ประจวบฯ เปิดตลาดด่านสิงขรคึกคัก ชาวไทย-เมียนมา นำสินค้ามาวางขายกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน 2 ประเทศ

ประจวบฯ – เปิดตลาดด่านสิงขรคึกคัก ชาวไทย-เมียนมา นำสินค้ามาวางขายกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน 2 ประเทศ

เมื่อวันที่ 4 ก.ค.68 บรรยากาศการเปิดตลาดการค้าด่านสิงขร วันแรก ที่บริเวณจุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร บ้านไร่เครา ต.คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบฯ เริ่มคึกคัก มีบรรดาผู้ค้าทั้งชาวไทยและชาวเมียนมาพากันนำสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร สินค้าพื้นถิ่นมาวางจำหน่าย โดยครั้งนี้เป็นการนำร่องเปิดตลาด 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 4-13 ก.ค.68 จากนั้นจะมีการเปิดตลาดทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ผ่านช่องทางด่านสิงขร อีกครั้ง หลังจากทางเมียนมาได้มีการปิดด่านมูด่อง อ.ตะนาวศรี จ.มะริด ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับช่องทางสิงขรไปนานตั้งแต่ช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่อเนื่องมาถึงการเกิดสถานการณ์ความไม่สงบในฝั่งเมียนมา โดยผ่อนปรนให้เฉพาะการขนส่งสินค้าข้ามแดนเท่านั้น แต่ปัจจุบันสถานการณ์ฝั่ง จ.มะริด เป็นปกติจึงมีการกลับมาเปิดด่านให้บุคคลสามารถเดินทางข้ามแดนระหว่างกันได้

นายวิษณุลักษณ์ คุ้มเดช และ นางสาวอุไร อีคฮูท ประชาชนที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่ด่านสิงขร กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้เห็นด่านสิงขรกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังจากที่เงียบเหงาไปนานตั้งแต่ช่วงเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 วันนี้เป็นวันแรกที่เปิดตลาด ผู้ค้าอาจจะยังไม่มาก ประกอบกับนักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยรู้มากนัก เชื่อว่าถ้าเป็นช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ บรรยากาศน่าจะคึกคักมากกว่านี้ โดย จ.ประจวบฯ มีแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง มาที่นี่แล้วก็สามารถที่จะเดินทางต่อไปเที่ยวที่อื่นได้อีก ส่วนตัวชอบที่ชาวเมียนมามักจะนำต้นไม้แปลก ๆ มาวางขาย อยากเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมาที่ด่านสิงขรกันมาก ๆ เพื่อให้มีความคึกคัก มีการจับจ่ายใช้สอยอุดหนุนสินค้าของชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนทั้ง 2 ประเทศ ด่านตรงนี้มีความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่คอยดูแล และหากเป็นไปได้ก็อยากจะเดินทางข้ามไปท่องเที่ยวที่ฝั่งเมียนมาเช่นกัน

ทั้งนี้ ศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมา จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้มีคำสั่งที่ 1/2568 เรื่องการกำหนดมาตรการในการใช้ช่องทางผ่านแดน ณ จุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบฯ ในช่วงวันที่ 4-13 ก.ค.68 โดยอนุญาตให้บุคคลสัญชาติเมียนมา สามารถเดินทางเข้ามาในฝั่งไทยได้ตั้งแต่เวลา 06.30 น. และต้องเดินทางกลับภาย ในเวลา 18.30 น. โดยใช้หนังสือรับรองบุคคล บัตรผ่านแดนและบัตรผ่านแดนชั่วคราว และอนุญาตให้เข้าถึงเฉพาะบริเวณพื้นที่บ้านไร่เครา ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เท่านั้น

โดยให้ที่ทำการปกครอง อ.เมืองประจวบฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งจุดตรวจจุดสกัดเพื่อป้องกันการหลบหนีออกนอกพื้นที่และตรวจสอบสิ่งของผิดกฎหมายลักลอบนำเข้า จัดรถรับส่งบุคคลและสินค้า เพื่อบริการประชาชนทั้ง 2 ประเทศ และจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยตลอดระยะเวลาจัดกิจกรรม ขณะเดียวกัน บุคคลสัญชาติไทยสามารถเดินทางออกไปยังสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาได้ ตั้งแต่เวลา 06.30 น. ด้วยการใช้บัตรผ่านแดนและบัตรผ่านแดนชั่วคราว และต้องเดินทางกลับภายในเวลา 18.30 น. เช่นกัน


นัครินทร์/รายงานข่าว

ศอ.จอส.พระราชทานภาค 3 ติดตาม สถานการณ์น้ำสาย ที่สะพานมิตรภาพ แห่งที่ 1 ไทย – เมียนมา ระดับน้ำยังทรงตัว-ลดลงเล็กน้อย

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตาม สถานการณ์น้ำสาย ที่สะพานมิตรภาพ แห่งที่ 1 ไทย – เมียนมา ระดับน้ำยังทรงตัว-ลดลงเล็กน้อย

เช้าวันนี้ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำสาย ซึ่งระดับน้ำยังไม่พนังกั้นน้ำ แต่มีน้ำไหลเข้าท่อระบายน้ำจำนวน 3 จุด คือ 1.บริเวณอาคารสีเหลือง 2.บริเวณตึกแม่สายคอมเพล็กซ์ 3.บริเวณที่สามซอย ไม้ลุงขน 12 โดยทั้ง 3 จุด เจ้าที่จากกรมการทหารช่าง เทศบาลแม่สาย อำเภอแม่สาย และชาวบ้าน ได้ร่วมกันนำกระสอบทรายอุดรางระบายน้ำดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ในการนี้ ศูนย์ราชการเหตุการณ์อุทกภัยอำเภอแม่สายได้แจ้งเตือนพี่น้องประชาชน ให้ยกของขึ้นที่สูงพร้อมเคลื่อนย้ายรถยนต์ สัตว์เลี้ยงไปยังที่สูง พร้อมทั้งอพยพกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการ ผู้ป่วย ไปในจุดที่ปลอดภัย

ทั้งนี้ ระดับน้ำที่สะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 ไทย-เมียนมา มีระดับสูงที่สุด ณ เวลา 11.00 น. วัดได้ 396.88 ม.รทก. (เมตร ระดับน้ำทะเลปานกลาง) และล่าสุดเวลา 16.00 น. วัดได้ 396.83 ม.รทก. ระดับน้ำลดลงเล็กน้อย ส่วนที่บ้านโจตาดาใน จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา วัดได้ 513.87 ม.รทก. ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้ำมาก และบ้านดอยต่อคำ 403.52 ม.รทก. อยู่ในเกณฑ์ปกติ


นที มีเดช รายงาน

กองทัพภาคที่ 3 จัดกิจกรรมเพื่อแสดงความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ 4 กรกฎาคม 2568

กองทัพภาคที่ 3 จัดกิจกรรมเพื่อแสดงความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณา ธิคุณ และถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ 4 กรกฎาคม 2568

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 เวลา 11.00 น. ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 7 จังหวัดพิษณุโลก พลตรี คณิศร อาสมะ รองแม่ทัพน้อยที่ 3 ผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในการจัดกิจกรรมถวายความจงรักภักดี มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค และเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษได้จัดกิจกรรมแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมทั้งถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

โดยมีผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ร่วมพิธีฯ มีพันโท เสรี ทองคู่ หัวหน้าแผนกผลิต สถานีวิทยุกระจายเสียงกองทัพภาคที่ 3 /รองหัวหน้าฝ่ายประชา สัมพันธ์ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 เป็นพิธีกรผู้ดำเนินพิธีฯ ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี ถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้


นที มีเดช รายงาน

มทบ.37 จัดกิจกรรม “กลาโหมพบสื่อ” สานสัมพันธ์เพิ่มความร่วมมือในยุคข้อมูลข่าวสาร

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกิจกรรม “กลาโหมพบสื่อ” สานสัมพันธ์เพิ่มความร่วมมือในยุคข้อมูลข่าวสาร


เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 เป็นประธานการจัดกิจกรรม “กลาโหมพบสื่อ” เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานภาครัฐ (โดยเฉพาะหน่วยทหาร) กับสื่อมวลชนท้องถิ่น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาท ภารกิจ และผลการดำเนินงานของหน่วยในสังกัดกลาโหม เพื่อเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางการประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสมต่อสาธารณชน ประชาสัมพันธ์ผลงานและความคืบหน้ากิจกรรมสำคัญในพื้นที่

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชาสัมพันธ์ของกระทรวงกลาโหม ให้เกิดความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และความร่วมมืออันดีในทุกระดับ ณ ห้องอาหารเฮือนคำแดง ร้านเอกโอชา อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย


นที มีเดช รายงาน

องคมนตรี ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ ม.ราชภัฏ เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นประจำปี 2568

องคมนตรี ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏ เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นประจำปี 2568 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม

วันนี้ (2 ก.ค. 68) พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นประจำปี 2568 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยมี นายชัชวาลย์ ปัญญารอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ให้การต้อนรับ

โดยในช่วงเช้า องคมนตรี ได้รับฟังการบรรยายสรุปการยกระดับคุณภาพการศึกษาของคณะต่างๆ ทั้ง 6 คณะ และ 1 วิทยาลัย ประกอบด้วย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ , คณะวิทยาการจัดการ , คณะเทคโนโลยีการเกษตร , คณะครุศาสตร์ , คณะพยาบาลศาสตร์ , คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และวิทยาลัยแม่ฮ่องสอน ภายใต้เป้าหมายการขับเคลื่อนการพัฒนานักศึกษาด้านคุณภาพ คุณธรรม และคุณค่า สู่ปรัชญาการเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

ส่วนในช่วงบ่าย องคมนตรี ได้รับฟังสรุปงานการขับเคลื่อนกิจการนักศึกษาทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับคณะที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะชีวิตและอำนวยการให้มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่เป็นบ้านแห่งความภาคภูมิใจ โดยใช้หลักการที่ว่า “1 นักศึกษา 1 อาชีพสำรอง 1 ศิลปวัฒนธรรม 1 การพัฒนาท้องถิ่น” กล่าวคือ นักศึกษาทุกคนมีช่องทางอาชีพสำรองที่สอดคล้องกับสาขาวิชาเอกอย่างน้อย 1 อาชีพ มีศิลปวัฒนธรรมที่สามารถปฏิบัติได้จริงจนเป็นความสามารถพิเศษ 1 เรื่อง และมีการลงพื้นที่ปฏิบัติงานหรือทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นตามบทบาทภารกิจของมหาวิทยาลัยราชภัฏ 1 พื้นที่ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเสริมสร้างให้นักศึกษารักและผูกพันกับท้องถิ่นแล้ว ยังสามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้สู่การปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมกับบริบททางภูมิสังคมที่แท้จริงได้ด้วย

ขณะเดียวกัน องคมนตรี ยังได้ร่วมประชุมหารือเป็นการส่วนตัวกับกลุ่มผู้นำนักศึกษา ประกอบด้วย นายกองค์การนักศึกษา ประธานสภานักศึกษา และประธานสโมสรนักศึกษาทั้ง 6 คณะ 1 วิทยาลัย เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมยกระดับศักยภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ ยังเดินทางลงพื้นที่ไปยังอุโบสถกลางทุ่ง วัดสบเปิง ตำบลสบเปิง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเยี่ยมชมโครงการพัฒนาท้องถิ่นของมหาวิทยาลัย อาทิ โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรประเภท “ไพล” พื้นถิ่น เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าสมุนไพรไทย / โครงการ “สานพลังวิศวกรสังคมขับเคลื่อนธนาคารเวลา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ” และโครงการ “เรียนรู้ทักษะอาชีพเกษตรและอาหารชุมชนเพื่อคนมีรายได้น้อย” เป็นต้น


นที มีเดช รายงาน

ผบ.ตร.ชื่นชมนักเรียนนายสิบตำรวจ 9 นาย มี Mindset ความเป็นตำรวจ พบอุบัติเหตุซึ่งหน้า รีบให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บทันท่วงที

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติชื่นชมนักเรียนนายสิบตำรวจ 9 นาย มี Mindset ความเป็นตำรวจ พบอุบัติเหตุซึ่งหน้า รีบให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บทันท่วงที

วันนี้ (2 กรกฎาคม 2568) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ชื่นชมนักเรียนนายสิบตำรวจ (นสต.) ที่เข้าให้ความช่วยเหลือกรณีเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2568 เวลาประมาณ 18.00 น. โดยขณะที่นักเรียนนายสิบตำรวจ ศูนย์ฝึกอบรมกลาง กองร้อยที่ 1 และกองร้อยที่ 2 รวม 9 นาย ประกอบด้วย นสต.เกริกเกียรติ จำนงจิต, นสต.ณัฐพงศ์ แพงมาก, นสต.ยศกร เพชรกาศ, นสต.วงศ์วรัณ มณีฉาย, นสต.อิทธิชัย นพรัตน์, นสต.วรพล ลาพรมมา, นสต.วัฒนา พูนอยู่, นสต.วุฒิชัย พาโคตร และ นสต.สรวิศ พรมรินทร์ ยืนรอรถโดยสารบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเดินทางกลับที่พัก ได้พบเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บในที่เกิดเหตุ นักเรียนนายสิบตำรวจ ทัง 9 นาย จึงได้ร่วมกันให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในเบื้องต้น แจ้งประสานหน่วยกู้ภัย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ สถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยการกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความมีน้ำใจ และจิตสาธารณะต่อสังคม เป็นต้นแบบและเป็นแบบอย่างที่ดี ตาม Mindset แนวคิดใหม่ของความเป็นตำรวจตามที่มอบแนวนโยบายไว้

ตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งการกำชับหน่วยที่มีภารกิจเกี่ยวกับการศึกษา การเรียนการสอน การฝึกอบรม ต้องให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการศึกษา ครูฝึก ผู้บรรยายให้ความรู้ด้านต่าง ๆ รวมทั้งฝ่ายปกครองที่เป็นต้นแบบในการขัดเกลา หล่อหลอม ปลูกฝังการเป็นตำรวจที่ดีให้สมกับการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความสามารถและแนวคิดให้กับข้าราชการตำรวจ ในส่วนของนักเรียนหรือผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกหลักสูตรซึ่งเป็นกำลังหลักของข้าราชการตำรวจ ต้องยึดมั่นในหลักกฎหมาย มีภาวะผู้นำ ดำรงตนด้วยหลักคุณธรรม จริยธรรม พร้อมปกป้อง รักษา ภาพลักษณ์ และชื่อเสียง ให้เป็นแบบอย่างแก่ข้าราชการตำรวจและพี่น้องประชาชน ให้สมกับการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา กล่าวว่า ในส่วนของกองบัญชาการศึก ษา ในฐานะเป็นหน่วยที่มีภารกิจเกี่ยวกับการศึกษา การเรียนการสอน การฝึกอบรม ได้ขับเคลื่อนข้อสั่งการของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด การเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บของนักเรียนนายสิบตำรวจในครั้งนี้ เป็นการปฏิบัติตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยยึดหลักปรับแนวคิดใหม่ มี Mindset 6 ด้าน ตามข้อสั่งการของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งนักเรียนนายสิบตำรวจทั้ง 9 นาย ได้รับการถ่ายทอดปลูกฝังจากครูฝึก แล้วนำเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอชื่นชมนักเรียนนายสิบตำรวจทั้ง 9 นาย ในการให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียนนายสิบตำรวจที่จะก้าวเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่มีคุณภาพต่อไป


มช. จัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านนโยบายสาธารณะ “ICPP 2025″

มช. ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านนโยบายสาธารณะ “ICPP 2025″ แลกเปลี่ยนความรู้ด้านนโยบายสาธารณะระดับนานาชาติ ส่งเสริมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมท้องถิ่น

วันนี้ (2 ก.ค. 68) ที่ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ จ.เชียงใหม่ ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรมอุดม ศึกษาแห่งชาติ (สกอ.) พร้อมด้วย ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยา ลัยเชียงใหม่, ผช.ศ.ดร. อรอร ภู่เจริญ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, M Ramesh Président IPPA, Evangelia Petridou IRPP Editor, Philippe Zittoun General Secretary ได้ร่วมกันเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านนโยบายสาธารณะ “ICPP 2025” หรือ The 7th International Conference on Public Policy (ICPP 2025) ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–4 กรกฎาคม 2568 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านนโยบายสาธารณะระดับนานาชาติ ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดเชียงใหม่

การประชุม ICPP จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี โดยหมุนเวียนไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก และในปีนี้ประเทศไทยได้เจ้าภาพจัดการประชุม ICPP ครั้งที่ 7 นับเป็นเวทีสำคัญระดับโลกที่รวบ รวมนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานด้านนโยบายสาธารณะจากทั่วโลกกว่า 90 ประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ประสบการณ์ด้านนโยบายสาธารณะ และนอกจากประเด็นดังกล่าว ภายในงานผู้เข้าร่วมงานยังได้มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ ส่งเสริมการวิจัย และนวัตกรรม ตลอดจนสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ ในด้านการศึกษา การพัฒนา และการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่จะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในมิติความเหลื่อมล้ำ สิ่งแวดล้อม และสังคม

ทั้งนี้ นอกจากการประชุมทางวิชาการแล้ว ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย อาทิ การจัดบูธแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่เชียงใหม่ กิจกรรม workshop และอีกมากมาย นอกจากนี้ ในวันอื่นๆ ยังมีกิจกรรม Pre-conference ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ งานเลี้ยงต้อนรับ ณ ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ Gala Dinner ณ คุ้มขันโตก และงานเลี้ยงส่ง ณ CMECC ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่ไปกับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ


นที มีเดช รายงาน

ผบ.มทบ. 39 รับมอบกล้วยตากคุณภาพดี และน้ำพริกรสเด็ดจากอำเภอวังทอง เพื่อส่งไปเป็นกำลังใจให้แก่ทหารกล้า ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2

ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 รับมอบกล้วยตากคุณภาพดี และน้ำพริกรสเด็ดจากอำเภอวังทอง เพื่อส่งไปเป็นกำลังใจให้แก่ทหารกล้า ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2

วันที่ 3 กรกฎาคม 2568 เวลา 12.00 น. ที่ สำนักนักงานวิสาหกิจชุมชนกล้วยตากแม่โสม ตำบลบางกระทุ่ม อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก พลตรี ปฐวี ศรีสุข ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ,พันเอกนพดล วัชรจิตรบวร รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิษณุโลก ฝ่ายทหาร รับมอบกล้วยตากคุณภาพดี และน้ำพริกรสเด็ดจากอำเภอวังทอง เพื่อส่งไปเป็นกำลังใจให้แก่ทหารกล้า ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2

โดยจะส่งมอบให้พลโท บุญสิน พาดกลาง ในวันที่ 7 กรกฏาคม 2568 ที่สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี อำเภอเมือง จจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งกลุ่มคลัสเตอร์ผลไม้แห่งขุนเขาจังหวัดพิษณุโลก ได้ริเริ่มและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยตากชื่อดังในพื้นที่ร่วมกันดำเนินการรวมผลิตภัณฑ์ จากพลังของภาคประชาชนและภาคเกษตรกรรมท้องถิ่น ที่ต้องการส่งมอบความห่วงใยและแรงสนับสนุนทางใจให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารที่เสียสละปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ

โดยผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ได้กล่าวขอบคุณในน้ำใจและความร่วมมือของทุกภาคส่วน พร้อมเน้นย้ำว่ากำลังใจจากพี่น้องประชาชนคือพลังสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของแนวหน้าที่ชายแดน ในงานมีนางจิรนันท์ วาสุเทพรังสรรค์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ,นายสมควร ไชยมหา เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ,นายวรวงศ์ พงศบุตร นายอำเภอบางกระทุ่ม กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและเกษตรกรในพื้นที่ ร่วมกิจกรรมส่งความร่วมมือและไมตรีจิตในกิจกรรมครั้งนี้ อย่างเนืองแน่น


นที มีเดช รายงาน

ผบ.มทบ.37 เป็นประธานมอบกายอุปกรณ์เสริมและเทียม ให้แก่ทหารผ่านศึกพิการทุพพลภาพ และครอบครัว ณ สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เขตเชียงราย

ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 ประธานในพิธีมอบกายอุปกรณ์เสริมและเทียม ให้แก่ทหารผ่านศึกพิการทุพพลภาพ และครอบครัว จังหวัดเชียงราย และพะเยา ณ สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เขตเชียงราย

พล.ต. จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37/หัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย (หส.ผศ.ชร.) เป็นประธานในพิธีมอบกายอุปกรณ์เสริมและเทียม ให้แก่ทหารผ่านศึกพิการทุพพลภาพ และครอบครัว จำนวน 45 ราย โดยมี แพทย์หญิง จิตติมา ปรีชา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารผ่านศึก พร้อมด้วย นางมณธิยา กำจาย รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย (รอง หส.ผศ.ช.ร.) ให้การต้อนรับ ณ ศาลาอเนกประสงค์ สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย และนายแพทย์โรงพยาบาลทหารผ่านศึก กองออโธปิดิกส์และกายอุปกรณ์ ร่วมพิธี โดยหน่วยเคลื่อนที่ของหน่วยกายอุปกรณ์ กองออโธปิดิกส์และกายอุปกรณ์ โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ได้จัดตั้งหน่วยเพื่อจัดทำกายอุปกรณ์เสริมและเทียม ที่สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย เมื่อแล้วเสร็จได้จัดพิธี ส่งมอบแก่ทหารผ่านศึก ที่เข้ารับการสงเคราะห์ สำหรับการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ ได้มีการนำรถบริการกายอุปกรณ์เคลื่อนที่ และรถบรรทุก 6 ล้อ มาให้บริการจัดทำกายอุปกรณ์เสริมและเทียม

โรงพยาบาลทหารผ่านศึกได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ หน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ และหน่วยกายภาพบำบัดเคลื่อนที่ เพื่อให้บริการ ตรวจรักษาโรคด้านอายุรกรรม กระดูกและข้อ ทันตกรรม และให้ความรู้ด้านกายภาพบำบัด แก่ทหารผ่านศึกและครอบครัว การจัดหน่วยกายอุปกรณ์เคลื่อนที่ และหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ของโรงพยาบาลทหารผ่านศึก เป็นนโยบายหลักของท่านผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ที่ มุ่งเน้นด้านการให้บริการแก่ทหาร ผ่านศึกทั่วประเทศ ให้ทหารผ่านศึกและครอบครัว ได้รับการบริการอย่างครบวงจร ทั้งการดูแลด้านสุขภาพ และการจัดทำกายอุปกรณ์เสริมและเทียม รวมถึงเครื่องช่วยความพิการต่างๆ เพื่อให้ทุกท่านได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งความห่วงใย ขวัญกำลังใจ จากโรงพยาบาลทหารผ่านศึก องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก สู่ผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติทุกท่าน

การจัดหน่วยกายอุปกรณ์เคลื่อนที่ในครั้งนี้ มีทหารผ่านศึกมารับบริการ จำนวนทั้งสิ้น 83 ราย แบ่งออกเป็น ทหารผ่านศึกที่เข้ารับบริการให้คำปรึกษาด้านกายอุปกรณ์เสริมและเทียม จำนวน 16 ราย และทหารผ่านศึกที่เข้ารับบริการการสงเคราะห์กายอุปกรณ์เสริมและเทียม จำนวน 67 ราย โดยแบ่งประเภทการให้การสงเคราะห์กายอุปกรณ์เสริมและเทียม ดังนี้
๑. ขาเทียมใต้เข่าแกนในใช้กับฝ่าเท้าวิจัย S-pace จำนวน ๕ ข้าง
๒. ขาเทียมใต้เข่าแกนใน จำนวน ๒๕ ข้าง
๓. ขาเทียมเหนือเข่าแกนใน จำนวน ๖ ข้าง
๔. รถเข็นนั่งคนพิการ จำนวน ๙ คัน
และ เบิกอุปกรณ์ฯ และเครื่องช่วยความพิการต่างๆ อีกจำนวนหนึ่ง


นที มีเดช รายงาน

นายนพดล พริ้งสกุล ประธานอนุกรรมาธิการ ประชุมตามระเบียบวาระการประชุม ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 328 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม 25668 นายนพดล พริ้งสกุล ประธานอนุกรรมาธิการ ดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระการประชุม เพื่อพิจารณา ดังนี้

  1. พิจารณา (ร่าง) กำหมดการเดินทางไปราชการเกี่ยวกับการติดตามปัญหาการส่งสัญญาณของโครงข่ายวิทยุและโทรทัศน์และโครงข่ายโทรคมนาคม ของคณะอนุกรรมาธิการ ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
    1. ที่ประชุมพิจารณากำหนดการเดินทางไปราชการเกี่ยวกับการติดตามปัญหาการส่งสัญญาณของโครงข่ายวิทยุและโทรทัศน์ และโครงข่ายโทรคมนาคม ในระหว่างวันศุกร์ที่ ๑ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๘ ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้งนี้ การเดินทางไปราชการดังกล่าวเพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในประเด็นเกี่ยวกับปัญหาการรับ – ส่งสัญญาณโครงข่ายโทรคมมาคมในพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อนำข้อมูลได้รับมาประกอบการจัดทำรายงานพิจารณาศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการ
    2. ตามที่สำนักงาน กสทช. ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าร่วมประชุมชี้แจงการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านการทดลองออกอากาศไปสู่การอนุญาตประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง นั้น คณะอนุกรรมาธิการเห็นชอบกำหนดเข้าร่วมประชนดังกล่าวในครั้งที่ 3 วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมบรรจงบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  2. พิจารณาทำกำหนดประเด็นศึกษาของ (ร่าง) รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การบูรณาการกฎหมายประกอบกิจการกรกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และวิทยุคมนาคม ของคณะอนุกรรมาธิการ
  3. การตั้งตำแหน่งต่าง ๆ ในคณะอนุกรรมาธิการ
  4. .กำหนดวันและเวลาในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการครั้งต่อไป ในวันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.30 นาฬิกา

ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 328 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา