ผบ.ตร. ชื่นชมตำรวจจราจร สภ.นาจอมเทียน ไหวพริบเยี่ยม! ขยายผลจับกุมชาวต่างชาติครอบครองอาวุธสงคราม-วัตถุระเบิดจำนวนมาก

ผบ.ตร. ชื่นชมตำรวจจราจร สภ.นาจอมเทียน ไหวพริบเยี่ยม! ขยายผลจับกุมชาวต่างชาติครอบครองอาวุธสงคราม-วัตถุระเบิดจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 : พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมายัง สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี เพื่อตามคดีและและชื่นชม ส.ต.ท.นิลพัฒน์ ทองย้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.นาจอมเทียน ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง มีไหวพริบ และสังเกตความผิดปกติ จนนำไปสู่การขยายผลตรวจค้นและจับกุมชาวต่างชาติ พร้อมตรวจยึดอาวุธปืน เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิดจำนวนมาก

สืบเนื่องจาก ส.ต.ท.นิลพัฒน์ฯ ได้เข้าตรวจสอบเหตุรถยนต์ของชาวต่างชาติประสบอุบัติเหตุบริเวณถนนเลียบทางรถไฟ มุ่งหน้าพัทยา ก่อนพบพิรุธภายในรถและประสานฝ่ายสืบสวนขยายผลไปยังบ้านพักในพื้นที่ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี กระทั่งตรวจพบอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดจำนวนมาก จึงประสานเจ้าหน้าที่ EOD เข้าตรวจสอบและเก็บกู้โดยปลอดภัย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความใส่ใจและสังเกตความผิดปกติของเจ้าหน้าที่ตำรวจครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างของการทำงานเชิงรุกที่ช่วยป้องกันเหตุร้ายและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกนายยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ รอบคอบ และเป็นมืออาชีพ

ตำรวจภูธรภาค 2 ขอชื่นชมกำลังพลผู้ปฏิบัติทุกนาย ที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เพื่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรุงเทพฯ ต้องดีกว่านี้! “ชัชชาติ” ปล่อยแผน 226 ฉบับ เดินหน้าปฏิวัติเมืองทั้งระบบ ปลุกพลังผู้นำ “มหานคร 14” พลิกโฉมคุณภาพชีวิตคนกรุงฯ ครั้งใหญ่

กรุงเทพฯ ต้องดีกว่านี้! “ชัชชาติ” ปล่อยแผน 226 ฉบับ เดินหน้าปฏิวัติเมืองทั้งระบบ ปลุกพลังผู้นำ “มหานคร 14” พลิกโฉมคุณภาพชีวิตคนกรุงฯ ครั้งใหญ่

กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุง เทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดการศึกษาอบ รมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนามหานคร (มหานคร) รุ่นที่ 14 โดยมี ศ.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงและผู้เข้ารับการอบรมกว่า 140 ชีวิต ร่วมผนึกกำลังสร้างจุดเปลี่ยนให้เมืองหลวง

นายชัชชาติฯ เปิดวิสัยทัศน์กลางเวที ย้ำชัดการพัฒนาเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของ “คำขวัญ” แต่ต้องขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการที่จับต้องได้ โดยเน้นย้ำความแตกต่างระหว่าง “ผู้บริหาร” ที่ต้องมองหาโอกาส และ “ผู้จัดการ” ที่ต้องรู้วิธีทำให้สำเร็จ หากวางตัวบุคคลผิดที่ องค์กรย่อมไปไม่ถึงฝั่งฝัน

“กรุงเทพฯ วันนี้อยู่ในอันดับ 98 จาก 140 เมืองทั่วโลก ซึ่งยังต่ำกว่าครึ่ง เรามีความเปราะบางแม้จะเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ หากคุณภาพชีวิตไม่ดีจริง เราจะสูญเสียความสามารถในการดึงดูดบุคลากรเก่งๆ และนักลงทุนในระยะยาว” นายชัชชาติกล่าวเสริมถึงความท้าทาย

ผู้ว่าฯกทม. ได้กางแผนปฏิบัติการ 226 ฉบับ ครอบคลุมการแก้ปัญหาทุกมิติ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานระดับมหภาค ไปจนถึงการพัฒนา “เส้นเลือดฝอย” ในชุมชน ทั้งการปรับปรุงทางเท้าให้เดินได้จริง ปลอดภัยสำหรับคนทุกกลุ่ม การแก้ไขน้ำท่วมแบบคู่ขนาน ทั้งอุโมงค์ยักษ์และระบบระบายน้ำระดับจุลภาค การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้รับเรื่องร้องเรียน (Traffy Fondue) เพื่อความรวดเร็วและโปร่งใส

ด้าน ศ.สุรพล นิติไกรพจน์ เผยว่าหลักสูตรนี้คืออาวุธทางปัญญาที่จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจปัญหาจริง ทั้งเรื่องขยะ สาธารณสุข และภัยพิบัติในอาคารสูง โดยปีนี้มุ่งเน้นการสร้างวิสัยทัศน์เชิงรุกและการมีส่วนร่วม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนการเปลี่ยนแปลงของเมืองในอนาคต

ขณะที่ตัวแทนรุ่น 13 ได้ร่วมแชร์ประสบการณ์ พร้อมส่งไม้ต่อความสำเร็จ โดยเน้นการกระจายอำนาจให้คนทุกกลุ่มมีส่วนร่วม เพื่อใหเป็นประธานเปิดการศึกษาอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนามหานคร


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

‘จุลพันธ์’ แท็กทีม ก.แรงงาน ลุยฮ่องกง หนุนเชฟไทยมาตรฐานสากล ดันครัวไทยสู่ครัวโลก

‘จุลพันธ์’ แท็กทีม ก.แรงงาน ลุยฮ่องกง หนุนเชฟไทยมาตรฐานสากล ดันครัวไทยสู่ครัวโลก

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเขตบริหารพิเศษมาเก๊า : นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีปิดการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาผู้ประกอบอาหารไทย ระดับ 1 โครงการส่งเสริมศักยภาพมาตรฐานฝีมือแรงงานไทยในต่างประเทศ พร้อมมอบหนังสือรับรองแก่ผู้ผ่านการทดสอบ และมอบเครื่องหมายรับรองที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ประกอบกิจการ ซึ่งจ้างงานผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ โดยมีพันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน, นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน คณะผู้ทดสอบ ผู้เข้าร่วมโครงการ และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี ณ ร้าน Siam Garden Thai Restaurant เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับ “อาหารไทย” อย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการพัฒนามาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัยทางอาหาร เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติทุกคน ซึ่งถือเป็นผู้มีศักยภาพและความมุ่งมั่นในการพัฒนาทักษะวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยอาหารไทยไม่ได้เป็นเพียงอาหาร แต่ยังสะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของคนไทย อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งด้านธุรกิจร้านอาหาร การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการส่งออกอาหารไทยสู่ตลาดโลก ซึ่งเครื่องหมายรับรองที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ประกอบกิจการ ซึ่งจ้างงานผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาตินั้น เป็นการการันตีว่าสถานประกอบกิจการที่ได้รับการรับรอง มีการให้บริการอาหารไทยที่ได้มาตรฐานและคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้อย่างแท้จริง อันเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ธุรกิจไทยในต่างประเทศ

ด้านนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเสริมว่า การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาผู้ประกอบอาหารไทย ระดับ 1 เป็นความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน และสำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกง โดยดำเนินการทดสอบระหว่างวันที่ 7–9 พฤษภาคม 2569 มีผู้เข้ารับการทดสอบจำนวน 15 คน และผ่านการทดสอบทั้งสิ้น 15 คน การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เป็นกระบวนการประเมินฝีมือ ความรู้ ความสามารถ และทัศนคติในการทำงานของผู้ประกอบอาชีพ ตามเกณฑ์มาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยภาคความรู้และภาคปฏิบัติ เพื่อการันตีว่าแรงงานไทยที่ผ่านการทดสอบมีศักยภาพ ทักษะฝีมือที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีความปลอดภัย และสามารถให้บริการได้ในระดับสากล โดยผู้ผ่านการทดสอบจะได้รับหนังสือรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อใช้ยืนยันมาตรฐานวิชาชีพของตนเอง

ทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานยังได้ขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบกิจการที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานแรงงาน ผ่านการมอบ “เครื่องหมายรับรองที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ประกอบกิจการ ซึ่งจ้างงานผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสถานประกอบกิจการในการให้บริการอาหารไทยที่ได้มาตรฐานระดับสากล อันเป็นการสนับสนุนนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ของรัฐบาลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป สำหรับแรงงานไทย หรือสถานประกอบกิจการที่สนใจต้องการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กลุ่มงานส่งเสริมการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน กองพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน โทร 0 2245 4837 หรือเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/share/1CUpC5qdsU/?mibextid=wwXIfr อธิบดีสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

“ไทยรัฐ” คว้ารางวัลชนะเลิศ “พาดหัวข่าวดีเด่น”-“เดลินิวส์” รองอันดับ 1

สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศรางวัล “พาดหัวข่าวสร้างสรรค์ดีเด่น” ปรากฏว่า “ไทยรัฐ” คว้ารางวัลชนะเลิศ “เดลินิวส์” รองอันดับ 1 “ไทยโพสต์” รองอันดับ 2 ส่วนรางวัลชมเชย มี “มติชน-กรุเทพธุรกิจ” นอกจากนี้ ได้มีการมอบรางวัล “เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์” ประจำปี 2569 เชิดชูเกียรติ 3 นักหนังสือพิมพ์อาวุโส “ระวิ โหลทอง-ชัย ราชวัตร-ผุสดี คีตวรนาฏ” พร้อมมอบรางวัลองค์กรและบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อวิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศ

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น. นายนคร วีระประวัติ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์-แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดงานมอบรางวัล “เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์ ประจำปี 2569” รางวัลเกียรติยศแก่องค์กรและบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ต่อวิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศ รวมทั้งรางวัล “พาดหัวข่าวสร้างสรรค์ดีเด่น” ที่หอประชุมเมืองไทยประกันภัยชีวิต ถนนรัชดาภิเษก กทม. โดยมี นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล 

สำหรับรางวัล “เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์” ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 จำนวน 3 คนได้แก่

  1. นายระวิ โหลทอง บุคคลที่ชื่อถูกจารึกไว้ในฐานะ “ศาสดาแห่งสื่อกีฬาไทย” เป็นผู้ก่อตั้ง บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ค่ายสื่อกีฬาใหญ่ และนับเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดคนหนึ่งในวงการฟุตบอลและสื่อมวลชนของประเทศไทย
  2. นายสมชัย กตัญญุตานันท์ หรือ “ชัย ราชวัตร” หนึ่งในการ์ตูนนิสต์การเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุด ในประวัติศาสตร์สื่อมวลชนไทย และศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การ์ตูน) ปี 2564
  3. นางผุสดี คีตวรนาฏ ผู้สร้างประวัติศาสตร์ ในฐานะบรรณาธิการหญิงคนแรกของหนังสือพิมพ์ภาษาจีนในประเทศไทย 

รางวัลเกียรติยศ “องค์กรผู้ทำคุณประโยชน์แก่วิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศ” จำนวน 3 รางวัล ได้แก่

  1. สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 มี นายอภัย จันทนะจุลกะ อดีต รมว.แรงงาน ในฐานะรองประธานสถาบันฯ รับรางวัล
  2. โครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรม โดยผู้ก่อตั้ง คือ นายศุภชัย เจียรวนนท์ เนื่องจากติดภารกิจประชุมที่ต่างประเทศ จึงได้มอบหมายให้ ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน มารับรางวัล
  3. กลุ่มอาสาสมัครภาคประชาชน “ใจถึงใจคนไทยไม่ทิ้งกัน” มีผู้ก่อตั้งโดย ศิลปิน “ฝันดี-ฝันเด่น จรรยาธนากร” 

รางวัลเกียรติยศ บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์แก่วิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศ จำนวน 3 รางวัลที่ได้รับรางวัลเกียรติยศ ได้แก่

  1. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จ.ชลบุรี 
  2. ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ผู้ประกาศตนเพื่อพุทธศาสนา นำธรรมะสู่สันติภาพโลก
  3. นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนอุทิศตนให้ความรู้เรื่องกฎหมายแก่ประชาชนร่วมกับสื่อมวลชน

ส่วนรางวัลของวงการหนังสือพิมพ์ ได้แก่ รางวัล “พาดหัวข่าวสร้างสรรค์ดีเด่น” ซึ่งรวบรวมผลงานพาดหัวข่าวจากหนังสือพิมพ์ต่างๆ ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2568 -เดือนเมษายน 2569 มาพิจารณาตัดสิน ผลปรากฏว่า

  • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ “สีหศักดิ์ กรีดเขมรยับ! กลางเวทีสหประชาชาติ” จากหนังสือ พิมพ์ ไทยรัฐ
  • รองชนะเลิศอันดับ 1 พาดหัวข่าว “สละชีพเพื่อชาติสมเกียรติ 3 ทหารกล้า สู้ยิบตา ป้องบ้านหนองจาน” จากหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์
  • รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ พาดหัวข่าว “ฮอร์มุดดุ! บึ้มเรือไทย” จาก หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์
  • รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ พาดหัวข่าว “สหรัฐ-ยิว ถล่ม-ผู้นำอิหร่านดับ ตอ.กลางลุกเป็นไฟ” จากหนังสือพิมพ์มติชน และพาดหัวข่าว สหรัฐ-ยิว ถล่ม-ผู้นำอิหร่านดับ ตอ.กลางลุกเป็นไฟ” จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธรุกิจ

การจัดงานปีนี้ได้รับการสนับสนุนจาก บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต, บมจ.วิริยะประกันภัย, กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, SCG, ธนาคารออมสิน, ธนาคาร SCB, บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด, องค์การกำจัดน้ำเสีย, บมจ.ทิพยประกันภัย, BCPG, AIS, MBK, CPF, CPALL, CPRAM, กรมปศุสัตว์, อีสต์วอเตอร์, นายกเมืองพัทยา, AirAsia, บ.อิมิแนนท์แอร์, TOA, THAPANIN, ครัวอัปสร อ.ต.ก. และ กาแฟ 24.


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สภาทนายความ แต่งตั้ง พ.ต.อ.ไพโรจน์ นาเมืองรักษ์ เป็นที่ปรึกษานายกสภาทนายความ ประจำปี 2568-2571

สภาทนายความ แต่งตั้ง พ.ต.อ.ไพโรจน์ นาเมืองรักษ์ เป็นที่ปรึกษานายกสภาทนาย ความ ประจำปี 2568-2571

คำสั่งสภาทนายความที่ 478/2568 เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษานายกสภาทนายความ ปี พ.ศ. 2568-2569 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 (3) แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 และ ข้อ 5 แห่งข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยการแบ่งส่วนงานของสภาทนายความและอำนาจหน้าที่ของกรรมการ สภาทนายความ พ.ศ.2556 โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสภาทนายความในการประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 นายกสภาทนายความ แต่งตั้งที่ปรึกษานายกสภาทนายความ ปี พ.ศ.2568-2571 ดังนี้

พ.ต.อ.ไพโรจน์ นาเมืองรักษ์ ที่ปรึกษานายกสภาทนายความ ให้ที่ปรึกษานายกสภาทนาย ความ มีอำนาจหน้าที่ โดยให้เป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการ สภาทนายความ คำสั่ง ระเบียบ ข้อบังคับของสภาทนายความภายในขอบเขตแห่งอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2568

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2568 เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2568

(ธนพล คงเจี้ยง)
นายกสภาทนายความ
นายกองตรี ดร.


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

DE Fund ต่อยอดภารกิจ “คลินิกกองทุน” สู่สุราษฎร์ธานี หนุนศักยภาพดิจิทัลภาคใต้

DE Fund ต่อยอดภารกิจ “คลินิกกองทุน” สู่สุราษฎร์ธานี หนุนศักยภาพดิจิทัลภาคใต้

กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE Fund) ขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุกลงสู่ภูมิ ภาคอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรม “DE Fund Clinic” หรือ “คลินิกกองทุน” ณ โรงแรม S22 จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเปิดพื้นที่สร้างความเข้าใจและต่อยอดแนวคิดโครงการด้านดิจิทัลในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทค โนโลยีดิจิทัลในหลากหลายมิติ

นายสมบูรณ์ เมฆไพบูลย์วัฒนา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบริหารเทคโนโลยีดิจิทัลและการสื่อสาร กล่าวเปิดกิจกรรมว่า “เทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อส่วนรวม และสามารถต่อยอดสู่การใช้งานได้จริงในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคใต้ ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากร บุคลากร และโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมจากฐานชุมชน ที่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม กองทุนดีอี มุ่งยกระดับบทบาทสู่การเป็น กองทุนของทุกคน ที่เข้าถึงได้ โปร่งใส และเปิดกว้างสำหรับทุกภาคส่วนในการร่วมพัฒนาโครงการที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศ”

ด้าน ดร.วรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวเพิ่มเติมว่า “การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลการดำเนินงานเชิงพื้นที่ของกองทุนดีอี ที่มุ่งเน้นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ที่มีแนวคิดพัฒนาโครงการดิจิทัลอย่างเป็นระบบ โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยว ชาญอย่างใกล้ชิด ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด การจัดทำข้อเสนอ ไปจนถึงการปรับปรุงโครงการให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกองทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งทุน และผลักดันให้เกิดการนำไปใช้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ”

นอกจากนี้ ภายในงานได้มีการถ่ายทอดมุมมองจากคณะทำงานผู้พิจารณาโครงการโดยตรง ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ หวังยกระดับคุณภาพข้อเสนอและเพิ่มโอกาสในการได้รับการสนับ สนุนทุนในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งคณะทำงานสะท้อนตรงกันว่า โครงการที่สามารถสื่อสารการแก้ไขปัญหาได้ชัดเจนมีข้อมูลสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ และแสดงให้เห็นแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม อีกทั้งการเขียนที่กระชับตรงประเด็น มีรายละเอียดเพียงพอ และเชื่อมโยงเหตุ ผลอย่างเป็นระบบ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการมีความน่าสนใจ และอาจได้รับการพิจารณา

และในกิจกรรมช่วงท้าย มีผู้สนใจขอรับคำปรึกษาในการพัฒนาข้อเสนอโครงการให้สามารถตอบโจทย์ตามความต้องการ และแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้อย่างตรงจุดและครอบคลุม ซึ่งผู้เข้าร่วมงานสามารถนำคำแนะนำดังกลาวกลับไปพัฒนาโครงการ เพื่อเพื่อเตรียมความพร้อมในการยื่นข้อเสนอโครงการประจำปี 2569 ของกองทุน DE ที่จะเปิดขึ้นในปีนี้

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับการขอรับทุน และกิจกรรมของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ทางเว็บไซต์ https://defund.bde.go.th และ Facebook ของกองทุนฯ “


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) มอบใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการภาคเหนือ ดัน “มาตรฐานและการรับรอง” เป็นลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) มอบใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการภาคเหนือ ดัน “มาตรฐานและการรับรอง” เป็นลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าส่งเสริมและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย ผ่านการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อเติมเต็มช่องว่างของสินค้าที่แม้มีจุดเด่นด้านการออกแบบและอัตลักษณ์เฉพาะตัว แต่ยังขาดมาตรฐานหรือข้อกำหนดรองรับ ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและโอกาสในการแข่งขันทางการตลาด

ในปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568–เมษายน 2569) มีผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนได้รับการรับรองคุณภาพแล้ว จำนวน 6 ราย รวม 27 โมเดลผลิตภัณฑ์ ครอบคลุม 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่
• ผลิตภัณฑ์หัตถอุตสาหกรรม ประเภทภาชนะเซรามิกที่ใช้กับอาหาร
• ผลิตภัณฑ์วัสดุสัมผัสอาหารจากธรรมชาติ ประเภทกาบหมาก

ทั้งนี้ นางพจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นผู้มอบใบรับรองให้แก่ผู้ประกอบการ จำนวน 4 สถานประกอบการ ได้แก่

1.ห้างหุ้นส่วนจำกัด เชียงใหม่เซลาดอน (2015) จังหวัดเชียงใหม่
2.ห้างหุ้นส่วนจำกัด ณ นว อินเตอร์เนชั่นแนล จังหวัดเชียงใหม่
3.วิสาหกิจชุมชนเฮือนปฏิมาเซรามิค จังหวัดพะเยา
4.วิสาหกิจชุมชนผลิตจานกาบหมากและวัสดุธรรมชาติห้างฉัตร จังหวัดลำปาง

เป็นการตอกย้ำบทบาทของ (วศ.) ในการผลักดันผลิตภัณฑ์ไทย “จากของดีท้องถิ่น สู่สินค้าที่ได้รับการรับรองอย่างน่าเชื่อถือ” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายโอกาสทางการตลาดอย่างยั่งยืนในอนาคต และพร้อมมุ่งพัฒนาระบบการรับรองคุณภาพที่สอด คล้องกับลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับกระบวนการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถยืนยันคุณภาพสินค้าได้อย่างชัดเจน เพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและคู่ค้า ตลอดจนลดข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์

กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา #มาตรฐานผลิตภัณฑ์


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“นิกร” รมว.พม. จับมือ “ปิยะรัฐชย์” รมช.กษ. บูรณาการ 2 กระทรวง ลุย จ.เชียงราย พัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย พร้อมมอบสิทธิสวัสดิการแก่กลุ่มเปราะบาง

“นิกร” รมว.พม. จับมือ “ปิยะรัฐชย์” รมช.กษ. บูรณาการ 2 กระทรวง ลุย จ.เชียงราย พัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย พร้อมมอบสิทธิสวัสดิการแก่กลุ่มเปราะบาง

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่าตนได้ร่วมกับ นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการติดตามการขับเคลื่อนการบูรณาการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย เพื่อสร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน ซึ่งมี ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และ ทีม พม. จังหวัดเชียงราย, นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราช การจังหวัดเชียงราย พร้อมคณะผู้บริหารหน่วยงานท้องถิ่น และผู้แทนเครือข่ายท้องถิ่น ร่วมลงพื้นที่ โดยเริ่มจากเขตราษฎรบนพื้นที่สูงเล่าชีก๋วย ชุมชนอิ้วเมี่ยน อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เพื่อพบปะให้กำลังใจพี่น้องประชาชนและเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ อีกทั้งมอบประกาศเกียรติคุณ “เชิดชูเกียรติผู้ขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง” จังหวัดเชียงราย และเยี่ยมชมบูธนิทรรศการกิจกรรมและผลงานของหน่วยงานทีม พม. จังหวัดเชียงราย และเครือข่ายท้องถิ่น อาทิ บริษัท ฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) พร้อมมอบคอมพิวเตอร์, โทรทัศน์, เครื่องฟอกอากาศ และตู้กดน้ำดื่ม ให้แก่โรงเรียนในพื้นที่, ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงรายและจังหวัดต่างๆ, นิทรรศการมีชีวิต ได้แก่ การสาธิตประกอบอาหารพื้นเมืองอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อิ้วเมี่ยน (หมูห่อใบชา และ หมูอบกระบอกไม้ไผ่),การสาธิตวิถีชงชาและกาแฟจากแหล่งเพาะปลูกคุณภาพบนพื้นที่สูง,การสาธิตปักผ้าชนเผ่าอิ้วเมี่ยน และการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าและงานหัตถกรรมชุมชน นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจกลุ่มเปราะบางที่เป็นผู้สูงอายุ จำนวน 2 ราย พร้อมร่วมพิธีผูกข้อมือ รับขวัญ โดยผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนอิ้วเมี่ยน เพื่อความเป็นสิริมงคลตามประเพณีดั้งเดิม

จากนั้น เดินทางไปลงพื้นที่ ณ โรงเรียนจีนบ้านเล่าฝู่ ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยพบปะให้กำลังใจพี่น้องประชาชนและเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมมอบสิทธิสวัสดิการสังคมเป็นเงินสงเคราะห์และเงินอุดหนุนต่างๆ แก่กลุ่มเปราะบาง อาทิ เงินสง เคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน, เงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและไร้ที่พึ่ง, เงินสงเคราะห์สตรีและครอบครัวที่ประสบปัญหาทางสังคม, เงินอุดหนุนตามโครงการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุให้เหมาะสมและปลอดภัย และเงินอุดหนุนตามโครงการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้กับคนพิการ รวมถึงงบประมาณสนับสนุนการขับเคลื่อนเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงราย ปี 2569 (สภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน และจังหวัดบูรณาการ) พร้อมทั้งมอบอุปกรณ์การเรียนในโครงการ Back to School และถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น นอกจากนี้ มีการเยี่ยมชมบูธนิทรรศการกิจกรรมและผลงานของเครือข่ายท้องถิ่น

นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนีั ได้ลงพื้นที่ ณ ศูนย์การเรียนรู้ผู้สูงอายุตลอดชีพตำบลบ้านดู่ (โรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลบ้านดู่) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โดยพบปะให้กำลังใจผู้สูงอายุ และเครือข่าย พร้อมรับฟังสถานการณ์ทางสังคมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยในพื้นที่ จากนั้นมอบสิทธิสวัสดิการสังคมเป็นเงินสงเคราะห์ต่างๆ แก่กลุ่มเปราะบาง อาทิ เงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน,เงินสงเคราะห์สตรีและครอบครัวที่ประสบปัญหาทางสังคม และเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก นอกจากนี้ ได้เยี่ยมบ้านให้กำลังใจกลุ่มเปราะบางที่เป็นผู้สูงอายุและคนพิการ จำนวน 3 ราย พร้อมมอบเงินอุดหนุนตามโครงการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุให้เหมาะสมและปลอดภัย,เงินอุดหนุนตามโครงการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้กับคนพิการ และถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

พม #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #นิกรโสมกลาง #เชียงราย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ชาวไร่ยาสูบลุกฮือ ต้านแนวคิดห้ามผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. ที่กำหนดซื้อบุหรี่ ลั่นนโยบายสุดโต่งไม่ช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่

ชาวไร่ยาสูบลุกฮือต้านแนวคิดห้ามผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. ที่กำหนดซื้อบุหรี่ ลั่นนโยบายสุดโต่งไม่ช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่

กระแสคัดค้านจากกลุ่มชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศปะทุขึ้น หลังสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ (สคสบ.) ได้เสนอมาตรการ “ห้ามผู้ที่เกิดในปีที่กำหนดซื้อบุหรี่” เพื่อลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ สร้างความไม่พอใจในหมู่ยาวไร่ยาสูบต่อท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่มาจากพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างยิ่ง

นายกิตติทัศน์ ผาทอง เลขาภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “ขณะนี้อุตสาหกรรมยาสูบไทยประสบปัญหามากมายอยู่แล้ว พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นจะพูดแล้วทำ เพราะทำแต่สิ่งที่ไม่เคยพูดไว้ กฎหมายห้ามผู้ที่เกิดในปีที่กำหนดซื้อบุหรี่จะยิ่งซ้ำเติมอุตสาหกรรมยาสูบ โดยเฉพาะเรื่องบุหรี่เถื่อนที่จะทะลักมาล้นหลามแน่นอน ปัจจุบันบุหรี่ถูกกฎหมายยังขายได้ แต่บุหรี่เถื่อนกลับครองส่วนแบ่งการตลาดถึงกว่า 25% นอกจากนี้ หากกฎหมายนี้ผ่าน รัฐจะไม่สามารถจัดเก็บภาษีบุหรี่ได้เลย รายได้ที่เคยมีกว่า 47,000 ล้านบาทต่อปีอาจหายไป และส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศแน่นอน ผู้ทรงคุณวุฒิที่เสนอกฎหมายนี้ควรพิจารณาผลกระทบในวงกว้างอย่างรอบคอบ เพราะปัจจุบันไทยต้องกู้เงินเพิ่มเติมถึงกว่า 4 แสนล้าน การออกกฎหมายที่ขัดขวางการจัดเก็บรายได้รัฐถือเป็นการบั่นทอนการทำงานของทีมเศรษฐกิจอย่างยิ่ง”

นายสงกรานต์ ภัคดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้แสดงความผิดหวังต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ซึ่งเป็นชาวเพชรบูรณ์โดยกำเนิด และกล่าวว่า “จังหวัดที่มีต้นยาสูบเป็นตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด ชีวิตเราเกิดและโตมากับการทำยาสูบ แต่รัฐมนตรีพัฒนาเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย ไม่เคยสัมผัสชีวิตเกษตรกร คงไม่ทราบว่ายาสูบสำคัญกับชาวเพชรบูรณ์อย่างไร การทำยาสร้างรายได้ที่มั่นคง ไม่ต้องคอยลุ้นราคารับซื้อ ไม่ต้องลุ้นว่าผลผลิตจะล้นตลาดไหม ทุกครั้งที่ปลูกก็สามารถการันตีกำไรได้เลย ต่างจากพืชชนิดอื่นที่ต้องคอยหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รายได้ที่มั่นคงจากยาสูบได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวเกษตรกรจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันยาสูบเพชรบูรณ์ถือเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญ สร้างรายได้ให้จังหวัดกว่า 210-250 ล้านบาทต่อปี หากกฎหมายนี้ผ่าน จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรยาสูบกว่า 2,500 ครัวเรือนในเพชรบูรณ์ และกว่า 23,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ หากท่านรัฐมนตรีหวังจะเป็นฮีโร่ด้านสุขภาพ คงต้องแลกกับการเป็นผู้ร้ายทำลายชีวิตชาวไร่ยาสูบด้วย”

นายสงกรานต์ยังเสริมว่า “การแบนคนที่เกิดในปีที่กำหนดไม่ให้ซื้อบุหรี่มีการเริ่มทำแล้วในต่างประเทศก็จริง แต่ก็ยังไม่มีการวัดผลออกมาเลยว่าเป็นมาตรการที่ได้ผลจริง ช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้จริงหรือไม่ ไม่อยากให้เอาชีวิตและวิถีความเป็นอยู่ของชาวไร่ยาสูบมาแลกกับการชิงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก”

“ชาวไร่ยาสูบไทยขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ทบทวน “มาตรการห้ามผู้ที่เกิดในปีที่กำหนดซื้อบุหรี่” อย่างรอบคอบอีกครั้ง โดยคำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและแรงงานในไร่ยาสูบกว่า 100,000 คน เพราะการตัดสินใจครั้งนี้อาจไม่เป็นผลดีกับการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่อย่างที่หวัง แต่กลับเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจฐานราก รายได้ของประเทศในอนาคต และเพิ่มภาระให้กับการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายแทน ทั้งนี้ ชาวไร่ยาสูบยืนยันว่าความสุดโต่งไม่ใช่ทางออกของนโยบายสาธารณสุขไทย บทเรียนมากมายในการควบคุมยาสูบเกิดขึ้นและยังไม่ได้รับการแก้ไข และชาวไร่เป็นคนกลุ่มแรกที่รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส อยากวอนขอให้รัฐพิจารณาหามาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างสุขภาพประชาชนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” นายสงกรานต์ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สศก. ร่วมเวที ASEAN-EU Sustainability Summit 2026 ชูบทบาทไทยขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ–สุขภาพหนึ่งเดียว เสริมความมั่นคงอาหารอาเซียน

สศก. ร่วมเวที ASEAN-EU Sustainability Summit 2026 ชูบทบาทไทยขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ–สุขภาพหนึ่งเดียว เสริมความมั่นคงอาหารอาเซียน

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า (สศก.) ได้ร่วมสนับสนุนบทบาทของประเทศไทยในเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยมอบหมายให้ ดร.กาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เข้าร่วมเป็นวิทยากรในฐานะผู้แทนฝ่ายไทยและผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในงานเสวนา ASEAN–EU Sustainability Summit 2026 เมื่อวันที่ 7 พฤษภา คม 2569 ณ Tambuli Seaside Resort & Spa เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ภายใต้หัวข้อ Food Security,Animal Health,and Climate Resilience : A Sustainability Imperative for ASEAN เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายด้านความมั่นคงอาหาร สุขภาพสัตว์ และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบเกษตรและอาหารต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

งานเสวนาดังกล่าวจัดโดยสภาธุรกิจสหภาพยุโรป–อาเซียน (EU–ASEAN Business Council: EU–ABC) ร่วมกับหอการค้ายุโรปแห่งฟิลิปปินส์ (European Chamber of Commerce of the Philippines: ECCP) โดยเป็นหนึ่งในกิจกรรมคู่ขนานของการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 48 มีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การระหว่างประเทศ และภาคีเครือข่ายจากอาเซียนและสหภาพยุโรปเข้าร่วม เพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนการเติบโตสีเขียว เกษตรกรรมยั่งยืน ความมั่นคงอาหาร และการรับมือการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ

โอกาสนี้ รองเลขาธิการ (สศก.) ได้นำเสนอทิศทางนโยบายเกษตรของประเทศไทย ตามนโยบายของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบูรณาการความยั่งยืนและความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ เข้าสู่ระบบเกษตรและอาหาร ผ่านโมเดลเศรษฐกิจ BCG การส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ การบริหารจัดการน้ำและความเสี่ยงเชิงรุก รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูลขนาดใหญ่ และระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิ ภาพการผลิต ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรในการปรับตัวต่อความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศและตลาดโลก

สำหรับประเด็นด้านสุขภาพสัตว์ ได้นำเสนอภาพรวมเชิงนโยบายของไทย โดยบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคสัตว์ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร พร้อมเน้นย้ำว่า สุขภาพสัตว์เป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงอาหาร เศรษฐกิจชนบท และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในประเทศและตลาดโลก โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ปศุสัตว์ถือเป็นสินทรัพย์สำคัญของครัวเรือน

นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคสัตว์เชิงรุกตามแนวทาง One Health ผ่านระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ การฉีดวัคซีน การเฝ้าระวังโรค การบริหารจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน และการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ ซึ่งช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ลดต้นทุนจากโรคระบาด ลดการใช้ยาต้านจุลชีพโดยไม่จำเป็น และสนับสนุนการผลิตปศุสัตว์ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ด้านความร่วมมือระดับภูมิภาค ไทยสนับสนุนให้อาเซียนยกระดับการทำงานร่วมกันจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่ความร่วมมือเชิงระบบที่มีข้อมูลเป็นฐาน โดยเฉพาะการแบ่งปันข้อมูล ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการประสานนโยบายเพื่อรับมือความเสี่ยงข้ามพรมแดน ทั้งโรคระบาดสัตว์ ภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ภูมิภาคสามารถเฝ้าระวัง ตอบสนอง และบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ภาคเกษตรไม่ใช่เพียงฐานการผลิตอาหารของประเทศ แต่เป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน การขับเคลื่อนเกษตรไทยในระยะต่อไป จึงต้องอาศัยทั้งข้อมูล เทคโนโลยี มาตรฐาน ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการบูรณาการจากทุกหน่วยงาน เพื่อให้ระบบอาหารของไทยและอาเซียนมีความมั่นคง ปลอดภัย และยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งการเข้าร่วมเวที ASEAN–EU Sustainability Summit 2026 นับเป็นโอกาสสำคัญในการสะท้อนบทบาทของประเทศไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการขับเคลื่อนภาคเกษตรสู่ระบบที่ยั่งยืน ยืดหยุ่น และใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ พร้อมแสดงความพร้อมของไทยในการทำงานร่วมกับอาเซียน สหภาพยุโรป และภาคีระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงอาหาร ความปลอดภัยอาหาร สุขภาพสัตว์ และความสามารถในการปรับตัวของภาคเกษตรอย่างยั่งยืน


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : กองเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน