร้าง “อากาศสะอาดและสายน้ำมั่นคง” ให้กับพื้นที่ 8 จังหวัด ภาคเหนือ

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนัก งานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย นายแพทย์นิธิรัตน์ บุญตานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ นางสาวอภิรชญา ชัยติกุล ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุบ้านธรรมปกรณ์ จังหวัดเชียงใหม่ นางพัชรินทร์ เสนาะสันต์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ จังหวัดลำปาง นายอภิรักษ์ รุจิระภูมิ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดเชียงใหม่ นางนภัสวรรณ แสงมณี หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์และการจัดการ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดลำพูน นายสมคิด ปัญญาดี ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม จังหวัดเชียงใหม่ นายสัญญา ทุมตะขบ ผู้อำนวยการส่วนสิ่งแวด ล้อม สำนักงานทรัพยา กรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดลำพูน และนายคมกฤช อารีย์เกิดเพียร ผู้อำนวยการส่วนสิ่งแวดล้อม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดลำปาง ร่วมลงนามความร่วมมือในครั้งนี้

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการเครือข่ายภาครัฐ ภาควิชา การ และหน่วยงานในพื้นที่ ในการนำองค์ความรู้ด้านวิจัยและนวัตกรรมมาขับเคลื่อนการแก้ ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติให้กับประเทศ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญสาธุชนผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมพิธีสวดมนต์ เนื่องในงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง)

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญสาธุชนผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมพิธีสวดมนต์ เนื่องในงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง)

วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2569 เวลา 09.00 – 13.00 น. ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิม พระเกียรติ 72 พรรษา เขตสาทร กรุงเทพฯ : ประกอบพิธีสวดมนต์ โดย พระสงฆ์จีนนิกาย วัดโพธิ์แมนคุณาราม เวลา 14.00 น.ประกอบพิธีเวียนธูปภายในศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ เคาน์เตอร์รับบริจาค ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น.

#ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว #TaiHongGongShrine


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ปฏิบัติการดับซ่านครชัยศรี” บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล”ในพื้นที่อำเภอนครชัยศรี

“ปฏิบัติการดับซ่านครชัยศรี” บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล”ในพื้นที่อำเภอนครชัยศรี

วันพฤหัสบดีที่ 28พฤษภาคม 2569ตั้งแต่เวลา 19.00 น เป็นต้นไป ภายใต้การอำนวยการของ นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายอรรถวุฒิ พึ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายพัฒนพงษ์ สร้อยอินทรากุล ปลัดจังหวัดนครปฐม นายนรวีร์ ขันธหิรัญ

นายอำเภอนครชัยศรี สั่งการให้ ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดนครปฐม นำโดย นายภัทรนันท์ เชยจิตร ป้องกันจังหวัดนครปฐม นายชัยยุทธ หุ่นเจริญ ปลัดอาวุโสอำเภอนครชัยศรี นายสันติ เจริญวัย จ่าจังหวัดนครปฐม สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. นคร ชัยศรี เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอนครชัยศรี และสมาชิก อส. เปิดปฏิบัติการ “ดับซ่านคร ชัยศรี“ ลงพื้นที่ตรวจสอบตามข้อร้องเรียน ร้านนวดแผนโบราณ ในเขตอำเภอนครชัยศรี จัง หวัดนครปฐม

ผลการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่พบว่า ร้านดังกล่าว เปิดให้บริการ จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และให้บริการนวดแผนโบราณ โดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้า โดยไม่มีใบอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงได้ ควบคุมตัว นายเอ นามสมมุติ ซึ่งแสดงตัวเป็นเจ้าของร้านดังกล่าว นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.นครชัยศรี พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา ดังนี้ 1 ตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต, 2 จำหน่ายสุราโดยไม่มีใบอนุญาต, 3 จำหน่ายยาสูบ โดยไม่มีใบอนุญาต

ซึ่งการปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่งคง ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สร้างความสงบสุขให้สังคม ป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ การลักลอบค้าประเวณี ลดแหล่งอบายมุข และสถานที่อโคจร


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม