“เตรียมพบกับศูนย์การแพทย์แผนไทย ที่ รพ.สามพราน จ.นครปฐม เร็วๆ นี้

“เตรียมพบกับศูนย์การแพทย์แผนไทย ที่ รพ.สามพราน จ.นครปฐม เร็วๆ นี้ โดยความร่วมมือระหว่าง อบจ.นครปฐม, กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, สำนักงานสาธาธารณสุขจังหวัดนครปฐม และโรงพยาบาลสามพราน”

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม 2568 นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐม ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ กับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, สำนักงานสาธาธารณสุขจังหวัดนครปฐม และโรงพยาบาลสามพราน ณ เวทีกลาง งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติและการประชุมวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือกแห่งชาติ ครั้งที่ 22 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมมือขับเคลื่อนพันธกิจ พัฒนาคุณภาพ มาตรฐานการบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และนำไปใช้ในระบบบริการสุขภาพอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย และเป็นทางเลือกให้แก่ประชาชนในการดูแลสุขภาพ อีกทั้งเป็นการขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

รองผู้ว่าฯ ประจวบฯ ร่วมคัดเลือก ตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลนาหูกวาง

ประจวบคีรีขันธ์ – รองผู้ว่าฯ ประจวบฯ ร่วมคัดเลือก ตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลนาหูกวาง

ที่องค์การบริหารส่วนตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายปรีดา สุข ใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานคณะกรรมการคัดสรรพัฒนาชุมชนดีเด่นพร้อมด้วย นางสาวกุลณิศ ศรีวชิรวัฒน์ พัฒนาการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และคณะกรรมการฯ จากส่วนราชการ ได้แก่ ผู้แทนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด, ท้องถิ่นจังหวัด, ผู้แทนเกษตรจังหวัด และคณะทำงานจากสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมคัดสรรกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่น ประจำปี 2568 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลนาหูกวาง

โดยมี นายสิทธิชัย คงหอม นายอำเภอทับสะแก, นางรัตนากร ศรวัฒนา พัฒนาการอำเภอทับสะแก, นายสายชล ชนะภัย น.ส.ทิฆัมพร ยอดใหญ่ รองนายกอบต.นาหูกวาง, นายอรุษ ห้วยหงษ์ทอง กำนันตำบลนาหูกวาง พร้อมเกษตรอำเภอ ประมงอำเภอ สาธารสุขอำเภอ สัสดีอำเภอ และภาคีเครือข่ายการพัฒนาทั้งภาครัฐ และเอกชน ตลอดจน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนตำบลนาหูกวาง ร่วมให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

การนำเสนอผลงานวันนี้ พระครูวินัยธรเสรี อตฺตสาโร เจ้าคณะตำบลอ่างทอง เขต 2 เจ้าอาวาสวัดเขาบ้านกลาง ร่วมรับฟัง นับเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและความเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้นำเสนอ ซึ่งอำเภอทับสะแก มีกลุ่มเป้าหมาย เข้าร่วมการคัดสรรกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่น รวม 5 กลุ่มเป้าหมาย ดังนี้

  1. ตำบลนาหูกวาง ตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
  2. หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านหนองกลางดง หมู่ที่ 9 ตำบลนาหูกวาง
  3. วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตน้ำมันมะพร้าวบ้านประดู่ลาย
  4. นายไพรัช ทองมาก ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน ​(ผู้นำ อช.) ชาย
  5. นางสาวน้ำฝน คีรีศรี ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน ​(ผู้นำ อช.) หญิง

ภายในบริเวณงานมีการจัดนิทรรศการ ซึ่งมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ นิทรรศ การจากสำนักงานเกษตรอำเภอ ปศุสัตว์อำเภอ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมชมการจัดนิทรรศการแหล่งท่องเที่ยวหาดแหลมกุ่ม ป่าสนเหมืองแร่ การจัดการขยะ การฝึกอาชีพ การทำกระถางปลูกผักใช้น้ำน้อย การทำหมวกเจล การทำไม้กวาด การทำผ้ามัดย้อม และการแสดง ผลิตภัณฑ์ ด้านการ เกษตรจากชาวบ้านเป็นต้น


ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

แฟลช เอ็กซ์เพรส เปิด “ศูนย์การเรียนรู้ เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษา”

แฟลช เอ็กซ์เพรส เปิด “ศูนย์การเรียนรู้เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษา”

ณ โรงเรียนบ้านห้วยน้ำเค็ม อำเภอวังน้ำเขียว บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด โดยนางสาว ปรินทร์ทิพย์ อิสริยเมธา ผู้ช่วยรองกรรมการผู้อำนวยการสื่อสารองค์กร และรัฐกิจสัมพันธ์ กลุ่มธุรกิจแฟลช เป็นผู้แทนบริษัทฯเปิด “ศูนย์การเรียนรู้แฟลช เอ็กซ์เพรส เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษา” ณ โรงเรียนบ้านห้วยน้ำเค็ม ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนคร ราชสีมา การเปิดศูนย์การเรียนรู้เพื่อการศึกษาดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของ “คุณคมสันต์ ลี” ผู้ก่อตั้งบริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส ที่ต้องการสร้างโอกาสทางการศึกษา และลดความไม่เท่าเทียมด้านการศึกษาให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนทรัพยากรทางการศึกษา เพราะเชื่อว่าการศึกษาคือจุดเริ่มต้นของโอกาสที่ดีในชีวิต และเป็นต้นทุนในการสร้างอนาคตและพัฒนาประเทศ โดยแฟลช เอ็กซ์เพรส เข้าไปช่วยพัฒนา และจัดทำศูนย์การเรียนรู้แห่งใหม่ที่ประกอบไปด้วยการปรับปรุงอาคารเรียน และสร้างห้องการเรียนรู้แห่งใหม่ พร้อมมอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียนบ้านห้วยน้ำเค็ม อันเป็นการต่อยอดทางการศึกษานอกห้องเรียนเพื่อให้นักเรียนสามารถสืบค้นข้อมูลความรู้เพิ่มเติมผ่านสื่อต่างๆที่ต้องการได้ด้วยตนเอง


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

ลุงพล ผู้เข้าใจราคาทุเรียน มีขึ้นมีลง ส่วนหนึ่งสาเหตุมาจากดิน ฟ้า อากาศ

อุทัยธานี – ลุงพลผู้เข้าใจราคาทุเรียนมีขึ้นมีลง ส่วนหนึ่งสาเหตุมาจากดิน ฟ้า อากาศ หากดินดีก็จะได้ผลผลิตที่ดีตามมา

เกษตรกรจังหวัดอุทัยธานี ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชไร่ที่มีราคาตกต่ำไม่แน่นอน หันไปปลูกทุเรียนผลไม้ที่มีมูลค่าสูง ทำให้มีรายได้และคุณภาพชีวิตดีขึ้น ทั้งยังได้ผลผลิตทุเรียนคุณภาพ ทำรายได้หลักแสนถึงหลักล้านต่อปี

ผู้สื่อข่าว รายงานที่สวนทุเรียนนาย โสพล กังวาล อายุ 65 ปี เจ้าของสวนบ้านสวนภูเวียง หรือสวนลุงพล หมู่ 1 บ้านไซเบอร์ ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีพื้นที่ปลูกทุเรียน 7 ไร่ โดยมีพันธุ์หมอนทอง และพันธุ์หลงลับแล

ลุงพล เริ่มทดลองปลูกทุเรียนในพื้นที่มาเมื่อ 12 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้เคยปลูกสับปะรด แต่เห็นว่าราคาทุเรียนนั้นเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานได้ดี ซึ่งส่วนใหญ่ประชาชนมักชอบรับประทาน โดยไม่ได้จำหน่ายให้พ่อค้าคนกลาง แต่จะมีลูกค้าเอามาซื้อถึงไร่ และส่งตามช่องทางของออนไลน์ โดยสวนทุเรียนลุงพลนั้นติดกับลำธาร น้ำตกไซเบอร์ และน้ำตกแก่งสาวน้อย

ทั้งนี้ ตัวลงพลเอง เข้าใจเจ้าของสวนทุเรียนดี เนื่องจากราคานั้นก็จะมีขึ้นมีลง บางครั้งก็ได้ราคาสูงบ้าง ราคาต่ำบ้าง และราคามาตรฐาน แต่ส่วนหนึ่งก็มาจากสาเหตุการปลูก ที่จะมาเรื่องดิน ลมฟ้าอากาศ แต่หากดินดี ก็จะได้ผลผลิตที่ดี


ภาวณี ศรีอนันต์ รายงาน

สวนกระแสเศรษฐกิจ สาวใจบุญแจกทานฟรีมูลค่ากว่าครึ่งแสน ทุกวันพระ

จังหวัดลพบุรี – สวนกระแสเศรษฐกิจสาวใจบุญแจกทานฟรีมูลค่ากว่าครึ่งแสนทุกวันพระ

ชาวบ้านจำนวนมากจับจองพื้นที่ จองคิวรับอาหารสดปรุงสุก สะอาด พร้อมเงินสด จากสาวใจบุญขายเพชร ที่ไม่ต้องมีเงื่อนไขใดๆ แค่สวดมนต์พร้อมกันก่อนรับอาหาร จะเอาเท่าไรไม่ว่าแต่ขอให้ซื่อสัตย์เพื่อที่จะได้เอาไปกินเอาไปฝากครอบครัว ยืนยันจะมีให้ทุกวันพระ ชาวบ้านต่างยกมือท่วมหัว สาธุกับสาวใจบุญ ด้านสาวใจบุญเผยเพียงเพื่อต้องการให้พ่อเนพระ แม่ที่บวชเป็นชีได้มีความสุขในช่วงชรา สุดท้ายพ่อแม่จะได้ติดบุญไปจนภพหน้า

ลพบุรีสวนกระแสเศรษฐกิจ ข้าวของแพง สองสาวใจบุญพี่น้องได้โพสต์ ข้อความลงในเพจแจ้งเหตุลพบุรี “เจ้ราตรี แสวงสุข น้อมแบ่งปันข้าวกล่องหมูตับพริกอ่อน และข้าวหมูตับกระเทียมคู่ข้าวหอมมะลิร้อนๆ 2,200 กล่อง น้อมแบ่งปันแด่พี่น้องผู้เป็นที่รัก พิกัด 5 โมงเย็นครึ่ง เย็นนี้หน้าร้านเพชรบ้านอัญมณี ขอความอิ่มกายอิ่มใจ จงสำเร็จแด่ทั้งผู้ให้และผู้รับ”

เวลา 15.30 น.วันที่ 3 ก.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวสังเกตว่าได้มีประชาชนทยอยเดินทางมาจับจองพื้นที่ จองคิวโดยการวางสิ่งของ รองเท้า กระเป๋า ยาวกว่า 200 เมตร จนเวลาประมาณ 17.00 น. ประชาชนจำนวนมาก ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ผู้สูงวัย ผู้พิการ ต่างเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบ ร้อยเพื่อรอรับอาหาร ซึ่งได้ทำความเข้าใจกันก่อนว่าขอความเป็นระเบียบเพื่อสะดวกกับการแจกจ่าย ซึ่งประชาชนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งก่อนแจกได้มีคุณราตรี แสวงสุข อายุ 51 ปี สาวสวยใจบุญ ได้นิมนต์พระ และแม่ชี ซึ่งเป็นพ่อและแม่ร่วมในการแจกด้วย ทุกคนล้วนยิ้มแย้มแจ่มใส เริ่มจากเชิญชวนทุกคนที่มาร่วมสวดมนต์ เพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเอง ครอบครัว และผู้ที่แจกทาน ก่อนเริ่มแจกน้ำลำไย น้ำมะตูม ตามด้วยข้าวกล่องหมู ตับทอดกระเทียม หมูตับผัดพริกอ่อน พบชาวบ้านที่มาไม่มีใครขอเพียงกล่องเดียว ต่างใส่ถุงกลับบ้านฝากครอบครัวอย่างเต็มที่ ขอให้บอกว่าเอาเท่าไร ไม่มีข้อแม้ อีกทั้งยังได้แจกเงินสดจำนวน 100 บาท สำหรับผู้สูงวัย ผู้พิการและเด็ก

ชาวบ้านที่มารับอาหารกล่าวว่าที่นี่ของจริง ไม่มีเงื่อนไข ขอให้หิว จะยากดีมีจนไม่สนใจ เอาไปให้อิ่ม สร้างความสุขให้กับหลายร้อย หลายพันครอบครัว ที่ทุกวันพระจะต้องมา โดยทางสาวใจบุญ ที่พวกตนเองไม่รู้จัก ได้ทำสิ่งนี้มานานนับปี โดยขอให้ทุกคนที่มาเพียงแค่สวดมนต์ ให้กับครอบครัวของเขาเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นคนใจบุญ เป็นคนที่มีบุญโดยแท้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน พวกตนก็ได้แต่เพียงอวยพรให้เขาเจริญรุ่งเรือง สุขภาพร่างกายแข็งแรง อนุโมธนาบุญไปกับเขาด้วย

ด้านนางสาวราตรี แสวงสุข อายุ 51 ปี สาวสวยใจบุญ ที่แจกอาหารจนครบคนสุดท้าย กล่าวว่าตนเอง พี่สาว ครอบครัว ประกอบอาชีพส่วนตัว มีร้านเพชรมีกิจการเป็นของตนเอง มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ขาดการทำบุญทำทาน โดยได้ปรึกษาหารือกับครอบครัวว่า ทุกวันพระเราจะทำอะไรดี เพื่อพ่อและแม่ ให้มีความสุข ให้เห็นรอยยิ้ม ให้เห็นความจริงกับการทำบุญ จึงได้ตั้งปฎิญานว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป ทุกวันพระเราจะเริ่มแจกทานกับผู้ยากไร้ ผู้ป่วย ผู้พิการ รวมถึงเด็กกลุ่มเปราะบาง โดยเริ่มจากการแจกข้าวกล่อง ตั้งแต่ 500 700 1,000 2,000 จนถึงวันนี้กว่า 2,200 กล่อง มูลค่ากว่า 5 หมื่น

สาวใจบุญกล่าวต่อว่า ตนเองอยากเห็นรอยยิ้มของชาวบ้าน อยากเห็นความสุขของพระ แม่ชี ซึ่งเป็นพ่อและแม่ซึ่งท่านชราภาพมากแล้ว อยากให้พ่อและแม่ติดใบบุญ ไปจนถึงวาระสุดท้ายที่จะได้ติดบุญไปจนถึงภพหน้า สาวใจบุญกล่าวว่าเหลือเชื่อพ่อแม่ที่คล้ายคนชราทั่วไป สุขภาพร่างกายทรุดโทรม แต่เมื่อได้มาเห็นชาวบ้านมีความสุข พ่อกับแม่ก็กระกระฉับกระเฉงกระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที ทั้งนี้ขอขอบคุณผู้สื่อข่าว ขอบคุณชาวบ้านทุกคน วันพระหน้าให้มารับอาหารได้โดยไม่มีเงื่อนไข อยากทุกคน ผู้ที่มีรายได้น้อย ผู้ยากไร้ ผู้ป่วย และผู้พิการ สามารถรับมารับอาหารไปประทานได้ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระครอบครัวและเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อีกทางหนึ่ง


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือ ปภ. จัดอบรมหลักสูตร “การค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง (Urban Search And Rescue)” แก่ทีมบรรเทาสาธารณภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือ ปภ. จัดอบรมหลักสูตร “การค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง (Urban Search And Rescue)” แก่ทีมบรรเทาสาธารณภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมศักยภาพ เพิ่มขีดความสามารถ พร้อมรับมือภัยพิบัติ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในระดับมาตรฐานสากล ณ ศูนย์ฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันฝ่ายพลเรือน จังหวัดชัยนาท

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการฯ พร้อมด้วย นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิกฯ เป็นประธานมอบใบวุฒิบัตรให้แก่ทีมบรรเทาสาธารณภัย ที่สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตร “การค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง (Urban Search And Rescue) หรือ “USAR” เป็นโครงการฝึกอบรมที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน-2 กรกฎาคม พ.ศ.2568 เพื่อฝึกทักษะ เพิ่มพูนความรู้ความสามารถ และทบทวนการปฏิบัติภารกิจการค้นหาและกู้ภัยฯ ตามหลักมาตรฐานสากล พร้อมทบทวนข้อมูลและเรียนรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบโครงสร้างต่างๆ การพิจารณาสาเหตุรอยร้าว การตรวจสอบอาคารวิบัติ การเข้าแก้ไขเบื้องต้น ฯลฯ

โดยแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติเรียนรู้วิธีลดการพังทลายของโครงสร้างอาคาร การกำหนดสัญลักษณ์การค้นหา ฯลฯ รวมถึงเรียนรู้เกี่ยวกับภารกิจของสุนัขกู้ภัย (K9) โดยมี นายเกริกเสกข์สัณห์ วาสะสิริ ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการพิเศษค้นหาและกู้ภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผศ.ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกสภาวิศวกร พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญฯ ร่วมเป็นวิทยากรในการฝึกอบรม พร้อมด้วยนายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นางสาวณัฐกานต์ ขำคม ผู้จัดการฝ่ายบุคคลและฝึกอบรม และนางสาวพิมพ์ณภัท สุนทรฐิติวงษ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร ร่วมสังเกตการณ์ ณ ศูนย์ฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันฝ่ายพลเรือน จังหวัดชัยนาท

สำหรับการพัฒนาบุคลากรด้านบรรเทาสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพในระดับมาตรฐานสากล จึงได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ [MOU] ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผนึกกำลังทั้งทางด้านวิชาการ และการปฏิบัติการ เพื่อการบูรณาการการจัดการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพ ขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่และ/หรืออาสาสมัครมูลนิธิฯ และเตรียมความพร้อมรับมือสาธารณภัยให้สามารถบริหารจัดการและปฏิบัติตอบโต้เหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดทีมบรรเทาเข้าโครงการอบรมหลักสูตร “การค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง (Urban Search And Rescue)” มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ในรุ่นแรกเมื่อปี พ.ศ.2566 และได้นำองค์ความรู้ดังกล่าวช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิผล โดยเฉพาะเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2568 ที่ผ่านมา

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาบุคลากรควบคู่กับพัฒนาโครงการ เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศปป.3 ลุยชายแดนกาญจน์ ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมข้ามชาติ–สกัดภัยก่อการร้าย

ศปป.3 ลุยชายแดนกาญจน์! ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมข้ามชาติ–สกัดภัยก่อการร้าย

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 พล.ท.ชนินทร์ สิงหนาทนิติรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 3 (ศปป.3) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ตรวจคนเข้าเมือง แรงงาน การไฟฟ้า และ กสทช.เขต 13 เพื่อวางแผนเชิงรุกป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการก่อการร้ายในพื้นที่ชายแดน

จังหวัดกาญจนบุรี ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ มีทั้งด่านถาวรและช่องทางธรรมชาติ ซึ่งกลุ่มอาชญากรรมมักใช้เป็นเส้นทางลักลอบเข้าสู่ประเทศ

ผอ.ศปป.3 เน้นย้ำการบูรณาการข้อมูลข่าวสารแบบเรียลไทม์ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ และสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังในพื้นที่ เพื่อยกระดับความมั่นคงและความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.ร่วมภาคีเครือข่ายจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

วช. ร่วมภาคีเครือข่ายจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน “มุ่งเป้าอนาคตประเทศ ไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย“ ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 และน้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้งใน 10 จังหวัด” ตามยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติเป็นประธานในพิธีเปิด

พร้อมนี้ผู้บริหารที่เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน, ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน), ดร.วิจารณ์ สิมาฉายา ประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญของเป้าหมาย สำคัญฯ เรื่อง “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด” ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด” นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมกับ ผู้บริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน ผู้บริหาร (วช.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะนักวิจัย ณ โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวถึง (วช.) ได้ร่วมกับ (สวก.) ดำเนินการการขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ (ววน.) ในประเด็น “ประ เทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5” และ “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ในพื้นที่จังหวัดเป้าหมาย โดยกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการลดจุดความร้อน ฝุ่น PM2.5 และผลกระทบต่อสุขภาพ รวมถึงเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในระดับตำบล ความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีในพื้นที่ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และหน่วยงานท้องถิ่น มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการองค์ความรู้เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากงานวิจัยไปใช้แก้ปัญหาเชิงพื้นที่ (วช.) มุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานทุกระดับ เพื่อให้การวิจัยตอบโจทย์ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม. ความร่วมมือนี้ยังสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นอย่างจริงจัง และส่งเสริมการพัฒนาอย่างครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ภายในงาน ได้มีการกล่าวจุดมุ่งหมายของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ โดย

  1. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
  2. นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน
  3. ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
  4. นายอนันต์ เพ็ชร์หนู ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1
  5. นายวีรยุทธ ปิ่นแก้ว รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่
  6. นายวัลลภ นามวงศ์พรม รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่
  7. นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจจังหวัดเชียงใหม่
  8. นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน
  9. นายพงษ์เทพ มนัสตรง ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน
  10. นายภาณุพงศ์ ไชยวรรณ์ ประธานสภาลมหายใจจังหวัดลำพูน

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “มุ่งเป้าอนาคตไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ (ววน.) โดยส่งเสริมการใช้ผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ที่ (วช.) และ (สวก.) ให้การสนับสนุนผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นการตอบโจทย์ปัญหาเชิงพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม พร้อมส่งเสริมการบูรณาการข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนเชิงนโยบาย และเปิดโอกาสให้ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนร่วมพัฒนาพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

พร้อมนี้ มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯร่วมกันใน 2 จังหวัด

  • จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน), จังหวัดเชียงใหม่, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1, องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่, สภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และสภาลมหายใจจังหวัดเชียงใหม่
  • จังหวัดลำพูน ระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน),จังหวัดลำพูน,สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1,องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน,สภาวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน และสภาลมหายใจจังหวัดลำพูน

การลงนามร่วมกันของภาคีเครือข่าย ณ จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูนในครั้งนี้ เป็นการมุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางการทำงานร่วมกันกับภาคีเครือข่าย “การขับเคลื่อนมุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” ใน 2 ประเด็น ได้แก่ ประเด็น : น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง และประเด็น : ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญของเป้าหมาย สำคัญฯ เรื่อง “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด” รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด” นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ผู้บริหารส่วนราชการในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน และคณะนักวิจัย

ทั้งนี้ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ และกิจกรรม “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาดน้ำมั่นคง” จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการรวมพลังทุกภาคส่วนในการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ “แก้ปัญหาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน” และ “ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน” ผ่านความร่วมมือเชิงบูรณาการต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ดีพร้อม” ดันซอฟต์พาวเวอร์แฟชั่นไทย คัด 3 แบรนด์ ชนะเลิศ ชูศักยภาพนักออกแบบไทย โชว์ผลงานสู่ระดับสากล ตามนโยบาย รมว.เอกนัฏ

“ดีพร้อม” ดันซอฟต์พาวเวอร์แฟชั่นไทย คัด 3 แบรนด์ชนะเลิศ ชูศักยภาพนักออกแบบไทย โชว์ผลงานสู่ระดับสากล ตามนโยบาย รมว.เอกนัฏ

นางดวงดาว ขาวเจริญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้รับมอบหมายจาก นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีปิดกิจกรรมพัฒนานักออกแบบดีพร้อมในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (DIPROM Thai Designer Lab) โดยมี นางสาวนันท์ บุญยฉัตร ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ (DIPROM) ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ ลาน Co-Event Space Zone A ชั้น G ศูนย์การค้ายูเนี่ยน มอลล์ ลาดพร้าว

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ดำเนินการตามนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ของนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในการสนับสนุนพลังสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ของประเทศไทย ผ่านการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยด้วย 6 กลไกที่สำคัญ คือ

  1. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytic)
  2. การเทคโนโลยี ดิจิทัล นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ (Technology /Digital /Innovation /Creative)
  3. การสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน (Funding)
  4. การเชื่อมสิทธิประโยชน์ (Privilege)
  5. การเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตร (Networking) และ
  6. การผลักดันธุรกิจสู่สากล (Connect to the world) เพื่อให้วิสาหกิจไทยในระบบการพัฒนาสามารถ “สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างเครือข่าย” เพิ่มศักยภาพวิสาหกิจไทยให้สามารถยกระดับธุรกิจให้เติบโต และแข่งขันได้อย่างมั่นคง

ในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ดีพร้อม โดยกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (กส.กสอ.) ได้จัดกิจกรรมพัฒนานักออกแบบดีพร้อมในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ DIPROM Thai Designer Lab มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักออกแบบให้มีการต่อยอดองค์ความรู้ สามารถนำเครื่องมือเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ ทั้งในด้านการออกแบบ กระบวนการผลิต การตลาด สามารถสร้างความโดดเด่นเป็นอัตลักษณ์ให้กับแบรนด์ของตนเอง และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่รู้จักในระดับสากล สอดคล้องตามนโยบาย “ปฏิรูปอุตสาหกรรม” ด้วยการเสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทาน สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ พัฒนาทักษะบุคลากร รวมถึงการสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันของ SMEs ไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผู้ประกอบการไทยสู่สากล ของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 มีผู้ประกอบการได้รับคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 28 ราย ยกระดับผ่านหลักสูตรสำหรับพัฒนานักออกแบบ ประกอบด้วย

  1. การฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการทำธุรกิจแฟชั่น การสร้างแบรนด์ การออกแบบ การสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์สินค้า และการตลาดที่สามารถตอบสนองตามความต้องการของผู้บริโภค
  2. การศึกษาดูงาน ณ LV The Place Bangkok และ OHM Thailand เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการออกแบบ
  3. การจัดกิจกรรมค่ายปฏิบัติการออกแบบ (Design Lab) โดยมีนักออกแบบมืออาชีพในการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก บ่มเพาะไอเดียสร้างสรรค์ เสริมเทคนิค และแนวคิดด้านการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการสู่ระดับสากล
  4. การให้คำปรึกษาแนะนำด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ตรงกับความต้องการของตลาด แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ และ
  5. การจัดประกวดผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ในหัวข้อ Soft Power

โดยมีผลงานผ่านการคัดเลือกได้รับรางวัลชนะเลิศ จำนวน 3 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์ Feel Youth แบรนด์ PAKAPAN.s และแบรนด์ LUUMI ซึ่งทั้ง 3 แบรนด์ จะได้รับโอกาสในการ นำสินค้าไปจัดแสดงที่งาน Lifestyle Week Tokyo Big Sight ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 กรกฎาคม 2568 ณ ประเทศญี่ปุ่น อีกด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

บุกตรวจ! โรงงานลอบผลิตเหล็กไฟเบอร์ดำไร้มาตรฐาน เสี่ยงอันตรายทั่วประเทศ

บุกตรวจ! โรงงานลอบผลิตเหล็กไฟเบอร์ดำไร้มาตรฐาน เสี่ยงอันตรายทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 : ชลบุรี ทีมข่าวเฉพาะกิจ ลงพื้นที่ติดตามกรณีโรงงาน เอส เอส อาร์ ที 2009 จำกัดในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี หลังมีผู้บริโภคร้องเรียนว่ามีการผลิตสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังคงเดินเครื่องจักรผลิตเหล็กไร้มาตรฐานถูกส่งขายไปแล้วในหลายพื้นที่ จากการตรวจสอบพบว่าเหล็กที่ผลิตถูกส่งต่อให้บริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร บริษัทดังกล่าว มีการลักลอบผลิต “เหล็กไฟเบอร์ดำ” (GFRP) โดยไม่ได้มาตรฐาน และไม่ได้รับอนุญาต โรงงานไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4)ไม่มีระบบควบคุมมลพิษ ทั้งฝุ่น เสียง และน้ำเสียส่งกลิ่นเหม็นและเสียงดังรบกวนชุมชน ไม่มีมาตรการด้านความปลอดภัย ผลิตภัณฑ์ไม่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (มอก.) โดยภายหลังผู้บริโภคมีการร้องเรียนและแจ้งความไว้ที่ สภ.กระทุ่มแบน โดยได้ส่งคืนสินค้าให้กับโรง งานแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินคืน และอยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมาย

โดยการตรวจสอบครั้งนี้ดำเนินการโดย สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ร่วมกับหน่วยงานภาคี ได้แก่ เทศบาลตำบลห้วยใหญ่,สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี,ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี (ตม.),กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.),พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกันเข้าตรวจสอบ บริษัทเอส.เอส.อาร์.ที 2009 จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 21/4 ม.5 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมี นายสุวัฒน์ (ขอสงวนนามสกุล) วิศวกร เป็นผู้นำตรวจสอบภายในโรงงาน

ผลการตรวจสอบปรากฎ ดังนี้ บริษัทดังกล่าวประกอบกิจการผลิตไฟเบอร์ GFRP และตะแกรงสาน GFRD สำหรับใช้ในงานก่อสร้าง (ลักษณะคล้ายเหล็กเส้นแต่ใช้เส้นใยแก้วเป็นส่วนประกอบ) ขณะตรวจสอบมีคนงานปฏิบัติงานในพื้นที่ จำนวน 13 คน มีการใช้เครื่องจักรในการประกอบกิจการทั้งสิ้น 107.62 แรงม้า

อุตสาหกรรม จ.ชลบุรี พบว่าบริษัทฯ ไม่มีใบอนุญาตจัดตั้งและประกอบกิจการโรงงาน ลำดับ 32(2) ตาม พรบ.โรงงาน พ.ศ.2535 ไม่พบการติดตั้งระบบ ขจัดมลพิษทางอากาศ ในโรงงานมีกลิ่นเหม็น มีแรงงานต่างด้าว จำนวน 9 คน มีเอกสาร ครบถูกต้อง แต่นายจ้างไม่ได้แจ้งที่พักอาศัยฯ

อุตสาหกรรม จ.ชลบุรี ได้เก็บตัวอย่างวัสดุคล้ายเหล็กเส้น จำนวน 3 ชิ้น ไปตรวจสอบ หากว่ามีการกระทำความผิด เพิ่มเติม จะไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อ พงส.เมืองพัทยา ให้ดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 139(2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ 2541 จึงขอเชิญ กรรมการหรือตัวแทนที่ได้รับมอบหมาย ไปพบในวันที่ 9 ก.ค.2568 ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน

เจ้าหน้าที่ ตม.จ.ชลบุรี ได้ร่วมจับกุมตัว นายธเนศ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 22 ปี ที่อยู่ 136/78 ต.หนองปลาไหล อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยกล่าวหาว่า เป็นเจ้าบ้านเจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหะสถานหรือผู้จัดการโรงแรมซึ่งรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัย ไม่แจ้งคนต่างด้าวเข้าพักอาศัยต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 24 ชม. ตาม พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522

เทศบาลตำบลห้วยใหญ่ ได้แจ้ง ให้บริษัทฯ ทราบว่า จัดตั้งและประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต และสั่งให้บริษัทฯ หยุดดำเนินการ ในทันที


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน