เจอตัวแล้ว คนขับรถส่งยาเสพติดให้นางสาวมีนาแอร์โฮสเตส

วันที่ 3 ก.ค.2569 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร.,พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.,พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.,พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.,พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส.,พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบยาเสพติด,พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบช.ปส.,พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3,พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. และ เจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.ตร.,ศอ.ปส.บช.น. และ บช.ปส. สืบสวนติดตามคดีที่แอร์โฮสเสตทสายการบินดังถูกจับกุมตัวพร้อมยาเสพติด ที่ประเทศออสเตรเลีย

ทางการสืบสวนสืบทราบว่ากล่องพัสดุที่ซุกซ่อนยาเสพติด ถูกจัดส่งมาให้กับ น.ส.มีนา ที่คอนโดย่านบางนา เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2569 โดยผู้ที่มาส่งนั้นเป็นชายสวมเสื้อแจ๊คเก็ตแขนยาว และสวมฮู้ดปิดบังใบหน้าและศรีษะ โดยคนร้ายโดยสารมาด้วยรถยนต์ โตโยต้าคันหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้รับรายงานจาก พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ว่าเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ได้สืบสวนติดตามรถยนต์คันดังกล่าวจนสืบทราบเจ้าของรถแล้ว เป็นชายวัย 59 ปี ชาว จ.อยุธยา ซึ่งมีประวัติเคยถูกจำคุกตลอดชีวิต ได้รับโทษ 20 ปีจากการถูกจับกุมขณะลักลอบลำเลียงยาบ้า 10,000 เม็ด จาก จ.เชียงราย มาที่ กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2540

ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลที่ ศอ.ปส.บช.น. โดยเบื้องต้นได้ยอมรับว่าเป็นผู้ขับขี่รถยนต์ไปส่งกล่องพัสดุให้กับ น.ส.มีนา เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2569 จริง ให้การว่าขับรถรับจ้างจากชายลักษณะต่างด้าวโดยนั่งมาด้วยกัน

โดยก่อนหน้านั้นยังได้ไปส่งกล่องพัสดุให้กับหญิงสาวอีกรายหนึ่งในละแวก ซอยเสือใหญ่ ซึ่งยืนยันว่าได้ไปที่คอนโดของ น.ส.มีนา เป็นครั้งแรก ส่วนรถยนต์คันนั้นได้ส่งเข้าอู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่ระหว่างการขยายผลหาผู้ร่วมกระทำผิด

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. เปิดเผยต่อว่าล่าสุดได้รับรายงานจาก พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ว่าเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ได้พบรถยนต์คันดังกล่าวแล้ว ซึ่งกำลังจอดอยู่ภายในอู่แห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ระหว่างรอการเปลี่ยนกระจกรถ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดมาตรวจสอบที่ ศอ.ปส.บช.น. เพื่อทำการขยายผลต่อไป

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.เปิดเผยต่อว่าการสืบสวนจากเส้นทางการเงินยืนยันได้ว่า เงินค่าจ้างที่กลุ่มคนร้ายโอนเป็นค่าหิ้วให้กับ น.ส.มีนา นั้น รวมเป็นเงินจำนวน 3,400 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็นค่ามัดจำ 1,700 บาท และ อีก 1,700 บาท ได้โอนจ่ายให้ในวันที่ น.ส.มีนา จะขึ้นบิน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการขยายผลโดยละเอียด ซึ่งมีข้อมูลหลายส่วนที่ยังเปิดเผยไม่ได้ เนื่องจากจะกระทบการขยายผลของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยในส่วนของรถยนต์ที่ตรวจยึดมานั้น จะมีการเรียกเจ้าหน้าที่ พฐ. มาทำการตรวจเก็บหลักฐานภายในรถ ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลต่อไป และขณะนี้อยู่ระหว่างการซักถามขยายผลผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวเพื่อให้ได้รายละเอียดผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น เรามีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ จาก บช.ปส. และ บช.น. บูรณาการร่วมกันหลายนาย โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. คอยติดตามและสนับสนุนการทำงานอย่างใกล้ชิด


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เมื่อคำพูดกลายเป็นกำแพง ล่ามจึงกลายเป็นสะพาน” เปิดตัวภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริง “ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)” เตรียมเข้าฉาย 12 สิงหาคมนี้

“เมื่อคำพูดกลายเป็นกำแพง ล่ามจึงกลายเป็นสะพาน” เปิดตัวภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริง “ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)” เตรียมเข้าฉาย 12 สิงหาคมนี้

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริง “ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)” ภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตและการต่อสู้ของ เบญจวรรณ ภูมิแสน หรือ “ครูเอ๋” ล่ามไทยผู้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับคนไทยและแรงงานไทยในประเทศสหรัฐอเมริกามาอย่างยาวนาน ภายใต้แนวคิดที่ว่า “เมื่อคำพูดกลายเป็นกำแพง ล่ามจึงกลายเป็นสะพาน” สะท้อนบทบาทของล่ามที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแปลภาษา แต่ยังเป็นผู้แปลความหวัง ความรู้สึก และช่วยนำพาผู้คนไปสู่ความยุติธรรมและโอกาสในชีวิต

การแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์ครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ The Bazaar Hotel Bangkok โดยได้รับเกียรติจาก วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วย อรุณศักดิ์ อ่อนละออ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ ร่วมเปิดตัวโปรเจกต์สำคัญที่ถูกจับตามองในวงการภาพยนตร์ไทยประจำปี 2569

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและได้รับเกียรติจากบุคคลในแวดวงบันเทิงร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง อาทิ ฤทธิ์ ลือชา, ไอศูรย์ ไมดาน หรือ “เล็ก ไอศูรย์” รวมถึง จอน นูโว ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมส่งกำลังใจให้กับทีมผู้สร้างภาพยนตร์ในครั้งนี้

นอกจากการเปิดตัวภาพยนตร์แล้ว ภายในงานยังมีการเปิดตัวหนังสือ “ล่าม The Thai Interpreter : เบญจวรรณ ภูมิแสน เสียงในโลกต่างภาษา” ผลงานการเขียนของ นิธินันท์ ออแสงวัตน์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวทั้งหมด ก่อนจะถูกต่อยอดสู่บทเพลงและภาพยนตร์ เพื่อส่งต่อเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

หนังสือดังกล่าวจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ปาปาอินดี้ ภายใต้ความร่วมมือของ “FLIXFE Co., Ltd.” (https://reference-url-citation.invalid/8), THE UNBOUND VOICE Co., Ltd. และ Film Works TUV Co., Ltd. ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในรูปแบบหนังสือ บทเพลง และภาพยนตร์ เพื่อบันทึกเรื่องราวชีวิตจริงของผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนจำนวนมาก

สำหรับภาพยนตร์ “ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)” มีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 และนับเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยที่น่าจับตามอง ด้วยเนื้อหาที่สร้างจากเรื่องจริง ถ่ายทอดทั้งความหวัง ความเสียสละ และพลังของการสื่อสารที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้อย่างแท้จริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

5 องค์กรพันธมิตรพลังงาน-เอกชน เปิดเวที “The Execution Blueprint” อย่างยิ่งใหญ่ ชงพิมพ์เขียวปฏิรูปพลังงานยื่นนายกฯ เร่งตั้ง “กรอ.พลังงาน” ทันที

กรุงเทพฯ – 5 องค์กรพันธมิตรพลังงาน-เอกชน เปิดเวที “The Execution Blueprint” อย่างยิ่งใหญ่ ชงพิมพ์เขียวปฏิรูปพลังงานยื่นนายกฯ เร่งตั้ง “กรอ. พลังงาน” ทันที

คณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย พร้อมด้วยพันธมิตร ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI), สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี 100), มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน และ บริษัท อินฟอร์มา มาเก็ตส์ ประเทศไทย จำกัด ประสบความสำเร็จในการจัดงานเสวนาครั้งสำคัญภายใต้ชื่อ “The Execution Blueprint: ปลดล็อกกติกา เปิดตลาดเสรี พลิกโฉมพลังงานไทย” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงาน ASIA Sustainable Energy Week 2026

เวทีเสวนาในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อยกระดับการแก้ปัญหาเชิงนโยบาย สู่การกางแผนปฏิบัติการแบบ “How-to” ที่จับต้องและนำไปใช้ได้จริง ภายในงานมีการระดมสมองและข้อเสนอแนะเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญในทุกมิติ โดยมีไฮไลต์สำคัญดังนี้:

• ชี้เป้าปัญหาและเสนอทางออกทันที: งานเริ่มต้นด้วยการกล่าวเปิดงานโดย นายพิชัย จิราธิวัฒน์ ประธานคณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย ตามด้วยการปาฐกถาจาก นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. ที่ได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญว่า “เงินทุนและเทคโนโลยีไม่ใช่อุปสรรคเท่ากฎระเบียบที่ล้าหลัง” พร้อมเสนอให้รัฐเร่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐ-เอกชนด้านพลังงาน (กรอ.พลังงาน) ขึ้นเป็นศูนย์บัญชาการเพื่อปลดล็อกมาตรการ Zero Export และระบบอนุญาตจุดเดียว (One Stop Service) ทันที

• รื้อกติกาเก่า สู่ตลาดไฟเสรี: วงเสวนาช่วงเช้า “The New Market” ได้ข้อสรุปในการเดินหน้าปลดล็อกตลาดไฟฟ้าเสรีผ่านกลไก Third Party Access (TPA) และ Direct PPA รวมถึงการเสนอพื้นที่ทดลอง (Sandbox) ในนิคมอุตสาหกรรมและเขต EEC เพื่อผลักดันแผน PDP 2026 ให้บรรลุเป้าหมายพลังงานสะอาดทะลุ 70% โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ คุณชูศักดิ์ วงษ์สวัสดิ์, ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก และนายชัพมนต์ จันทรพงศ์พันธุ์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง

• ปั้นวิศวกรพันธุ์ใหม่สู้เป้าหมายโลก: ช่วงบ่ายในเซสชันพิเศษ “Thailand Skill Bridge” ได้เจาะลึกถึงการอัปสกิลและรีสกิลแรงงานวิศวกรให้พร้อมคุมระบบ Smart Grid และ ESS เพื่อรองรับเป้าหมาย NDC 3.0 นำโดย ดร.สุธิดา พิริยะการสกุล จาก สอวช.,รศ.ดร.จินตวัฒน์ ไชยชนะวงศ์ จาก บพข. และ รศ.ดร.ขวัญชัย ลีเผ่าพันธุ์ จากสภาวิศวกร

• ติดอาวุธการเงินสู้ CBAM: วงเสวนาเศรษฐกิจมุ่งหาทางออกด้านการเงินเพื่อสนับสนุนเป้าหมาย RE >70% โดยชี้ให้เห็นว่าภาครัฐไม่ควรแบกรับภาระเพียงฝ่ายเดียว มีการเสนอโมเดลกองทุนค้ำประกันความเสี่ยง, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Solar Soft Loan) และกลไก Carbon Pricing เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ Low Carbon City โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ได้แก่ ดร.วิชัย ณรงค์วณิชย์ (ธนาคารกสิกรไทย), คุณอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล (EXIM Bank), คุณสุรพล บุพโกสุม (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) และนายอาทิตย์ เวชกิจ (อาร์อี 100)

ในช่วงท้ายของงานได้มีการนำเสนอ “พิมพ์เขียวปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมและกริดพลังงาน” อย่างเป็นทางการ นำโดย นายศุภฤกษ์ ยิ้มกอบกิจ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน FTI โดยตัวแทนองค์กรหลักได้ร่วมกันแถลงจุดยืนและเตรียมยื่นข้อเสนอผ่านรองนายกรัฐมนตรี เพื่อนำไปสู่การเร่งจัดตั้ง “กรอ.พลังงาน” และนำพิมพ์เขียวฉบับนี้ไปปฏิบัติใช้เพื่อพลิกโฉมโครงสร้างพลังงานไทยโดยเร็วที่สุด

เกี่ยวกับผู้จัดงาน : การรวมพลังของ 5 องค์กรหลัก ประกอบด้วย คณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย, กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี 100),มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน และบริษัท อินฟอร์มา มาเก็ตส์ ประเทศไทย จำกัด มีเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนวาระปฏิรูปกฎระเบียบพลังงานระดับชาติ โดยแปลงเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจให้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่พร้อมลงมือปฏิบัติจริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สศก. เร่งวางแผนโลจิสติกส์เกษตร ปี 2571–2575 รับมือ Climate Change หนุน Green Logistics ยกระดับสินค้าเกษตรไทย

สศก. เร่งวางแผนโลจิสติกส์เกษตร ปี 2571–2575 รับมือ Climate Change หนุน Green Logistics ยกระดับสินค้าเกษตรไทย

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ระบบโลจิสติกส์ ภาคการเกษตร เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ตลาด ตั้งแต่การรวบรวม ขนส่ง แปรรูป กระจายสินค้า ไปจนถึงการส่งออก หากมีประสิทธิภาพจะช่วยลดต้นทุน รักษาคุณภาพผลผลิต เพิ่มโอกาสทางการตลาด และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคเกษตรต้องเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Shock รวมถึงผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายพีรพันธ์ฯ กล่าวว่า ความท้าทายของโลจิสติกส์เกษตรในระยะต่อไป ไม่ได้อยู่เพียงการขนส่งสินค้าให้ถึงตลาด แต่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงโรงงานแปรรูป เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อาจทำให้ปัจจัยการผลิตมีข้อจำกัด ต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงกระทบต่อทั้งปริมาณและ คุณภาพสินค้าเกษตร เช่น การสะสมแป้งในมันสำปะหลัง และค่าความหวานของอ้อย ดังนั้น การพัฒนาโลจิสติกส์เกษตรจึงต้องมองทั้งระบบ ไม่พึ่งพาแหล่งอุปทานหรือตลาดเพียงแหล่งเดียว เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์

เนื่องจาก แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตรฉบับปัจจุบัน พ.ศ. 2566-2570 กำลังจะสิ้นสุดลง สศก. โดยกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร จึงเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ เพื่อประกอบการจัดทำ แผนปฏิบัติการฯ ฉบับใหม่ พ.ศ. 2571 – 2575 ให้ต่อเนื่องและสอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโล ยี และภาคเกษตรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สศก. จึงกำหนดจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมความเห็น หรือ Focus Group รวม 4 ครั้ง โดยขณะนี้ดำเนินการแล้ว 3 ครั้ง ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 จัง หวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 และล่าสุด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 24 มิถุนา ยน 2569 ณ โรงแรมแคนทารี โคราช จังหวัดนครราชสีมา เพื่อรับฟังปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอแนะจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญด้านการ เกษตร การค้า และการขนส่ง เชื่อมโยงตลาดในประเทศ จังหวัดชายแดนภาคอีสาน สปป. ลาว และจีน

สำหรับการดำเนินงานภายใต้ แผนปฏิบัติการฯ ฉบับปัจจุบัน พ.ศ.2566-2570 ที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการโลจิสติกส์การเกษตร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ขับเคลื่อนโลจิสติกส์การเกษตร มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ตลาด และลดต้นทุนให้กับภาคเกษตร

ขณะที่ แผนปฏิบัติการฯ ฉบับใหม่ พ.ศ.2571-2575 จะต่อยอดการดำเนินงานให้ทันต่อบริบทใหม่ โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าเกษตร ยกระดับคลังสินค้าและห้องเย็นเพื่อรักษาคุณภาพผลผลิต ส่งเสริมการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ หรือ Multimodal Transportation พัฒนาบุคลากรและระบบให้รองรับเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และ Smart Logistics รวมถึงขับเคลื่อน Green Logistics เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ กรอบการระดมความคิดเห็นเพื่อประกอบการจัดทำแผนฯ ฉบับใหม่ ครอบคลุม 5 ประเด็นการพัฒนาหลัก ได้แก่

  1. การสร้างความเข้มแข็ง ให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการ
  2. การพัฒนาและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์เกษตร
  3. การเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศ
  4. การจัดทำฐานข้อมูลโลจิสติกส์เกษตรของประเทศ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ได้จริง และ
  5. การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์เกษตรให้ทันสมัยและตอบโจทย์พื้นที่

“สิ่งสำคัญคือ ภาคเกษตรต้องปรับวิธีคิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วขึ้น การพัฒนาโลจิสติกส์เกษตรจึงต้องมองตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต รวบรวม ขนส่ง แปรรูป และกระจายสินค้า เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบการผลิต และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย” นายพีรพันธ์ กล่าว

ทั้งนี้ สศก. จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 4 ณ จังหวัดชุมพร ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อให้ครบตามเป้าหมาย จากนั้นจะรวบรวมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติงานจริงในแต่ละพื้นที่ เพื่อทบทวนและปรับปรุงร่าง แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร พ.ศ.2571-2575 ให้มีความสมบูรณ์ ครอบคลุมปัญหาและความต้องการของพื้นที่ สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดย สศก. จะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร

สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

“4 เมืองเหนือไต้หวัน มหัศจรรย์ไม่รู้จบ” บุกกรุงเทพ!ผู้บริหารการท่องเที่ยวร่วมมือโปรโมตเสน่ห์ไต้หวันตอนเหนือ เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทย-ไต้หวัน

“4 เมืองเหนือไต้หวัน มหัศจรรย์ไม่รู้จบ” บุกกรุงเทพ!ผู้บริหารการท่องเที่ยวร่วมมือโปรโมตเสน่ห์ไต้หวันตอนเหนือ เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทย-ไต้หวัน

เพื่อหยั่งลึกในตลาดการท่องเที่ยวไทย และทำให้การท่องเที่ยวภาคเหนือไต้หวันได้มีความโดดเด่นขึ้น คณะจากนครไทเป นิวไทเป จีหลงและเถาหยวน จัดงานกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว 4 เมืองภาคเหนือไต้หวันและประเทศไทย ประจำปี 2026 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม โดยสมาคมแนะนำการท่องเที่ยวและสื่อมวลชน ได้นำเสนอเสน่ห์ของเมืองทางเหนือของไต้หวัน ให้แก่สื่อทางประเทศไทย ผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประกอบกับอุปกรณ์เชิงปฏิสัมพันธ์ และรถตุ๊กโฆษณาธีมท่องเที่ยวภาคเหนือไต้หวัน 20 คัน ซึ่งขับขี่ไปตามตรอกซอกซอยต่างๆในกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งภาพพจน์ทางท่องเที่ยวท่ามชีวิตประจำวันของชาวกรุง

งานส่งเสริมการท่องเที่ยวในครั้งนี้สามารถดึงดูดผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่นของไทยกว่าไทยกว่า 60 รายและตัวแทนจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของ 4 เมืองภาคเหนือไต้หวันอีกกว่า 40 รายมาเข้าร่วมงาน นอกจากกลุ่มเมืองจีหลง-นิวไทเป-ไทเป-เถาหยวน จะได้ร่วมนำเสนอไฮไลต์ทางการท่องเที่ยว อันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละเมืองแล้ว ยังได้แนะนำเทศกาลท่องเที่ยวสุดยิ่งใหญ่ที่จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังนี้ รวมถึงเทศกาลเฉลิมฉลอง กิจกรรมสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น และเทศกาลท่องเที่ยวตามฤดูกาล โดยมุ่งเน้นการใช้เทศ กาลท่องเที่ยว เพื่อเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงเอกลักษณ์ของแต่ละเมือง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงเสน่ห์ของไต้หวันตอนเหนือ ที่เที่ยวได้ตลอดทั้งปีและมีไฮไลต์ให้ค้นหาในทุกพื้นที่ ซึ่งช่วยจุดประกายไอเดียและเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวชาวไทยในการนำไปออกแบบโปรแกรมท่องเที่ยว นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจากอินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยวชื่อดังของไทยอย่าง “Ratto” และ “Mim Like This” มาร่วมแชร์ประสบการณ์ตรงจากการเดินทางท่องเที่ยวใน 4 เมืองภาคเหนือของไต้หวัน โดยถ่ายทอดเรื่องราวผ่านมุมมองส่วนตัว ตั้งแต่การตะลุยชิมของอร่อย การเดินเล่นชมเมือง ไปจนถึงการท่องเที่ยวธรรมชาติและร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ ซึ่งการบอกเล่าจากประสบการณ์จริงในครั้งนี้ ช่วยให้ผู้ร่วมงานได้เห็นภาพรวมการท่องเที่ยวที่หลากหลายและมีสีสันของไต้หวันตอนเหนืออย่างชัดเจน พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นความต้องการที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในเมืองไต้หวัน

นายอวี๋ เสียง ผู้อำนวยการสำนักท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์กรุงไทเป ได้เปิดเผยว่า ไทเปและกรุงเทพฯ ต่างเป็นเมืองระดับสากลที่เปี่ยมด้วยความมีชีวิตชีวาและสร้างสรรค์ การเดินทางระหว่างก็สะดวกสบายโดยใช้เวลาในการบินไม่ถึง 4 ชั่วโมง ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเลือกเดินทางมาท่องเที่ยวในกรุงไทเปทั้งด้วยตัวเอง และเดินทางพร้อมครอบครัวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรุงไทเปโดดเด่นด้วยการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิม และแฟชั่นที่ทันสมัยอย่างลงตัว ไม่เพียงแต่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ เช่น ย่านต้าเต้าเฉิง และวัดหลงซานเท่านั้น แต่ยังมีแลนด์มาร์กสำหรับไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างย่านช้อปปิ้งซิ่นอี้ และตึกไทเป 101 นอกจากนี้ ไทเปยังขึ้นชื่อในเรื่องความหลากหลายของอาหาร ตั้งแต่สตรีทฟู้ดในตลาดกลางคืนไปจนถึงภัตตาคารระดับมิชลินสตาร์ นายอวี๋ เสียง กล่าวเพิ่มเติมว่า กรุงไทเปมีกิจกรรมและเทศกาลท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น เทศกาลโคมไฟไทเป เทศกาลฤดูร้อนต้าเต้าเฉิง เทศกาลเทรนด์และดนตรีไทเป และงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่อันยิ่งใหญ่ตระการตา ดังนั้น ไม่ว่าจะมาเยือนไทเปในช่วงเวลาใด นักท่องเที่ยวก็สามารถสัมผัสได้ถึงทัศนียภาพของเมืองและเสน่ห์ของเทศกาลต่างๆในแต่ละช่วงเวลา จึงขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาสัมผัสวิถีชีวิต ค้นพบเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามตรอกซอกซอยต่างๆ ของกรุงไทเป

สำนักท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์กรุงไทเป เปิดเผยว่า นอกจากการจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวและงานแถลงข่าวในครั้งนี้แล้ว ทั้ง 4 เมืองยังได้ร่วมกันเนรมิตพื้นที่ให้กับนวัตกรรมศิลปะจัดวางเชิงปฏิสัมพันธ์แบบpop-up ขึ้น ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ศูนย์การค้าแลนด์มาร์กใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งบรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคักและมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม โดยในวันที่ 2–3 กรกฎาคมนี้ ผู้ร่วมงานสามารถร่วมสนุกได้ง่ายๆ เพียงถ่ายภาพคู่กับกำแพงเช็กอิน ในธีมของทั้ง 4 เมือง พร้อมอัปโหลดรูปภาพลงบนโซเชียลมีเดียและติดแฮชแท็ก #FantasticNorthernTaiwan ก็จะได้รับสิทธิ์ร่วมลุ้นรางวัลจากตู้ไข่กาชาปอง ซึ่งภายในมีทั้งของที่ระลึกสุดน่ารักแนวครีเอทีฟจำนวนจำกัด รวมถึงของขวัญสุดพิเศษ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละเมือง ที่ส่งตรงจากใจของท่านผู้บริหารการท่องเที่ยวทั้ง 4 เมือง เพื่อส่งมอบเสน่ห์อันน่าประทับใจของไต้หวันตอนเหนือให้แก่ชาวไทยผ่านกิจกรรมสุดสนุกในครั้งนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ทั้ง 4 เมืองยังได้จับมือกันจัดแคมเปญโฆษณาเคลื่อนที่สุดสร้างสรรค โดยนำรถตุ๊กตุ๊ก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์การเดินทางที่มีชื่อเสียงของไทยจำนวน 20 คัน มาตกแต่งด้วยลวดลายกราฟิกสดใสบรรยายเรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลต์ในกลุ่มเมืองจีหลง-นิวไทเป-ไทเป-เถาหยวน โดยรถตุ๊กตุ๊กเหล่านี้จะออกวิ่งอวดสายตาชาวกรุงทั่วท้องถนนกรุงเทพ ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 30 กรกฎาคมนี้ เพื่อหลอมรวมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไต้หวันให้เข้ากับวิถีชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

เพื่อสร้างความร่วมมือและยกระดับการแลกเปลี่ยนด้านการท่องเที่ยวระหว่าง 4 เมืองภาคเหนือไต้หวันและประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในการเดินทางเยือนครั้งนี้ทางคณะยังได้เข้าพบสมาคมไทยบริการท่องเที่ยวและหน่วยงานสำคัญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย เพื่อร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ อาทิ กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ เทรนด์ พฤติกรรมและความต้องการของนักเดินทาง รวมถึงมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งการพบปะในครั้งนี้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งวางรากฐานอันมั่นคงเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือและการท่องเที่ยวทั้งสองประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ 4 เมืองภาคเหนือของไต้หวันมีเครือข่ายระบบคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว ทำให้สามารถเชื่อมโยงทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ตั้งแต่ความทันสมัยของไลฟ์สไตล์คนเมือง ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ทัศนียภาพอันงดงามของอ่าวและท่าเรือ ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของขุนเขาและท้องทะเล ตลอดจนอาหารเลิศรสที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถออกเดินทางสำรวจความมหัศจรรย์รอบด้านของไต้หวันตอนเหนือได้อย่างสะดวกสบายและง่ายดายยิ่งขึ้นขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง เพื่อร่วมค้นพบเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ภายใต้แนวคิด “4 เมืองเหนือไต้หวัน มหัศจรรย์ไม่รู้จบ”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ชมรมจิตอาสาเพื่อคนพิการและผู้ด้อยโอกาส (ชพด. “HDUT”) จัดกิจกรรม “ประชุมสัญจรและทัศนศึกษา” เพื่อกระชับความสัมพันธ์และวางแผนยุทธศาสตร์องค์กร ณ จ.ชลบุรี

ชมรมจิตอาสาเพื่อคนพิการและผู้ด้อยโอกาส (ชพด.:”HDUT”) จัดกิจกรรม “ประชุมสัญจรและทัศนศึกษา” เพื่อกระชับความสัมพันธ์และวางแผนยุทธศาสตร์องค์กร ณ จ.ชลบุรี

เมื่อวันที่ 27-28 มิถุนายน พ.ศ.2569 ที่ผ่านมา ณ บ้านพักรับรองสามมุข สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เขาสามมุข บางแสน จังหวัดชลบุรี ชมรมจิตอาสาเพื่อคนพิการและผู้ด้อยโอกาส (ชพด.:”HDUT”) นำโดย นางมนัสวี พยัคมนันทน์ ประธานชมรมฯ พร้อมด้วย ที่ปรึกษาชมรมฯ , คณะกรรมการบริหารและสมาชิก ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม “ประชุมสัญจรและทัศนศึกษา” ขึ้นอย่างอบอุ่น

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนด้านความเข้าใจและความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่สมาชิกและคณะกรรมการบริหารชมรมฯ อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเป็นเวทีสำหรับการระดมความคิดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการพัฒนาองค์กรด้านต่างๆ ให้ก้าวทันต่อยุคดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังเป็นการร่วมกันหาแนวทางประยุกต์ในการทำงานและวางแผนสำหรับการจัดประชุมสามัญประจำปี 2569 ในอนาคตอีกด้วย กิจกรรมเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันที่ 27 มิถุนายน โดย นางมนัสวี พยัคมนันทน์ ประธานชมรมฯ พร้อมด้วยที่ปรึกษาชมรมฯ , คณะกรรมการและสมาชิก ได้ออกเดินทางเพื่อร่วมทัศนศึกษาและกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ อ่างศิลา เพื่อเป็นสิริมงคล ก่อนจะเข้าสู่ที่พัก ณ บ้านพักรับรองสามมุข สำนักเลขาธิ การนายกรัฐมนตรี ในช่วงบ่าย สำหรับพิธีเปิดการประชุมสัญจร นางมนัสวี พยัคมนันทน์ ประธานชมรมฯ ได้เป็นประธานเปิดการประชุม ซึ่งมีการหารือในวาระสำคัญ 3 วาระ ได้แก่ การแจ้งเพื่อทราบจากประธานชมรมฯ การอภิปรายและสรุปผลงานจากคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ และการเปิดโอกาสให้สมาชิกได้เสนอแนะเพื่อพัฒนาองค์กรต่อไป

บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นประ โยชน์ ก่อนจะปิดการประชุม ทางชมรมได้จัดกิจกรรมสุดพิเศษเพื่อ จัดวันเกิดย้อนหลังให้แก่ท่านประธานชมรมฯ นางมนัสวี พยัคมนันทน์ ด้วยเค้กวันเกิดที่ตกแต่งอย่างสวยงาม บรรยา กาศเป็นไปด้วยความสุข เสียงหัวใจและความรักจากสมาชิกทุกคนที่มาร่วมแสดงความยินดี ซึ่งสร้างความประทับใจเป็นอย่างยิ่งให้แก่ท่านประธานและผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน

สำหรับเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 คณะผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมกันสรุปผลการดำเนินงานและประเมินผลการจัดกิจกรรมตลอดสองวัน ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพในช่วงเย็น พร้อมแวะซื้อของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดชลบุรี เพื่อเป็นการส่งเสริมกิจกรรมเชื่อมความสามัคคีให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นไปอีก กิจกรรมในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของชมรมจิตอาสาเพื่อคนพิการและผู้ด้อยโอกาส

#สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี #ชมรมจิตอาสาเพื่อคนพิการและผู้ด้อยโอกาส #ชพด.:”HDUT” #ประชุมสัญจร #กระชับความสัมพันธ์


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รพ.พญาไท 3 คว้า 2 รางวัล Thailand Lean Model Award 2026 เพื่อมุ่งสู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศด้าน Lean Organization

โรงพยาบาลพญาไท 3 คว้า 2 รางวัล Thailand Lean Model Award 2026 เพื่อมุ่งสู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศด้าน Lean Organization

โรงพยาบาลพญาไท 3 นำโดย นายแพทย์สุรพล โล่ห์สิริวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล พร้อมด้วย นายแพทย์อภิชัย โตวณะบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล และคณะผู้บริหาร เข้ารับมอบประกาศนียบัตร Thailand Lean Model Awards จำนวน 2 โครงการ ในงาน Thailand Lean Award ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (สสท.) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมอวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ

การได้รับรางวัลในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของโรงพยาบาลพญาไท 3 ที่สะท้อนถึงศักยภาพและความร่วมมือของบุคลากรทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน


สมาคมชาวอีสาน แถลงข่าวใหญ่ฉลองครบรอบ 100 ปี เปิดตัวโครงการศตวรรษแห่งความไว้วางใจฯ ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนกิจกรรมสาธารณกุศล

สมาคมชาวอีสาน แถลงข่าวใหญ่ฉลองครบรอบ 100 ปี เปิดตัวโครงการศตวรรษแห่งความไว้วางใจฯ ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนกิจกรรมสาธารณกุศล

สมาคมชาวอีสาน จัดงานแถลงข่าวเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งสมาคมฯ เมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 15.30 น. ณ ห้องอาหารริมกรีน คลับเฮ้าส์ สนามกอล์ฟกองทัพบก ถนนรามอินทรา กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.อ.ต.ณัฐอรรจน์ ถวิลหวัง นายกสมาคมชาวอีสาน พร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคม ที่ปรึกษา และสมาชิกสมาคม ร่วมกันแถลงเปิดตัวโครงการภายใต้แนวคิด “ศตวรรษแห่งความไว้วางใจ ก้าวไปด้วยกันกับสมาคมชาวอีสาน ครบรอบ 100 ปี” เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนสังคมสู่อนาคตที่ยั่งยืน ผ่านการดำเนินงานในโครงการ “ศตวรรษแห่งตำนาน สมาคมชาวอีสาน โฮมแฮง สร้างบ้านแปงเมือง” เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่พี่น้องชาวอีสานรวมถึงประชาชนทั่วไป

การแถลงข่าวในครั้งนี้เป็นการประกาศความพร้อมในการจัดกิจกรรมสาธารณกุศลอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งจะเริ่มต้นประเดิมด้วยกิจกรรมไฮไลต์แรก คือการแข่งขันฟุตบอล 11 คน “ประเพณีอีสานคัพ” ครั้งที่ 3 ชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศจากบุคคลสำคัญ โดยมี พ.ต.อ.นิติพัฒน์ วุฒิบุณยสิทธิ์ เป็นประธานจัดการแข่งขัน ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออันดีจากทีมฟุต บอลชาวอีสานพลัดถิ่นส่งทีมเข้าร่วมฟาดแข้งจำนวน 16 ทีม โดยจะระเบิดความมันส์ขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 ณ สนามฟุตบอล สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ถนนฉลองกรุง กรุงเทพมหานคร

นอกจากกิจกรรมการแข่งขันฟุตบอลแล้ว สมาคมชาวอีสานยังเตรียมจัดกิจกรรมต่อเนื่องเพื่อสร้างความสุขและจัดหารายได้เพื่อการกุศลอีกมากมาย โดยกิจกรรมถัดมาคือ การจัดคอน เสิร์ตการกุศล “อีสานหมอลำ Festival” ในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ณ ตลาด yes บางพลี จังหวัดสมุทรปราการ รวมถึงการจัดมหกรรมสินค้าราคาถูกและฟรีคอนเสิร์ตจากนักร้องชื่อดัง ณ จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งถือเป็นการกระจายความสุขไปยังพื้นที่ภูมิภาค

ทั้งนี้ โครงการฉลองครบรอบ 100 ปี ของสมาคมชาวอีสาน ยังครอบคลุมไปถึงกิจกรรมวัฒนธรรมผสมผสานนวัตกรรม และกิจกรรมสาธารณประโยชน์ที่จะทยอยจัดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน และภูมิภาคอื่นๆ ตามความพร้อม ประกอบด้วย การแสดงสินค้า OTOP และ Soft Power ของอีสานและทุกภูมิภาค, นิทรรศ การศาสตร์พระราชาพัฒนาเกษตรอีสานอย่างยั่งยืน, นิทรรศการศาสนา ศิลปวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวอีสาน, การเชิดชูเกียรติเกจิอาจารย์ ปราชญ์อีสาน และองค์กรอีสานดีเด่น, การแสดงและประกวดดนตรีไทอีสานพื้นบ้าน, การแสดงและแข่งขันมวยไทย, การประกวดขวัญใจศิลปินหนุ่มสาวอีสาน, การประกวดพระเครื่องกรุงสยาม, การจัดสร้างวัตถุมงคล 100 ปีแห่งตำนานสมาคมชาวอีสาน (หลวงพ่อทวด รุ่นมหาราช และพระไพรีพินาศ รุ่นชนะภัยทั่วทิศ) ตลอดจนการทำบุญใหญ่ประเทศเพื่อความเป็นสิริมงคลและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ โดยจะมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตร บริจาคทาน ถวายผ้าป่า และนิมนต์พระสงฆ์ทั้งไทยและนานาชาติร่วมพิธีกรรมจำนวน 10,000 รูป

การขับเคลื่อนโครงการครั้งประวัติศาสตร์นี้ เกิดขึ้นจากการผสานพลัง “โฮมแฮง” ครั้งสำคัญระหว่างสมาคมชาวอีสานกับองค์กรพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงวัฒนธรรม,กระทรวงมหาดไทย,กระทรวงกลาโหม,บริษัท เลอไทยโปรดักชั่น จำกัด และบริษัทยาเดีย ประเทศไทย จำกัด เพื่อร่วมกันสืบสานวัฒนธรรม พัฒนาสังคม และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนชาวอีสานทั่วประเทศอย่างยั่งยืน ทางสมาคมชาวอีสานจึงขอเชิญชวนทุกท่านติดตามและส่งกำลังใจ ในโครงการ ศตวรรษแห่งตำนาน สมาคมชาวอีสาน โฮมแฮง สร้างบ้านแปงเมือง และร่วมสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ตลอดปี 2569 นี้

#สมาคมชาวอีสาน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศูนย์คุณธรรม ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม และองค์กรเครือข่าย 25 จังหวัด จัดงานสมัชชาคุณธรรมและตลาดนัดคุณธรรม ภาคกลาง ภายใต้แนวคิด “สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ด้วยพลังเครดิตความดี สู่ทางรอดที่ยั่งยืน”

ศูนย์คุณธรรม ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม และองค์กรเครือข่าย 25 จังหวัด จัดงานสมัชชาคุณธรรมและตลาดนัดคุณธรรม ภาคกลาง ภายใต้แนวคิด “สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ด้วยพลังเครดิตความดี สู่ทางรอดที่ยั่งยืน”

ระหว่างวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2569 ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับ กระทรวงวัฒน ธรรม และองค์กรเครือข่ายสมัชชาคุณธรรมภาคกลาง จัดงานสมัชชาคุณธรรมและตลาดนัดคุณธรรม ภาคกลาง ภายใต้แนวคิด “สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ด้วยพลังเครดิตความดี สู่ทางรอดที่ยั่งยืน” ณ ห้องประชุมสร้อยเพชร 1-3 โรงแรมโกลเด้นซิตี้ระยอง จังหวัดระยอง นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะประธานในพิธีรับมอบข้อเสนอการขับเคลื่อนคุณธรรมของภาคีเครือข่ายสมัชชาคุณธรรมภาคกลางและมอบนโยบายการขับเคลื่อนคุณธรรมของสังคมไทย โดยใช้ “กระบวนการสมัชชาคุณธรรม” เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำเสนอผลสำเร็จ ทบทวนกระบวนการทำงาน เพื่อพัฒนา ยกระดับการขับเคลื่อนงาน และสร้างการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนคุณธรรมของแต่ละจังหวัด รวมถึงได้มารับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะของหน่วยงาน ชุมชน องค์กรทุกภาคส่วนในจังหวัดต่างๆ ในระดับภูมิภาค ซึ่งครั้งนี้ เป็นภาคกลาง 25 จังหวัด และจะมีการจัดงานในลักษณะเดียวกันใน 4 ภูมิภาค

ซึ่งการจัดงานในปีนี้การขยายผลการขับเคลื่อนนโยบายด้านคุณธรรมภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และขยายผลการขับเคลื่อนประเด็นคุณธรรมตามตัวชี้วัดของแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 พ.ศ.2566–2570 สู่การปฏิบัติ ซึ่งสอดรับกับประเด็นสำคัญของมติสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 จำนวน เรื่องสำคัญ ได้แก่

  1. การเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์คุณธรรมอย่างใกล้ชิดเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาด้านคุณธรรมของสังคมไทย และสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งกลไกกลางหรือศูนย์ประสานงานเครือข่ายคุณธรรมระดับจังหวัด
  2. การเสริมสร้างทุนชีวิตแก่เด็ก เยาวชน และครอบครัว พร้อมยกระดับศักยภาพเครือข่ายพี่เลี้ยงครอบครัวชุมชน เสริมสร้างระบบนิเวศคุณธรรม ให้เป็นพลังหลักในการพัฒนาทุนชีวิตเด็กและเยาวชน
  3. การพัฒนาระบบเครดิตความดี Moral Credit ตามบริบทองค์กรและพื้นที่ และสนับ สนุนการทำความดีในทุกรูปแบบด้วยกระบวนการสมัชชาคุณธรรม ขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือของเครือข่ายในระดับจังหวัดและภูมิภาค ผ่านกลไกคณะอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรมระดับจังหวัด ที่มีการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมในทุกจังหวัด ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนา“คน” ให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีคุณภาพ เพื่อเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศ เพื่อรวบรวมข้อเสนอส่งมอบให้กับคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติต่อไป

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ได้กล่าวว่า การจัดงานสมัชชาคุณธรรมและตลาดนัดคุณธรรม ในระดับจังหวัด ภูมิภาค และระดับชาติ เป็นภารกิจสำคัญอีกด้านหนึ่งของศูนย์คุณธรรม เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนดี องค์กรดี ได้มีโอกาสมาพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กัน เป็นเวที “ชม แชร์ เชียร์” ในระดับจังหวัดที่ศูนย์คุณธรรมร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกว่า 25 จังหวัดขับเคลื่อนคุณธรรมเชิงพื้นที่ สู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับภูมิภาค สร้างบรรยากาศ ให้เกิดแรงจูงใจในการทำความดี เกิดการขยายผลประกาศเจตนารมณ์และมติสมัชชาคุณธรรมระดับต่างๆ สู่การปฏิบัติผ่านกลไกเครือข่ายทางสังคม 6 เครือข่าย เพื่อส่งเสริมและแก้ไขปัญหาด้านคุณธรรมที่สอดคล้องกับผลการสำรวจประเด็นสถานการณ์คุณธรรมของแต่ละพื้นที่อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมให้คนไทยมี “พฤติกรรมที่สะท้อนการมีคุณธรรม” 5 ประการ “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู เพิ่มขึ้น

ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ประกอบด้วย งานวิชาการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ด้านการส่งเสริมคุณธรรม การประกาศเจตนารมณ์ และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายด้านคุณธรรมต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง, การบรรยายพิเศษ “ ทิศทางการขับเคลื่อนคุณธรรมของสังคมไทย” โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผลการขับเคลื่อนจังหวัดคุณธรรม 25 จว. ภาคกลาง ฐานกิจกรรมเรียนรู้ : ประเด็นสำคัญการส่งเสริมและขับเคลื่อนคุณธรรม อาทิ ประเด็น ผลสำเร็จการขับเคลื่อนศูนย์ประสานงานเครือข่ายคุณธรรมจังหวัด MNC,การขับเคลื่อนครอบครัวพลังบวก ระบบพี่เลี้ยงชุมชน และการส่งเสริมคุณธรรมในเด็กและเยาวชน,การขับเคลื่อนระบบเครดิตความดี Moral Credit ในองค์กรภาคธุรกิจเอกชน และระบบเครดิตความดีสู่การสร้างคน สร้างอาชีพ ในองค์กรภาคประชาสังคม ชุมชน มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมของ เยาวชน นิทรรศการองค์ความรู้ ผลสำเร็จการส่งเสริมคุณธรรมของภาคีเครือข่ายทางสังคมจาก 25 จังหวัดภาคกลาง และนิทรรศการขององค์กรเครือข่ายทางสังคม 6 เครือข่ายในพื้นที่จังหวัดระยอง ในรูปแบบ “ตลาดนัดคุณธรรม ชม แชร์ เชียร์” จำนวนกว่า 40 บูธ กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมงานประมาณวันละ 500 คน

ผู้สนใจ สามารถข้าร่วมงาน หรือติดตามข่าวสารประชาสัมพันธ์ และรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง Facebook LIVE : ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) / Moral Center Thailand ตลอดการจัดงานทั้ง 2 วัน

#สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ #สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษเปิดบ้านทหารใหม่แสดงความยินดีในโอกาสผ่านการฝึก

จังหวัดลพบุรี – หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จัดกิจกรรม Open House เปิดบ้านทหารใหม่ ให้ครอบครัวทหารใหม่ ร่วมแสดงความยินดีกับทหารใหม่ในโอกาสผ่านการฝึก ตามนโยบายของกองทัพบก

ที่ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี พล.ต. เดชา ศรีมงคล รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เป็นผู้แทนผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เป็นประธาน ในกิจกรรม Open House “เปิดบ้านทหารใหม่” แบบรวมการ ให้กับ กองบัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองบริการศูนย์สงครามพิเศษ กองพันปฏิบัติการจิตวิทยา กองพันทหารสื่อสารที่ 35 หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองพันนักเรียน โรงเรียนสงครามพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษ กองพันรบพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษ และกองพลาธิการส่งกำลังทางอากาศ เพื่อให้ครอบครัวทหารใหม่ ผลัดที่ 1 ประจำปี 2569 เข้าเยี่ยมชมหน่วย ในวันเสร็จสิ้นการฝึก และร่วมแสดงความยินดีกับทหารใหม่ ในโอกาส ผ่านการฝึกตามระเบียบหลักสูตรการฝึกทหารใหม่ จำนวน 6 สัปดาห์ และการ ฝึกหลักสูตรความชำนาญเฉพาะหน้าที่ทหารใหม่ จำนวน 3 สัปดาห์

โดยมีผู้ปกครอง ญาติทหารใหม่ ซึ่งเดินทางมาจากภูมิลำเนาต่างๆ กว่า 500 คน ร่วมเป็นสักขีพยานแห่งความภาคภูมิใจ พร้อมทั้งร่วมรับชมการแสดงขีดความสามารถของน้อง ๆ ทหารหารใหม่ หลังผ่านการฝึก ซึ่งประกอบด้วย ความเป็นมาของทหารของชาติ การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า การฝึกบุคคลท่าประกอบอาวุธ การแสดงศิลปะการต่อสู้แม่ไม้มวยไทย และการแสดงรีวิวประกอบดนตรีเกี่ยวกับรั่วของชาติ ซึ่งได้รับความสนใจจากญาติทหารใหม่เป็นอย่างมาก ที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของบุตรหลานตนเอง เมื่อเข้ามารับราชการทหาร

โอกาสเดียวกัน นี้ รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ยังได้เดินพบปะทักทายกับญาติทหารใหม่ พร้อมให้คำมั่นว่า กองทัพบกพร้อมดูแลบุตรหลายทุกคนเป็นอย่างดี เพราะทหารใหม่เป็นเสมือนน้องคนเล็กของกองทัพบก และ เราคือครอบครัวเดียวกัน


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090