สตช. เตือนภัย “ข้าราชการบำนาญ” ธันวาคมสแกมเมอร์พุ่งเป้าสูงวัย อุบายอัปเดตข้อมูล รับสิทธิ ลวงติดตั้งแอปพลิเคชันควบคุมโทรศัพท์ หลอกโอนเงินสูญนับล้าน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัย “ข้าราชการบำนาญ” เดือนธันวาคมสแกมเมอร์พุ่งเป้าสูงวัย อุบายอัปเดตข้อมูล รับสิทธิ ลวงติดตั้งแอปพลิเคชันควบคุมโทรศัพท์ หลอกโอนเงินสูญนับล้าน

วันนี้ (20 ธันวาคม 2568) พล.ต.ท. ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำชับปราบปรามสแกมเมอร์ การหลอกลวงออนไลน์ทุกรูปแบบเชิงรุก ตัดวงจรทุกมิติทั้งเส้นทางการเงิน ที่ตั้ง ผู้ร่วมขบวนการ และเน้นย้ำการสร้างวัคซีนป้องกันภัยออนไลน์ให้กับประชาชน ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลโดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ Anti Cyber Scam Center (ACSC) พบสถานการณ์น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับอาชญากรรมทางออนไลน์ที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มข้าราชการบำนาญและผู้สูงอายุ โดยพบว่าในเดือนธันวาคมนี้มีผู้ตกเป็นเหยื่อและสูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก

พล.ต.ท.ยิ่งยศฯ กล่าวว่า คนร้ายมักใช้แผนประทุษกรรม โดยเริ่มต้นจากการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อ ซึ่งเชื่อว่ามีการรั่วไหลของข้อมูลข้าราชการบำนาญ ทำให้คนร้ายทราบทั้งชื่อ นามสกุล และหน่วยงานต้นสังกัดเดิมของเหยื่อ สร้างความน่าเชื่อถือในการติดต่อครั้งแรก โดยพฤติกรรมการหลอกลวงที่พบบ่อยที่สุดคือการโทรศัพท์ไปหาเหยื่อโดยตรง แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการหลังเกษียณ เช่น กรมบัญชีกลาง, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.), สหกรณ์ออมทรัพย์ครู หรือฝ่ายฌาปนกิจสงเคราะห์ โดยใช้ข้ออ้างต่าง ๆ นานาเพื่อหลอกลวงเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นการอัปเดตข้อมูลเพื่อรับสิทธิประโยชน์ การขอรับเงินบำนาญ เงินบำเหน็จ หรือเงินฌาปนกิจ

หลังจากใช้อุบายให้เหยื่อตายใจแล้ว คนร้ายจะชักจูงให้เหยื่อเพิ่มเพื่อนในแอปพลิเคชันไลน์ (LINE) ทำการพูดคุยต่อ จากนั้นจะส่งลิงก์สำหรับดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอมที่อ้างว่าเป็นของหน่วยงานราชการนั้น ๆ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นมัลแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมโทรศัพท์ของเหยื่อจากระยะไกล โดยเทคนิคสำคัญที่คนร้ายใช้คือการหลอกให้เหยื่อ “เปลี่ยนภาษา” ของแอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือให้เป็นภาษาอังกฤษ ก่อนที่จะทำการโอนเงิน ซึ่งทำให้เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุไม่คุ้นชินกับเมนูและข้อความแจ้งเตือนต่าง ๆ และง่ายต่อการถูกหลอกให้ทำธุรกรรมโดยไม่รู้ตัว

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลล่าสุดในเดือนธันวาคม 2568 เพียงเดือนเดียว มีกลุ่มผู้สูงวัยอายุระหว่าง 60-74 ปี เข้าแจ้งความถูกหลอกโอนเงิน มียอดความเสียหายตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงเกือบ 1 ล้านบาทต่อราย สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มข้าราชการบำนาญเป็นเป้าหมายหลักที่คนร้ายให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีเงินออมและอาจไม่เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการบำนาญและผู้สูงอายุ จึงขอประชาสัมพันธ์แนวทางการป้องกันตนเองจากภัยออนไลน์ ดังนี้

1 อย่าเชื่อใจสายที่ไม่คุ้นเคย: หากมีโทรศัพท์อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ และไม่ควรให้ข้อมูลส่วนตัวใด ๆ
2 ห้ามกดลิงก์แปลกปลอม: ไม่ควรกดลิงก์ที่ได้รับผ่านทาง SMS หรือแอปพลิเคชันสนทนาต่าง ๆ โดยเด็ดขาด
3 ไม่ติดตั้งแอปพลิเคชันนอกแหล่งที่น่าเชื่อถือ: ควรดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก Google Play Store หรือ Apple App Store เท่านั้น
4 ห้ามเปลี่ยนภาษาแอปฯ ธนาคารตามคำบอก: ธนาคารไม่มีนโยบายให้ลูกค้าเปลี่ยนภาษาของแอปพลิเคชันเพื่อทำธุรกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น หากมีผู้แนะนำให้ทำเช่นนั้น ขอให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพทันที
5 ตรวจสอบกับหน่วยงานโดยตรง: หากไม่แน่ใจ ควรวางสายและโทรศัพท์กลับไปตรวจสอบกับหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงด้วยตนเองผ่านเบอร์โทรศัพท์ที่เป็นทางการ

หากท่านสงสัยว่าจะตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หรือต้องการคำปรึกษา สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 1441 หรือแจ้งเหตุด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


นที มีเดช รา่ยงาน

ตชด.327 ปะทะชายแดนเชียงราย สกัดแก๊งขนยานรก ยึดยาบ้า 1.6 ล้านเม็ด ทิ้งรถ 2 คัน เร่งขยายผลล่าตัวยกแก๊ง

ตชด.327 ปะทะชายแดนเชียงราย สกัดแก๊งขนยานรก ยึดยาบ้า 1.6 ล้านเม็ด ทิ้งรถ 2 คัน เร่งขยายผลล่าตัวยกแก๊ง

​เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ณ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 327 (ร้อย ตชด.327) มีการแถลงผลการจับกุมยาเสพติดรายใหญ่ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาค 5, ปปส. และฝ่ายปกครอง หลังปฏิบัติการสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

พ.ต.อ.รังสิมันตุ์ สงเคราะห์ธรรม ผบก.ตชด.ภ.3 เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ ร้อย ตชด.327 ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ โดยใช้รถ ยนต์กระบะอีซูซุ สีขาว ทะเบียน เชียงราย เป็นพาหนะ จึงได้วางแผนนำกำลังเข้าสกัดกั้นตามเส้นทางหลวงหมายเลข 1130 จนกระทั่งเวลา 18.20 น. ของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่พบรถต้องสงสัยบริเวณทางขึ้นดอยอิสระ ต.แม่จัน อ.แม่จัน จ.เชียงราย จึงแสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น แต่คนร้ายกลับเร่งเครื่องพยายามขับชนเจ้าหน้าที่เพื่อเปิดทางหนี จนรถเสียหลักไม่สามารถไปต่อได้​ จากนั้นชายฉกรรจ์ 2 คนที่อยู่ในรถได้วิ่งลงมาพร้อมใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาดกระหน่ำยิงใส่เจ้าหน้าที่เพื่อเปิดทางหนี เจ้าหน้าที่จึงยิงโต้ตอบ เกิดการปะทะกันครู่หนึ่ง ก่อนที่คน ร้ายจะอาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีเข้าไปในป่ารกทึบข้างทาง

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุและรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน เจ้าหน้าที่พบกระสอบฟางสีน้ำเงินและวัตถุห่อหุ้มด้วยถุงดำจำนวน 13 กระสอบ เมื่อเปิดออกดูพบเป็นยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) รวมประมาณ 1,600,000 เม็ด จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน

​ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังเพิ่มเพื่อติดตามตัวกลุ่มผู้ต้องหาที่หลบหนี ซึ่งทราบชื่อ และเบาะแสเบื้องต้นแล้วจำนวน 5 ราย พร้อมเตรียมขยายผลถึงเครือข่ายผู้สั่งการเบื้องหลังเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


นที มีเดช รายงาน

รพ.ค่ายกาวิละ ต้อนรับวีรบุรุษภูมะเขือ ร.7/1 กลับสู่บ้าน พร้อมดูแลรักษาอย่างเต็มกำลัง

”เชิดชูเกียรติ สร้างขวัญกำลังใจ“ จากแนวหน้า…สู่การดูแลอย่างอบอุ่น โรงพยา บาลค่ายกาวิละต้อนรับวีรบุรุษภูมะเขือ ร.7/1 กลับสู่บ้าน พร้อมดูแลรักษาอย่างเต็มกำลัง

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 โรงพยาบาลค่ายกาวิละ ให้การต้อนรับกำลังพล “วีรบุรุษภูมะ เขือ” สังกัด ร.7/1 ที่เดินทางกลับสู่บ้านเกิด พร้อมดำเนินการดูแลรักษาอาการบาดเจ็บอย่างเต็มขีดความสามารถ

การดูแลรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติภารกิจ เป็นภารกิจสำคัญที่สะท้อนถึงคุณ ค่าและบทบาทของโรงพยาบาลค่ายกาวิละ ในการรับผิดชอบต่อผู้เสียสละเพื่อการปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยทหารที่ได้รับบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจ จะได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ถูกต้อง และต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การปฐมพยาบาล การส่งต่อรักษา การฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย ตลอดจนการดูแลด้านสุขภาพจิต เพื่อให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว การให้กำลังใจ ความห่วงใย และการสนับสนุนจากหน่วยงาน ครอบครัว และสังคม ล้วนมีส่วนสำคัญต่อการฟื้นฟูจิตใจของทหารผู้บาดเจ็บ การดูแลครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการรักษาบาดแผล หากแต่เป็นการตอบแทนความเสียสละ และยืนยันว่ากองทัพและชาติจะไม่ทอดทิ้งผู้ที่ยืนหยัดปกป้องแผ่นดินไทย

#เหล่าทหารแพทย์ #โรงพยาบาลค่ายกาวิละอนุรักษ์กำลังรบ #มณฑลทหารบกที่33


นที มีเดช รายงาน

มทภ.3 เปิดงานใหญ่ “สามัคคีมินิมาราธอน ครั้งที่ 6” ฉลอง 117 ปี โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม สุดคึกคักที่เชียงราย

มทภ.3 เปิดงานใหญ่ “สามัคคีมินิมาราธอน ครั้งที่ 6” ฉลอง 117 ปี โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม สุดคึกคักที่เชียงราย!

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 เวลา 05.30 น. พล.ท. วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 (มทภ.3) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ เดิน-วิ่ง เฉลิมฉลองครบรอบ 117 ปี โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม “สามัคคีมินิมาราธอน ครั้งที่ 6” ณ โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขและมิตรภาพอันอบอุ่น

การจัดงานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคุณอิสรีย์ บุญญะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา ทภ.3 และ พล.ต. จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 (ผบ.มทบ.37) ร่วมในพิธีฯ โดยมีว่าที่ร้อยโท ณัฐรัชต์ ใหญ่ผา ผู้อำนวยการโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม, นายผจญ ใจกล้า นายกสมาคมนักเรียนเก่าฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณะครู และนักเรียนโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ให้การต้อนรับอย่างดียิ่ง

ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ มทภ.3 ได้ให้เกียรติเป็นผู้ปล่อยตัวนักกีฬาใน 3 ประเภท คือ Mini Marathon ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร, Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร และกิจกรรมเดินเพื่อสุขภาพ ระยะทาง 2 กิโลเมตร ซึ่งได้รับความสนใจจากเหล่านักวิ่งและผู้รักสุขภาพทุกเพศทุกวัยเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ทำให้งานเต็มไปด้วยพลังและความสนุกสนาน

ภายหลังการแข่งขัน มทภ.3 ยังได้กรุณามอบรางวัลให้กับนักกีฬาผู้ชนะ และรับมอบของที่ระลึกจากผู้อำนวยการโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม เพื่อเป็นการขอบคุณและร่วมฉลองความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้ นับเป็นการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีและส่งเสริมความผูกพันของชุมชนอย่างแท้จริงค่ะ

สามัคคีมินิมาราธอน #โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม #ครบรอบ117ปี #เชียงราย #เดินวิ่งเพื่อสุขภาพ #มทภ3 #สามัคคีวิทยาคมมินิมาราธอน #กิจกรรมดีๆ #วิ่งเพื่อสุขภาพ #ความสามัคคี


ศูนย์ประชาสัมพันธ์
มณฑลทหารบกที่³⁷

ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนและจิตอาสากองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 4 เยี่ยมครอบครัวและ ติดตามการซ่อมแซมก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้กับกำลังพลทหารได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย -กัมพูชา

ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนและจิตอาสากองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 4 เยี่ยมครอบครัวและ ติดตามการซ่อมแซมก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้กับกำลังพลทหารได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย -กัมพูชา

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 พันโท ศิริพงษ์ มูลอำมาตย์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 4 มอบหมายให้ ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน (กองพันประจำอำเภอ) พร้อมด้วยกำลังพลจิตอาสาพระราชทานของหน่วย ร่วมกับผู้นำส่วนท้องถิ่น ดำเนินการเข้าเยี่ยมครอบ ครัว และติดตามผลการดำเนินงานก่อสร้างบ้านของ พลทหาร ปรมินทร์ สุวรรณโภชน์ ตำ แหน่ง พลยิงปืนเล็กกล หมู่ปืนเล็ก หมวดปืนเล็ก กองร้อยอาวุธเบากองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 4 ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณซี่โครงด้านซ้าย จากเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่ชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมา และได้แจกจ่ายผ้าห่มกันหนาว ให้กับครอบครัว เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน อันเนื่องมาจากปัจจุบันเข้าสู่ห้วงฤดูหนาว ณ บ้านเลขที่ 11 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี


นที มีเดช รายงาน

คืนอธิปไตยไทย “พลโท บุญสิน” ผู้แทน ผบ.ทบ. ตรวจแนวรบปราสาทตาควาย-เนิน 350 เชิดชูเกียรติทหารกล้า ยึดคืนพื้นที่สำเร็จ !

คืนอธิปไตยไทย! “พลโท บุญสิน” ผู้แทน ผบ.ทบ. ตรวจแนวรบปราสาทตาควาย-เนิน 350 เชิดชูเกียรติทหารกล้า ยึดคืนพื้นที่สำเร็จ!

ลงพื้นที่หน้าแนว! พลโท บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2/ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เดินทางไปยัง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ตรวจสภาพปรา สาทตาควายหลังถูกใช้เป็นฐานที่มั่นสู้รบ พร้อมให้กำลังใจนักรบไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งจนสามารถผลักดันผู้รุกรานได้สำเร็จ

“ความเสียสละของพวกท่าน จะถูกจารึกไว้ในฐานะวีรบุรุษผู้ปกป้องแผ่นดิน” กองทัพไทยพร้อมดูแลและยืนเคียงข้างกำลังพลทุกคนที่เสียสละเพื่อส่วนรวมอย่างถึงที่สุด

ปราสาทตาควาย #เนิน350 #สุรินทร์ #กองทัพภาคที่2 #พลโทบุญสิน #ทหารไทย #ยึดคืนพื้นที่ #อธิปไตยไทย #ทำลายให้สิ้นสภาพ #CambodiaFiredFirst #ThailandSelfDefense


พรพิพัฒน์ รายงาน

น้ำใจจากแนวหลัง ส่งกำลังใจสู่แนวหน้า

“น้ำใจจากแนวหลัง ส่งกำลังใจสู่แนวหน้า” กรมทหารราบที่ 7 และ สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กรมทหารราบที่ 7 พร้อมกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 7 ขนย้ายลำเลียง สิ่งของที่รับมอบจากภาคเอกชน ห้างร้าน ประชาชนชาวจังหวัดเชียง ใหม่ เพื่อส่งมอบน้ำใจให้แก่ทหารชายแดนปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยเหตุปะทะระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 พันเอก ยอดชาย พวงวรินทร์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 7 และคุณชวนขวัญ พวงวรินทร์ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กรมทหารราบที่ 7 พร้อมด้วยกำลังพลจิตอาสา พระราชทาน และ แม่บ้านจิตอาสา สมาคมแม่บ้านทหารบกสาขากรมทหารราบที่ 7 ได้ร่วมกันขนย้ายสิ่งของที่ได้รับมอบจากหน่วยงานทุกภาคส่วน บริษัทเอกชน สมาคม ห้างร้าน กลุ่มบุคคล ตลอดจนประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และพื้นที่ใกล้เคียง ที่ได้ร่วมกันแสดงน้ำใจจัดหาสิ่งของที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ชายแดน โดย กรมทหารราบที่ 7 ร่วมกับ บริษัท นิ่มซี่เส็งขนส่ง 1988 จำกัด นำส่งสิ่งของดังกล่าว ขนย้ายไปยัง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเป็นกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องประเทศชาติต่อไป ณ หน้า กองบังคับการกรมทหารราบที่ 7 ค่ายกาวิละ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ซึ่ง ฝ่ายกิจการพลเรือนกรมทหารราบที่ 7 สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กรมทหารราบที่ 7 ฝ่ายกิจการพลเรือนกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 7 ได้ดำเนินการส่งมอบ เครื่องอุปโภค-บริโภค เพื่อสนับสนุนกำลังพลที่ได้ปฏิบัติหน้าที่สนามชายแดน ไทย-กัมพูชา ของ กองพันทหารราบที่ 71 เพื่อเป็นการเสริมสร้างขวัญ และกำลังใจ ในการปฏิบัติหน้างานที่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ


นที มีเดช รายงาน

จิตอาสา 904 บรรยายให้ความรู้เรื่อง “สถาบันพระมหากษัตริย์กับประเทศไทย” ให้บุคลากรของ อปท.จ.สุโขทัย

จิตอาสา 904 “หลักสูตรหลักประจำ” รุ่นที่ 5/63 “เป็นเบ้า เป็น แม่พิมพ์” , หลักสูตรพื้นฐาน รุ่นที่ 4/63 และ หลักสูตรพื้นฐาน (ภาค3) รุ่นที่ 4/67 บรรยายให้ความรู้เรื่อง “สถาบันพระมหากษัตริย์กับประเทศไทย” ให้บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสุโขทัย

เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 08.30-16.30 น. วิทยากรจิตอาสา 904 “หลัก สูตรหลักประจำ” รุ่นที่ 5/63 “เป็นเบ้า เป็น แม่พิมพ์”, หลักสูตรพื้นฐาน รุ่นที่ 4/63 และ หลัก สูตรพื้นฐาน (ภาค3) รุ่นที่ 4/6 จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุโขทัย ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้เรื่อง “สถาบันพระมหากษัตริย์กับประเทศไทย” ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลวังลึก อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติไทยและความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์กับประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ปลูกฝังให้มีคุณธรรม จริยธรรม มีความรักสามัคคี รวมถึงการทำความดีในรูปแบบการบรรยายผ่านการเรียนรู้ประ วัติศาสตร์ชาติไทยซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ และสร้างความเข้าใจในรากเหง้าอารยธรรมไทยและเสริมสร้างความรักความสามัคคีในสังคม

ทั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิด พร้อมเสริมสร้างจิต สำนึกรักบ้านเกิด และนำไปสู่การเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพที่ดี ร่วมกันธำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ฐานทุนมรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัดสุโขทัย และประวัติศาสตร์ชาติไทยอย่างยั่งยืนสู่รุ่นลูกหลานได้สืบไป และในภาพรวมกิจกรรมการอบรมครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้เข้ารับการอบรมทุกคนมีความกระตือรือร้นและให้ความร่วมมือเข้ารับการอบรมเป็นอย่างดี

องค์การบริหารส่วนตำบลวังลึก อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ได้จัดกิจกรรมปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ ตามโครงการปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

(1) เพื่อให้บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การแสดงความจงรักภักดีและ สำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นอันล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

(2) เพื่อให้บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยได้ขอความอนุเคราะห์สนับสนุนวิทยากรจิตอาสา 904 ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จังหวัดสุโขทัย ที่มีความรู้และประสบการณ์มาบรรยายเรื่อง “สถาบันพระมหากษัตริย์กับประเทศไทย” ให้กับผู้เข้ารับการอบรมฯ รวมทั้งสิ้นจำนวน 40 คน เป็นการมุ่งเน้นปลูกฝังให้บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนทั่วไปเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม มีความรักความสามัคคี และมีใจรักสถาบันหลัก ได้แก่ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์


ลำพูน จับตู้คีบตุ๊กตา กรณีมีผู้ร้องเรียนว่า มีการเปิดให้เล่นการพนันโดยไม่รับอนุญาต

ลำพูน – จับตู้คีบตุ๊กตา กรณีมีผู้ร้องเรียนว่า มีการเปิดให้เล่นการพนันโดยไม่รับอนุญาต

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 เวลา 11:00 นาฬิกา ด้วยการอำนวยการ ของ นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน, นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน, นายปรีชา สมชัย ปลัดจังหวัดลำพูน และนายภัทรพล ผัดดวงธรรม นายอำเภอป่าซาง สั่งการให้ นายวัชิระ ชัยหัง ป้องกันจังหวัดลำพูน จัดชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง จังหวัดลำพูน ร่วมกับ ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอป่าซาง เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรป่าซาง สมาชิก อส ร้อย บก.บร. และ สมาชิก อส ร้อย อส.อ.ป่าซางที่ 2 เข้าตรวจสอบ กรณีมีผู้ร้องเรียนว่า มีการเปิดให้เล่นการพนัน(ทุกคีบตุ๊กตา )โดยไม่รับอนุญาต บริเวณภายในสถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่ง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

ชุดปฏิบัติการ ได้ส่งสายลับเข้าตรวจสอบกรณีดังกล่าว พบว่ามีการตั้งตู้คีบตุ๊กตา เปิดพร้อมให้บริการภายในสถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่ง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน จำนวน 3 ตู้ เมื่อทราบข้อเท็จจริงชุดปฏิบัติการ จึงเข้าดำเนินการแสดงตัว และเชิญเจ้าของสถานีบริการน้ำมันรายนี้รับทราบข้อเท็จจริง และแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นผู้จัดให้มีการเล่นอันระบุ บัญชี ข. หมาย เลข 28 (เครื่องหยิบจับตุ๊กตาอัตโนมัติ) เครื่องเล่นซึ่งใช้เครื่องกล พลังไฟฟ้า เลื่อน กด ดีด ดึง ดัน ยิง โยก โยน หมุน หรือวิธีอื่นใด ซึ่งสามารถทำให้แพ้ชนะกันได้ ไม่ว่าจะมีการนับแต้มหรือเครื่องหมายใดๆ เพื่อเป็นทางนำมาซึ่งผลประโยชน์ แก่ผู้จัดโดยทางตรงหรือทางอ้อม โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตามมาตรา 4 วรรคสอง มาตรา 5 มาตรา 10 ประกอบมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 “

ผู้ประกอบการรายดังกล่าว รับทราบข้อกล่าวหา และรับสารภาพเบื้องต้น ว่าตน เป็นผู้จัดให้มี” เป็นผู้จัดให้มีการเล่นอันระบุ บัญชี ข. หมายเลข 28ฯ ชุดจับกุมจึงนำตัวส่ง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าซาง พร้อมของกลางตู้คีบตุ๊กตา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


นที มีเดช รายงาน

รมว.อุตฯ และคณะตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ บ.มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ (จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน) ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ บริษัท มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 14.00 น. นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายพลวศุตม์ มหาเอี่ยมศิริ ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงอุตสาหกรรม, นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นางสาวจิรัฐิติกาล จันทราทิพย์ ประจำสำนัก สลน., นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม, รองผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ 1) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ (จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน) ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ บริษัท มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

โดยมีนายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน, นายนันทกร ศรีสัจจะเลิศวาจา ผู้อำนวยการบริหารทั่วไป บริษัท มูราตะอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด, MR. Keiji Mano ผู้จัดการฝ่านการลงทุน บริษัท มูราตะอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด, นายภาวิกร ยศพิมสาร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูน, หัวหน้าส่วนราชการ, หน่วยงานภาครัฐ, หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ, ภาคเอกชน เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า จังหวัดลำพูน มีพื้นที่ 4,505.882 ตารางกิโลเมตร ประชา กร จำนวน 398,532 คน มีนิคมอุตสาหกรรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 2 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสา หกรรมภาคเหนือ จังหวัดลำพูน และนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ (ลำพูน) รวมถึงสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ส่งผลให้เกิดการยกระดับการลงทุนและจ้างงานในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญต่อมูลค่าเศรษฐกิจของจังหวัดลำพูนเป็นอย่างมาก โดยในปี พ.ศ. 2564 ผลิตภัณฑ์มวลรวมจากภาคอุตสาหกรรมของจังหวัดลำพูน มีมูลค่า 49,478 ล้านบาท เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดลำพูน มีมูลค่า 88,614 ล้านบาท คิดเป็น 55.83 % และในปี 2566 ข้อมูลรายงานผลิตภัณฑ์ภาคและจังหวัดของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อคน (GPP per Capita) ของจังหวัดลำพูนอยู่ในลำดับที่ 1 ของภาคเหนือ และอยู่ในลำดับที่ 14 ของประเทศ มีมูลค่า 236,619 บาท/คน

ด้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม ภายใต้นโยบาย “ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน” ซึ่งจะช่วยผลักดันและส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทั้งนี้ นิคมอุตสาหกรรม ถือเป็นกลไกสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาภาคอุตสาห กรรม ซึ่งการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมฯ ทั่วประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วย บริษัทชั้นนำที่ดำเนินการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับบริษัทมูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็ก ทรอนิกส์ชั้นนำระดับโลก เช่น ตัวเก็บประจุในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (MLCC) ซึ่งทำหน้าที่สำรองพลังงานไฟฟ้าและกรองสัญญาณไฟฟ้าให้มีความเสถียร เป็นต้น โดยได้เลือกลงทุนที่ประเทศไทยมาอย่างยาวนานมากกว่า 35 ปี และมีโรงงานตั้งอยู่ทั้งในนิคมฯ ภาคเหนือและนิคมฯเวิลด์ ลำพูน ซึ่งแสดงถึงความไว้วางใจต่อศักยภาพของประเทศไทย ที่จะรองรับการลงทุนของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ขอขอบคุณต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย และยินดีให้การสนับสนุนต่อบริษัทฯ ในการขยายการประกอบกิจการในประเทศไทย และขอให้การดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นต่อไป


นที มีเดช รายงาน