มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญประชาชน เฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ในพิธีเปิดอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา ถนนเจริญราษฎร์ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญประชาชน เฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในพิธีเปิดอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา ถนนเจริญราษฎร์ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร

ในวันพุธที่ ๒๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เวลา ๑๗.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา ถนนเจริญราษฎร์ เขตสาทร กรุงเทพ มหานคร ภูมิสัญลักษณ์แห่งศรัทธาและมรดกด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมแต้จิ๋วโบราณ อันเป็นที่ประดิษฐานองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) หินหยกขาวที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ พร้อมคณะกรรมการมูลนิธิฯ ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่าน เฝ้าฯ รับเสด็จ โดยทุกท่านสามารถเข้าจุดคัดกรองได้ตั้งแต่เวลา ๑๔.๐๐ น. ที่โรงเรียนโกศลภัทรวิทย์ ซอยเจริญกรุง ๕๗ แขวงยานนาวา เขตสาทร เพื่อเข้าจุดพักคอยก่อนเตรียมเข้าพื้นที่รับเสด็จฯ ภายในสวนเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา รัชกาลที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๕๐) บริเวณศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา ถนนเจริญราษฎร์ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เป็นลำดับถัดไป หรือรับชมการถ่ายทอดสด [LIVE STREAMING] ได้ที่ เฟชบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/TaiHongGongShrine และ facebook.com/atpohtecktung

หมายเหตุ : โปรดเตรียมบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงหรือพาสปอร์ตตัวจริงเพื่อแสดงตน แต่งกายสุภาพ และปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัย และการป้องกันทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung และ https://linktr.ee/TaihonggongshrineTH


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตม.เอาผิด ชายจีนนิสัยเสีย ถีบช่องตรวจ ตม. ด่า จนท. เพิกถอนวีซ่า ดำเนินคดีอาญา ขึ้นแบล็คลิสต์

ตม.เอาผิด ชายจีนนิสัยเสีย ถีบช่องตรวจ ตม. ด่า จนท. เพิกถอนวีซ่า ดำเนินคดีอาญา ขึ้นแบล็คลิสต์

ตามที่ปรากฏข่าว ภาพคลิป ชายชาวจีน ใช้เท้าถีบประตูช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ หรือ Automated Border Control ที่พื้นที่ ตม.ขาออก สนามบินสุวรรณภูมิ และมีเหตุ การณ์ขัดขืน ต่อว่า จนท.ตม.

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 : พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี โฆษก สตม. เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวนั้น เหตุเกิดเมื่อวันพุธที่ 13 พ.ค.2569 เวลาประมาณ 14.00 น. ผู้ก่อเหตุชื่อนาย ลีเว่ย เจิง ( LIWEI ZHENG ) อายุประมาณ 30 ปี สัญชาติจีน กำลังเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองขาออก ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อโดยสารเที่ยวบิน 9C7282 ไปประเทศจีน

เมื่อนายลีเว่ย เดินเข้าช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ตามที่เครื่องแนะนำ โดยนายลีเว่ย ได้วาง Boarding Pass ลงบนช่องอ่านหนังสือเดินทาง เครื่องจึงไม่ทำงาน โดยประตูบานแรกไม่เปิด เป็นเหตุให้ นายลีเว่ย แสดงอาการโกรธ ใช้เท้าถีบประตูกระจกใสของเครื่องจนได้รับความเสียหาย แล้วเดินกลับมาอีกครั้ง วางหนังสือ เดินทางแต่วางไม่ถูกต้อง เครื่องก็ไม่ทำงานอีก คราวนี้ใช้เท้าถีบประตูอีกครั้ง และเดินฝ่าเครื่องออกไป โดยไม่ผ่านการตรวจ ตามที่ปรากฏในคลิป

เจ้าหน้าที่ ตม.ขาออก ได้เข้าควบคุมตัว แต่ นายลีเว่ย กลับด่าทอเป็นภาษาจีน และภาษาอังกฤษใส่เจ้าหน้าที่ ตม. ด้วยถ้อยคำหยาบคาย และพยายามจะเข้ามาทำร้าย แต่ภรรยา นายลีเว่ย ได้เข้ามาห้ามปรามไว้ก่อน ต่อมาเจ้าหน้าที่ ตม. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยของการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงได้ควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ ดำเนินคดี ตามกฎหมาย

โดยแจ้งข้อกล่าวหา ความผิดฐาน “ทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ นอกจากนั้นต้องชดใช้ค่าเสียหายของช่องตรวจหนัง สือเดินทางอัตโนมัติ ของการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มูลค่าความเสียหายประมาณ 450,000 บาท

นอกจากนั้น ยังดำเนินคดีในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดจำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการในวันที่ 15 พ.ค.2569

กรณีดังกล่าว พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.คธาธร คำเที่ยง ผบก.ตม.2 เพิกถอนวีซ่า นายลีเว่ย และสั่งให้ลงข้อมูลเป็นบุคคลต้องห้ามในระบบ สตม. หรือ Blacklist เนื่องจากมีพฤติการณ์เป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม ห้ามเข้าประเทศ ไทยตลอดชีวิต พร้อมกับสั่งการให้ติดตามผลการดำเนินคดีจนถึงที่สุด และเมื่อสิ้นสุดคดี ให้ผลักดันนายลีเว่ย กลับประเทศต่อไป

พล.ต.ท.ภาณุมาศฯ ได้ฝากประชาสัมพันธ์ และเตือนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย ว่า ประเทศไทย ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคน ทุกชาติ ที่ให้เกียรติต่อคนไทยและประเทศ ไทย การแสดงกริยา และกระทำผิดใดๆ ในทุกรูปแบบ ทั้งคดีอาญา หรือแม้กระทั่งศีลธรรมอันดีของไทย ย่อมเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนวีซ่า และถูกส่งกลับประเทศทุกรายโดยเด็ดขาด พล.ต.ต.เชิงรณฯ กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมพัฒน์ ผนึก 7 หน่วยงาน พัฒนาทักษะติดตั้งน้ำดื่มสะอาด ส่งต่อ รร.ตชด. 17 แห่งทั่วประเทศ

กรมพัฒน์ ผนึก 7 หน่วยงาน พัฒนาทักษะติดตั้งน้ำดื่มสะอาด ส่งต่อ รร.ตชด. 17 แห่งทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 เวลา 13.00 น. นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานร่วมในพิธีมอบวุฒิบัตรผู้ผ่านการอบรมและมอบชุดปรับปรุงคุณภาพน้ำพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง ตามกรอบบันทึกความเข้าใจความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำดื่มแก่โรงเรียนในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 26 นนทบุรี อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวระหว่างเป็นประธานว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานร่วมในพิธีมอบวุฒิบัตรผู้ผ่านการอบรมและมอบชุดปรับ ปรุงคุณภาพน้ำพร้อมอุปกรณ์ติดตั้งตามกรอบบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำดื่มแก่โรงเรียนในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมวิทยาศาสตร์บริการ กรมอนามัย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และมูลนิธิพัฒนาฝีมือแรงงาน นอกจากนี้ยังได้บูรณาการร่วมกับเครือข่ายเพิ่มเติม ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ด้านการสนับสนุนการฝึกอบรมและจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ ความร่วมมือในวันนี้ตรงกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงแรงงานที่ต้องการส่งเสริมการมีส่วนร่วมการทำงานของแต่ละหน่วยงาน ที่มีความถนัดหรือเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่ดีและร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

โดยมุ่งเน้นไปที่การร่วมกันแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการบริหารการจัดการและแก้ปัญหาระบบสุขาภิบาลน้ำบริโภคในโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนและประชาชนได้เข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดป้องกันโรคภัยและการมีสุขภาวะที่ดี กลุ่มเป้าหมายเป็นโรงเรียนในโครงการพระราชดำริ โครงการเฉลิมพระเกียรติ พื้นที่ทุรกันดารและพื้นที่เฉพาะทั่วประเทศ ในช่วงระหว่างปี2567–2568 ได้ร่วมกันจัดฝึกอบรมหลักสูตรวิทยากรต้นแบบ การพัฒนาระบบผลิตน้ำสะอาดอัตโนมัติ หลักสูตรการปรับปรุงคุณภาพและการทดสอบน้ำเพื่อการผลิตน้ำสะอาด และหลัก สูตรระบบควบคุมอัตโนมัติเพื่อการผลิตน้ำสะอาด มีผู้ผ่านการฝึกอบรม จำนวน 147 คน และติดตั้งชุดปรับปรุงคุณภาพน้ำสำหรับการบริโภคแบบอัตโนมัติให้แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ (1 โรงเรียน), แม่ฮ่องสอน (1 โรงเรียน), เชียงราย (2 โรงเรียน) และตาก (9 โรงเรียน)

นายภัทรวุธ เภอแสละ กล่าวต่อว่า สำหรับปี 2569 เริ่มต้นด้วยการจัดฝึกอบรมหลักสูตรระบบควบคุมอัตโนมัติเพื่อการผลิตน้ำสะอาด หลักสูตรการปรับปรุงคุณภาพและการทดสอบน้ำเพื่อการผลิตน้ำสะอาด และหลักสูตรการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพื่อการผลิตน้ำสะอาด มีผู้ผ่านการอบรม 54 คน เป็นบุคลากรฝึกของกรมและครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนที่รับผิดชอบด้านการจัดการคุณภาพน้ำบริโภคและการสุขาภิบาลอาหาร ขอแสดงความยินดีที่ได้รับมอบวุฒิบัตรในวันนี้ซึ่งสามารถนำทักษะไปถ่ายทอดความรู้และติดตั้งระบบต่างๆ ที่อบรมมาได้ ซึ่งมีแผนร่วมกันติดตั้งชุดปรับปรุงคุณภาพน้ำสำหรับการบริโภคแบบอัตโนมัติให้แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 17 แห่ง ในระหว่างเดือนพฤษภาคม – กันยายน 2569 ในพื้นที่ 13 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ฉะเชิงเทรา, สระแก้ว, แม่ฮ่อง สอน, เชียงใหม่, พะเยา, สุราษฎร์ธานี, สงขลา, สุรินทร์, อำนาจเจริญ, มุกดาหาร และ สกลนคร

“จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นความร่วมมือที่พิเศษอย่างมาก ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่มีส่วนสำคัญ ในการช่วยเหลือยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนและประชาชนให้ดีขึ้น เข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดในการอุปโภคและบริโภค การพัฒนาจึงเป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างสังคมให้ดียิ่งขึ้น” รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวทิ้งท้าย


พล.ต.อ.อัคราเดชฯ ที่ปรึกษา ตร. และภริยา เป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมศพ คุณแม่กิมล้วน กัลยานุกูล

พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา ตร. และภริยา เป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมศพ คุณแม่กิมล้วน กัลยานุกูล

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2569 เวลา 19.00 น. พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา ตร. และคุณภคมน พิมลศรี ภริยา ได้เดินทางมาเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมศพ คุณแม่กิมล้วน กัลยานุกูล คุณย่าของนางสาวสโรชา แดงศิริ ณ วัดหงษ์ปทุมาวาส (วัดมอญ) ถนนเทศปทุม ต.บางปรอก อ.เมือง จ.ปทุมธานี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เห็ดเผาะไม่ต้องพึ่งไฟป่า” งานวิจัยชี้ทางออก ลดหมอกควัน สร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชนเหนือ

“เห็ดเผาะไม่ต้องพึ่งไฟป่า” งานวิจัยชี้ทางออก ลดหมอกควัน สร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชนเหนือ

ปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยยังคงเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นซ้ำทุกปี โดยหนึ่งในสาเหตุสำคัญมาจากความเชื่อที่ว่า “การเผาป่าจะช่วยให้เห็ดเผาะหรือเห็ดถอบออกดอกจำนวนมาก” สามารถเก็บไปจำหน่ายสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงทางวิชาการกลับพบว่าเห็ดเผาะไม่ได้ต้องการไฟป่าโดยตรงในการเจริญเติบโต เห็ดเผาะจัดเป็นเห็ดในกลุ่มไมคอร์ไรซา ซึ่งมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกับรากพืช โดยเห็ดจะได้รับน้ำตาลจากพืช ขณะที่พืชได้รับน้ำและแร่ธาตุจากเส้นใยของเห็ด ซึ่งพืชอาศัยสำคัญของเห็ดเผาะในประเทศไทย ได้แก่ ไม้วงศ์ยาง เช่น เต็ง รัง พลวง เหียง ยางนา และตะเคียนทอง ซึ่งพบมากในป่าเต็งรัง โดยเห็ดชนิดนี้ต้องการสภาพแวดล้อมที่มีแสงแดดส่องถึงและมีความชื้นพอเหมาะ

สาเหตุที่มักพบเห็ดเผาะจำนวนมากหลังไฟป่า ไม่ได้เกิดจากไฟเป็นปัจจัยจำเป็น แต่เป็นเพราะไฟช่วยเปิดพื้นที่ ทำให้แสงส่องถึงพื้นป่า และลดเศษใบไม้ปกคลุม ส่งผลให้มองเห็นเห็ดได้ง่ายขึ้น อีกทั้งสภาพพื้นที่โล่งหลังไฟไหม้ยังเอื้อต่อการเกิดดอกเห็ดในบางช่วงเวลา จากองค์ความรู้ดังกล่าว ได้นำไปสู่การพัฒนาแนวทางจัดการป่าแบบใหม่ ผ่านโครงการ “การใช้เห็ดป่าไมคอร์ไรซาเพื่อแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันอย่างยั่งยืน” ซึ่งต่อยอดสู่แนวคิด “แนวกันไฟเห็ดเผาะ” โดยใช้พื้นที่แนวกันไฟเป็นพื้นที่ทดลองเติมหัวเชื้อสปอร์และเส้นใยเห็ดเผาะ เพื่อเพิ่มผลผลิตเห็ดในป่าชุมชน ควบคู่กับการป้องกันไฟป่า โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านตอง ตำบลครึ่ง และป่าชุมชนบ้านแก่นเจริญ ตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

ทั้งนี้ โครงการวิจัยดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการสนับสนุนงานวิจัยที่นำองค์ความรู้ไปใช้ได้จริงในพื้นที่ ภายใต้แผนงานประเด็นมุ่งเป้าตามยุทธศาสตร์ (ววน.) “แผนงานประเทศไทยปลอดดภัยจาก PM2.5 (เป้าหมาย 8 จังหวัดภาคเหนือ)” และได้รับการสนับสนุนจากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยในการทดลองและขยายผลในระดับพื้นที่ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิตรตรา เพียภูเขียว ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวหน้าโครงการ ช่วยขับเคลื่อนงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจาก “ความเชื่อ” สู่ “ความรู้” บนฐานวิทยาศาสตร์ พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ “แนวกันไฟเห็ดเผาะ” จึงนับเป็นอีกหนึ่งความหวังของการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนหันมาดูแลและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เปิดฟุตบอลเยาวชนสานฝัน 4 จังหวัดชายแดนใต้ คัดไปฝึกทักษะลูกหนังต่างแดน

เปิดฟุตบอลเยาวชนสานฝัน 4 จังหวัดชายแดนใต้ คัดไปฝึกทักษะลูกหนังต่างแดน

บริษัท ฟาซิลิตี้ เอ็กซ์เชนจ์ จำกัด โดย นายชวัลวิทย์ กองวิสัยสุข ประธานบริษัท ฟาซิลิตี้ เอ็กซ์เซนจ์ จำกัด ได้เป็นประธานงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ ฟุตบอลเยาวชนคืนความสุข (PYNS YOUTH LEACUE 2026) พร้อมด้วย นายเอกศิริ ปักษี นายกสมาคมทหารผ่านศึกแห่งประเทศไทย, พันเอกอดุลย์ มะลิพันธุ์ อดีตกองหน้าทีมชาติไทย, พลเอกธิติวัฒน์ กำลังเอก อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนประเทศไทย (สปท), ท่านผู้หญิงภัสพร พรประเสริฐ ประธานโครงการจิตอาสา “ปันสุขมีสุข” อาสาทำดี ด้วยโครงการเฉพาะกิจ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ นายสาธิต กรีกุล ณ ห้อง Grand Meroz Ballroom ชั้น 3 โรงแรมอัล มีรอซ กรุงเทพฯ เมื่อวันก่อน

นายชวัลวิทย์ กองวิสัยสุข ประธานบริษัท ฟาซิลิตี้ เอ็กซ์เซนจ์ จำกัด และ ประธานโครงการ ฟุตบอลเยาวชนคืนความสุข (PYNS YOUTH LEACUE 2026) กล่าวว่า ด้วยความที่ทางบริษัทฯ มีธุรกิจในภาคใต้ ทำให้มีความรักและผูกพัน และอยากเห็นเยาวชนของภาคใต้ประสบความสำเร็จก้าวไปถึงฝั่งฝันได้ติดทีมชาติตามที่เคยฝันไว้ในวัยเด็ก จึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเยาวชนของชาติ ซึ่งเป็นกำลังหลักและกำลังสำคัญในอนาคต โดยเฉพาะเยาวชน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี, ยะลา,สงขลา และ นราธิวาส) ที่จะเริ่มต้นโครงการต้น แบบที่นี่เป็นที่แรก

ทางผู้จัดการฯ จึงได้ริเริ่มทำโครงการ ฟุตบอลเยาวชนคืนความสุข (PYNS YOUTH LEACUE 2026) ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเสริมสร้างโอกาสให้กับเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพให้ทัดเทียมกับนานาชาติ โดยการส่งเสริมเยาวชนให้ไปฝึกทักษะฟุตบอลยังต่างประเทศ อาทิเช่น จีน,อังกฤษ,สเปน,ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ เป็นต้น

อีกทั้ง ยังเป็นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านการท่องเที่ยว ระหว่างไทย-จีน ทั้งภาคอุตสาหกรรมการเกษตร เพื่อต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนไทย รวมทั้งส่งเสริมด้านวัฒนธรรมระหว่างไทย-จีน เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นมหามิตรกันอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสามัคคีในชาติให้เป็นหนึ่งเดียว และความร่วมมือทางด้านธุรกิจการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

นอกจากนี้ ทางผู้จัดงานฯ ยังมีความต้องการอย่างยิ่งยวดในการร่วมมือ ทั้งสองประเทศ เพื่อผนึกกำลัง ฝึกทักษะ ในการใช้เทคโนโลยี เข้ามาเป็นตัวช่วยในการเสริมทักษะทางวิทยาศาสตร์การกีฬาของเยาวชน ต่อไป

สำหรับโครงการ ฟุตบอลเยาวชนคืนความสุข (PYNS YOUTH LEACUE 2026) กำหนดจัดการแข่งขันสนามแรก 6-7 มิ.ย.2569 ที่สนาม ม.อ. ปัตตานี จังหวัดปัตตานี ต่อด้วย 13-14 มิ.ย.2569 ที่สนามติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา,วันที่ 20-21 มิ.ย.2569 ที่สนาม โรงเรียนกีฬา จังหวัดยะลา,วันที่ 27-28 มิ.ย.2569 ที่ สนาม อบจ.จังหวัดนราธิวาส โดยผู้ชนะอันดับ 1-2 ของแต่ละจังหวัด จะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 4-5 ก.ค.2569 สนามติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา ซึ่งทีมที่คว้าแชมป์จะได้เงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมสิทธิ์ไปฝึกทักษะฟุตบอลที่ต่างประเทศ


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

ผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ Kick-off รถพุ่มพวง “ไทยช่วยไทย” ลุยขายสินค้าราคาประหยัด 11 อำเภอ ลดค่าครองชีพประชาชน

จังหวัดเพชรบูรณ์เดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” อย่างเป็นทางการ หลังเปิดกิจกรรม Kick-off นำสินค้าราคาประหยัดส่งตรงถึงชุมชน หวังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนทั่วทั้ง 11 อำเภอ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมเปิดตัว (Kick-off) การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” โดยมี นายสืบพงษ์ นิ่มพูลสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายสมพงษ์ หอมสนิท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง เครือข่ายรถพุ่มพวง และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

นายศรัณยู กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการบรรเทาปัญหาค่าครองชีพของประชาชน โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือ นำสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดออกจำหน่ายให้ประชาชนอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดำเนินโครงการนำสินค้า “ไทยช่วยไทย” ออกจำหน่ายผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง เพื่อให้ประชาชนในหมู่บ้าน ชุมชน และพื้นที่ห่างไกล สามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด ได้อย่างสะดวกใกล้บ้าน

สำหรับจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับการจัดสรรรถพุ่มพวงเข้าร่วมโครงการรวม 55 คัน ครอบคลุมทั้ง 11 อำเภอ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ มีรถพุ่มพวงเข้าร่วมโครงการ 5 คัน พร้อมกำหนดเส้นทางจำหน่ายให้ครอบคลุมหมู่บ้าน ชุมชน และพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ประชา ชนสามารถเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ในราคาพิเศษอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และยกระดับคุณภาพชีวิต ผ่านรูปแบบตลาดเคลื่อนที่ที่เข้าถึงประชาชนได้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่ม พวง” ในจังหวัดเพชรบูรณ์ จะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป และจะกระจายสินค้าออกสู่พื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาวต่อไป


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

หลวงพี่ต่อ ปลูกข้าวและพันธุ์พืชพระราชทาน ที่สวน “พฤกษานาคา”

นครนายก – หลวงพี่ต่อ ปลูกข้าวและพันธุ์พืชพระราชทาน ที่สวน “พฤกษานาคา”

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน พฤกษานาคา โคกหนองนา ไร่นาสวนผสม หมู่ที่ 2 บ้านหนองกระพ้อ ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปลูกข้าวและพันธุ์พืชพระราชทาน โดยมี นายพงพันธุ์ พิมจุฬา กำนันตำบลดงละคร กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ในพิธีปลูกข้าวและพันธุ์พืชพระราชทาน พร้อมด้วย นายอำเภอเมือง หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมในพิธี

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันพืชมงคล มีพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งทางวัดมณีวงศ์โดย พระครูปิยรัตนานุกูล (หลวงพี่ต่อ) เจ้าอาวาสวัดมณีวงศ์ ได้รับพันธุ์พืชพระราชทาน ที่ใช้ในพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญมาจำนวนหนึ่ง คือพันธุ์ข้าวดอกมะลิ 105, พันธุ์ข้าวจ้าว กข 109, พันธุ์ข้าวโพด, พันธุ์ถั่วเขียว, พันธุ์งาดำ และพันธุ์มันเทศ จึงได้นำพันธุ์พืชเหล่านี้มาปลูกในศูนย์การเรียนรู้ชุมชน พฤกษานาคาฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล เสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกร และยังเป็นการอนุรักษ์สืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม ตลอดจนแสดงถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาช้านาน


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก / รายงาน

ไทยเสี่ยงครั้งใหญ่? แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน แต่จ้างศึกษาแค่ 68 ล้าน

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร มูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท แต่รัฐใช้งบศึกษาความเป็นไปได้เพียง 68 ล้านบาท หรือคิดเป็นแค่ 0.007% ของมูลค่าโครงการเท่านั้น

ตัวเลขนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ข้อมูลจากการศึกษาที่ใช้งบเพียงเท่านี้ เพียงพอจริงหรือไม่ สำหรับการตัดสินใจเดินหน้า “เมกะโปรเจกต์” ที่อาจเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจของประเทศ?

1. งบ 68 ล้านบาท ศึกษาอะไรบ้าง?

วันที่ 1 มีนาคม 2564 สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ลงนามจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา 6 บริษัท เพื่อศึกษาความเป็นไปได้โครงการแลนด์บริดจ์ วงเงิน 68 ล้านบาท ใช้เวลาศึกษา 30 เดือนการศึกษาครอบคลุม 5 เรื่องหลัก ได้แก่

  1. ศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ การเงิน วิศวกรรม และสังคม
  2. ออกแบบเบื้องต้น และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
  3. จัดทำรายงานวิเคราะห์โครงการ
  4. วิเคราะห์รูปแบบการพัฒนาและการลงทุน
  5. สร้างความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นประชาชน

2. ปกติโครงการระดับนี้ ควรใช้งบศึกษาเท่าไหร่?

แม้จะไม่มีสูตรตายตัว แต่โดยทั่วไป โครงการขนาดประมาณ 10,000 ล้านบาท มักใช้งบศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study หรือ FS) รวมทั้งการประเมินผลกระทบสิ่งแวด ล้อมและสุขภาพ (Environmental and Health Impact Assessment หรือ EHIA) ราว 100-200 ล้านบาท หรือประมาณ 1%-2% ของมูลค่าโครงการ

อย่างไรก็ตาม เมื่อมูลค่าโครงการสูงขึ้น สัดส่วนนี้มักลดลง เช่น โครงการระดับ 1 ล้านล้านบาท อาจใช้งบศึกษาอยู่ที่ประมาณ 0.05%-0.1% ของมูลค่าโครงการ ถ้าคิดตามสัดส่วนนี้ งบศึกษาแลนด์บริดจ์ควรอยู่ราว 500-1,000 ล้านบาท ไม่ใช่เพียง 68 ล้านบาท งบศึกษาที่ต่ำมาก อาจทำให้การวิเคราะห์ลงรายละเอียดได้ไม่เพียงพอ ตัวอย่างเช่นการศึกษา EHIA ครอบคลุมพื้นที่เพียง 5 กิโลเมตรจากท่าเรือ ทั้งที่ผลกระทบจริงอาจกว้างกว่านั้นมาก

การคาดการณ์ปริมาณสินค้าที่จะใช้แลนด์บริดจ์ ศึกษาเฉพาะ “สินค้าคอนเทนเนอร์” แต่ยังไม่รวมสินค้าเหลว (เช่น น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป สารเคมี ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG) สินค้าเทกอง (เช่น ถ่านหิน แร่เหล็ก ปูนซีเมนต์ เมล็ดพืช ปุ๋ย น้ำตาล) และสินค้าทั่วไป (เช่น รถยนต์ เหล็กเส้น ท่อนไม้ เครื่องจักร และสินค้าขนาดใหญ่)

สนข.อาจชี้แจงได้ว่า รัฐไม่ได้ใช้งบศึกษาเพียง 68 ล้านบาท เพราะยังมีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกจากเนเธอร์แลนด์ คือ Royal Haskoning เข้ามาศึกษาเพิ่มเติม แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยว่าใช้งบจ้างเพิ่มเติมเท่าใด

สิ่งที่เปิดเผยมีเพียงผลการศึกษาว่า โครงการให้ผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) สูงถึง 11.8% เพิ่มขึ้นจากผลศึกษาเดิมของกลุ่มที่ปรึกษา 6 บริษัท ที่ประเมินไว้ 8.62%

3. แล้วเอกชนใช้งบศึกษากันเท่าไหร่?

ย้อนกลับไปปี 2551 บริษัท Dubai World จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แสดงความสนใจลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ บริษัทได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับ สนข. และสนับสนุนเงินแบบให้เปล่า 200 ล้านบาท เพื่อจ้าง Royal Haskoning ศึกษาความเป็นไปได้ของโครง การ ขณะนั้น โครงการมีมูลค่าประมาณ 500,000 ล้านบาทงบศึกษา 200 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 0.04% ของมูลค่าโครงการ ซึ่งยังสูงกว่าสัดส่วน 0.007% ที่รัฐบาลไทยใช้ในปัจจุบันหลายเท่า

ที่สำคัญ การศึกษาของเอกชนในเวลานั้น เน้นเฉพาะ “ความคุ้มค่าทางการเงิน” เป็นหลัก หรือพูดง่ายๆ คือ “ลงทุนแล้วกำไรหรือไม่?” กล่าวอีกแบบคือ เอกชนศึกษาครอบคลุมน้อยกว่า แต่กลับใช้งบมากกว่า

4. ถ้าแลนด์บริดจ์คุ้มทุนจริง เปิดผลศึกษาของ Royal Haskoning ให้สาธารณชนดูเลย!

ล่าสุด มีการเปิดเผยว่า Royal Haskoning ได้ประเมินโครงการแลนด์บริดจ์ใหม่ พบว่าโครงการมี FIRR สูงถึง 11.8% ถือว่าอยู่ในระดับ “น่าลงทุน”แต่หากย้อนกลับไปปี 2552 ผลศึกษาของบริษัทเดียวกัน ซึ่งทำให้ สนข. โดยใช้งบสนับสนุนจาก Dubai World กลับระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่สามารถดึงเรือจากช่องแคบมะละกาให้เปลี่ยนเส้นทางมาใช้ได้ พูดง่ายๆ คือ ในเวลานั้นโครงการยัง “ไม่น่าสนใจพอที่จะลงทุน”

คำถามคือ ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา มีปัจจัยอะไรเปลี่ยนไป จนทำให้ผลศึกษาของบริษัทเดียว กัน เปลี่ยนจาก “ไม่คุ้มทุน” มาเป็น “คุ้มทุน”?และถ้าโครงการมีความคุ้มค่าสูงจริง เหตุใดจึงยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดผลการศึกษาฉบับใหม่ต่อสาธารณชน?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

“วัชระพล” รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อม “ดร.แก้ว” ลงพื้นที่สามโคกปทุมธานี ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 2.2 แสนตัว ส่งเสริมประมงน้ำจืด เพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร

“วัชระพล” รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อม “ดร.แก้ว” ลงพื้นที่สามโคกปทุมธานี ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 2.2 แสนตัว ส่งเสริมประมงน้ำจืด เพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2569 เวลา 10.00 น. นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง จังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พร้อมกันนี้มี ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ ดร.แก้ว ที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎร,อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย,ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาอัยการจังหวัดนนทบุรี,ที่ปรึกษาผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1,ประธานกิตติมศักดิ์ กต.ตร.จ.นนทบุรี,ผู้ก่อตั้งเพจ ”ดร.แก้วช่วยได้“ ร่วมลงพื้นที่วัดชัยสิทธาราม ต.กระแชง อ.สามโคก และวัดมะขาม ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ปทุมธานี

โดยได้พบปะ รับฟังปัญหาจากกลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นคลองบ้านพร้าว กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นผู้ทำการประมงในแหล่งน้ำจืด กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นเฝ้าระวังการทำประมงวัดโบสถ์ กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นกลุ่มผู้ทำการประมงคลองวัดแจ้ง กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นกลุ่มเกษตรกรรวมใจพัฒนา กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นเครือข่ายเฝ้าระวังการประมงชุมชนวัดหงษ์ปทุมมาวาส กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น กลุ่มผู้ทำการประมงชุมชนร่วมจิตต์มุสลิม และยังมีกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากัด นอกจากนี้ ยังได้ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และมอบพันธ์สัตว์น้ำให้แก่ผู้นำชุมชนและผู้แทนองค์กรชุมชน ประกอบด้วยปลาตะเพียนขาว 200,000 ตัว ปลาอีกง 20,000 ตัว ปลาตะเพียนทอง 5,000 ตัว ณ ท่าน้ำวัดชัยสิทธาวาส ต.กระแชง อ.สามโคก และวัดมะขาม ต.บ้านกลาง อ.เมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เพื่อฟื้นฟูและเพิ่มปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำ ในแหล่งน้ำธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดค่าครองชีพและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนประมงท้องถิ่น โดยมี นายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี,นางสาวบุษราภรณ์ ปานคง นายอำเภอสามโคก หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,นายศุภชัย นพขำ สส.ปทุมธานี เขต 2 กำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน เข้าร่วมให้ข้อมูลในพื้นที่

นายวัชระพลฯ กล่าวว่า ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติในแหล่งน้ำลดลงอย่างน่าตกใจ การมาในวันนี้มีการปล่อยปลา ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อเติมทรัพยากรธรรมชาติเข้าไปในแหล่งน้ำให้พี่น้องประชาชน ประชาชนได้ประโยชน์ สามารถจับกินได้ เหลือเอาไปขาย ถ้ายังเหลืออีก กรมประมงมีการอบรมให้ความรู้ในการแปรรูป เก็บไว้กินหรือขายต่อได้อีก เป็นการส่งเสริมอาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประชาชนได้โดยตรง และยังได้รับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน จากปัญหาน้ำมันแพง มีผลต่อราคาอาหารปลา และอื่นๆ ก็จะได้นำข้อมูลไปหาแนวทางในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน