ชุมชน ยกมือเห็นชอบ คป.น่านร่วมกับ ทม.น่าน จัดเวทีประชุมประชาคมขุดลอกแม่น้ำน่าน 6 ก.ม. พร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัย

31 ชุมชนเทศบาลเมืองน่าน ยกมือเห็นชอบ โครงการชลประทานน่านร่วมกับเทศ บาลเมืองน่าน จัดเวทีประชาคมฟังความคิดเห็น ขุดลอกแม่น้ำน่าน ระยะทาง 6 กิโลเมตร เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในแม่น้ำน่าน แก้ไขปัญหาปัญหา อุทกภัย – ภัยแล้ง เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เมืองน่าน อย่างยั่งยืน

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น.ณ ห้องประชุม 1 เทศบาลเมืองน่าน นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน เป็นประธานเวทีประชาคมดังกล่าว พร้อมด้วย นายมีชัย ปฏิยุทธ ผู้อำนวยการ โครงการชลประทานน่าน นายเสนอ เวชสัมพันธ์ รองนายกเทศมนตรีเมืองน่าน นายปกฤษณ์ คำเหลือง ปลัดเทศบาลเมืองน่าน,นายนิวัฒน์ สุทธิแสน ผู้อำนวยการกองช่าง พร้อมเจ้าหน้าที่กองช่าง คณะผู้บริหารเทศบาลเมืองน่าน หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาเทศบาล ผู้แทน กอ.รมน.จังหวัดน่าน พ.อ.หญิง กัญณภัทร ศรีสุบัติ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานบุคคลและส่งกำลังบำรุง กอ.รมน.จังหวัดน่าน, นพค.31 ผู้นำ 31 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองน่าน และประชาชนทั่วไป การจัดเวทีประชาคมในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 18 ผู้เข้าร่วมประชุมมีมติยกมือเห็นด้วยให้มีการขุดลอกแม่น้ำน่าน ตั้งแต่บริเวณสะพานหัวเวียงเหนือไปจนถึงสะพานศรีบุญเรือง ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร และแผนแก้ไขน้ำท่วมโรงพยาบาลน่านด้วย

จังหวัดน่าน โดยโครงการชลประทานน่าน บูรณาการทุกภาคส่วน วางแผนป้องกัน และรับมือน้ำท่วมในจังหวัดน่านอย่างเป็นระบบ เร่งดำเนินการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้สำรวจและวางแผนขุดลอกแม่น้ำน่านตลอดแนวความยาวกว่า 340 กิโลเมตร พร้อมทั้งสำรวจจุดวิกฤตที่มีลักษณะคอขวด จุดตื้นเขิน และจุดแคบ จำนวน 18 จุด ในระยะที่ 1 เพื่อจัดลำดับความเร่งด่วนในการแก้ไข และส่งมอบให้หน่วยงานที่มีศักยภาพเข้าดำเนินการทันที โดยมี มณฑลทหารบกที่ 38 หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 31 สำนักพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กรมทหารพรานที่ 32 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดน่าน ตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ฤดูฝนปี 2569 เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เมืองน่าน อย่างยั่งยืน

นายมีชัย ปฏิยุทธ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานน่าน กล่าวว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นการวางระบบบริหารจัดการน้ำทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว เน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงวางแผนโครงการแม่น้ำน่านสาย 2 ซึ่งเป็นโครงการผันน้ำเพื่อกระจายน้ำก่อนเข้าสู่ตัวเมืองน่าน เปรียบเสมือนการตัดลำน้ำสายใหม่ เพื่อแบ่งการไหลของแม่น้ำน่านออกเป็น 2 สาย ตั้งแต่ตำบลผาสิงห์ไปจนถึงอำเภอเวียงสา ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ตัวเมือง และยังช่วยเพิ่มแหล่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรในอนาคต” ทั้งนี้ โครงการแม่น้ำน่านสาย 2 ได้ถูกบรรจุในแผนงานของกรมชลประทาน

โดยในปี 2570 จะเริ่มดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ กำหนดจุดดำเนินการ และสำรวจออกแบบ รวมถึงพื้นที่เวนคืน ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างในช่วงปี 2571 – 2575 เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดน่านในระยะยาว

1.ความต้องการชาวบ้านมีกระแสเรียกร้องให้ “ทุบ” ฝายธงน้อยเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้น้ำท่วมน่านซ้ำซาก สร้างความเสียหายกว่า 3 พันล้านบาท (ชาวบ้านบอกให้ตุบติ๊งฝายธงน้อยที่ทำให้น้ำท่วมเหียเตอะ) เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำ

2.ยกการดูแลเขื่อนธงน้อย ให้ โครงการชลประทานน่าน ไปเลย ชลประทานเขาทำเป็น เพราะไม่ใช่หน้าที่ ของ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน เป็นโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำ พอมาทำฝายกั้นน้ำก็พยายามบีบทางไหลของน้ำให้แคบลง เพื่อนำพลังน้ำมาผลิตกระแสไฟ ส่วนชลประทานเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องการให้น้ำไหลผ่านไปโดยเร็ว เช่นเขื่อนเจ้าพระยา เป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่ที่ดำเนินงานโดย กรมชลประทานเพื่อบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยระบายน้ำผ่าน 16 ช่องบานประตู ซึ่งถือเป็นเขื่อนทดน้ำแห่งแรกของประเทศไทย ส่วนฝายกั้นน้ำธงน้อย ทำโดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ทำฝายกั้นน้ำไม่เต็มลำน้ำบีบประตู้เปิด – ปิด แคบเข้ามา ทำให้กระแสน้ำไหลช้าล้นฝั่งเข้าท่วมพื้นที่ อำเภอเมืองน่าน ซ้ำซาก

3.นายกเทศมนตรีเมืองน่าน เสนอไม่ต้องทุบฝายทิ้ง แต่ใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่แบบของเทศบาลเมืองน่าน ที่สถานีสูบน้ำคลองเจ้าฟ้า เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักในการป้องกันน้ำท่วม นำมาติดตั้งให้เป็นแพครอบคลุมพื้นที่ฝายกั้นน้ำธงน้อย เมื่อน้ำมามากก็เดินเครื่องปล่อยน้ำให้ไหลข้ามฝายธงน้อย ก็จะช่วยให้การเดินทางของน้ำเร็วขึ้น ในส่วนของพื้นที่ในเขตเทศบาลเมืองน่าน บริเวณชุมชนบ้านหัวเวียงเหนือ อ.เมืองน่าน เป็นจุดอ่อนสำคัญ (จุดฟันหลอ) ของระบบป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำน่าน ต้องแก้ไขทำผนังกั้นน้ำปิดด่วน


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สะเรียง ร่วมจับกุมผู้ลักลอบส่งออกรถผิดกฎหมาย

นายด่านศุลกากรแม่สะเรียง ชี้แนะการส่งออกนอกราชอาณาจักร หากพบมีการลักลอบข้ามแดนโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร ถือเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร 2560 มีโทษทั้งจำและปรับ หลังยึดรถส่งออกไปเมียมาได้ 4 คันที่แม่สามแลบ ขณะที่ชาวบ้านร้องมีน้ำมันส่งออกชอบด้วยกฎหมายหรือไม่จนนายอำเภอแม่สะเรียงต้องนำกำลังไปตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายวราสิทธิ์ เมืองคุ้ม นายด่านศุลกากรแม่สะเรียง เปิดเผยถึงขั้นตอนการส่งออกรถจักรยานยนต์ไปต่างประเทศให้ถูกต้องตามกฎหมาย หลัง เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สะเรียง ร่วมกับ ทหารพราน ร้อย 3608 และ ตำรวจ สภ.สบเมย ตรวจยึดรถจักรยานยนต์เก่าใช้แล้ว 4 คัน มูลค่า 55,000 บาท ลักลอบส่งออกริมแม่น้ำสาละวิน จุดผ่อนปรนฯ บ้านแม่สามแลบ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

นายด่านศุลกากรแม่สะเรียง กล่าวว่า การส่งออกรถจักรยานยนต์ให้ถูกกฎหมาย ต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางเจ้าของรถต้องดำเนินการ แจ้งระงับใช้รถถาวรที่กรมการขนส่งทางบก ต้องนำสมุดคู่มือจดทะเบียนรถไปแจ้งขอระงับการใช้รถถาวรเพื่อการส่งออก โดยเจ้าหน้าที่ขนส่งจะประทับตรา “ระงับใช้ถาวรเพื่อส่งออก” ในสมุดคู่มือฯ จากนั้น ดำเนินการต่อกับทางศุลกากรขาออก โดย ผู้ส่งออกยื่นใบขนสินค้าขาออกด้วยตนเอง หรือมอบหมายตัวแทนออกของ (Customs Broker) ดำเนินการ พร้อมเอกสารประกอบ ได้แก่ ใบแจ้งเลิกใช้รถจากขนส่ง บัญชีราคาสินค้า (Invoice) และ ใบรายการบรรจุหีบห่อ (Packing List) และ ด่านศุลกากรแม่สะเรียงจะขออนุญาตขนส่งสินค้าผ่านศูนย์สั่งการชายแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอนพิจารณา เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ผู้ส่งออกต้องนำรถเข้าสู่กระบวนการตรวจปล่อย ณ จุดผ่อนปรนทางการค้าที่กำหนดของจังหวัดแม่ฮ่องสอนสายใต้ที่รับผิดชอบด่านศุลกากรแม่สะเรียง จะมีอยู่ 2 แห่ง คือ 1. จุดผ่อนปรนฯ บ้านเสาหิน อ.แม่สะเรียง 2. จุดผ่อนปรนฯ แม่สามแลบ อ.สบเมย

ทั้งนี้ ที่สำคัญจะต้องตรวจสอบรถค้างไฟแนนซ์ก่อนส่งออก ตามกฎหมายรถที่ยังผ่อนไม่หมดถือเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทไฟแนนซ์ ผู้ครอบครองไม่สามารถนำรถออกนอกประเทศเพื่อการค้าได้หากไม่ได้รับอนุญาต เพราะเสี่ยงต่อข้อหา ยักยอกทรัพย์ หากการลักลอบนำรถข้ามแดนโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร ถือเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร 2560 มีโทษทั้งจำและปรับ ของกลางถูกยึด หากประชาชนที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ด่านศุลกากรแม่สะเรียง โทร. 0-5368-1312 หรือติดตามข่าวสารผ่านเฟซบุ๊ก “ด่านศุลกากรแม่สะเรียง”

ส่วนในด้านน้ำมันที่มีการส่งออก สำหรับจังหวัดแม่ฮ่องสอน การส่งออกน้ำมันส่งออกถูกขั้นตอนกฎหมายตามโควต้าที่รัฐบาลให้ผ่านจุดผ่อนปรนที่กำหนด โดยจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีศูนย์สั่งการชายแดนฯดูแลกำกับ เพื่อพิจารณาการส่งออกน้ำมันไปนอกราชอาณาจักรกำกับดูแลเข้มในการอนุมัติ มีเจ้าหน้าที่ทหารพราน, จนท.ศุลกากร ตรวจสกัดต่อเนื่อง ประกอบกับช่วงนี้ราคาน้ำมันโลกผันผวน รัฐบาลมีการคุมส่งออกเข้มเพื่อกันน้ำมันขาดแคลนในประเทศ ถ้าจะส่งออกต้องขออนุญาตและทำตามระเบียบกรมการค้าต่างประเทศเท่านั้น ส่วนสาเหตุที่น้ำมันขาดแคลนในพื้นที่ เนื่องจากผู้ประกอบการต้องเช็คราคาหน้าคลังวันต่อวัน ราคาน้ำมันโลกยังแกว่งทำให้ผู้ประกอบการยังต้องควบคุมการขายและไม่สำรองมาไว้ จะสั่งซื้อโดยคิดว่าขายหมดในวันต่อวันเท่านั้นอีกปัจจัยที่น้ำมันขาดช่วงเนื่องจากการขนส่งที่ต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางกว่าน้ำมันจะมาถึงแม่ฮ่องสอน ซึ่งการส่งออกน้ำมันไม่ได้กระทบกับการขาดแคลนน้ำมันในพื้นที่แต่อย่างใด

ก่อนหน้านั้น นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง ทหารพราน ฉก.36 เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร และผู้นำชุมชน ได้ลงพื้นที่บริเวณบ้านสบหาร ต.บ้านกาศ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีรถบรรทุกน้ำมันเตรียมส่งออก หลังจากได้รับแจ้งความกังวลใจจากพี่น้องราษฎรในพื้นที่

จากการตรวจสอบเบื้องต้น: พบรถบรรทุกน้ำมันดีเซลจำนวน 2 คัน (ปริมาณเชื้อเพลิงรวม 105,000 ลิตร) จอดรอการอนุญาตอยู่ที่ลานตรวจสินค้า ด่านศุลกากรแม่สะเรียง เพื่อเตรียมส่งออกไปยังจุดผ่อนปรนการค้าบ้านแม่สามแลบ และบ้านเสาหิน โดยมี “เอกสารสิทธิ์และใบขนส่งสินค้าถูกต้องตามกฎหมาย”

สิ่งที่ผมเน้นย้ำกับเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการคือ

  1. ความถูกต้องชัดเจน เอกสารต้องครบถ้วน เส้นทางต้องเป็นไปตามที่กำหนด
  2. ความโปร่งใส ผมได้ขอให้ทางศุลกากรและผู้นำหมู่บ้านช่วยกันชี้แจงทำความเข้าใจกับพี่น้องในพื้นที่ เพื่อให้ทราบถึงมาตรการของรัฐบาลในการป้องกันการลักลอบขนน้ำมันผิดกฎหมาย
  3. การบังคับใช้กฎหมาย เราสนับสนุนการค้าชายแดนที่ถูกกฎหมาย แต่ต้องควบคู่ไปกับการตรวจสอบที่เข้มงวดเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม

ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจครับว่า ทางอำเภอและหน่วยงานความมั่นคงจะร่วมกันสอดส่องดูแลอย่างเต็มที่ หากพบเห็นสิ่งผิดปกติแจ้งข้อมูลมาที่ผมหรือทางอำเภอได้ทันที



ภานุเดช ไชยสกูล / แม่ฮ่องสอน

วันแรงงานคึกคัก นนท. แห่เที่ยวชมความงาม ถ้ำพญานาค วัดมณีวงศ์

นครนายก – วันแรงงานคึกคัก นนท.แห่เที่ยวชมความงาม”ถ้ำพญานาค”วัดมณีวงศ์

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในวันแรงงานแห่งชาติ มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเดินทางมาที่วัดมณีวงศ์ ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆของจังหวัดนครนายก ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นจำนวนมาก ต่างก็พากันมาทำบุญ กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด ขอพร ปิดทององค์พระพุทธปางป่าเลไลย์ เก่าแก่อายุกว่า 400 ปี เป็นพระพุทธรูปประจำวัดมณีวงศ์ ทำบุญถวายสังฆทานข้าวสาร เพื่อนำไปมอบให้กับผู้ยากไร้และโรงเรียนต่างๆ

นอกจากนี้ วัดมณีวงศ์ยังมีถ้ำพญานาค ซึ่งเป็นไฮไลต์ของวัด ภายในถ้ำมีความสวยงามตระการตา ปฏิมากรรมรูปปั้นพญานาคจำนวน 2,014 ตน ที่ถูกจัดสรรไว้อย่างลงตัว สวยงาม และชมขุมทรัพย์ แก้ว แหวน เงิน ทอง จำนวนมาก ที่อยู่ภายในถ้ำพญานาค เป็นจุดที่ทำให้นักท่องเที่ยวให้ความสนใจที่อยากจะมาเที่ยวชมและถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก เมื่อเข้ามาสัมผัสต่างก็บอกคำเดียวว่าสวยงามมาก ซึ่งวันหยุดแรงงานก็จะมีบรรดานักท่องเที่ยวพาครอบครัวหลั่งไหลมาชมความงดงามของถ้ำพญานาคกันเป็นจำนวนมาก ทำให้การสัญจรไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆในจังหวัดนครนายกค่อนข้างหนาแน่น พ่อค้า-แม่ค้าต่างก็มีรายได้จากการจำหน่ายสินค้า เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดี ที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวใช้จ่ายในช่วงวันหยุดแรงงานนี้


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

“ค่ายเยาวชนรักษ์ถิ่นฯ” จุดพลังคนรุ่นใหม่ สืบสานพระราชดำริ สร้างชุมชนเข้มแข็งสันกำแพง

“ค่ายเยาวชนรักษ์ถิ่นฯ” จุดพลังคนรุ่นใหม่ สืบสานพระราชดำริ สร้างชุมชนเข้มแข็งสันกำแพง

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ค่ายเยาวชนรักษ์ถิ่น รักษ์สหกรณ์ฯ ประจำปี 2569” และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “เยาวชนรักษ์ถิ่น รักษ์สหกรณ์: พลังผู้นำการเปลี่ยนแปลงของชุมชน” พร้อมมอบเกียรติบัตรแก่ผู้สนับสนุนโครงการ โดยมี นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวรายงาน , นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ และนายจอมกิตติ ศิริกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวง พม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ ในการนี้ นางสาวพลอยพรรณ พลอยทับทิม พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ ได้นำหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วมต้อนรับและติดตามเข้าร่วมโครงการดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน

ค่ายเยาวชนรักษ์ถิ่น รักษ์สหกรณ์ฯ จัดขึ้นเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนในโครงการหมู่ บ้านสหกรณ์สันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งการสร้างการรับรู้ และความภาคภูมิใจในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระ ราชทานโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียง ใหม่ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ยากจนให้ได้มีที่อยู่อาศัย มีที่ทำกิน และให้ตกทอดถึงลูกหลาน รวมทั้งการสร้างจิตสำนึกในการสืบสานงานตามพระราชดำริของพระองค์ ในการสร้างเครือข่ายเยาวชนตำบลบ้านสหกรณ์ให้เข้มแข็ง รักถิ่นฐาน รักบ้านสหกรณ์ และนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

โครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการมากว่า 50 ปี กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โดยศูนย์ประสานงานโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะกรรมการและเลขานุการโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ที่ขับเคลื่อนงานการพัฒนาด้านความยั่งยืนของประเทศ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ด้อยโอกาสในสังคม ตอบแทนคุณแผ่นดิน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินงาน ตามที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราโชบายในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน” ภายใต้พระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรในโครงการอย่างต่อเนื่อง

จึงได้ร่วมจัดทำโครงการ “ค่ายเยาวชนรักษ์ถิ่น รักษ์สหกรณ์ฯ ประจำปี 2569” ต่อยอดให้กับเด็กเยาวชนในพื้นที่ตำบลบ้านสหกรณ์ จาก 8 หมู่บ้าน ช่วงอายุระหว่าง 12-18 ปี เป็นลูกหลานของกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการฯ ซึ่งได้กำหนดจัดระหว่างวันที่ 1-3 พฤษภาคม 2569 ณ กิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีเยาวชนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น จำนวน 59 คน

ทั้งนี้ องคมนตรี และคณะ ได้เยี่ยมชมบูธเครือข่าย ได้แก่ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีชุมชนจังหวัดลำพูน และวิสาหกิจชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวตำบลบ้านสหกรณ์ พร้อมตรวจเยี่ยมกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อ.แม่ออน ตามโครงการพระราชดำริ และเยี่ยมชมอ่างเก็บน้ำหมู่ 1 บ้านสหกรณ์ สำหรับให้ราษฎรใช้เพื่อการเกษตรและดำรงชีวิต


นที มีเดช รายงาน

กอ.รมน. เชียงใหม่ จัดฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์สร้างเครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร รุ่นที่ 2

กอ.รมน. จังหวัดเชียงใหม่ จัดฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์สร้างเครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร รุ่นที่ 2 มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมในการป้องกันแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงในสังคม

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์สร้างเครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหารของ กอ.รมน.จังหวัดเชียงใหม่ (พคบ.จังหวัด) รุ่นที่ 2 มีระยะเวลาในการฝึกอบรมทุกวันเสาร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 รวม 5 สัปดาห์ และมีผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วยคณะผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และแกนนำกลุ่มมวลชน จำนวน 54 คน ที่ โรงแรมกรีนเลค รีสอร์ท อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเสริมสร้างให้ พคบ.จังหวัด มีความตระหนักรู้ในความสำคัญของสถานบันหลักของชาติ และส่งเสริมการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งสร้างความรักความสามัคคีของคนในชาติ ตลอดจนให้มีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของ กอ.รมน. ในด้านการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและความสงบเรียบร้อยของสังคม

นอกจากนั้นแล้วยังเป็นการเตรียมความพร้อมในเรื่องของการรับมือภัยคุกคาม และภัยพิบัติในทุกรูปแบบ ควบคู่ไปกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงที่มีอยู่ทุกมิติ โดยใช้กลไกการแก้ไขปัญหาแบบการมีส่วนร่วม และบูรณาการของทุกภาคส่วน ในการดำเนินการบนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาลและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


นที มีเดช รายงาน

ยินดีต้อนรับน้อง ๆ ทหารใหม่ทุกคนเข้าสู่รั้วกองทัพภาคที่ 2

พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการรับ–ส่งทหารกองเกินเข้าเป็นทหารกองประจำการ ผลัดที่ 1/2569 ณ หน่วยฝึกทหารใหม่มณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น แม่ทัพภาคที่ 2 ได้มีโอกาสพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ รวมถึงพบปะให้กำลังใจน้อง ๆ ทหารใหม่ และครอบครัวที่มาส่งอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำถึงความตั้งใจของกองทัพที่จะดูแลบุตรหลานของทุกคนอย่างดีที่สุด ให้ผู้ปกครองมั่นใจได้ว่าน้อง ๆ จะได้รับการดูแลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความเป็นอยู่

การรับ–ส่งทหารใหม่ในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันอย่างดี เพื่อเตรียมความพร้อมให้น้อง ๆ ก้าวเข้าสู่การฝึกตามหลักสูตรของกองทัพบก ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการสร้างพื้นฐาน ทั้งความแข็งแกร่ง ความอดทน และระเบียบวินัย

ขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ทุกคน ปรับตัว เรียนรู้ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดี ๆ ในเส้นทางใหม่นี้ เชื่อว่าทุกคนจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป

#กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก #ทหารใหม่2569


พรพิพัฒน์ รายงาน

ทุเรียนลูกละ 1 บาท เรียกลูกค้าแน่น สุกไม่ทันขายต้องจัดผลไม้อื่นมาเสริม

จังหวัดลพบุรี – เจ๊ดา ผลไม้ซิ่ง เจ้าของร้านจำหน่ายทุเรียนรายใหญ่ เผยโปรโมชั่นทุเรียนลูกละ 1 บาทยังคงเรียกลูกค่าได้ดี จนทำให้มีลูกค้ามาซื้อแน่นร้านทุกวัน ทุเรียนที่เตรียมทำโปรโมชั่นสุกไม่ทันต้องหาผลไม้อื่นมาเสริม ผลตอบรับไม่ต่างจากทุเรียน

จากปัญหาเรื่องราคาทุเรียนที่เป็นข่าวดังทำให้ เจ๊ดา ผลไม้ซิ่ง ที่เป็นพ่อค้าคนกลางที่รับซื้อทุเรียนมาวางจำหน่ายในประเทศไทยรายใหญ่รายหนึ่ง ได้ออกมาเปิดเผยว่าไม่ส่งผลกระทบ โดย นางสาวอมิตา ทรัพย์พานิช หรือที่รู้จักกันในนาม “เจ๊ดา ผลไม้ซิ่ง” ที่ได้มาเปิดตลาดทุเรียนที่ตลาด Z – ONE หมู่ที่ 8 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองลพบุรี ให้กับประชาชนถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 โดยจำหน่ายทุเรียนในราคาถูกเหมือนลูกค้าเดินทางไปซื้อถึงหน้าสวนทุเรียน ซึ่งจุดขายคือผู้ที่มาซื้อทุเรียนมี่มาวางจำหน่ายปกติจะได้รับคูปองส่วนลดที่สามารถซื้อทุเรียนที่ขนาดเล็กเนื้อดีลูกละ 1 บาทได้คนละ 1 ลูก จนทำให้พบว่ามีประชาชนที่ชื่นชอบในรสชาติของทุเรียนเดินมาซื้อหาทุเรียนไปรับประทานกันเป็นจำนวนมาก

ซึ่งทาง เจ๊ดา ได้เปิดเผยว่า ทุเรียนที่นำมาจำหน่ายในราคาถูกนี้ เป็นทุเรียนที่มีคุณภาพ ลูก ค้าจะได้ของดีไปรับประทาน รวมทั้งรับประกันทุกลูก ถ้าเป็นทุเรียนที่ไม่ได้คุณภาพพร้อมที่จะให้เปลี่ยนคืนทุกลูก ทำให้ลูกค้าที่ซื้อกลับไปรับประทานแล้วต้องมาซื้อซ้ำ ซึ่งเป็นความตั้งใจให้ลูกค้าทุกคนได้กินทุเรียนคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ รวมทั้งทุเรียนที่นำมาจัดโปรโมชั่นทุกลูกก็คัดเลือกมาเป็นอย่างดี หากพบว่าทุเรียนลูกใดอ่อนก็สามารถเปลี่ยนให้เลย โดยในวันนี้พบว่ามีประชาชนเดินทางมาเลือกซื้อทุเรียนกันตั้งแต่ในเช้า และตั้งแต่เริ่มจัดจำหน่ายที่จุดดังกล่าวได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ซึ่งทุเรียนที่จัดซื้อมาจากสวนทุเรียนแล้วนำมาจำหน่ายให้กับลูกค้านับพันตันสุกไม่ทันกับความต้องการของตลาด ทางเจ้าหน้าที่ต้องคัดทุเรียนที่สุกสามารถรับประทานได้ในวันนี้ และพรุ่งนี้ มากองให้กับลูกค้าได้เลือกไปรับประทาน

เจ๊ดากล่าวว่า ขณะนี้ทุเรียนเริ่มที่จะหายาก ซี่งเป็นช่วงสุดท้ายของทุเรียนรุ่นแรก รวมทั้งการตอบรับในเรื่องทุเรียนลูกละ 1 บาท ก็ทำให้มีลูกค้ามาเลือกซื้อทุเรียน ต่างจดจ้องรอรับคูปองไปแลกซื้อทุเรียนลูกละ 1 บาทกันมากมาย นอกจากนี้ทางร้านยังได้จัดผลไม้ในภาคจังหวัดตะวันออกเป็นอีกทางเลือกให้กับลูกค้าจำหน่ายในราคาถูก ซึ่งมีมะไฟ เงาะ ลิ้นจี่ มังคุด ที่นำมาจากชาวสวนจังหวัดระยอง จันทบุรี และจังหวัดตราด ขณะที่ตลาดผลไม้ที่ไปเปิดจำหน่ายในหลายจังหวัดก็ยังคงได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี เชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการระบายผลไม้ให้กับชาวสวนในปีนี้ไม่ให้ราคาตกต่ำหรือล้นตลาด


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

มึน !! ลอบขนทรายของกลางไปขายเฉย

จากกรณีชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการลอบขุดทรายในแม่น้ำปาย บ.สบแพม อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และได้มีการสั่งให้ดำเนินคดี วัดปริมาณทรายที่กองในพื้นที่ของผู้ถูกกล่าวหา 2 หมื่นคิว เป็นเงิน 6 ล้านบาท ล่าสุด พบว่ายังมีการลอบขนทรายของกลาง ไปจำหน่ายโดยไม่มีหน่วยงานใดไปตรวจสอบหรือสั่งห้ามแต่อย่างใด เส้นใหญ่สุด ๆ ในเมืองปาย

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นายสุวิทย์ บุญหล้า ราษฎรบ้านสบแพม หมู่ 4 ต.ทุ่งยาว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า จากกรณีที่ตนได้ร้องเรียนต่อสื่อมวลชน เรื่องการลักลอบขุดทรายในแม่น้ำปาย ที่บ้านสบแพม ต.ทุ่งยาว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน จนมีหน่วยงานรัฐเข้าไปตรวจสอบและสั่งระงับการดำเนินการพร้อมดำเนินคดีต่อผู้ประกอบการ แต่ปรากฏว่า ในห้วงที่ผ่านมา หลังจากมีการประชุมของนายอำเภอปาย เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีกับผู้ประกอบการ แต่ปรากฏว่า จนถึงวันนี้ กองทรายที่มีปริมาตร ประมาณ 20,000 คิวบิกเมตร คิวฯละ 300 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 6 ล้านบาท ได้ถูกลัก ลอบขนลำเลียงออกจากท่าทรายที่ถูกดำเนินคดี อย่างต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้ปริมาณทรายที่ถูกอายัด หายไปเกือบครึ่ง

แหล่งข่าวระบุต่อไปอีกว่า การลักลอบขนทรายออกจากท่าทรายที่ถูกจับกุมไปแล้ว มีการนำไปขายให้กับลูกค้าที่ บ้านวัดจันทร์ อ.กัลญานิวัฒนา จ.เชียงใหม่ และ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ ฮ่องสอน นอกจากนั้น ยังพบว่ามีการนำรถแบคโฮ มาลอบขุดทรายเหมือนเดิม รวมไปถึงใช้แรง งานคนลงไปขุดทรายในแม่น้ำปาย มาทดแทนทรายที่ถูกส่งออกไปจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในกรณีใช้แรงงานคนขุดทรายไปจำหน่ายถือว่าผิดข้อกฎหมายของ กระทรวงอุตสาหกรรม กรณีขุดทรายหรือหินในแม่น้ำสามารถทำได้เพื่อนำไปก่อสร้างบ้านเรือนของราษฎรทั่วไป แต่นี่เป็นการขุดเพื่อไปจำหน่าย ทางอุตสาหกรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ต้องรับผิดชอบ รวมไปถึงกรมเจ้าท่า ที่อ้างว่าการขุดหินทรายในลำน้ำเพื่อเป็นการขุดสันดอนและสร้างร่องน้ำลึกเพื่อการเดินเรือ

ซึ่งประเด็นนี้ในพื้นที่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มีการลอบขุดทราย ไม่ได้มีกิจการเดินเรือในพื้นที่แต่อย่างใด ทำไมกรมเจ้าท่าจึงเลี่ยงระเบียบและอนุญาตให้มีการขุดหินและทรายในลำน้ำได้ การกระทำผิดในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าหน้าที่ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะไม่รู้ไม่เห็น แต่ทำไมจึงปล่อยให้มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่องและกระทบต่อที่ดิน ไร่นา และเรือกสวนของราษฎรที่อยู่ติดแม่น้ำ ที่ได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ ทำให้ที่ดินถูกน้ำกัดเซาะจนเสียหายและไม่สามารถเรียกคืนที่ดินมาได้เหมือนเดิม จึงขอวิงวอนให้หน่วยงานรัฐจากส่วนกลางลงมาตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและหาคนผิดมาลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด


ภานุเดช ไชยสกูล / แม่ฮ่องสอน

ด่านศุลกากรแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน จับลอบส่งออกน้ำมันไปพม่า

ด่านศุลกากรแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ตรวจยึดน้ำมันเชื้อเพลิง ชนิดเบนซิน บรรจุแกลลอนขนาด 30 ลิตร จำนวน 72 ถัง มูลค่ากว่า 75,000 บาท ขณะเตรียมลักลอบส่งออกริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน บ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ด่านศุลกากรแม่สะเรียง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “ด่านศุลกากรแม่ สะเรียง” ว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 07.00 น. เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สะเรียง สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารพราน ที่ 36 (ร้อย ทพ.3608 ฉก.ทพ.36) ปก ครอง อ.สบเมย ออกลาดตระเวนตรวจสอบบริเวณริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ใกล้กับท่าเทียบเรือจุดผ่อนปรนการค้าบ้านแม่สามแลบ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

พบแกลลอนน้ำมันจำนวน 72 ถัง บรรจุ “น้ำมันเชื้อเพลิง ชนิดเบนซิน” ถังล่ะ 25 ลิตร ปริมาณรวม 1,800 ลิตร วางกองอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน โดยไม่พบผู้แสดงตนเป็นเจ้าของ ลักษณะพยายามเตรียมขึ้นเรือลักลอบส่งออกไปนอกราชอาณาจักร เจ้าหน้าที่ฯ จึงได้ยึดของกลางไว้เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดฐานพยายามส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 โดยจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีศูนย์สั่งการชายแดนฯดูแลกำกับ เพื่อพิจารณาอนุญาตการส่งออกน้ำมันไปนอกราชอาณาจักรเท่านั้น


ภานุเดช ไชยสกูล / แม่ฮ่องสอน

นายอำเภอท่าศาลา สั่งการตรวจสอบ หลังมีการร้องเรียน ลักลอบเผาสายไฟ ก่อนรวบหนุ่ม 22 ปี นำตัวดำเนินคดี

นายอำเภอท่าศาลา สั่งการชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง ออกตรวจสอบหลังมีการร้องเรียน มีการลักลอบเผาสายไฟ ขยะพิษ ส่งกลิ่นรบกวนชาวบ้าน ก่อนรวบหนุ่ม 22 ปี เผาสายไฟ นำตัวดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.69 คืนที่ผ่านมาเวลาประมาณ 20.10 น. ภายใต้อำนวยการของนายประสงค์ จันทร์หยู นายอำเภอท่าศาลา นายพศิน กาญจนะ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง สั่งการให้นายกิตติศักดิ์ คงชู ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง/หน.ชุดฯ พร้อม อส.ประจำชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองฯ ออกปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยจากกรณีที่มีข่าวมีชาวบ้านร้องเรียนผ่านสื่อออนไลน์ (เพจที่นี่ นครศรีธรรมราช) ว่า “ชาวบ้านวอนนายอำเภอท่าศาลาช่วยตรวจสอบการเผาขยะพิษกลิ่นเหม็นมากเป็นห่วง เด็ก คนแก่ ผู้ป่วยติดเตียง

โดยชุดจับกุมได้ออกตรวจสอบมาถึงทุ่งนาพื้นที่ ม.2 ต.โมคลาน อ.ท่าศาลา ได้มองเห็นมีกองไฟติดอยู่ในสวนยางพารา จึงเดินเข้าไปตรวจสอบ พบนายสรันฯ อายุ 22 ปี กำลังใช้เหล็กงามเกลี่ยกองไฟเพื่อนำขดลวดทองแดงที่ผ่านการเผาไฟออกมาจากกองไฟ ซึ่งฟันไฟคละคลุ้งส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่จึงทำการจับกุมตัว พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาและนำตัวส่งพนักงานสิบสวน สภ.ท่าศาลา เพื่อดำการตามกฏหมายต่อไป

#ที่นี่_นครศรีธรรมราช #หรอยแรงนครศรีฯ


ธีรศักดิ์ อักษกูล รายงาน