เดอะ เจ็นซ์ แข่งต่อสนาม 3 ดิทโต้ แชมเปี้ยนชิพ 16-17 พ.ค.นี้ ที่เทรเชอร์ฮิลล์ฯ เกมส์ชี้ชัดใครเป็นตัวแทนไปเล่นญี่ปุ่น

เดอะ เจ็นซ์ แข่งต่อสนาม 3 ดิทโต้ แชมเปี้ยนชิพ 16-17 พ.ค.นี้ ที่เทรเชอร์ฮิลล์ฯ เกมส์ชี้ชัดใครเป็นตัวแทนไปเล่นญี่ปุ่น

บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จัดโปรแกรมพัฒนาเยาวชนต่อเนื่อง เป็นสนามที่ 3 กับการแข่งขันกอล์ฟเยาวชนรายการ ดิทโต้ แชมเปี้ยนชิพ 2026 มีขึ้นในวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2569 ณ สนามเทรเชอร์ฮิลล์ กอล์ฟ คลับ จ.ชลบุรี สนามนี้ชี้ชัดใครคือผู้เล่นในรุ่น Super GENZ และ Junior GENZ ได้รับโควตาเป็นตัวแทนไปแข่งขัน Yonex Junior Golf Championship 2026 ที่ประเทศญี่ปุ่น

รายการนี้นับว่าเป็นโอกาสทองของนักกอล์ฟในรุ่น Junior GENZ และ Super GENZ ที่ทำคะแนนสะสมดีที่สุดจากสนามที่ 1-3 (รวม 6 คน) ได้รับสิทธิ์เดินทางไปแข่งขันรายการ Yonex Junior Golf Championship 2026 ณ ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงสิทธิ์เข้าสู่โครงการ GENZ CREW ที่มอบให้กับผู้เล่นที่มีคะแนนสะสมหลังจบฤดูกาลและอยู่ในอันดับ 1-3 ได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันในปี 2570 ไม่มีค่าใช้จ่าย รวมทั้งเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ GENZ Mind Training Camp ที่ เดอะ เจ็นซ์ ได้ร่วมมือกับ Golfing Ground และ ทีม FlowCode ได้เรียนรู้ในเรื่องของ Mental Game ปรับใช้ได้อย่างเป็นประโยชน์ในการแข่งขันรายการต่างๆ ทั้งนี้น้องๆ นักกอล์ฟที่เข้าร่วมการแข่งขันตั้งแต่สนามที่ 1-5 จำนวนรวม 28 คน ที่ผ่านเกณฑ์ ยังได้เข้าร่วมแคมป์กอล์ฟในช่วงปลายปีนี้อีกด้วย

ความพิเศษของปีนี้คือการเป็นรายการกอล์ฟเยาวชนที่ยกระดับสู่มาตรฐานโลกด้วย TUGR และ JGS โดยนำระบบ The Universal Golf Ranking (TUGR) มาใช้สะสมคะแนนให้กับนักกีฬาทุกคนที่เข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่โค้ชจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกาใช้คัดเลือกนักกีฬาเข้าศึกษาต่อ (ได้รับการสนับสนุน โดย GCAA และ CGX) ควบคู่ไปกับการสะสมคะแนนในระบบ Junior Golf Scoreboard (JGS) ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากรางวัลในสนามแล้ว นักกีฬายังได้ลุ้นสิทธิ์เป็นผู้เล่นในโครงการ Order of Merit ประจำปี 2570 จำนวน 12 คน ซึ่งได้รับสิทธิ์เข้าร่วมทุกรายการที่จัดโดย GENZ Golf Tour ในปีหน้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สำหรับผู้ปกครองและนักกอล์ฟที่สนใจเข้าร่วมแข่งขัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Official Line : @genzgolf หรือโทร. 065 696 2229


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พญาไท–เปาโล จับมือ Jaymart Group เปิดดีลสุขภาพเชิงรุก สร้าง ‘เกราะป้องกันสุขภาพครบวงจร’ ยกระดับการรับมือไข้เลือดออกเพื่อคนไทย

พญาไท–เปาโล จับมือ Jaymart Group เปิดดีลสุขภาพเชิงรุก สร้าง ‘เกราะป้องกันสุขภาพครบวงจร’ ยกระดับการรับมือไข้เลือดออกเพื่อคนไทย

เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล เดินหน้าขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ประกาศความร่วมมือกับ Jaymart Group เปิดตัวแคมเปญ “วัคซีนช่วยไทย” เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพแนวใหม่ที่ผสาน “การป้องกันโรค” ควบคู่กับ “ความคุ้มครองทางการเงิน” ช่วยให้คนไทยเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างมั่นใจ ครอบคลุม และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดยเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล นำความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และวัคซีนผสานกับระบบสิทธิประโยชน์และการบริหารความเสี่ยงผ่านประกันของ เจมาร์ท อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์ เพื่อยกระดับ “การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน” ให้เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน

วัคซีนที่นำเสนอในแคมเปญนี้คือวัคซีนไข้เลือดออกตัวล่าสุด (Qdenga) ครอบคลุม 4 สายพันธุ์ สามารถฉีดได้ทั้งเด็กอายุ 4 ปีขึ้นไปและผู้ใหญ่ รวมถึงผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคมาก่อน โดยไม่ต้องตรวจภูมิคุ้มกัน ให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อกว่า 80% และช่วยลดโอกาสการนอนโรงพยาบาลได้มากกว่า 90% โดยฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน

นายศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายการตลาด เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล กล่าวว่า “ไข้เลือดออกไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทุกปีเราเห็นครอบครัวคนไทยจำนวนมากต้องสลับกันลางานมาเฝ้าลูก เฝ้าพ่อแม่ที่โรงพยาบาล มีภาระค่ารักษาที่ไม่ได้วางแผนไว้ และเผชิญความกังวลที่ไม่มีใครอยากเจอ โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ความร่วมมือกับ Jaymart ครั้งนี้ เราจึงไม่ได้ออกแบบแค่แพ็กเกจวัคซีน แต่ออกแบบ ‘ความอุ่นใจ’ ให้ครอบครัวไทย ทั้งการป้องกันและการแบ่งเบาภาระค่ารักษา เพราะเราเชื่อว่า สุขภาพที่ดีเริ่มต้นก่อนที่คนไข้จะมาถึงโรงพยาบาล”

ด้าน เจมาร์ท อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์ โดย นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เจมาร์ท อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์ เชื่อว่าการบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ความร่วมมือกับพญาไท–เปาโลในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโลกของสุขภาพและการเงินเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถวางแผนและรับมือกับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

สิทธิประโยชน์ “วัคซีนช่วยไทย คุ้ม x5” นอกจากการเข้าถึงวัคซีนไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพ แคมเปญนี้ยังมอบสิทธิประโยชน์แบบครบวงจร ผ่านระบบสมาชิก Fitpoint และ JPoint ที่ผสานทั้งความคุ้มค่าและความอุ่นใจในการดูแลสุขภาพ ได้แก่

• ประกันคุ้มครอง: ค่ารักษาไข้เลือดออกสูงสุด 30,000 บาท (โดย Jaymart)
• Fitpoint X2: รับคะแนนสะสมเพิ่ม
• JPoint โบนัส: รับเพิ่ม 100 คะแนน เมื่อสมัครสมาชิก
• ผ่อน 0%: นานสูงสุด 4 เดือน (ตามเงื่อนไขบัตรที่ร่วมรายการ)
• โอนคะแนนข้ามระบบ: เปลี่ยน JPoint เป็น Fitpoint เพื่อใช้เป็นส่วนลดค่ารักษาพยาบาล
สิทธิประโยชน์ดังกล่าวถูกออกแบบเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันควบคู่กับการบริหารค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงด้านสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

แคมเปญ “วัคซีนช่วยไทย” เปิดให้บริการตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2569 ณ เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ทุกสาขา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.phyathai.com , www.paolohospital.com ,Health Up Application, Smart Contact Center 1772


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“อัจฉรา”พร้อม “เทพประทานพร” อัยการ จังหวัดคดีศาลแขวงนนทบุรี พร้อมคณะ เข้าพบ พล.ต.ท.วัฒนา (ผบช.ภ1) หารือ เร่งรัด สภ.พื้นที่จ.นนทบุรี ส่งสำนวนสอบคดีอาญา

“อัจฉรา”พร้อม “เทพประทานพร” อัยการ จังหวัดคดีศาลแขวงนนทบุรี พร้อมคณะ เข้าพบ พล.ต.ท.วัฒนา (ผบช.ภ1) หารือ เร่งรัด สภ.พื้นที่จ.นนทบุรี ส่งสำนวนสอบคดีอาญ

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร : นางสาวอัจฉรา ศรีฉ่ำ อัยการจังหวัดนนทบุรี และนายเทพ ประทานพร ทองคลัง อัยการจังหวัดคดีศาลแขวงนนทบุรี พร้อมคณะ ได้เข้าพบและปรึกษาหารือข้อราชการ กับ พลตำรวจโท วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1 ในการปฏิบัติงาน โดยมีวาระสำคัญเร่งด่วน ได้แก่ การขอความร่วมมือ ให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1 ดำเนินการประสานการปฏิบัติ ระหว่างสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ให้เร่งรัด ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญา ให้กับสำนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรีและสำนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี โดยเร็ว โดยให้เหลือระยะเวลา ให้พนักงานอัยการ สามารถตรวจสอบความเรียบร้อยในสำนวน อย่างน้อยจำนวน 1 ฝาก กล่าวคือ ระยะเวลา 12 วัน ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อตกลง ระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากการตรวจสอบพบว่า ในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนส่งสำนวนคดีล่าช้า บางสำนวนคดี พนักงานสอบสวน ส่งสำนวนคดีอาญา ใกล้ครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย จำนวน 1 วัน หรือ 2 วัน หรือบางสำนวนครบกำหนดฝากขังไปแล้วบ้าง เป็นเหตุให้ต้องติดตามตัวผู้ต้องหามาฟ้องคดี

โดยที่ผ่านมา ทางสำนักงาน อัยการ จังหวัดนนทบุรีก็ดี สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรีก็ดี ได้ใช้ดุลพินิจ รับสำนวนจากพนักงานสอบสวนมาทำการพิจารณาไว้ก่อน เพื่อมิให้เกิดความเสียหายกับทางราชการ ทั้งนี้ หากพนักงานสอบสวน มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการรวบรวมพยานหลักฐาน ในคดี อาชญา กรรมทางเทคโนโลยี หรือคดีฟอกเงิน ที่มีความยุ่งยากซับซ้อน ทางสำนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี และสำนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี มีความยินดีที่ให้คำปรึกษา เกี่ยวกับ สำนวนคดีลักษณะดังกล่าว เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถรวบรวมพยานหลักฐาน ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยพนักงานอัยการ ไม่จำต้องสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมอันเป็นการยุ่งยากและ เพิ่มภาระงานของพนักงานสอบสวน

นอกจากนี้ ทางสำนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี และสำนักงานอัยการแขวงนนทบุรี ได้ขอความร่วมมือ ให้ผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค1 ช่วยดำเนินการ เร่งรัดให้พนักงานสอบสวน ดำเนินการส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติม ให้กับพนักงานอัยการโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดภาระสำนวนค้าง อันทำให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ในระหว่างร่วมปรึกษาหารือ ทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1 ได้เชิญ พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี เข้าร่วมรับฟังการปรึกษาหารือ เพื่อรับทราบสภาพปัญหาและข้อขัดข้องในการปฏิบัติราชการ แล้วนำข้อสั่งการ ของผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1 ไปถ่ายทอดให้ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในจังหวัดนนทบุรี ดำเนินการปฏิบัติ เพื่อลดปัญหาและขจัดข้อขัดข้องดังกล่าวให้หมดสิ้นไป ทั้งนี้บรรยากาศในการปรึกษาหารือข้อราชการ ระหว่างทั้งสองหน่วยงาน เป็นไปด้วยดี เปี่ยมด้วย ไมตรีจิตในการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรม ของประชาชน

ส.ก.เขตลาดพร้าว ณภัค เพ็งสุข ฉีกความเชื่อ เลือกตั้งครั้งใหม่ ไม่ติดป้ายหาเสียง ลดการกีดขวางทางเท้า การบดบังวิสัยทัศน์ การจราจรของประชาชน

ส.ก.เขตลาดพร้าว ณภัค เพ็งสุข ฉีกความเชื่อ เลือกตั้งครั้งใหม่ ไม่ติดป้ายหาเสียง ลดการกีดขวางทางเท้า การบดบังวิสัยทัศน์ การจราจรของประชาชน

วันที่ 8 พ.ค.2569 มีรายงาน ว่า นายณภัค เพ็งสุข ส.ก.เขตลาดพร้าว โพสต์ facebook ส่วนตัวระบุว่า ในการเลือกตั้ง ส.ก. ครั้งนี้ ผมได้รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนเรื่องที่จะ “ไม่ติดป้ายหาเสียง” เพื่อไม่สร้างภาระและสร้างความกีดขวางต่อพี่น้องประชาชน ทั้งบนทาง เท้า การสัญจร และทัศนวิสัยบนท้องถนน โดยมีจุดมุ่งหมายคือ

1.ในทุกการเลือกตั้ง จะมีบอร์ดประชาสัมพันธ์รายชื่อและรูปผู้สมัครติดตั้งอยู่บริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้งอยู่แล้ว เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลผู้สมัครได้ก่อนลงคะเเนนเสียง

2.เพื่อลดอุปสรรคต่อการสัญจรของประชาชน ทั้งการกีดขวางทางเท้า การบดบังทัศนวิสัย และการมองเห็นการจราจร ซึ่งในหลายพื้นที่ป้ายหาเสียงจำนวนมากอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการใช้ถนนของประชาชน

3.เพื่อลดปริมาณขยะและการใช้ทรัพยากรแบบใช้แล้วทิ้ง โดยในทุกการเลือกตั้งมักมีป้ายหาเสียงจำนวนมากที่กลายเป็นขยะหลังจบการเลือกตั้ง ทั้งโครงสร้าง เเผ่นพลาสติก(Vinyl) และวัสดุต่างๆ ซึ่งสร้างภาระต่อการจัดเก็บและสิ้นเปลืองทรัพยากร

4.การไม่ติดป้ายหาเสียงครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าประมาทคู่แข่งหรือชะล่าใจต่อการแข่งขันทางการเมือง แต่เป็นความตั้งใจที่จะสะท้อนเจตนารมณ์ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอีกแนวทางหนึ่ง แม้จะเริ่มต้นจากพื้นที่เล็กๆ แต่ผมเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงสามารถเริ่มได้จากการลงมือทำ

“และด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จะเป็นเเรงผลักดันทำให้ผมและทีมงานต้องขยันลงพื้นที่และทำงานให้หนักมากยิ่งขึ้น เพื่อเข้าถึงพี่น้องประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม และทุกพื้นที่ รับฟังทุกปัญหา พูดคุยกับประชาชนอย่างใกล้ชิด และทำงานการเมืองให้เข้าถึงประชาชน มากกว่าการสื่อสารผ่านป้ายหาเสียงเพียงอย่างเดียว

ผมเชื่อว่าการเริ่มต้นทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ไม่ควรเริ่มต้นจากการสร้างภาระหรือผลกระทบให้กับประชาชนและพื้นที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ป้ายหาเสียงก็ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเข้าถึงประชาชน และเป็นสิทธิในการสื่อสารทางการเมืองของผู้สมัครทุกคนเช่นกัน” นายณภัคฯ ระบุ

โดยหลังจากที่เจ้าตัวโพสต์ facebook ระบุถึงการปฏิรูปวิธีการหาเสียง ซึ่งเลือกที่จะไม่ใช้ป้ายประชาสัมพันธ์ไปติดตัังตามเสา พื้นที่สาธารณะข้างทาง ให้รกและบดบังทัศนียภาพเหมือนการเลือกตั้งทุกสนามที่ผู้สมัครคนไทยใช้เป็นวิธีหลักในอดีตนั้น ทำให้มีประชาชนเข้ามาสนใจและร่วม comment ในโพสต์ดังกล่าวจำนวนมาก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ผู้การนนท์” ประชุมมอบนโยบาย ติดตามผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ประจำเดือน เมษายน 2569

“ผู้การนนท์” ประชุมมอบนโยบาย ติดตามผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ประจำเดือน เมษายน 2569

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 เวลา 14.30 น. ณ ห้องประชุม ศปก.ภ.จ.นนทบุรี อ.เมือง จ.นนทบุรี : พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จ.นนทบุรี เป็นประธาน ประชุมมอบนโยบาย ติดตามผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ประจำเดือนเมษายน 2569 ร่วมกันนี้มี พ.ต.อ.จักริน พันธ์ทอง รอง ผบก.ภ.จ.นนทบุรี, พ.ต.อ.โชคชัย คณะเจริญ รอง ผบก.ภ. จ. นนทบุรี, พ.ต.อ.ปิยวุฒิ แก้วมณี รอง ผบก.ภ.จ.นนทบุรี, พ.ต.อ.เมธา วงศ์อนันต์นนท์ รอง ผบก.ฯ ปฏิบัติราชการ ภ.จ.นนทบุรี, พ.ต.อ.จิรายุส วานิชกูล รอง ผบก.ภ.จ.นนทบุรี และผกก. ทุก สภ.ในสังกัด ภ.จ.นนทบุรี รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมบริหารงาน ภ.จ.นนทบุรี ประจำเดือน เมษายน 2569 เพื่อมอบนโยบาย ติดตามผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สืบสวนสอบสวน งานบริหาร และขับเคลื่อนการปฏิบัติในภาพรวมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ พล.ต.ต.เดชรพีฯ ยังได้มอบรางวัลใบประกาศนียบัตรข้าราชการตำรวจดีเด่น ประจำเดือน เมษายน 2569 ให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด จำนวน 2 รายอีกด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รวบ 2 ผัวเมียสุดแสบ ลักเอากิ้งก่า-“น้องมาร์ช” ลิงกระรอก ไปแลกยา

เบาะแสแก๊งยาเสพติดที่แจ้ง รองจ๋อ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ชุดยาเสพติด ตร. ร่วมชุดยาเสพติด บช.น. และ สน.บางยี่ขัน สามารถติดตามรวบ 2 ผัวเมียผู้เสพยานรก นำมาสู่การไขคดีลักสัตว์ทั่วพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล ขยายผลพบก่อเหตุขโมย “น้องมาร์ช” ลิงกระรอก Signature ของสวนสัตว์ เพื่อน เดรัจฉาน บางเขน ขโมย กิ้งก่าจระเข้ 1 ตัว และสลาแมนเดอร์ลายเสือ 1 ตัว ไปจากสวนสัตว์ พาต้า ปิ่นเกล้า ตรวจค้นพบสัตว์ที่ขโมยมาหลายชนิด มีตั้งแต่ กระรอกยันงูเหลือม เจ้าตัวอ้าง หาเงินไปเสพยา

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 : พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษ, พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบยาเสพติด, พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิไล ผบก.สส.บช.น., พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7, พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ. กุลเชษฐ์ บางพราน รอง ผบก.น.7, พ.ต.อ.อธิวัฒน์ นุชถาวร ผกก.สน.บางยี่ขัน, พ.ต.อ. อนันต์ วรสาตร์ ผกก.สน.บางเขน, พ.ต.อ.นรามินทร์ เทพจักรินทร์ ผกก.ฝอ.6 บก.อก.บช น. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศอ.ปส.ตร.-บช.น., สน.บางยี่ขัน, สน.บางเขน สืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายไร อายุ 26 ปี ภูมิลำเนาแขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง กรุง เทพฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ จ.354/2569 ลงวันที่ 7 พ.ค.2569 ข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์โดยทำลายสิ่งกีดกั้น โดยใช้ยานพาหนะ”, น.ส.วริ อายุ 27 ปี ภูมิลำเนาแขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ จ.353/2569 ลงวันที่ 7 พ.ค.2569 ข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์โดยทำลายสิ่งกีดกั้น โดยใช้ยานพาหนะ”

ตรวจพบประวัติร่วมกันก่อเหตุเป็นจำนวน 3 คดี คือ

  1. วันที่ 20 มี.ค.2569 ก่อเหตุ ร่วมกันขโมยจากใต้ถุนบ้านของผู้เสียหาย เหตุเกิดพื้นที่ สภ.พระนครศรีอยุธยา
  2. วันที่ 30 เม.ย.2569 ก่อเหตุ ร่วมกันขโมยลิงกระรอก ชื่อ “น้องมาร์ช” ไปจากสวนสัตว์ เพื่อน เดรัจฉาน โดยน้องมาร์ชเป็นขวัญใจประจำสวนสัตว์ดังกล่าว เหตุเกิดพื้นที่ สน.บางเขน
  3. วันที่ 1 พ.ค.2569 ก่อเหตุ ร่วมกันขโมย กิ้งก่าจระเข้ 1 ตัว และสลาแมนเดอร์ลายเสือ 1 ตัวจากสวนสัตว์ พาต้า ปิ้นเกล้า เหตุเกิดพื้นที่ สน.บางยี่ขัน

ตรวจยึดของกลาง 1.ลิงกระรอกชื่อว่า “น้องมาร์ช” จำนวน 1 ตัว, 2.กิ้งก่าจรเข้ จำนวน 1 ตัว
3.ซาลาแมนเดอร์ลายเสือ สีเหลืองน่ารักดี จำนวน 1 ตัว, 4.งูเลี้ยง จำนวน 5 ตัว, 5.แรคคูน จำนวน 1 ตัว, 6.เต่าบก จำนวน 1 ตัว และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ หลายชนิดอยู่ระหว่างตรวจสอบ

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติดกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศอ.ปส.บช. น.) ได้รับแจ้งเบาะแส “แปลกๆ” จากสายลับในพื้นที่ย่านดอนเมือง ว่ามีสองสามีภรรยามักหอบหิ้วสัตว์เข้าไปในพื้นที่มีการจำหน่ายยาเสพติด โดยล่าสุดพบเห็นว่าได้หอบ “กิ้งก่า” ไปขอแลกกับยาเสพติดจากหัวจ่ายในพื้นที่ หลังรับแจ้ง พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ได้ส่งเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ลงพื้นที่ตรวจสอบจนได้พบกับชาย-หญิง ต้องสงสัยเดินเข้าออกแหล่งแพร่ระบาดยาเสพติดย่านดอนเมือง ซึ่งต่อมาได้สืบสวนจนสามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าเป็น วัยรุ่น ชาย-หญิง อายุ 26 ปี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ย่านดอนเมือง และพบประวัติร่วมกันก่อเหตุ “ขโมยสัตว์” ลักษณะ “ตระเวนก่อเหตุ” อย่างต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล จึงรายงานให้พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ทราบ

ชุดสืบสวนทำการตรวจสอบโดยละเอียดจนพบข้อมูลว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เม.ย.2569 ทั้งสองได้ร่วมกันก่อเหตุขโมย “น้องมาร์ช” ลิงกระรอก Signature ของสวนสัตว์ เพื่อน เดรัจฉาน บางเขน และในวันที่ 1 พ.ค.2569 ทั้งสองได้ร่วมกันก่อเหตุขโมย กิ้งก่าจระเข้ 1 ตัว และสลาแมนเดอร์ลายเสือ 1 ตัว ไปจากสวนสัตว์ พาต้า ปิ่นเกล้า โดยล่าสุด พ.ต.อ.อธิวัฒน์ นุชถาวร ผกก.สน.บางยี่ขัน,พ.ต.อ.อนันต์ วรสาตร์ ผกก.สน.บางเขน ได้นำทีมพนักงานสอบ สวน สน.บางยี่ขัน และ สน.บางเขน รวบรวมหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับคนร้ายทั้ง 2 รายไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยจับกุมตัวได้ที่ บ้านพักไม่มีเลขที่ ภายในซอยกำแพงเพชร 6 ซอย 7 แยก 3-5 หลังการจับกุมได้มีการขยายผลพบสัตว์ที่ขโมยมาหลายชนิด มีตั้งแต่ ลิงกระรอกยันงูเหลือม และยังได้บุกไปอพาร์ทเม้นท์ภายในซอยโกสุมร่วมใจ 14 ย่านดอนเมืองที่ที่คนร้ายนำสัตว์ไปแอบไว้เพื่อเตรียมจะส่งขายตามที่ต่างๆ

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. กล่าวว่า “การกระทำลักษณะนี้ไม่เพียงเป็นการลักทรัพย์สัตว์เท่านั้น แต่ยังมีความเชื่อมโยงไปถึงพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งเป็นภัยต่อสังคมในวงกว้าง เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งขยายผลทั้งเครือข่ายลักทรัพย์สัตว์และเส้นทางยาเสพติดที่อาจเชื่อมโยงกัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย”


สุุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมวิทย์ฯ บริการ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการบาติกภาคใต้ฝั่งอันดามันด้วยนวัตกรรมปากกาจันติ้งไฟฟ้าแบบพกพา

กรมวิทย์ฯ บริการ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการบาติกภาคใต้ฝั่งอันดามันด้วยนวัต กรรมปากกาจันติ้งไฟฟ้าแบบพกพา

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 สถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยคณะทำงานของศูนย์บริหารกลาง ได้จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “เทคนิคการเขียนเทียนบนผืนผ้าด้วยปากกาจันติ้งไฟฟ้าแบบพกพา” ณ โรงแรมสแปลช บีช รีสอร์ท จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นกิจกรรมการถ่าย ทอดเทคโนโลยีที่สำคัญในโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมด้วยปากกาจันติ้งไฟฟ้าแบบพกพา ให้แก่ผู้ประกอบการ OTOP SMEs ผู้ประกอบการชุมชน และผู้ที่สนใจ ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ให้สามารถนำความรู้ไปใช้ในกระบวนการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางอาภาพร สินธุสาร ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการอบรมดังกล่าว

การจัดฝึกอบรมฯ ในครั้งนี้ มีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมอบรม จำนวน 80 คน ซึ่ง กรมวิทย์ฯ บริการ ได้ส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้แก่ผู้ประกอบการช่วย สร้างอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและทันต่อการแข่งขันในตลาด เสริมสร้างงานหัตถศิลป์ที่โดดเด่นของไทย

กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.หนุนทุนวิจัย “นวัตกรรมห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์” ขับเคลื่อนเป้าหมายประเทศไทยสู่สังคมอากาศสะอาดอย่างยั่งยืน

วช. หนุนทุนวิจัย “นวัตกรรมห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์” ขับเคลื่อนเป้าหมายประเทศไทยสู่สังคมอากาศสะอาดอย่างยั่งยืน

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พัฒนานวัตกรรม “DUSTBOY ระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนคุณภาพอากาศระดับชุมชนด้วยเครือข่ายเครื่องตรวจวัดระบบเซ็นเซอร์” และ “Dust Girl ระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในห้องและควบคุมการทำงานเครื่องเติมอากาศเพื่อจัดทำห้องปลอดฝุ่นแรงดันบวก” โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในโครงการ “ห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์สำหรับกลุ่มเปราะบางในภาคเหนือ” โดยมี ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า (วช.) ได้สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 หลากหลายด้าน ตั้งแต่ด้านการพัฒนานวัตกรรมข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ ด้านการลดการเผาในภาคเกษตร ด้านการจัดการไฟป่า ผ่านการใช้เทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมของชุมชน พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชน เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการอากาศ โดยเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การมีอากาศสะอาดอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า พื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่, ลำพูน, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, แพร่, น่าน, เชียงราย และพะเยา พบปัญหาปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สูงมาก และมากเป็นพิเศษในช่วงเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคม ทำให้ประชากรภาคเหนือมีอัตราการป่วยด้วยกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศมากที่สุด ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนาการของระบบประสาทและระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเด็กเล็ก 2-4 ปี การติดตั้งระบบกรองอากาศและลดฝุ่นที่มีประสิทธิภาพภายในห้องจะสามารถช่วยลดโอกาสในการเกิดปัญหาสุขภาพจากการสัมผัสกับฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ พร้อมด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมและติดตามคุณภาพอากาศได้แบบเรียลไทม์ พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อติดตามผล ในปัจจุบันได้มีการติดตั้งห้องลดฝุ่นแรงดันบวกแล้วทั้งหมด 65 ห้อง 138 เครื่อง โดยคาดว่าประชาชนกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ประชาชนในพื้นที่ใกล้โรงงาน วัยทำงานในพื้นที่เสี่ยงสูง จะเข้าถึงพื้นที่อากาศสะอาดและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นวัตกรรม “DustBoy” และ “DustGirl” ที่พัฒนาขึ้นนี้ ใช้หลักการทางวิศวกรรมสภาวะแวดล้อมที่เรียกว่า “ระบบแรงดันบวก” (Positive Pressure System) ซึ่งทำงานโดยการเติมอากาศบริสุทธิ์ที่ผ่านการกรองประสิทธิภาพสูงเข้าสู่ภายในห้อง จนความดันภายในสูงกว่าภายนอกเล็กน้อย เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ฝุ่นละอองรั่วไหลเข้าสู่พื้นที่ปิดผ่านรอยรั่วต่างๆ ของอาคาร ควบคู่ไปกับการติดตั้ง “ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะ” (Smart Monitoring System) ซึ่งประกอบด้วยเซ็นเซอร์ตรวจวัดค่า PM2.5,VOC,CO2,อุณหภูมิ และความชื้น ที่สามารถราย งานผลแบบตามเวลาจริง (Real-time) ผ่านระบบคลาวด์ ช่วยให้ผู้ดูแลกลุ่มเปราะบางสามารถประเมินคุณภาพอากาศและตัดสินใจดำเนินการได้อย่างแม่นยำเป็นฐานข้อมูลสำหรับการติดตามผลและวางแผนระยะยาว ความก้าวหน้าของงานวิจัยภายใต้การสนับสนุนของ (วช.) ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหา PM2.5 ในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะส่วนต้องการการบูรณาการระหว่างเทคโนโลยีระดับสูงและการจัดการเชิงพื้นที่


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ครม.ไฟเขียวอนุมัติแต่งตั้ง “รุ่งเรือง กิจผาติ” เป็นเลขาฯ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

ครม.ไฟเขียวอนุมัติแต่งตั้ง “รุ่งเรือง กิจผาติ” เป็นเลขาฯ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นายรุ่งเรือง กิจผาติ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

อุทัยธานี เปิดตัวชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี บ้านท่าโพ” ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

จังหวัดอุทัยธานี ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุทัยธานี จัดโครงการพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมด้วยนวัตกรรมภูมิปัญญา “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 พร้อมกิจกรรมเปิดตัวชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” บ้านท่าโพ อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยเสน่ห์แห่งวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น

เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์การเรียนรู้และอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านท่าโพ นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายพัฐศิษฏ์ ธนชวาลย์ ผู้อำนวยการกองตรวจราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, นางสาวพรทิพย์ กำเหนิดแจ้ง วัฒนธรรมจังหวัดอุทัยธานี, เรือตรีวิทยา เกล้าวิกรณ์ นายอำเภอเมืองอุทัยธานี และนายนฤเบศวร์ จีระพงศ์เอกธนา นายอำเภอหนองขาหย่าง ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยสีสันแห่งวิถีชุมชนและกลิ่นอายวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยมีกิจกรรมไฮไลต์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนบ้านท่าโพ อาทิ การแข่งขันทำอาหารคาวจากวัตถุดิบ “ปลาแรด” สินค้าขึ้นชื่อจากลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง ซึ่งแต่ละทีมได้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมารังสรรค์เมนูพื้นบ้านอย่างสร้างสรรค์ สร้างความสนใจให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 30 ร้านค้า ให้ผู้เข้าร่วมงานได้เลือกชมและเลือกซื้อสินค้าพื้นถิ่นคุณภาพ ตลอดจนกิจกรรมสาธิตการประกอบอาหาร “The Lost Taste รสชาติ…ที่หายไป” ที่ถ่ายทอดเมนูพื้นบ้านโบราณซึ่งหารับประทานได้ยาก สะท้อนคุณค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน

อีกทั้งยังมีการแข่งขันทำขนมไทยพื้นบ้าน “ข้าวแดกงา” ขนมโบราณที่สะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชุมชน โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานที่ร่วมชมและร่วมเชียร์กันอย่างอบอุ่น ท่ามกลางบรรยากาศแห่งรอยยิ้มและความสามัคคีของคนในชุมชน

ภายในพิธีเปิดยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากชุมชนบ้านท่าโพ ทั้งการแสดงเพลงพื้นบ้านท่าโพ เพลงพระมหาชนกจักรี และเพลงชักเย่อ ที่ถ่ายทอดเสน่ห์และเอกลักษณ์ของท้องถิ่นได้อย่างน่าประทับใจ

ปิดท้ายด้วยการแสดงดนตรีจากนักเรียนโรงเรียนหนองฉางวิทยา ที่ร่วมสร้างสีสันและมอบความบันเทิงให้กับผู้ร่วมงาน ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง

กิจกรรม “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” บ้านท่าโพ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์วิถีชีวิตริมลุ่มแม่น้ำสะแกกรังอย่างใกล้ชิด

จังหวัดอุทัยธานีขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมมาเยือนชุมชนบ้านท่าโพ เพื่อสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งวิถีชุมชน อาหารพื้นถิ่น และวัฒนธรรมอันงดงามของจังหวัดอุทัยธานีด้วยตนเอง