รางวัลอินฟลูเอนเซอร์ อวอร์ด “Influencer Awards” ประจำปี 2568

วันที่ 25 มิ.ย.2568 นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ นายกสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย และผู้ก่อตั้งศูนย์ฝึกอบรมนักข่าววิจัยและพัฒนา สำนักนวัตกรรมการสื่อสาร ได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ให้นายเสาหฤท เลิศเศรษฐการ (บอสเบลล์) เจ้าของเฟสบุ๊ค Bangsaen Fight Club ผู้ติดตาม 2.1 แสนคน ซึ่งได้รับรางวัลอินฟลูเอนเซอร์ อวอร์ด “Influencer Awards” ประจำปี 2568

นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ กล่าวอีกว่าในยุคดิจิตอลได้เกิดรูปแบบการสื่อสารแนวใหม่ เรียกว่า โซเชียลมีเดีย (สื่อสังคมออนไลน์) มีผู้ประกอบการ ที่เป็นเจ้าของแฟลตฟอร์ม หรือ แอปพลิเค ชัน (Application) อย่าง Facebook,X,Instagram,TikTok,Youtube,Line ฯ โดยเป็นแหล่งรวมตัวกันของผู้ใช้ทั่วโลก ทุกชาติ ทุกเพศ ทุกวัย ข้อมูล ณ ต้นปี 2568 ประชากรโลกมีอยู่ราวๆ 8,100 ล้านคน มีคนประมาณ 5,000 ล้านคน ใช้โซเชียลมีเดีย เมื่อคำนวณแบบคร่าวๆ ก็ประมาณ 50-60 % ส่วนประเทศไทยเอง จัดว่าใช้สื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ทั้งนี้เพื่อให้ เข้ายุค เข้าสมัย ศูนย์ฝึกอบรมนักข่าว วิจัยและพัฒนา สำนักนวัตกรรมการสื่อสาร ภายใต้สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย จึงจัดทำโครงการจัดงานมอบรางวัล อินฟลูเอนเซอร์ อวอร์ด “Influencer Awards” ขึ้น มีวัตถุประสงค์

  1. เพื่อพัฒนาการเผยแพร่ข้อมูล ในสื่อโซเชียลมีเดีย
  2. เพื่อส่งเสริม “Influencer” อินฟลูเอนเซอร์
  3. เพื่อพัฒนาการประชาสัมพันธ์ ผู้สนับสนุน ในสื่อโซเชียลมีเดีย

โดยกำหนดหลักเกณฑ์ “Influencer” อินฟลูเอนเซอร์ หมายถึงมีความโดดเด่น ด้านยอดผู้ติดตาม ความเสมอต้น เสมอปลาย ความต่อเนื่อง มีอิทธิพลทางความคิดอย่างแท้จริง ภายใต้ความสร้างสรรค์ทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ

ด้านนายเสาหฤท เลิศเศรษฐการ กล่าวว่า รู้สึกดีใจ กับการได้รางวัลซึ่งการได้รางวัลก็แสดงว่ามีคนเห็นว่าสิ่งที่เราทำไปเป็นสิ่งที่ดี รางวัลก็เหมือนการชื่นชมก็เป็นกำลังใจที่ดีครับ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กลุ่ม บ.น้ำตาลครบุรี โคราช จัดกิจกรรม รวมน้ำใจ สู่ชายแดนตาเมือนธม

น้ำตาลครบุรีผนึกพลังชาวครบุรี รวมพลรถบรรทุกอ้อยขนยางเก่า รวมน้ำใจสู่ชาย แดน”ตาเมือนธม”

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท น้ำตาลครบุรี จำกัด(มหาชน) โดยทีมงานมวลชนสัมพันธ์ได้ดำเนินกิจกรรม ” ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด ชาวครบุรี โคราช รวมน้ำใจให้แนวหน้า ระดมยางรถเก่าสร้างบังเกอร์“ เพื่อร่วมส่งกำลังใจจากแนวหลังให้แก่เหล่าทหารหาญประจำการอยู่แนวหน้า ที่กำลังตั้งมั่นปกป้องอธิปไตยในแถบพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

สำหรับการดำเนินโครงการนี้ประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยได้รับความร่วมมือร่วมใจอย่างเต็มที่จากองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พี่น้องประชาชนตำบลจระเข้หิน อำเภอครบุรี และคณะจิตอาสาพระราชทานอำเภอครบุรี จัง หวัดนครราชสีมา ร่วมด้วยช่วยกันระดมเสบียง ข้าวปลาอาหาร น้ำดื่ม น้ำตาล ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่างๆ เครื่องปั่นไฟสนาม กระสอบปุ๋ย กระสอบน้ำตาล น้ำมันรถบรรทุกสนับสนุนโดยโรงงานน้ำตาลครบุรี ก่อนเคลื่อนคาราวานรวมน้ำใจให้แนวหน้าออกจากลานจอดรถบรรทุกอ้อยของโรงงานน้ำตาลครบุรีนำไปส่งมอบให้แก่กองทัพที่ปราสาทตาเมือนธม


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

หอมฟุ้งทั่ววัด “สลากภัตรทุเรียน” วัดศรีจำปา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 28 มิ.ย.68 ที่ศาลาการเปรียญวัดศรีจำปา บ้านดงย่าปา หมู่ 6 ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ชาวบ้านทั้งชายและหญิง เด็กเล็ก คนเฒ่าคนแก่ จากหลายหมู่บ้านของตำบลบ้านตึก กว่า 100 คน ต่างหอบหิ้วปิ่นโตอาหารคาวหวาน และ ผลไม้ เช่น ทุเรียน เงาะ สับปะรด แก้วมังกร โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์หมอนพระร่วงและหลงหลิน ลับแลที่เป็นพระเอกของงาน ซึ่งชาวบ้านต่างคัดชนิดพิเศษ เนื้อสุกกำลังดี กลิ่นหอมกรุ่นละมุนอ่อนๆ ต่างหอบหิ้วกันมาเป็นจำนวนมาก เพื่อทำบุญเลี้ยงเพลพระบนศาลาการเปรียญกว่า 30 รูป ที่นิมนต์มาจากวัดต่างๆภายในตำบลบ้านตึกโดยมีนายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ อดีตส.ส. และอดีตที่ปรึกษาร.ม.ว.มหาดไทย และนายเอกสิฏฐ์ วิไลศิลป์ นายอำเภอศรีสัชนาลัยร่วมงานด้วย

โดยเมื่อชาวบ้านมาถึงบริเวณวัด จะนำทุเรียนขึ้นมาวางรวมกัน บนศาลาการเปรียญก่อนที่จะร่วมทำบุญกับทางวัดและจับสลาก หากได้หมายเลขใด ก็จะนำปิ่นโต สำรับคาวหวาน ไปวางรอที่หน้าอาสนะหมายเลขนั้น เมื่อพระสงฆ์ขึ้นมาถึงก็ทำพิธีถวาย และระหว่างพระสงฆ์กำลังฉันภัตราหาร ชาวบ้านจะเริ่มคัดแยกทุเรียน วางเป็นกองๆใว้ ให้ครบจำนวนพระ หลังจากพิธีสงฆ์เสร็จสิ้นแล้ว ก็จะถวายให้พระสงฆ์นำกลับวัดไปด้วย จากนั้นชาวบ้านจึงร่วมกันรับประทานอาหารและปอกทุเรียนแจกจ่ายกันรับประทานกันทั่วหน้า และร้องรำทำเพลง เต้นรำ ร่วมกัน อย่างสนุกสนาน อิ่มบุญกันทั่วหน้า ท่ามกลางกลิ่นทุเรียนที่หอมกรุ่น ละมุนไปทั่วทั้งศาลาการเปรียญ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ปีนี้ทุเรียนของชาวบ้านให้ผลผลิตดี น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ แต่ราคาตกต่ำเหลือเพียงก.ก.ละ 80 กว่าบาทเท่านั้น หนำซ้ำช่วงเดือนที่ผ่านมาประสบปัญหาพายุพัดถล่ม ต้นทุเรียนโค่นล้มเสียหายไปบางส่วน แต่ชาวบ้านยังมีจิตศรัทธานำผลผลิตมาร่วมงานบุญสลากภัตร เพื่อเป็นการอนุรักษ์ สืบสานประเพณีอันดีงามนี้ใว้ โดยจะหมุนเวียนกันจัดงานสลากภัตรนี้ไปจนครบทุกวัดในตำบลบ้านตึก และวันที่ 5กรกฎาคม68ที่จะถึงนี้ จะจัดที่วัดห้วยตม หมู่ 7 ตำบลบ้านตึก ซึ่งชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านก็จะไปร่วมบุญกันอีกเช่นเคย


พงศ์เทพ สาคร สุโขทัย

รมว.กค. ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของด่านพรมแดนบ้านพุน้ำร้อน รวมไปถึงปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ในเขตพื้นที่ อ.เมือง กาญจนบุรี

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่ติดตามนโยบายการพัฒนาพื้นที่ เพื่อติดตามการดำเนินงานของด่านพรมแดนบ้านพุน้ำร้อน รวมไปถึงปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี

วันนี้(28 มิถุนายน 2568) เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานด่านพรมแดนบ้านพุน้ำร้อน อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะ ลงพื้นที่ติดตามนโยบายการพัฒนาพื้นที่ เพื่อติดตามการดำเนินงานของด่านพรมแดนบ้านพุน้ำร้อน รวมไปถึงปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย

โดยมี นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งรายงานข้อมูลทั่วไปในพื้นที่ฯ พร้อมด้วย นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคมนายอำเภอ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรงมหาดไทย สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี และเทศบาลเมืองทั้ง 3 แห่ง ร่วมให้การต้อนรับฯ

จากนั้นเวลา 11.50 น. นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม เจ้าหน้าที่ประจำจุดผ่านแดนถาวรบ้านพุน้ำร้อน ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้น ป้องกันการกระทำผิดกฎหมายทุกประเภท ถือปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และห้ามเจ้าหน้าที่ เกี่ยวข้องกับขบวนการขนคน ลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และยาเสพติดฯ


/// กัมพล ทันเวลา & ปชส. ก จ.

ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมกองกำลังบูรพา จ.สระแก้ว กำชับเตรียมความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและดูแลประชาชน

ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมกองกำลังบูรพา จ.สระแก้ว กำชับเตรียมความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและดูแลประชาชน

วันนี้ (25 มิ.ย.68) พลเอก วสุ เจียมสุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่กองกำลังบูรพา อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของหน่วยทหารที่รับผิดชอบพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ในเขตจังหวัดสระแก้ว โดยมี พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ให้การต้อนรับ

ภายหลังรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่และผลการปฏิบัติงานที่สำคัญตามนโยบายของกองทัพบกแล้ว ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกได้พบปะให้กำลังใจกำลังพล พร้อมมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคและของใช้จำเป็น เพื่อสนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ชายแดน

ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวแสดงความชื่นชมต่อความเสียสละ อดทน และความมุ่งมั่นของกำลังพล ซึ่งต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง และเป็นกำลังสำคัญของกองทัพบกในการรักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงการเฝ้าระวังและรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงในทุกรูปแบบ ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้กำลังพลทุกนายเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ดูแลความปลอดภัยของประชาชน และพิทักษ์รักษาอธิปไตยของไทยให้มั่นคงต่อไปอย่างยั่งยืน



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

เลขาธิการ กปร. เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ที่จังหวัดเชียงใหม่

เลขาธิการ กปร. เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนและจัดทำแผนพัฒนา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่ เขตพื้นที่ภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนและจัดทำแผนพัฒนา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้สามารถดำเนินการตามความต้องการของราษฎร หน่วยงาน และพื้นที่ได้อย่างชัดเจนครบถ้วน

วันนี้ (25 มิ.ย. 68) ที่ห้องหอคำทวี Horizon Village Resort สวนพฤกษศาสตร์ทวีชล เชียงใหม่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนและจัดทำแผนพัฒนา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่ เขตพื้นที่ภาคเหนือ ณ จังหวัดเชียงใหม่ ที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย จัดขึ้นเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนและจัดทำแผนพัฒนา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่ เขตพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีพื้นที่นำร่องใน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดน่าน จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และราษฎรในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมประชุม

โดยการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนและจัดทำแผนพัฒนาต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่ ได้ดำเนินการจัดขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 15-16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 และสำหรับวันนี้เป็นการจัดครั้งที่ 3 ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน 2568 เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการรวบรวมข้อมูลภาพรวมตั้งแต่เป้าหมาย แนวคิด การดำเนินงาน และผลการดำเนินงานขอโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขตพื้นที่ภาคเหนือ อีกทั้งเป็นการถอดบทเรียนด้านการปฏิบัติสำหรับวิเคราะห์ปัญหา และแนวทางการดำเนินงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์และสามารถสร้างการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐและราษฎรในการร่วมวางแผน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมดำเนินการกันในระดับพื้นที่ ให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสามารถดำเนินการตามความต้องการของราษฎร หน่วยงาน และพื้นที่ได้อย่างชัดเจนครบถ้วน

ทั้งนี้ นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ครองราชย์เป็นระยะเวลากว่า 70 ปี ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจและทรงงานด้านการพัฒนาในหลากหลายมิติ และได้มีพระราชดำริเพื่อเพิ่มโอกาสและทางเลือกในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ปัจจุบันมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราช ดำริ จำนวนทั้งสิ้น 5,201 โครงการ กระจายตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ สำหรับ จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวน 668 โครงการ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท โดยมีพระบรมราโชบายในการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” โครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย


นที มีเดช รายงาน

ลำพูน ถอดบทเรียน (After Action Review : AAR) ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฯ ในปีต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ลำพูน ถอดบทเรียน (After Action Review : AAR) ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฯ ในปีต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2568) เวลา 09.30 น. ณ กัซซัน ขุนตาล กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ มอบหมายให้ นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อถอดบทเรียน (After Action Review : AAR) การป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันจังหวัดลำพูน ปี 2568 โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จำนวน 75 คน เพื่อถอดบทเรียน สรุปผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความสำเร็จ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงาน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของปีต่อไป ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการเฝ้าระวังและเตรียมการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน อย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่ และนำไปสู่แนวทางที่ปฏิบัติได้เป็นรูปธรรมเพื่อจะได้นำไปประมวลใช้เป็นแนวทางในการกำหนดมาตรการของจังหวัดต่อไป

จังหวัดลำพูนได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองระดับจังหวัด เพื่อติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวังและแจ้งเตือนสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง รวมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ขับเคลื่อนการดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟฟ้าและหมอกควันตามแนวทาง “มาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองปี 2568” ซึ่งจะมีการเน้นย้ำการสื่อสารที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย การประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ การตรวจวัดควันดำจากยานพาหนะ การเฝ้าระวังฝุ่นละอองจากโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการระบายมลพิษทางอากาศ การเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบเผาในพื้นที่จังหวัดลำพูน การสนับสนุนอากาศยานปีกหมุนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองทัพภาคที่ 3 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่ การจ้างงานราษฎรในพื้นที่เสี่ยง รวมไปถึงการลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยการจัดทำห้องปลอดฝุ่น และมุ้งสู้ฝุ่น

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ มีการบรรยายให้ความรู้ ในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีอวกาศ และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า โดยวิทยากรผู้มีความรู้จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และแบ่งกลุ่มเพื่อถอดบทเรียนผลการดำเนินงานความสำเร็จ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ โดยแบ่งกลุ่มตามพื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ป่า พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่ชุมชนอื่นๆ


นที มีเดช รายงาน

ทบ.ไทย-ญี่ปุ่น กระชับความสัมพันธ์แน่นแฟ้น เดินหน้าพัฒนาความร่วมมือทางทหารเพื่อความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในอนาคต

ทบ.ไทย-ญี่ปุ่น กระชับความสัมพันธ์แน่นแฟ้น เดินหน้าพัฒนาความร่วมมือทางทหารเพื่อความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในอนาคต

กองทัพบกสานสัมพันธ์กับมิตรประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้ (26 มิถุนายน 2568) พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ให้การต้อนรับ พลเอก โมริชิตะ ยาสุโนริ (Gen. Morishita Yasunori) ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของกองทัพบก โดยกองทัพบกได้จัดพิธีตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ และนำเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ ก่อนเข้าเยี่ยมคำนับ ผบ.ทบ. และรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจและความร่วมมือระหว่างสองกองทัพ ในโอกาสนี้ กองทัพบกได้จัดพิธีประดับเครื่องหมายแสดงความสามารถพิเศษนักโดดร่มชั้นกิตติมศักดิ์กองทัพบกพร้อมมอบประกาศนียบัตร เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นด้วย

ในระหว่างการหารือข้อราชการ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ของทั้งสองประเทศได้มีความเห็นร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองกองทัพ โดยเฉพาะในมิติของการพัฒนากำลังพลทั้งในด้านการฝึกและการศึกษาให้มีความยั่งยืน

โดยเฉพาะการฝึกด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย (HA/DR) ในการฝึกร่วม/ผสมภายใต้รหัส Cobra Gold ซึ่งญี่ปุ่นและไทยต่างมีบทบาทสำคัญภายใต้กรอบความร่วมมือของการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา (ADMM-Plus EWG on HA/DR) โดยกองทัพบกไทยจะได้รับการยกระดับจากการเป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ เป็นผู้เข้าร่วมการฝึกหลักในการฝึกภายใต้รหัส Nankai Rescue อันเป็นสัญลักษณ์ของความไว้เนื้อเชื่อใจและความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ในด้านการศึกษา ญี่ปุ่นได้ให้การสนับสนุนที่นั่งในการฝึกอบรมในหลักสูตรระดับสูงต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, หลักสูตรวิทยาลัยการทัพบก, หลักสูตรเสนาธิการทหารบก และ โดยเฉพาะหลักสูตรนักเรียนนายร้อยรวมเหล่า ซึ่ง ผบ.ทบ.ญี่ปุ่นได้กล่าวว่า ถือเป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษ และไม่สามารถเทียบได้กับประเทศใด เป็นการเน้นย้ำถึงความไว้วางใจและการผูกพันระหว่างทั้งสองประเทศที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าด้านการทหารทั่วไป

ในช่วงท้ายของการหารือ ญี่ปุ่นได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยระบุว่า ทั้งสองประเทศเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นของญี่ปุ่น ซึ่งต้องการเห็นความสงบและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้ ซึ่ง ผบ.ทบ.ไทยได้ยืนยันว่า ไทยพร้อมดำเนินการเจรจาในระดับทวิภาคี ผ่านกลไก RBC, GBC และ JBC และเชื่อมั่นว่าหากเกิดการเจรจาในระดับดังกล่าว สถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน

นอกจากนี้กองทัพบกญี่ปุ่นได้แสดงความคาดหวังและความยินดีที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Staff Talk ระหว่างกองทัพบกทั้งสองประเทศในเดือนสิงหาคม 2568 รวมถึงได้กล่าวเชิญ ผบ.ทบ. ไทย เยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในปี 2569 ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะยกระดับความสัมพันธ์ของกองทัพบกทั้งสองประเทศให้มั่นคงยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างกองทัพบกไทยและกองทัพบกญี่ปุ่น มิได้จำกัดอยู่เฉพาะด้านยุทธศาสตร์หรือการฝึกเท่านั้น หากแต่รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการวางรากฐานการพัฒนากำลังพลในระยะยาว เป็นมิตรภาพที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในอนาคต



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

ทบ. ส่งกองพันจู่โจม ร่วมการฝึก Flash Thunder 25 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์

ทบ. ส่งกองพันจู่โจม ร่วมการฝึก Flash Thunder 25 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ พัฒนาขีดความสามารถหน่วยรบพิเศษ พร้อมกระชับมิตรภาพ ไทย-สิงคโปร์ ครบรอบ 60 ปี

กองทัพบกให้ความสำคัญกับนโยบายการพัฒนากำลังพลผ่านการฝึกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ได้ส่งกำลังพล เข้าร่วมการฝึกผสมระหว่างกองทัพบกไทยและกองทัพบกสิงคโปร์รหัส Flash Thunder 25 ณ Special Operations Tactics Support Center (SOTSC), Pasir Ris Camp สาธารณรัฐสิงคโปร์ ระหว่าง 21-29 มิถุนายน 2568 ซึ่งพิธีเปิดการฝึกได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา

สำหรับการฝึกในครั้งนี้กองทัพบกไทยจัดกำลังพลจากหน่วยกองพลรบพิเศษที่ 1 หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จำนวน 60 นาย ทำการฝึกร่วมกับหน่วย SAF Commando กองทัพบกสิงคโปร์ จำนวน 125 นาย ประกอบด้วยการฝึกอาวุธศึกษาของหน่วยคอมมานโด, การใช้ยุทโธปกรณ์พิเศษ, การใช้อุปกรณ์ในการระเบิดทำลาย, การยิงปืนด้วยกระสุนจริงในอาคารรบประชิด, การรบในพื้นที่สิ่งปลูกสร้าง, การฝึกการส่งลงทั้งการลงเชือกเร่งด่วนและการลงทางดิ่ง การฝึกภาคสนาม และการกระโดดร่มมิตรภาพเพื่อกระชับความสัมพันธ์ร่วมกัน

การฝึกผสมรหัส Flash Thunder 25 เป็นโครงการฝึกระหว่างกองทัพบกไทยและกองทัพบกสาธารณรัฐสิงคโปร์ ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2540 ภายใต้ชื่อรหัส Blue Thunder จากนั้นในปี 2541 ได้เปลี่ยนชื่อการฝึกเป็นรหัส Flash Thunder ซึ่งกองทัพบกไทยได้จัดหน่วยกองพันจู่โจมเข้าร่วมการฝึกกับหน่วยกองพันคอมมานโดที่ 1 ของกองทัพบกสิงคโปร์ และหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสิงคโปร์มีความสัมพันธ์อันดีตั้งแต่ปี 2508 ถือเป็นมิตรประเทศที่มีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ที่ยาวนานและแน่นแฟ้น และในปีนี้เป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ การเข้าร่วมฝึกผสมรหัส Flash Thunder 25 ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือทางทหารที่มุ่งพัฒนาทักษะ เสริมสร้างขีดความสามารถของกำลังพลหน่วยรบพิเศษ และสานสัมพันธ์อย่างยั่งยืน



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

สำนักงานประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และความมั่นคงกองทัพบก ลงพื้นที่เชียงราย-พะเยา ติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และขยายผล “ทหารพันธุ์ดี” เพื่อความมั่นคงยั่งยืน

สำนักงานประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และความมั่นคงกองทัพบก ลงพื้นที่เชียงราย-พะเยา ติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และขยายผล “ทหารพันธุ์ดี” เพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เมื่อวันที่ 25-26 มิถุนายน 2568 คณะสำนักงานประสานราชการในพระองค์ กองทัพบก (สปร.ทบ.) นำโดย พลเอก พรมงคล พึ่งเสมา ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และความมั่นคงกองทัพบก เป็นหัวหน้าคณะ ได้เดินทางไปราชการในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 จังหวัดเชียงราย และจังหวัดพะเยา เพื่อติดตามความก้าว หน้าการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการทหารพันธุ์ดี ตลอดจนโครงการตามแนวพระราชดำริอื่น ๆ ในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยทหารในพื้นที่ โดยมี พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 พร้อมด้วยผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา ร่วมให้การต้อนรับคณะ ณ ค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

โดยภารกิจสำคัญในการเดินทางครั้งนี้ ครอบคลุมการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อาทิ โครงการดอยยาว ดอยผาหม่น ดอยผาจิ จังหวัดพะเยาและเชียงราย, โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านหนองห้า อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา, โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงบ้านสันติสุข อำเภอปง จังหวัดพะเยา รวมถึงโครงการทดลองเลี้ยงแกะและสัตว์ปีก บ้านร่มฟ้าทอง อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย

ซึ่ง คณะสำนักงานประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และความมั่นคงกองทัพบก ได้ฟังการบรรยายสรุปความคืบหน้าการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการทหารพันธุ์ดี ของหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา , ตรวจเยี่ยมโครงการเลี้ยงแพะพระราชทานพันธุ์แบล็คเบงกอล, ตรวจเยี่ยมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปางขอน เพื่อเป็นการติดตามการขยายผลการดำเนินการของความคืบหน้าการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการทหารพันธุ์ดี ตามแนวทางการบริการเครือข่ายการมีส่วนร่วม เพื่อความมั่นคง ในปีงบประมาณ 2568

นอกจากนี้ คณะสำนักงานประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และความมั่นคงกองทัพบก ยังได้เยี่ยมชมโครงการทหารพันธุ์ดี และโครงการผลิตแพะพระราชทานพันธุ์แบล็คเบงกอล “เพื่อนช่วยเพื่อน” ซึ่งดำเนินการโดยมณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) และกองพันทหารราบที่ 17 กรมทหารราบที่ 17 (ร.17 พัน.3) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และส่งเสริมอาชีพแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

ในการนี้ คณะ สำนักงานประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และความมั่นคงกองทัพบก ได้รับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงานจากหน่วยที่รับผิดชอบในพื้นที่ ก่อนเดินทางลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านปางขอน อำเภอเมืองเชียงราย พร้อมพบปะประชาชนในพื้นที่และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบปัญหาและข้อเสนอแนะในการพัฒนาและขยายผลโครงการฯ ไปยังพื้นที่ใกล้เคียง

สำหรับโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ในการติดตามครั้งนี้ นับเป็นการต่อยอดพระราชดำริด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต การเกษตรบนพื้นที่สูง การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการส่งเสริมอาชีพอย่างยั่งยืน ซึ่งกองทัพบกโดย สำนักงานประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และความมั่นคงกองทัพบก ให้ความสำคัญในการประสานเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคประชาชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามแนวทาง “ประชาชนอยู่ดี มีสุข”


นที มีเดช รายงาน