พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ฯประชาสัมพันธ์ภารกิจตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 6 เรื่อง

“ตำรวจภูธรภาค 1 ปฎิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนทุกเวลา ไม่มีวันหยุดเพราะ พวกเราคือตำรวจของประชาชน”

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1ในฐานะหัวหน้าฝ่ายอำนวยการซึ่งควบคุมดูแลงานแถลงข่าวและงานประชาสัมพันธ์ของตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยว่า วันที่ 4 ก.ค. 68 งานประชาสัมพันธ์ ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 ดำเนินการประชาสัมพันธ์ในเพจ Facebook ของ ตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 6 เรื่อง คือ

1.) จับแก๊งลักรถ จยย.รายใหญ่ ของกลางนับ 10 คัน เตรียมคืนให้ผู้เสียหายพรุ่งนี้ 14:00 น. ที่ สภ.เมืองสมุทรปราการ

2.) ตรวจติดตามการปฏิบัติงานชุมชนสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน

วันที่ 3 ก.ค. 68 พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.1 และคณะตรวจฯ ภ.1 ตรวจติดตามการปฏิบัติงานชุมชนสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชนฯ ประจำปี พ.ศ.2568, ตรวจเยี่ยมสายตรวจ สภ.มโนรมย์, สภ.เมืองชัยนาท และ สภ.เขาแก้ว แนะแนวทางในการปฏิบัติงาน กำชับให้ปฏิบัติตามนโยบายของ ตร. และ ภ.1 โดยเคร่งครัด พร้อมมอบรางวัลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

  • สภ.มโนรมย์ นำวัตถุดิบและจานชาม มาสนับสนุนตาม “โครงการอาหารกลางวันสถานีตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1” โดยมี พล.ต.ต.สุรวุฒิ แสงรุ่งเรือง ผบก.ภ.จว.ชัย นาท, พ.ต.อ. เอกราช ช่วยศรี รอง ผบก.ภ.จว.ชัยนาท, พ.ต.อ.สิงหราช ป้องอติคุณ ผกก.สภ.มโนรมย์, พ.ต.ท.กรกฤต ภูติยา รอง ผกก.ป.ฯ, เครือข่ายภาคประชาชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สภ.มโนรมย์
  • สภ.เมืองชัยนาท มอบรางวัลให้แก่สายตรวจที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย 1 คดี, เลี้ยงอาหารกลางวันแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมี พ.ต.อ.เอกราช ช่วยศรี รอง ผบก.ภ.จว.ชัยนาท, พ.ต.อ.สุรัตน์ เป้าทอง ผกก.สภ.เมืองชัยนาท, พ.ต.ท.ชัชวาล มหาศรานนท์ รอง ผกก.ป.ฯ, เครือข่ายภาคประชาชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สภ.เมืองชัยนาท
  • สภ.เขาแก้ว มอบของและนำจานชาม มาสนับสนุนตาม “โครงการอาหารกลางวันสถานีตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1” โดยมี พ.ต.อ.เอกราช ช่วยศรี รอง ผบก.ภ.จว.ชัยนาท, พ.ต.ท.สมนึก ดอนแนไพร สว.สภ.เขาแก้ว, เครือข่ายภาคประชาชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สภ.เขาแก้ว

3.) ทรงพระเจริญ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 4 กรกฎาคม 2568 ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ข้าราชการตำรวจ และครอบครัว ตำรวจภูธรภาค 1

4.) จิตอาสาพัฒนา เฉลิมพระเกียรติ

พ.ต.ต.สุวิทย์ ชะเอมโอษฐ สว.อก.สภ.บางใหญ่ พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจจิตอาสา สภ.บาง ใหญ่ รวม 8 นาย ร่วมกับ อำเภอบางใหญ่ จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่บริเวณรอบวัดท่าบันเทิงธรรม ต.บางใหญ่ อ.บางใหญ่ จว.นนทบุรี เนื่องในวันเฉลิมพระชนม พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 ก.ค.68

5.) โครงการฝึกอบรมเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

วันที่ 2-4 ก.ค. 68 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 พร้อมข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.1 เข้ารับการอบรม “โครงการฝึกอบรมเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568“ ณ โรงแรมดีวารี จอมเทียนบีช พัทยา จว.ชลบุรี

6.) แถลงข่าว จับกุมผู้ต้องหา ก่อเหตุลักทรัพย์ รถจักรยานยนต์ เมืองสมุทรปราการ

วันที่ 4 ก.ค. 68 เวลา 14.30 น. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.นราเดช ทิพย์รักษ์ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พร้อมทั้ง รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ และข้าราชการตำรวจในสังกัดได้ร่วมกันแถลงข่าวกรณี จับกุมตัวผู้ต้องหา ซึ่งก่อเหตุลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ ในท้องที่ สภ.เมืองสมุทรปราการ ตามนโยบายของ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 ที่ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด เร่งรัด ติดตาม ปราบปราม อาชญากรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่โดยทันที เพื่อสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนตำรวจภูธรภาค 1 ได้แถลงข่าวผลการจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 3 ราย คือ

  1. นายสิทธิเทพหรือแรง (สงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาที่ 1
  2. นายกมลชัยหรือปอน (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาที่ 2
  3. นายศราวุธหรือจ๋อ (สงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาที่ 3

โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 68 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรปราการ ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายว่ามีรถจักรยานยนต์ถูกลักในเขตพื้นที่รับผิดชอบ จำนวน 5 คัน เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน จึงได้ออสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า ไม่ทราบทะเบียน มาจอดไว้ริมทางในซอยภาณุวงศ์ 9 ต.บางเมืองใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จว.สมุทรปราการ จากนั้นได้เดินเท้าเข้าไปลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่จอดอยู่ในลานจอดรถหอพักในซอยดังกล่าว โดยแต่งกายอำพรางใบหน้า และเอาอุปกรณ์ตรวจจับเครื่องติดตาม (K18) ตรวจว่ารถจักรยานยนต์แต่ละคันที่จอดอยู่มีเครื่องติดตามตำแหน่งหรือไม่ หากไม่มีจะลงมือต่อสายไฟแบบต่อตรงแล้วขับรถจักรยานยนต์ไปจอดที่จุดพักคอย รวม 5 คัน โดยมีผู้ต้องหาที่ 2 มารับรถจักรยานยนต์ทั้ง 5 คัน ไปจอดพักคอยที่ ใต้คอนโดแห่งหนึ่ง เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร และร่วมกันถอดเบ้ากุญแจ เพื่อนำไปปั๊มกุญแจรถแต่ละคัน จากนั้นจะขับรถจักรยานยนต์ทั้งหมด ไปจอดไว้ที่เพิงพัก ไม่มีเลขที่ ภายในซอยสตรีวิทยา 2 ใกล้ท่ารถทัวร์ไป จว.อุบลราชธานี เพื่อนำส่งรถจักรยานยนต์ให้กับผู้ต้องหาที่ 3 ซึ่งเป็นนายท่ารถทัวร์อยู่ที่ อ.นาตาล จว.อุบลราชธานี และ นายฝน สัญชาติลาว โดยติดไปกับใต้ท้องรถทัวร์ที่เดินทางไป อ.นาตาล จว.อุบลราชธานี ซึ่งติดกับชายแดนฝั่งลาว เพื่อนำส่งให้นายฝน นำไปขายต่อที่ประเทศเพื่อนบ้านต่อไป

โดยจากการสืบสวนขยายผลพบว่ามีรถจักรยานยนต์ที่มีการแจ้งความรถหายในท้องที่อื่นรวมอยู่ด้วย ผบช.ภ.1 จึงได้ส่งมอบรถจักรยานยนต์ที่ ถูกโจรกรรมคืน ให้แก่ผู้เสียหาย รวม 7 คัน ณ สภ.เมืองสมุทรปราการ จว.สมุทรปราการ

#ทรงพระเจริญ #ตำรวจภูธรภาค1 #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #Royalthaipolice

#จิตอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ

#ส่งมอบรถจักรยานยนต์ #คืนให้ผู้เสียหาย

#ฝ่ายอำนวยการ5 #ตำรวจภูธรภาค1 #สํานักงานตํารวจแห่งชาติ


พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล

ผบก.อก.ภ.1

ประกาศแล้ว 2 จังหวัดนำร่อง “อวดเมือง 2569”

ประกาศแล้ว ! 2 จังหวัดนำร่อง “อวดเมือง 2569” จากเวทีอวดเมืองสู่เวทีโลก TCEB และ THACCA เปิดรายชื่อผู้ชนะเวที The Final City Pitch ยกให้ “นครราชสีมา” และ “ศรีสะเกษ” เป็นพลังใหม่ของประเทศ

วันที่ 11 กรกฎาคม 2568 กรุงเทพฯ : หลังจากการเฟ้นหาอย่างเข้มข้นจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศจนได้ 12 จังหวัดอวดเมืองมาจัดแสดงอัตลักษณ์เมืองผ่านเทศกาลใน “อวดเมือง พาวิลเลี่ยน” และการแข่งขัน City Pitching อันเข้มข้นตลอด 2 วันภายใต้โครงการ “อวดเมือง 2568 The Pitching” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ SPLASH–Soft Power Forum 2025 เวที “อวดเมือง 2568 The Pitching” ได้ประกาศรายชื่อ 2 จังหวัดนำร่อง ที่จะก้าวขึ้นเป็นเมืองต้นแบบของการจัดเทศกาลเชิงกลยุทธ์ของประเทศไทยในปี 2569 อย่างเป็นทางการ ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา และ จังหวัดศรีสะเกษ

ทั้งสองจังหวัดไม่เพียงนำเสนอแนวคิดเทศกาลที่มีเอกลักษณ์ หากแต่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของชุมชน ความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมหลักในพื้นที่ และวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนเมืองอย่างยั่งยืน โดยได้รับคะแนนเสียงอย่างเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ จากเวที The Final City Pitch สู่การปฏิบัติจริงในปีหน้า ทั้ง “จังหวัดนครราชสีมา” และ “จังหวัดศรีสะเกษ” จะได้รับ การสนับสนุนแบบเต็มรูปแบบ จาก TCEB และ THACCA ในการจัดเทศกาลต้นแบบที่ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเฉลิมฉลอง แต่คือต้นทุนทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความภาคภูมิใจของคนทั้งเมือง ซึ่งสามารถต่อยอดสู่เทศกาลประจำเมือง และเวทีการแข่งขันระดับโลกได้ในอนาคต

โครงการ “อวดเมือง” ได้พิสูจน์แล้วว่า “เทศกาล” คือพลังเปลี่ยนเมือง และวันนี้คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางใหม่ ที่สองจังหวัดนี้จะเป็นผู้นำ “เทศกาลแห่งอนาคต” ที่ขับเคลื่อนด้วยหัวใจของชุมชน และยืนอยู่บนเวทีโลกด้วยอัตลักษณ์ของตนเอง TCEB และ THACCA ขอยกย่องทั้ง 2 จังหวัดในฐานะ “นักสร้างเมือง” แห่งยุคใหม่ พร้อมเชิญชวนคนไทยทั้งประเทศร่วมส่งแรงเชียร์และติดตามการเติบโตของเทศกาลต้นแบบที่จะกำหนดอนาคตของเมืองไทย

ติดตามการพัฒนาเทศกาลต้นแบบของจังหวัดผู้ชนะทั้งสองได้ตลอดปี 2569 ทาง Facebook : TCEB Domestic MICE

อวดของดีบ้านฉัน #MyCityMyPride #อวดเมือง2568 #จังหวัดต้นแบบ2569 TCEB #THACCA #SPLASHSoftPowerForum2025


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ รับฟังปัญหา ชาวอำเภอโชคชัย จ.นครราชสีมา

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ รับฟังปํญหา ชาวอำเภอโชคชัย จ.นครราชสีมา

เมื่อวันที่ 11 ก.ค.2568 เวลา 15.30 น. ณ ต.ท่าอ่าง อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ รับฟังปัญหา ประชาชน ชาว ต.ท่าอ่างอำเภอโชคชัย จ.นครราชสีมา โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 3 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา นายอำเภอโชคชัย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชา ชนชาวอำเภอโชคชัยให้การต้อนรับ

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่มาในวันนี้ เพื่อรับฟังปัญหาพี่น้องประชาชน ถ้ามีปัญหาอะไรให้บอก สส. และสส.ต้องบอกหัวหน้าพรรคแน่นอน เรายังมีรองนายกฯโคราชของเรา ที่ดูแลในเรื่องของน้ำ โดยเฉพาะ ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ซึ่งอยู่ในความดูแลของท่านอยู่แล้ว เรามีคนที่ดูแลตรงนี้ครบถ้วนอยู่แล้ว เพราะฉนั้นปัญหาของเราต้องถูกรับฟังแน่นอน นางสาวแพทองธาร ชินวัตร กล่าวต่อไปอีกว่า ไม่ว่าจะอยู่ในหน้าที่ไหน ตำแหน่งไหน ก็ยินดีทำเพื่อพี่น้องประชาชนเสมอ วันนี้ขอมารับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน ในฐานะพรรคเพื่อไทย


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย “ฝันดีปีเดียว?”

รัฐบาลบอกว่าเพื่อประชาชน แต่นี่อาจเป็นแค่ “ยาแก้ปวดชั่วคราว” ก่อนเลือกตั้ง ใครเห็นข่าวแล้วเฮ…ฟังทางนี้ก่อน พร้อมกับช่วยกันค้นหาคำตอบต่อคำถามสำคัญ “มันจะไปได้นานแค่ไหน?” หรือ “แค่ฝันดีปีเดียวแล้วตื่นมาจ่ายแพงเหมือนเดิม?”

ครม. มีมติเห็นชอบเมื่อเร็วๆ นี้ ให้เริ่มดำเนินนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – 30 กันยายน 2569 ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสาย ทุกสี

นโยบายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน และสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์ส่วนบุคคลไปสู่ระบบขนส่งมวลชน

อย่างไรก็ตาม แม้นโยบายจะดูเป็น “ของขวัญเพื่อประชาชน” แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด กลับมีข้อกังวลหลายประการที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน เช่น

1. งบประมาณที่จัดสรรยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ในปีแรกของการดำเนินนโยบาย รัฐบาลตั้งงบประมาณไว้ 5,668 ล้านบาท (ก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยบอกว่าจะต้องใช้เงินชดเชยประมาณ 8,000 ล้านบาท/ปี) โดยแบ่งเป็นค่าชดเชยค่าโดยสารให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย รฟท., รฟม., กทม. รวม 5,512 ล้านบาท และค่าพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง 156 ล้านบาทแต่ข้อมูลจาก กทม.ระบุว่า เฉพาะในส่วนของ กทม.เพียงหน่วยงานเดียว จำเป็นต้องใช้เงินชดเชยถึง 11,059 ล้านบาท เท่ากับว่างบที่ได้รับจริง (2,525 ล้านบาท) นั้น ไม่ถึงหนึ่งในสี่ของความต้องการ

2. เจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทานยังไม่ชัดเจน รถไฟฟ้าหลายสายดำเนินการภายใต้สัมปทานให้เอกชน ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสว่า ภาครัฐได้ตกลงค่าชดเชยรายได้กับเอกชนได้ผลเป็นที่ยุติหรือไม่ แต่ผมรู้มาว่า ยังไม่ได้ข้อยุติ

3. ความยั่งยืนในระยะยาวยังไม่แน่นอนนโยบายนี้ครอบคลุมเพียง 1 ปีเท่านั้น โดยไม่มีแผนรองรับหลังจากวันที่ 30 กันยายน 2569 หากไม่มีการจัดทำแผนการเงินที่ยั่งยืน นโยบายนี้จะกลายเป็นเพียง “มาตรการชั่วคราว” ที่อาจยุติลงทันทีเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณยิ่งไปกว่านั้น หากรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะ “ซื้อสัมปทานคืน” ทั้งหมดจากเอกชน ตัวเลขการลงทุนอาจสูงถึงกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งต้องการการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ

4. ประชาชนทุกกลุ่มอาจไม่ได้รับประโยชน์เท่าเทียมกันคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า “ทุกคน” สามารถรับสิทธิ์ใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายได้ แต่เงื่อนไขการใช้งานจริงระบุว่า ผู้ใช้ต้องมีการลงทะเบียนผ่านระบบแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือใช้บัตร EMV (Europay, Mastercard และ Visa) หรือ Rabbit Card เท่านั้นกลุ่มประชาชนที่ไม่มีสมาร์ตโฟนหรืออุปกรณ์ดิจิทัล เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้มีรายได้น้อย อาจไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ์นี้ได้โดยสะดวก

5. แหล่งรายได้ชดเชยระยะยาวยังไม่ชัดเจนมีการเสนอแนวคิด “ค่าธรรมเนียมรถติด” หรือ Congestion Charge เพื่อเป็นรายได้เพิ่มเติมสำหรับชดเชยค่าโดยสารในอนาคต แต่แนวคิดนี้ยังคงอยู่ในระดับ “การศึกษา” และยังไม่มีความคืบหน้าในเชิงนโยบายหรือข้อกฎหมาย6. ผู้ให้บริการเตรียมหารถไฟฟ้าเพิ่มไว้หรือยัง?เมื่อค่าโดยสารถูกลง จะมีผู้โดยสารรถไฟฟ้ามากขึ้นแน่นอน แต่คำถามคือ…ผู้ให้บริการเตรียมรถไฟฟ้าเพิ่มไว้หรือยัง? ถ้าไม่ทันรับมือ แบบนี้คนได้ประโยชน์จะเป็นใครกันแน่?

สรุป

นโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” มีเจตนาที่ดีและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีคำถามสำคัญหลายข้อ ทั้งในเรื่องความโปร่งใส การจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ การบริหารจัดการสัมปทานกับเอกชน และความยั่งยืนของนโยบายในระยะยาวหากรัฐบาลต้องการให้นโยบายนี้ “อยู่ยาว” และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะ ก็ต้องเริ่มวางแผนอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะแผนทางการเงินที่ชัดเจน และการเข้าถึงของประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ใช่รอให้คนขึ้นแน่นก่อนแล้วค่อยคิด

“นโยบายที่ดี ไม่ควรเป็นแค่ของขวัญปีเดียว…หากต้องการให้เป็นรากฐานของความเสมอภาคในการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะของประเทศ”


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพนคร

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมทบ.37 เช็คความพร้อม รองรับสถานการณ์พายุฝนและอุทกภัยในจังหวัดเชียงราย

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 37 เช็คความพร้อมกำลังพล ยุทโธป กรณ์ เครื่องมือช่วยเหลือภัยพิบัติ รองรับสถานการณ์พายุฝนและอุทกภัยในจังหวัดเชียงราย

ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนฝนตกหนักในห้วงวันที่ 11 – 13 กรกฎาคม 2568 นี้ โดยพื้นที่ จังหวัดเชียงราย มีพื้นที่เฝ้าระวังและน้ำท่วมซ้ำซากจำนวนหลายพื้นที่ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กำลังพลสามารถช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดเหตุอุทกภัยในพื้นที่ได้ทันเวลา ขอให้ชุดเตรียมพร้อมบรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 37 ได้มีความพร้อมช่วยเหลือประชาชนเมื่อได้รับการประสานจากส่วนราชการหรือประชาชนในพื่้นที่่ ตามนโยบายของผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 ทหารค่ายเม็งรายหัวใจเพื่อประชาชน

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณ ภัยมณฑลทหารบกที่ 37 มอบหมายให้ พันเอก วินัยพณณ์ อ่อนหวาน หัวหน้ากองข่าวมณ ฑลทหารบกที่ 37 เป็นผู้แทน ตรวจความพร้อมบรรเทาสาธารณภัย ชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว พร้อมปฏิบัติหน้าที่ภายใน 1 ชม. ทั้งกำลังพล ยานพาหนะ และยุทโธปกรณ์ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ภัยธรรมชาติในพื้นที่ จังหวัดเชียงราย ในห้วงวันหยุด พร้อมทั้ง เน้นย้ำมาตรการรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ มีชุดปฏิบัติการเข้ารับการตรวจความพร้อม ประกอบด้วยกำลังพลของ โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช, กองร้อยมณฑลทหารบกที่ 37, กองร้อยสารวัตรทหารมณฑลทหารบกที่ 37, แผนกยุทธโยธามณฑลทหารบกที่ 37 และ ส่วนขนส่งมณฑลทหารบกที่ 37 รวมจำนวน 36 นาย และยานพาหนะ จำนวน 5 คัน ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย


นที มีเดช รายงาน

ผบ.มทบ.37/ผบ.ศบภ.มทบ.37 ตรวจเยี่ยมการฝึกซ้อมแผนช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ผบ.มทบ.37/ผบ.ศบภ.มทบ.37 ตรวจเยี่ยมการฝึกซ้อมแผนช่วยเหลือผู้ประสบภัย ศบภ.มทบ.37 นำกำลังพลฝึกการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย (อุทกภัย) ระดับจังหวัด

พล.ต. จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผบ.มทบ.37/ผบ.ศบภ.มทบ.37 ได้เดินทางตรวจเยี่ยมการฝึกซ้อมแผนช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยมอบหมายให้ ร.อ. วิวัฒน์ ปาลี ผบ.ร้อย.มทบ.37/ผบ.ร้อย บภ.มทบ.37 นำกำลังพล ร้อย บภ.มทบ.37 ร่วมกับ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก, ร้อย.อส.เชียงรายที่ 1, อส.ปภ.เชียงราย, ม.ราชภัฎเชียงราย และ ม.แม่ฟ้าหลวง เข้ารับการฝึกการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย (อุทกภัย) ระดับจังหวัด ในหัวข้อการพัฒนาเครือข่ายเครื่องจักรกลสาธารณภัย ห้วง 9 – 10 ก.ค.68 ณ สนามฝึกศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 15 เชียงราย อ.เมืองเชียงราย จว.ช.ร.

โดยการฝึกแบ่งออกเป็น 4 สถานี ดังนี้
1. ฝึกปฏิบัติ การขับเรือยนต์ท้องแบน
2. ฝึกปฏิบัติ การใช้เครื่องสูบน้ำระยะไกล
3. ฝึกปฏิบัติ การใช้เครื่องสูบน้ำท่วมขัง
4. ฝึกปฏิบัติ การใช้เครื่องจักรกลสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย กำลังพลสามารถทำการฝึกปฏิบัติ วนตามสถานีได้อย่างตั้งใจ และสามารถใช้ยุทโธปกรณ์ได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิผล เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนในช่วงฤดูฝนปีนี้อย่างแท้จริง


นที มีเดช รายงาน

บ้านโภคทรัพย์​ บารมีธรรมลำพูน ทำซองผ้าป่าสามัคคีที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บ้านโภคทรัพย์ บารมีธรรมลำพูน ขอเรียนเชิญท่านเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคี ไทย-ลาว ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ณ​ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว

เมื่อเวลา 9.00 น. วันที่ 10 กรกฏาคม​ 2568 นายชวลิต สุริยจันทร์ ประธานมูลนิธิเจ้าพ่อกู่ช้างลำพูน และที่ปรึกษาบ้านโภคทรัพย์ บารมีธรรมลำพูน กล่าวว่า ทางบ้านโภคทรัพย์บารมีธรรม ได้จัดทำผ้าป่าสามัคคี ไทย – ลาว ซองใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อสมทบทุุน​ในการขุดค้นหาพระพุทธรูปองค์ใหญ่​ซึ่งจมน้ำอยู่ริมแม่น้ำโขง​ ณ​ วัดพระเจ้าทองทิพย์​ เมืองต้นผึ้ง​ แขวงบ่อแก้ว​ สปป.ลาว ซึ่งเป็นการบูรณะ​และพัฒนาวัดต่างๆ​ ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัย​ นักบุญแห่งล้านนา​ ในวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน​ 2568 ซึ่งซองผ้า​ป่าสามัคคีดังกล่าว มีขนาด กว้าง​ ยาว 13×18 นิ้ว ภายในซองยังมีรูปภาพ​ พระเจ้าตนหลวง ขนาด​ กว้าง​ ยาว 12×17.5 นิ้ว โดยก่อนหน้านี้​ ได้มีการขุดพบเจอพระเจ้าตนหลวง​ องค์ใหญ่​มาแล้ว เมื่อประมาณกลางปี​ 67 ที่ผ่านมา​ จนเป็นข่าวดังมาแล้ว​ การจัดทำผ้าป่าสามัคคีในครั้งนี้​ทางคณะกรรมการ​ได้จัดทำเพียง​ 900 ซอง​ เท่านั้น​ แต่ละซอง​ มีการพิมพ์หมายเลขซองกำกับทุกซอง​ ตั้งแต่หมายเลข​ 1 ถึง​ หมายเลข​ 900 แต่ละซองที่ทำบุญได้จัดทำเป็นกองละ​ 299​ บาท

โดยมี พระเทพรัตนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มี พระครูไพศาล ธรรมานุสิฐ เจ้าคณะอำเภอเมืองลำพูน เจ้าอาวาสวัดประตูป่า, พระครูปัญญาธรรมวัฒน์ (ครูบาอินทร) เจ้าอาวาสวัดสันป่ายางหลวง, พระครูภาวนาโสภิต ผศ.ดร. เจ้าอาวาสวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว​ และครูบาไพรัช อภิชาโต (ครูบาน้อย) เจ้าอาวาสสำนักปฏิบัติธรรมวัดดอยน้อย ตำบลศรีบัวบาน เป็นรองประธานฝ่ายสงฆ์​ อีกด้วย มีคุณยายประกอบ สุริยจันทร์ อายุ​ 103 ปี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นอกจากนี้ยังมีคณะกรรม การฝ่ายต่าง ๆ ประกอบโดย คณะกรรมการ กต.ตร.สภ.เมืองลำพูน และที่ปรึกษา นำโดย นายบงกช บุญมาทัน ส่วนฝ่ายประสานงาน และดำเนินการ นำโดย นายพิชิต นิตยโรจน์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกปัญญาหริภุญชัย เป็นประธาน

ซึ่งกำหนดการเดินทาง ไปทอดผ้าป่าในครั้งนี้​ ท่านจะนำรถไปเองก็ได้โดยทำบัตรผ่านแดนชั่วคราวที่ว่าการอำเภอเชียงแสน​ จังหวัดเชียงราย​ ส่วนท่านใดที่ไม่มีรถ​ในการเดินทาง มีบริการรถไป – กลับ จาก เอสที สมปองทัวร์ เพียงท่านละ 500 บาท ไม่นอนค้างคืนและไม่รวมค่าอาหารบริการอื่นๆ​

รถออก​ เวลา​ 05.00 น.​ วันที่​ 28 กันยายน​ 68 รถจอดรออยู่ใต้ต้นโพธิ์​ ภายในวัดพระธาตุหริภุญชัย​วรมหาวิหาร, 10.00 น. ถึงอำเภอเชียงแสน​ จังหวัดเชียงราย​ เดินทางข้ามแม่น้ำโขง​ ถึงฝั่ง​ เมืองต้นผึ้ง​ สปป.ลาว จากนั้นตั้งองค์ผ้าป่า​ณ​ วัดพระเจ้าทองทิพย์ เวลา​ 13.39 น.​ ถวายองค์ผ้าป่าสามัคคี​ เป็นอันเสร็จพิธี ส่วนรถที่จะ​บริการไป กลับ​ สอบถามรายละเอียดได้ที่​ คุณสุรชัย ถนอมรูป 097- 9782629

นายชวลิต ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า ท่านใดมีจิตศรัทธาสนใจจะร่วมไปทำบุญผ้าป่าสามัคคีในครั้งนี้​ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติ่มได้ที่ อาจารย์ วลัยลักษณ์ ผลงาม บ้านโภคทรัพย์ บารมีธรรมลำพูน โทร. 084-6119952 หรือ 093-1351328 หรือจะร่วมทำบุญตามจิตศรัทธาได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาลำพูน เลขที่บัญชี 212-1-35744-8 ชื่อ : บ้านโภคทรัพย์บารมีธรรมลำพูน​ และขออนุโมทนา​บุญ​ทุกท่านที่ร่วมทำบุญผ้าป่าสามัคคี​ ไทย-ลาว​ ในครั้งนี้


นที มีเดช รายงาน

พุทธศาสนิกชนชาวเมืองพัทยา เข้าวัดทำบุญ ร่วมเดินเวียนเทียนคืนวันอาสาฬหบูชา

ค่ำวันนี้ (10 กรกฎาคม 2568) ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชา ประจำปี 2568 ผู้สื่อข่าวได้ลงสำรวจบรรยากาศของประชาชนชาวเมืองพัทยาที่ออกมาทำกิจกรรมทางศาสนาที่วัดสุทธา วาส ซอยเนินพลับหวาน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบว่า ประชาชนทยอยออกมาร่วมสวดมนต์ และเดินเวียนเทียนกันเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ พบว่าทางวัดสุทธาวาสได้จัดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมทำบุญหล่อเทียนพรรษา พร้อมปิดทององค์พระเพื่อความเป็นสิริมงคลรับฤดูกาลเข้าพรรษา ซึ่งประชาชนที่เดินทางมาร่วมพิธีได้พาครอบครัวร่วมทำกิจกรรม ทำให้บรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างน่าสนใจ ซึ่งผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่พากันนุ่งขาวห่มขาวเพื่อแสดงออกถึงความบริสุทธิ์ทั้งกาย และใจ

อนึ่ง วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วันพระธรรม” และ “วันพระสงฆ์” เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาเป็นครั้งแรก โดยแสดงปฐมเทศนา คือ ธรรมจักกัปปวัตนสูตร เป็นผลให้เกิดมีพระสาวกรูปแรกขึ้นในพระพุทธศาสนา จนถือได้ว่าเป็นวันแรกที่มี พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ครบเป็นองค์พระรัตนตรัย


ภาพข่าว/อำนวยชัย มลิลา
นายโยธิน พรมแตง
บรรณาธิการข่าว อาวุโส
สำนักข่าวความมั่นคง รายงาน

กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 จัดกำลังพลรวมช่วยเหลือเหตุ อาคารถล่ม!! โรงงานชาตรามือ อ.เวียงป่าเป้า เชียงราย

กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 จัดกำลังพลรวมช่วยเหลือเหตุ อาคารถล่ม!! โรงงานชาตรามือ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 เวลา 16.14 น. เกิดโครงสร้างหลังคาโรงงานชาตรามือถล่ม (เป็นโครงสร้างเหล็กความสูงประมาณตึก 2 – 3 ชั้นที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) บ้านเกาะ หมู่ที่ 8 ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ซึ่ง สถานีตำรวจภูธรแม่เจดีย์ ว่ามีผู้เสียชีวิตจากโครงเหล็กทับ 1 ราย กู้ชีพกู้ภัยอยู่ระหว่างนำร่างออกจากจุดเกิดเหตุ/ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย (สาหัส 1 ราย บาดเจ็บเล็กน้อย 1 ราย) refer ส่งโรงพยาบาลเวียงป่าเป้า อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดพื้นที่และผู้ได้รับผลกระทบ

สำหรับการดำเนินการและการให้ความช่วยเหลือ ภายหลังได้รับทราบรายงานสถานการณ์ดังกล่าว กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 จึงได้จัดกำลังพลชุดบรรเทาสาธารณภัย เข้าพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือร่วมกับ อำเภอเวียงป่าเป้า, สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย สาขา เวียงป่าเป้า กู้ภัยอัมรินทร์ใต้ และมูลนิธิกู้ชีพกู้ภัยในพื้นที่ เข้าสำรวจความเสียหายและเร่งให้การช่วยเหลือ และนำผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตส่งโรงพยาบาลเวียงป่าเป้า ส่วนสาเหตุของการเกิดอุบัติภัย อยู่ระหว่างการสอบสวน

ทั้งนี้ จังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้อำเภอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยเร่งด่วน และให้อำเภอร่วมกับหน่วยงานจัดทีมวิเคราะห์หาสาเหตุการเกิดอุบัติภัย ค้นหาสาเหตุการเกิดเหตุที่แท้จริง เพื่อกำหนดแนวทางการป้องกันและแก้ไขต่อไป


นที มีเดช รายงาน

นายทหารราชองครักษ์ พร้อม จิตอาสาพระราชทาน ลงพื้นที่เชียงราย ร่วมหาแนวทางบรรเทาผลกระทบจากสารปนเปื้อนในน้ำ พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยจากภัยพิบัติ

นายทหารราชองครักษ์ พร้อม จิตอาสาพระราชทาน ลงพื้นที่เชียงราย ร่วมหาแนวทางบรรเทาผลกระทบจากสารปนเปื้อนในน้ำ พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยจากภัยพิบัติ

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 พลเรือตรี วิรัตน์ จันทร์แสงศรี นายทหารราชองครักษ์ และรองหัวหน้าฝ่ายยุทธการนโยบายและแผน ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน (ศอญ.) พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อร่วมติดตามสถานการณ์ และหาแนวทางในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากสารหนูและสารตะกั่วปนเปื้อนในแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย ในการนี้ ได้รับการต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายอำเภอแม่สาย หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จุดแรกของการลงพื้นที่คือ วัดถ้ำผาจม เพื่อตรวจสอบการใช้น้ำของพระสงฆ์และประชาชน ก่อนจะเดินทางไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจประชาชนผู้ประสบภัย พร้อมทั้งติดตามความคืบหน้าการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงอันเนื่องจากภัยพิบัติ ปี 2567 จากนั้น พลเรือตรี วิรัตน์ จันทร์แสงศรี และคณะ ได้ตรวจเยี่ยมสถานีสูบน้ำประปาสาขาแม่สาย รับฟังรายงานการผลิตน้ำประปา และให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน พร้อมร่วมหารือกับเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำปนเปื้อนสารพิษ และการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยจากภัยพิบัติอย่างยั่งยืน

พลเรือตรี วิรัตน์ จันทร์แสงศรี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในด้านน้ำกินน้ำใช้ที่มีสารปนเปื้อน รวมถึงลดความเข้าใจผิดระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความมั่นใจให้กับประชาชน พร้อมเสนอให้นำพลังของจิตอาสาพระราชทาน ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน มาร่วมกันขับเคลื่อน และให้จังหวัดร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) จัดทำโครงสร้างแผนงานเพื่อใช้เป็นต้นแบบในการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

ในช่วงบ่าย คณะได้เดินทางไปยังตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อติดตามพื้นที่เตรียมจัดสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม ระบบประปาภูเขา และโครงการซ่อมแซมบ้านมั่นคงจากภัยพิบัติ ปี 2567 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน.


นที มีเดช รายงาน