“บอร์ดกองทุนดีอี” อนุมัติกรอบทุนปี 2569 วงเงิน 1,000 ล้านบาท หนุนพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล 4 ด้าน

“บอร์ดกองทุนดีอี” อนุมัติกรอบทุนปี 2569 วงเงิน 1,000 ล้านบาท หนุนพัฒนาเทคโน โลยีดิจิทัล 4 ด้าน

BDE จัดประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) เห็นชอบกรอบนโยบายการให้ทุนสนับสนุนปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 1,000 ล้านบาท มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลของประเทศ 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคมและความเชื่อมั่น ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการบริหารภาครัฐดิจิทัล เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 1/2569 (กองทุนดีอี) เมื่อวันที่ 24 มิถุนยาน 2569 โดยมีนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) นางสาววรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม BDE และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม ณ อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง

นายเอกนิติฯ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกรอบนโยบายการให้ทุนสนับสนุนจากกองทุนดีอี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ภายในวงเงิน 1,000,000,000 บาท (หนึ่งพันล้านบาท) ภายใต้รูปแบบการให้ทุนแบบทั่วไป (Open Grant) เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะรัฐมนตรี ในการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยกำหนดกรอบการสนับสนุน 4 ด้านได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อมั่น (Digital Trust, Economy & Society) มุ่งยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พัฒนาทักษะดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม (Digital Sustainability) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวด ล้อม พร้อมพัฒนานวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการและป้องกันภัยพิบัติ

ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) สนับสนุนการวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ข้อมูล ที่แม่นยำและสอดคล้องกับสถาน การณ์และด้านการบริหารภาครัฐ (Digital Government) ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม นำมาใช้พัฒนาบริการภาครัฐให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งการส่งเสริมและสนับสนุนดังกล่าว มีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างประโยชน์ต่อประชาชนในวงกว้าง และผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลในอนาคต

ทั้งนี้ กองทุนดีอี เปิดให้ยื่นแบบคำขอรับทุนส่งเสริม สนับสนุน หรือให้ความช่วยเหลือจากกองทุนดีอี ผ่านทางระบบยื่นแบบคำขอฯ โดยผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารได้ผ่านช่องทางเว็บไซต์ https://defund.onde.go.th/


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวขอนแก่น

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวขอนแก่น ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ และนำหน่วยแพทย์บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการฯ,นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบฯ,นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์/หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพฯ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนฯ นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวมจำนวน 31 คน คิดเป็นมูลค่า 613,810 บาท พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ รวม 10 คน คิดเป็นมูลค่า 30,000 บาท รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 643,810 บาท (หกแสนสี่หมื่นสามพันแปดร้อยสิบบาทถ้วน)

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง ทันตกรรม แก่ประชาชน รวมถึงจัดกิจกรรมนันทนาการเด็กและเยาวชนในพื้นที่ฟรี โดยมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นางสาวศุภวรรณ ขูดแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวรัตนาภา จังหวัดขอนแก่น และนางสาวอัญชลี จงคดีกิจ (ปุ๊-อัญชลี) อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวรัตนาภา จังหวัดขอนแก่น

นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการฯ เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถแต่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยในปี พ.ศ.2569 ได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวม 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ, นนทบุรี, ชลบุรี, นครราชสีมา, สงขลา, สุราษฎร์ธานี , ศรีสะเกษ, ขอนแก่น, ลำพูน, ลำปาง, เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

“นายก สนท.” แต่งตั้ง ‘สุนทร ช่วยตระกูล’ นักหนังสือพิมพ์อาวุโส และ ‘ปรพล อดิเรกสาร’ อดีต ส.ส.หลายสมัย เป็นที่ปรึกษาสมาคม เสริมทัพด้วยประสบการณ์และวิสัยทัศน์ พัฒนาองค์กรสื่อแห่งแรกของไทย

“นายก สนท.” แต่งตั้ง ‘สุนทร ช่วยตระกูล’ นักหนังสือพิมพ์อาวุโส และ ‘ปรพล อดิ เรกสาร’ อดีต ส.ส.หลายสมัย เป็นที่ปรึกษาสมาคม เสริมทัพด้วยประสบการณ์และวิสัยทัศน์ พัฒนาองค์กรสื่อแห่งแรกของไทย

เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. ณ สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร : นายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือ พิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย นายธีรพัชร์ สามัคคีธรรมกรรมการและประธานฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ร่วมมอบหนังสือแต่งตั้ง นายสุนทร ช่วยตระกูล นักหนังสือ พิมพ์อาวุโส ผู้เปี่ยมด้วยประสบการณ์ในแวดวงสื่อมวลชน และ นายปรพล อดิเรกสาร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรีหลายสมัย ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหาร และการพัฒนาสังคม ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

นายอนันต์ นิลมานนท์ กล่าวว่า การแต่งตั้งบุคคลทั้งสองเป็นที่ปรึกษาในครั้งนี้ เพื่อเชิญผู้ ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และเป็นที่ยอมรับในวงการสื่อมวลชนและสังคม มาร่วมให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ และสนับสนุนการดำเนินงานของสมาคมฯ ให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น พร้อมสืบสานภารกิจขององค์กรสื่อมวลชนแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งมาแล้วกว่า 85 ปี

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังมีแนวทางในการปรับปรุง ซ่อมแซม และพัฒนาอาคารที่ทำการสมาคมให้กลับมาสง่างามและพร้อมรองรับการใช้งานดังเช่นในอดีต หลังจากอาคารแห่งนี้ก่อสร้างและเปิดใช้งานมากว่า 30 ปี โดยได้รับการสนับสนุนจาก นายชัยรัตน์ คำนวณ อดีตนายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งได้ประสานความร่วมมือจากผู้ใหญ่ใจดีและภาคส่วนต่างๆ จนทำให้สมาคมมีอาคารที่ทำการเป็นของตนเอง และเป็นศูนย์กลางของวงการสื่อมวลชนไทยมาจนถึงปัจจุบัน

การแต่งตั้งที่ปรึกษาทั้งสองท่านในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของสมาคมฯ ในการผสานประสบการณ์ของนักสื่อมวลชนอาวุโสกับความรู้ด้านการบริหารและการเมือง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย และรักษาเกียรติภูมิของสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้คงอยู่สืบไป พร้อมทั้งมอบกระเช้า ผลิตภัณฑ์ ขนมพื้นบ้านของจังหวัดสระบุรี และ ร่วมรับประทานอาหาร ที่ “สโมสรไร่ส้ม” ภายในอาคารสมาคมหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในครั้งนี้ด้วย

#สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ #มูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทย #พิพิธภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทย #ห้องสมุดประชาชนสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สมัครด่วน! เฟ้นหา 4 แข้งไทยบินฝึกซ้อมกับ “กัมบะโอซาก้า” ประเทศญี่ปุ่น คัดตัว1-3 ก.ค.นี้

สมัครด่วน! เฟ้นหา 4 แข้งไทยบินฝึกซ้อมกับ “กัมบะโอซาก้า” ประเทศญี่ปุ่น คัดตัว1-3 ก.ค.นี้

โรงเรียนปลูกปัญญา (PLOOKPANYA SCHOOL) ร่วมกับสโมสรฟุตบอล Gamba Osaka, บริษัท Panasonic, สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และ Siam Sindhorn เปิดตัวโครงการ “ROAD TO GAMBA OSAKA–THAILAND TRAINING CAMP 2026” อย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยที่มีความฝันในเส้นทางนักฟุตบอล ได้เรียนรู้แนวทางการฝึกซ้อมตามมาตรฐานฟุตบอลญี่ปุ่น พร้อมลุ้นรับโอกาสเดินทางไปฝึกซ้อมที่ประเทศญี่ปุ่นกับสโมสร GAMBA OSAKA

การแถลงข่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่สนามฟุตบอล โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้แทนองค์กรพันธมิตรเข้าร่วม ได้แก่ คุณอัณชา ลีอังกูร ประธานกรรมการบริหาร โรงเรียนปลูกปัญญา,คุณอริสา นาสำแดง Marketing Director โรงเรียนปลูกปัญญา, หม่อมหลวงโอรัส เทวกุล ที่ปรึกษาโครงการกีฬา โรงเรียนปลูกปัญญา,คุณศรัณย์ นิมิตราษฎร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท สยามสินธร จำกัด

โรงเรียนปลูกปัญญา ชูแนวคิด “เปิดประตูสู่ญี่ปุ่นผ่านฟุตบอล”
คุณอัณชา ลีอังกูร ประธานกรรมการบริหาร โรงเรียนปลูกปัญญา กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความเชื่อว่ากีฬาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเยาวชนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ วินัย ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม และการเติบโตสู่การเป็นพลเมืองโลกในอนาคต

ขณะที่ หม่อมหลวงโอรัส เทวกุล ที่ปรึกษาโครงการกีฬา โรงเรียนปลูกปัญญา ได้นำเสนอภาพรวมของโครงการ ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ฟุตบอลระดับนานาชาติให้กับเยาวชนไทยผ่านระบบการพัฒนานักฟุตบอลของประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก

สยามสินธร สนับสนุนพื้นที่สร้างโอกาสให้เยาวชนไทย
คุณศรัณย์ นิมิตราษฎร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท สยามสินธร จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ROAD TO GAMBA OSAKA–THAILAND TRAINING CAMP 2026 และเชื่อว่า “พื้นที่ที่ดีสามารถสร้างโอกาสที่ดีได้ และโอกาสที่ดีสามารถเปลี่ยนอนาคตของเยาวชนได้”

ด้วยเหตุนี้ สยามสินธรจึงสนับสนุนสถานที่จัดกิจกรรม ณ POLO Football Park เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยผ่านกีฬา

GAMBA OSAKA Academy ต้นแบบการพัฒนาเยาวชนระดับเอเชีย
Gamba Osaka เป็นหนึ่งในสโมสรชั้นนำของศึก J.League ที่ได้รับการยอมรับด้านระบบพัฒนาเยาวชน (Youth Development System) และ Academy ระดับสากล

แนวคิดสำคัญของโครงการคือ “Train Like a Pro. Think Like a Japanese Player.”ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนานักกีฬาในด้านการอ่านเกม (Game Intelligence) , การตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน, การทำงานเป็นทีมวินัยและความรับผิดชอบ การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เปิดรับเยาวชนไทยอายุ 7-14 ปี จำนวน 100 คน

โครงการ ROAD TO GAMBA OSAKA – THAILAND TRAINING CAMP 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 กรกฎาคม 2569 ณ POLO Football Park กรุงเทพมหานคร วันที่ 4-5 กรกฎาคม 2569 ที่ จ.นครราชสีมา

เปิดรับเยาวชนไทยอายุระหว่าง 7-14 ปี จำนวนจำกัด 100 คน โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับการฝึกซ้อมจากทีมผู้ฝึกสอนของ GAMBA OSAKA พร้อมเรียนรู้แนวทางการพัฒนานักฟุตบอลแบบญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด

ไฮไลต์สำคัญ คัดเลือก 4 แข้งไทยบินฝึกซ้อมญี่ปุ่น จุดเด่นสำคัญของโครงการ คือการคัดเลือกเยาวชนไทยที่มีศักยภาพโดดเด่นจำนวน 4 คน เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ ROAD TO GAMBA OSAKA TRAINING EXPERIENCE IN JAPAN 2026ระหว่างวันที่ 12-16 ตุลาคม 2569 ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยเกณฑ์การคัดเลือกจะพิจารณาจาก ทักษะฟุตบอล, ความมุ่งมั่นและทัศนคติ, วินัยและความรับผิดชอบ, ความสามารถในการเรียนรู้, ศักยภาพการพัฒนาในระยะยาว

โครงการไม่ได้มุ่งค้นหาเพียงนักฟุตบอลที่เก่งที่สุด แต่ต้องการมอบโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้ เติบโต และเปิดประสบการณ์ระดับนานาชาติผ่านพลังของกีฬา

ความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น สร้างอนาคตเยาวชนผ่านกีฬาและการศึกษา
ความร่วมมือระหว่าง โรงเรียนปลูกปัญญา, GAMBA OSAKA, Panasonic, สถานเอก อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และ สยามสินธร สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการพัฒนาเยาวชนไทยผ่านกีฬา การศึกษา และความร่วมมือระหว่างประเทศ

โครงการ ROAD TO GAMBA OSAKA–THAILAND TRAINING CAMP 2026 จึงไม่ใช่เพียงค่ายฟุตบอล แต่เป็นเวทีแห่งโอกาสที่เชื่อมโยงเยาวชนไทยสู่ประสบการณ์ระดับนานา ชาติ พร้อมวางรากฐานสำคัญในการพัฒนาวงการฟุตบอลเยาวชนไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ถาวร” สวิงสะเทือนสนาม แซงรับแชมป์ รับ 1.2 แสน ไทยซีเนียร์ ทัวร์ รายการ โตโยต้า ซีเนียร์ ที่กบินทร์บุรีฯ

“ถาวร” สวิงสะเทือนสนาม แซงรับแชมป์ รับ 1.2 แสน ไทยซีเนียร์ ทัวร์ รายการ โตโยต้า ซีเนียร์ ที่กบินทร์บุรีฯ

ถาวร วิรัตน์จันทร์ วัย 59 ปี เล่นเกมส์วันสุดท้ายดุดันทำ 7 อันเดอร์พาร์ 65 ปิดเกมส์สามวัน19 อันเดอร์พาร์ 197 แซงขึ้นมาคว้าแชมป์ ไทยซีเนียร์ ทัวร์ รายการ โตโยต้า ซีเนียร์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 รับเงินรางวัล 120,000 บาท โดยมี มาร์ดาน มามัต จากสิงค์โปร์ คว้าอันดับ 2 สกอร์รวม 18 อันเดอร์พาร์ 198 รับเงินรางวัล 80,000 บาท รายการนี้ชิงเงินรางวัลรวม 1 ล้านบาท แข่งขันวันที่ 24-26 มิถุนายน 2569 ที่สนาม กบินทร์บุรี สปอร์ต คลับ แบบพาร์ 72 ระยะ 6,523 หลา จ.ปราจีนบุรี จบรอบสุดท้ายวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569

สมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพอาวุโสไทย จัดการแข่งขัน ไทยซีเนียร์ ทัวร์ รายการ โตโยต้า ซีเนียร์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 รับการสนับสนุนจาก การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ, บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย, เซนกอล์ฟ แฟคตอรี่, ยูทิลิตี้ พลัส, ขวัญเรือน รีสอร์ท, โซโก้ (ไจเอ้นท์) มาเลเซีย, ชูโฟติค, ซีเอสวี เอเนอร์จี้, ศักดิ์สยามกรุ๊ป, สนามกอล์ฟภูเก็ต คันทรี คลับ, วัลเลซ, บูรพา คอนกรีต, ออโต้ พาวเวอร์ ออโต้เฟลกซ์ และ สนามกบินทร์บุรี สปอร์ต คลับ

การเล่นวันสุดท้ายเมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 เกมส์มีพลิก เมื่อ “โปรเล็ก” ถาวร วิรัตน์จันทร์ วัย 59 ปี นักกอล์ฟที่ดังสุดขีดจากผลงานแชมป์ในหลายรายการสำคัญ ก้าวถึงจุดสูงสุดด้วยตำแหน่งมือ1 ของเอเชียนทัวร์มาแล้ว และ ออกสตาร์ตเกมตามหลังผู้นำอยู่สามสโตรค เร่งเครื่องทำ 4 เบอร์ดี้ที่หลุม 2, 6, 7 และ 9 ในเก้าหลุมแรก ก่อนจบเก้าหลุมสุดท้ายทำเบอร์ดี้อีกที่หลุม 10, 11 และ 14 เสียโบกี้ที่หลุม 15 พาร์ 4 ปิดเกมบุกอีกเบอร์ดี้ที่หลุม 17 พัตต์ในระยะไม่เกิน 6 ฟุต เซฟพาร์ที่หลุม 18 จบสกอร์ด้วย 7 อันเดอร์พาร์ 65 สกอร์รวมสามวัน 19 อันเดอร์พาร์ 197 แซงขึ้นมาคว้าแชมป์รับเงินรางวัล 120,000 บาท ถาวร วิรัตน์จันทร์ เผยหลังจบเกมว่า “รู้สึกดีใจที่กลับมาเล่นได้ดี เพราะไม่ได้คว้าแชมป์นานเกือบ 2 ปีแล้ว วันนี้พัตต์ดี พยายามทำผลงานให้ดีที่สุด เลยทำให้คว้าแชมป์สำเร็จ”

มาร์ดาน มามัต นักกอล์ฟจากสิงค์โปร์ คว้าอันดับ 2 สกอร์รวม 18 อันเดอร์พาร์ 198 โดยมี เชาวลิต ผลาผล ผู้นำจากวันแรกทำสกอร์รวม 17 อันเดอร์พาร์ 199 คว้าอันดับ 3 รับเงินรางวัล 60,000 บาท ขณะที่ ประหยัด มากแสง ผู้นำจากวันที่สองวันแรก รอบนี้พลาดออกโบกี้ถึงสามหลุม และทำเบอร์ดี้ได้ 4 หลุม จบเข้า 1 อันเดอร์พาร์ 71 อยู่อันดับ 4 ร่วมกับ ซอว์ มอร์ จากสิงค์โปร์ สกอร์รวมเท่ากัน 16 อันเดอร์พาร์ 200 แบ่งเงินรางวัลคนละ 45,000 บาท

พิธีมอบรางวัลได้รับเกียรติจากนายสุทิน ดรุณโยธิน นายกสมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพอาสุโสไทย และ นายเอลิเซน นากามูระ ซีอีโอสมาคมฯ ร่วมมอบรางวัลให้กับผู้ชนะการแข่งขัน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ต.อ.อัคราเดชฯ ร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์

พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา สอ.ตร. ร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์

วันทึ่ 26 มิ.ย.2569 เวลา 09.00 น. : พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา สอ.ตร. ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ชุดที่ 47) ครั้งที่ 10 โดยมี พล.ต.ท.วรวิทย์ ลิปิพันธ์ ประธานกรรมการ สอ.ตร. เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ จำกัด อาคาร 5 (ชั้น G) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สรบ. – มจธ.บางขุนเทียน พลิกโฉมอาหารไทยด้วยเทคโนโลยี Freeze Drying ช่วย SME ไทย สู่ตลาดโลก

สรบ. – มจธ.บางขุนเทียน พลิกโฉมอาหารไทยด้วยเทคโนโลยี Freeze Drying ช่วย SME ไทย สู่ตลาดโลก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ปัจจุบัน ความต้องการผลิตภัณฑ์ Freeze-Dried หรือการอบแห้งแบบแช่เยือกแข็งในตลาดโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มอาหาร ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ และอาหารสัตว์เลี้ยง เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่เก็บรักษาได้นานโดยไม่ต้องพึ่งสารกันบูด สะดวก พร้อมรับประทาน และยังคงรสชาติ กลิ่น รวมถึงคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้ใกล้เคียงของเดิม ดังนั้นเทคโนโลยี “ฟรีซดราย” (Freeze Drying) จึงเป็นโอกาสใหม่และทางรอดของสินค้าเกษตรและผู้ประกอบการไทย ในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ

สุทธิพจน์ แก้วบุญเรือง หน่วยวิศวกรรมและโรงงานต้นแบบ (EPP) สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ (สรบ.) (Pilot Plant Development and Training Institute: PDTI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) บางขุนเทียน กล่าวว่า เทคโนโล ยีการอบแห้ง (Drying Technology) ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญที่ช่วยยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปของไทยได้อย่างมหาศาล โดย (สรบ.) มีบทบาททั้งด้านการวิจัย พัฒนา ฝึกอบรม และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ซึ่งเทคโนโลยีการอบแห้ง ที่นำมาใช้ประกอบด้วย เทคโนโลยีการอบแห้งแบบแช่แข็ง (Freeze Drying) เป็นการอบแห้งแบบแช่แข็ง เริ่มจากการนำผลิต ภัณฑ์ไปผ่านกระบวนการแช่แข็งก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการอบโดยไม่โดนความร้อนสูงเลย โดยกระบวนการจะทำให้ลดความดันลงมาให้อยู่ในระดับสุญญากาศและใช้การระเหิดในการไล่ความชื้น เพื่อแปรรูปอาหารให้เก็บได้นานแต่ยังคงรสชาติเดิม เป็นเทคโนโล ยีที่ได้รับความสนใจสูงมากจากผู้ประกอบการในปัจจุบัน จากที่เข้ามาทำวิจัยและพัฒนา (R&D) หรือมาทดลองใช้ ซึ่งพบว่าเครื่องฟรีซดรายมีการใช้งานหนักที่สุดและเป็นตัวหลักในการสร้างรายได้จากการให้บริการแก่ผู้ประกอบการและมีเทคโนโลยีการอบแห้งแบบอื่นๆ

เทคโนโลยีการอบแห้งแบบพ่นฝอย (Spray Drying) เป็นการทำแห้งแบบพ่นฝอย โดยการพ่นวัตถุดิบให้เป็นฝอยออกมา แล้วใช้ลมร้อนเข้าช่วย เมื่อวัตถุดิบแห้งในระหว่างกระบวนการก็จะตกลงมากลายเป็นผง มักใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ต้องการนำไปแปรรูปต่อได้ง่าย เช่น นมอัดเม็ด มะพร้าวอัดเม็ด หรือเครื่องดื่มชนิดผงชงดื่ม และเทคโนโลยีการอบแห้งแบบลมร้อน (Air Drying) เป็นการอบแห้งที่ใช้อุณหภูมิในการไล่ความชื้นออกไปตามปกติ หรือเทคโน โลยีการอบแห้งแบบลมร้อนแบบสุญญากาศ (Vacuum Drying) สามารถเลือกใช้ระบบสุญญากาศ (Vacuum) เข้ามาช่วยในกระบวนการอบแห้งแบบลมร้อนเพื่อช่วยในการระเหยความชื้นได้ วิธีนี้เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการลักษณะเฉพาะ เช่น กล้วยตาก หรือกล้วยอบ

จุดเด่นของเทคโนโลยีการอบแห้งแบบแช่แข็ง หรือ Freeze Drying คือ สามารถคงคุณ ภาพของอาหารให้ใกล้เคียงของสดมากที่สุด ทั้งรูปลักษณ์ รสชาติ กลิ่น สี และเนื้อสัมผัส โดยสามารถรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ประมาณ 90-98% เนื่องจากกระบวนการผลิตไม่ใช้ความร้อนสูง โดยทั่วไปอุณหภูมิจะไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส จึงช่วยลดการสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการและสารสำคัญในอาหาร กระบวนการเริ่มจากการนำผลิตภัณฑ์ไปแช่แข็งที่อุณหภูมิต่ำประมาณ -30 องศาเซลเซียส จากนั้นใช้สภาวะความดันต่ำดึงความชื้นออกในรูปแบบของการระเหิด ทำให้อาหารแห้งโดยไม่เสียรูปทรง และคงคุณภาพได้ดีกว่าวิธีอบแห้งรูปแบบอื่น

เทคโนโลยีนี้ยังเหมาะกับการแปรรูปอาหารไทยที่มีความซับซ้อน หรือวัตถุดิบพื้นบ้านให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่สะดวกต่อการบริโภค คืนรูปได้ง่าย และพร้อมรับประทาน เช่น น้ำพริกที่เพียงเติมน้ำอุณหภูมิปกติ แกงที่เติมน้ำร้อนแล้วรับประทานได้ หรือเมนูอย่างส้มตำและต้มยำกุ้งแบบแห้ง ที่สามารถคืนรูปได้ภายในประมาณ 5 นาที โดยยังคงความกรอบของเส้นมะละกอและความเด้งของกุ้งไว้ได้ใกล้เคียงอาหารปรุงสด นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดเมนูอาหารไทย เช่น แกงคั่วเนื้อปู และหลนปูจากร้านครัวลุงแถม ให้กลายเป็นสินค้าพร้อมจำหน่ายในรูปแบบของฝากหรือสินค้าส่งออก โดยยังคงรสชาติใกล้เคียงกับการรับประทานที่ร้าน และสามารถวางขายเป็นของฝากหรือส่งออกได้

เทคโนโลยีนี้ช่วยในการถนอมอาหารยืดอายุการเก็บรักษาในอุณหภูมิปกติได้นานถึง 1-2 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็นหรือแช่แข็ง มีน้ำหนักเบา สะดวกต่อการขนส่งไปต่างประเทศ ดังนั้นด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เทคโนโลยี Freeze Drying จึงไม่ใช่แค่การถนอมอาหาร แต่เป็นการเปลี่ยนสินค้าเกษตรพื้นบ้านให้กลายเป็นสินค้านวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกและเป็นที่ต้องการในระดับสากล

นอกจากนี้เรายังมีการแปรรูปวัตถุดิบที่เราเลี้ยงเองสาหร่ายสไปรูลิน่าที่บริโภคสดค่อนข้างยากกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงง่ายขึ้น เช่น การนำสาหร่ายสไปรูลิน่ามาแปรรูปเป็นเจลลี่หรือหมึกกรุบโดยการเติมรสผลไม้เพื่อกลบกลิ่นคาวและกลิ่นเหม็นเขียว ทำให้เด็กและผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นสาหร่ายสามารถรับประทานได้ง่าย ที่สำคัญยังเป็นการสร้างโอกาสในตลาดในประเทศตลาดส่งออกและช่องทางใหม่ๆ เนื่องจากสินค้าเกษตรส่วนใหญ่มักเน่าเสียง่าย

สุทธิพจน์ฯ กล่าวถึงกรณี “ครัวลุงแถม” ร้านอาหารทะเลชื่อดังบนถนนบางขุนเทียน-ชาย ทะเล ซึ่งสืบทอดกิจการมาถึงทายาทรุ่นที่ 3 ว่า หลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 ทางร้านเริ่มมองหาทางปรับตัวจากธุรกิจร้านอาหารแบบดั้งเดิมไปสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม จึงเข้าร่วมฝึกอบรมและเยี่ยมชมผลงานของ สรบ.มจธ.บางขุนเทียน ก่อนเกิดแนวคิดนำเมนูเด่นของร้านมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ Freeze-Dried และเข้ามาขอรับคำปรึกษาจาก มจธ. ตั้งแต่ปี 2564 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในทุกขั้นตอน จนสามารถยกระดับการผลิต หรือ Up-scale ไปสู่โรงงานอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐาน อย. และ GMP พร้อมขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันครัวลุงแถมได้สร้างโรงงานผลิตอาหารและผลิตภัณฑ์ Freeze-Dried บริเวณด้านข้างร้าน เพื่อรองรับทั้งการผลิตเพื่อส่งออกและการรับผลิต OEM ให้กับแบรนด์อื่น รวมถึงการเชื่อมต่อทางธุรกิจและการคอลแลปกับแบรนด์ต่างๆ ซึ่งเป็นผลกระทบสำคัญจากการพัฒนาครั้งนี้ โดยผลิตภัณฑ์ Freeze-Dried ที่ มจธ.ร่วมพัฒนาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มน้ำจิ้มและน้ำพริก เช่น น้ำจิ้มกะปิ น้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำพริกลงเรือ น้ำพริกปูไข่ และกลุ่มแกง เช่น หลนเนื้อปู และแกงคั่วเนื้อปูหน่อไม้
“เทคโนโลยี Freeze Drying ช่วยให้สินค้าเกษตรไทยก้าวข้ามข้อจำกัดของการแปรรูปแบบเดิม เปลี่ยนจากสินค้าทั่วไปให้กลายเป็นสินค้าเชิงนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ” สุทธิพจน์ฯ กล่าว

ทั้งนี้ สรบ. มีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยให้สามารถใช้เทคโนโลยีต่อยอดธุรกิจได้จริง โดยทำงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาไอเดีย การให้คำปรึกษาเชิงเทคนิค การแก้ปัญหากระบวนการผลิต การวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ใหม่ ไปจนถึงการผลักดันสู่ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น กรณียาดมที่ประสบปัญหาในกระบวนการผลิต ทีมวิจัยได้เข้าไปช่วยปรับปรุงมาตรฐานการผลิตใหม่ จนสามารถแก้ปัญหาการปนเปื้อนและกลับมาผลิตได้ หรือกรณีที่มีปัญหาการใช้งานเครื่องฟรีซดราย ทีมงานได้เข้าไปช่วยประสานความเข้าใจระหว่างโรงงานกับเจ้าของธุรกิจ พร้อมแนะนำการใช้งานจนสามารถเดินเครื่องได้ตามปกติ

นอกจากนี้ สรบ.ยังร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กับผู้ประกอบการ เช่น การแปรรูปตั๊กแตนเป็นโปรตีนผงชงดื่มหลากหลายรสชาติเพื่อลดข้อจำกัดด้านกลิ่นและทำให้ผู้บริโภคยอมรับได้ง่ายขึ้น รวมถึงการพัฒนาแกงคั่วปูและหลนปูแบบฟรีซดรายร่วมกับครัวลุงแถม ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การให้คำปรึกษา การช่วยเขียนขอทุนและเตรียมการ Pitching เพื่อจัดหาแหล่งทุนสำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือฝึกอบรมบุคลากร ทั้งภาคทฤษฎีและภาคสนาม รวมถึงให้คำแนะนำด้านการลงทุน การตลาด การจดสิทธิบัตร และการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เช่น อย.,GMP, HACCP และ ISO/PICS เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีศักยภาพในการขยายตลาดไปต่างประเทศได้มากขึ้น “การพัฒนาผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนจาก “คนที่มีไอเดียแต่ทำไม่เป็น” หรือ “คนที่มีปัญหาแต่แก้ไม่ได้” ให้กลายเป็น “เจ้าของธุรกิจที่พึ่งพาตัวเองได้” โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญ” สุทธิพจน์ฯ กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ถึงเวลาที่เหมาะสม : ปฏิรูปโครงสร้างภาษีบุหรี่สู่อัตราเดียว เพื่อเศรษฐกิจไทยและการควบคุมยาสูบที่ยั่งยืน

ถึงเวลาที่เหมาะสม : ปฏิรูปโครงสร้างภาษีบุหรี่สู่อัตราเดียว เพื่อเศรษฐกิจไทยและการควบคุมยาสูบที่ยั่งยืน

ปัญหาความยืดเยื้อของโครงสร้างภาษีบุหรี่ในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นที่ท้าทายความกล้าหาญในการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างยิ่ง แม้ว่าในหลายปีที่ผ่านมาจะมีการผลักดันจากฝั่งนักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เร่งปรับปรุงโครงสร้างภาษีบุหรี่ไปสู่ระบบอัตราเดียว แต่จนถึงปัจจุบันข้อเสนอดังกล่าวยังคงเป็นเพียงแผนการที่ยังไม่ถูกนำมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเสียที

การคงไว้ซึ่งโครงสร้างภาษีแบบสองอัตราโดยแบ่งตามระดับราคาขายปลีกแนะนำที่กำหนดให้บุหรี่ในกลุ่มราคาประหยัดเสียภาษีน้อยกว่ากลุ่มราคาสูงนั้น เดิมทีมีจุดประสงค์สำคัญเพื่อปกป้องรัฐวิสาหกิจผู้ประกอบการในประเทศเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในตลาดราคาประหยัดจากข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ปรากฏตลอดเกือบ 10 ปีที่ใช้โครงสร้างแบบ 2 อัตรามากลับไม่เป็นไปตามคาด ในทางกลับกัน ระบบดังกล่าวได้กลายเป็นช่องว่างที่ก่อให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด เมื่อผู้ผลิตต่างพยายามแข่งขันกันลดราคาหรือออกสินค้าที่มีราคาต่ำเพื่อมาสู้กันในพื้นที่ที่เสียภาษีในอัตราที่น้อยกว่า จนทำให้ตลาดราคาสูงของไทยเหลือเพียง 5% เท่านั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตที่สูญเสียไปมหาศาลในทุกปี จากที่เคยเก็บได้กว่า 6.8 หมื่นล้านบาทในช่วงก่อนใช้โครงสร้าง 2 อัตรา กลับเหลือเพียง 4.7 ล้านบาทในปัจจุบัน อีกทั้งยังไม่ช่วยตอบโจทย์นโยบายควบคุมยาสูบอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้บริโภคสามารถหันไปเลือกซื้อบุหรี่ราคาถูกแทนที่จะเลิกสูบ

จากการศึกษาโดยหน่วยงานหลักอย่างกรมสรรพสามิต และผลงานวิจัยอิสระที่เกี่ยวข้องต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ระบบภาษีอัตราเดียวคือทางออกที่ดีที่สุดและเป็นมาตรฐานสากลที่องค์การอนามัยโลก รวมถึงสถาบันการเงินระหว่างประเทศต่างให้การยอมรับ เพราะบุหรี่ทุกชนิดมีโทษต่อสุขภาพไม่ต่างกัน การที่รัฐยังคงลังเลและให้ความกลัวต่อผลกระทบของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งมาเป็นอุปสรรคในการตัดสินใจ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศ

มติคณะรัฐมนตรีหลายครั้งที่ผ่านมา ทั้งในเดือนกันยายนปี 2564 และสิงหาคมปี 2565 ต่างมีข้อสั่งการชัดเจนให้กระทรวงการคลังเร่งทบทวนและแก้ไขโครงสร้างภาษีเพื่อนำไปสู่ความเป็นธรรมและการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ นี่จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ กระทรวงการคลังควรให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมมากกว่าการพะวงกับการปกป้องผู้ประกอบการรายหนึ่งรายใดเพียงเพื่อบรรเทาความกังวลชั่วคราว แลกกับการแบกรับภาระการจัดเก็บรายได้ภาษีตกต่ำต่อไปในทุกปี

ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่รัฐต้องทำทุกวิถีทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียวจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นที่ต้องทำทันที เพื่อปิดช่องโหว่ทางภาษี เพิ่มโอกาสในการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และสร้างความเท่าเทียมในกลไกการแข่งขันของอุตสาหกรรมยาสูบอย่างแท้จริง การตัดสินใจเดินหน้าปฏิรูปครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาลว่ามีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานานเพื่อประโยชน์ของประชาชนและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว มากกว่าจะคอยช่วยพยุงผู้ประกอบการรัฐวิสาหกิจอย่างที่ทำมาตลอดเกือบทศวรรษ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

อร่ามตา “อะเมซิ่ง มวยไทย เวิลด์ เฟสติวัล 2026” ที่ราชดำเนิน “พิมล” ปธ.โอลิมปิคไทย เปิดงาน เฉลิมฉลองมวยไทยสู่เวทีโลก

อร่ามตา “อะเมซิ่ง มวยไทย เวิลด์ เฟสติวัล 2026” ที่ราชดำเนิน “พิมล” ปธ.โอลิมปิคไทย เปิดงาน เฉลิมฉลองมวยไทยสู่เวทีโลก

“อะเมซิ่ง มวยไทย เวิลด์ เฟสติวัล 2026” (Amazing MuayThai World Festival 2026) เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ณ สนามมวยเวทีราชดำเนิน เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2569 โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิด พร้อมด้วย นายทวีเดช ทองอ่อน ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ พล.ต.ธนพล ภักดีภูมิ ประธานสภามวยโลก มวยไทย (WBC MuayThai) และประธานสภามวยแห่งเอเชีย (WBC Asia) ร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยสีสันและความยิ่งใหญ่จากขบวนพาเหรดธงชาติของนัก กีฬากว่า 950 คน จาก 62 ประเทศทั่วโลก ที่เข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้ พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยอันงดงาม ทั้งการแสดงมวยโบราณ พิธีร่ายรำไหว้ครูมวยไทย และการแสดงเทคโนโลยีเสมือนจริง (Immersive Experience) ที่สะท้อนเอกลักษณ์และคุณค่าของศิลปะมวยไทยสู่สายตาชาวโลก

ด้าน นายทวีเดช ทองอ่อน กล่าวว่า “งาน อะเมซิ่ง มวยไทย เวิลด์ เฟสติวัล 2026 ในครั้งนี้ จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กีฬามวยไทย รวมถึงผลักดันกิจกรรมการท่องเที่ยว เชิงกีฬา (Sport Tourism) ให้มวยไทยเป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวที่สำคัญ เพื่อส่งมอบ ประสบการณ์การเดินทางผ่านอีเวนต์ ประเภท Sports & Adventure สามารถกระตุ้น และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่อง ตามนโยบาย “365 วัน (Destination Thailand) สร้างการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี ลดความแออัดในช่วง ฤดูกาล อันจะส่งผลให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น และสร้างรายได้หมุน เวียน สู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 15,000 คน สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 250 ล้านบาท รวมถึงสร้างความประทับใจและ เป็นที่จดจำของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

พล.ต.ธนพล ภักดีภูมิ กล่าวว่า “อะเมซิ่ง มวยไทย เวิลด์ เฟสติวัล 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 มิ.ย.2569 ณ อาคารกีฬานิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ บุคคลทั่วไปสามารถเข้าชมและให้กำลังใจได้ฟรี ซึ่งเฉพาะพิธีเท่านั้น จัดขึ้นเป็นกรณีพิเศษที่สนามมวยเวทีราชดำเนิน ซึ่งเป็นสังเวียนประวัติศาสตร์ของวงการมวยไทย”

“การแข่งขันรายการนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 หลังจากเคยจัดในประเทศไทย 2 ครั้ง และประเทศอิตาลี 2 ครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมมวยไทยในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทย ควบคู่กับการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา โดยใช้กติกามวย ไทยสมัครเล่นระดับนานาชาติที่ได้รับการรับรองจากการกีฬาแห่งประเทศไทยและ WBC MuayThai พร้อมมาตรการด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล”

สำหรับปีนี้ มีนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 950 คน จาก 62 ประเทศทั่วโลก และคาดว่าจะมีผู้ติดตาม นักกีฬา ผู้ฝึกสอน และคณะผู้แทนรวมมากกว่า 3,000 คน สะท้อนถึงการเติบโตของมวยไทยในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือ ความร่วมมือระหว่าง WBC MuayThai และ Cognition Alpha ในการเปิดตัว “Fight IQ” แพลตฟอร์ม Sport Tech ที่ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) เพื่อยกระดับความปลอดภัย สุขภาพสมอง และประสิทธิภาพของนักกีฬามวยไทย โดยมุ่งพัฒนาสู่แนวคิด “Quantified Fighter” หรือ “นักสู้ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฝึกซ้อม การประเมินสมรรถนะ และการป้องกันความเสี่ยงจากการบาดเจ็บในวงการกีฬาต่อสู้สมัยใหม่

อะเมซิ่ง มวยไทย เวิลด์ เฟสติวัล 2026 จึงไม่เพียงเป็นเวทีแข่งขันมวยไทยระดับนานาชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันมวยไทยสู่การเป็นอุตสาหกรรมกีฬาและวัฒนธรรมระดับโลก ที่ผสานคุณค่าทางประเพณีเข้ากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างลงตัว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศาลฎีกานัดชี้ชะตา ! มหากาพย์มรดก 500 ล้าน “ตระกูลศิลาสุวรรณ” ปมสาวใช้ฮุบสมบัติเศรษฐินี

สมุทรสาคร – ศาลฎีกานัดชี้ชะตา! มหากาพย์มรดก 500 ล้าน “ตระกูลศิลาสุวรรณ” ปมสาวใช้ฮุบสมบัติเศรษฐินี

วันที่ 26 มิ.ย.2569 : กลายเป็นประเด็นสังคมที่จับตามองไปทั่วประเทศ สำหรับคดีพิพาทมรดกเลือด “ตระกูลศิลาสุวรรณ” มูลค่าทรัพย์สินกว่า 500 ล้านบาท ที่ยืดเยื้อมานาน ล่าสุดศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาชี้ขาดในวันนี้ เวลา 09.00 น. ซึ่งจะเป็นบทสรุปว่ามรดกทั้งหมดจะกลับคืนสู่ทายาทสายตรง หรือตกไปอยู่ในมือของอดีตสาวใช้ที่อ้างสิทธิ์บุตรบุญธรรม

จุดเริ่มต้นของมหากาพย์ คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจาก “นางวีณา ศิลาสุวรรณ” เศรษฐินีผู้มั่งคั่งที่ได้อุปการะสาวใช้คนสนิทรายหนึ่งไว้นานกว่า 40 ปี จนมีความผูกพันเสมือนคนในครอบครัว ทว่าหลังจากการถึงแก่กรรมของนางวีณาฯ ความสัมพันธ์ที่เคยแน่นแฟ้นกลับกลายเป็นข้อพิพาทรุนแรง

ปมข้อพิพาท : “บุตรบุญธรรม” หรือ “การจัดฉาก”
ทายาทสายตรงของตระกูลศิลาสุวรรณได้ออกมาเปิดเผยถึงความผิดปกติ โดยระบุว่าอดีตสาวใช้คนดังกล่าวได้แอบดำเนินการจดทะเบียนรับเป็น “บุตรบุญธรรม” ในช่วงเวลาที่นางวีณาฯ ป่วยหนักและมีภาวะหลงลืม ไม่สามารถตัดสินใจโดยชอบได้ ซึ่งทางทายาทเชื่อมั่นว่าเป็นการวางแผนเพื่อฮุบมรดกทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

การต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อความยุติธรรม
เมื่อสาวใช้รายนี้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเป็น “ผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว” ทำให้ทรัพย์สินทั้งหมดถูกโอนไปอยู่ในความดูแลของเธอทันที ทายาทตระกูลศิลาสุวรรณจึงรวมตัวกันยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอเพิกถอนการจดทะเบียนบุตรบุญธรรมดังกล่าว โดยมุ่งหวังทวงคืนศักดิ์ศรีและทรัพย์สินมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท กลับเข้าสู่กองมรดกของตระกูลดังเดิม

จับตาบทสรุปวันนี้
คำพิพากษาของศาลฎีกาในเช้าวันนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของกระบวนการยุติธรรม และจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญของคดีมรดกในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนนิติกรรมในช่วงที่ผู้สูงอายุขาดความสามารถในการตัดสินใจ

ทีมข่าวเฉพาะกิจ จะเกาะติดสถานการณ์และรายงานผลการตัดสินให้ท่านทราบเป็นระยะ

#มรดก 500 ล้าน #บ้านศิลาสุวรรณ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน