กลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่าง ไทย – เมียนมา ในระดับคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC)

กลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่าง ไทย – เมียนมา ในระดับคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC)

กลไกความมั่นคงชายแดนไทย – เมียนมา ในส่วนที่กองทัพรับผิดชอบประกอบด้วยคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) เกิดขึ้นตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ว่าด้วย การจัดตั้งคณะกรรมการ RBC ลง 9 เมษายน 2533 โดยจะเห็นได้ว่ากลไกความมั่นคงชายแดนไทย – เมียนมา ที่มีอยู่ในปัจจุบันมิได้ มีความเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความมั่นคงทางทหารเท่านั้น ยังคงรวมไปถึงการเสริมสร้าง ความร่วมมือไทย – เมียนมา ในด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยว การศึกษา การบรรเทาสาธารณภัย และด้านอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่องานการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ตามพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา ซึ่งต้องมีภาครัฐ และเอกชน ของทั้ง 2 ประเทศ เข้าร่วมดำเนินการด้วย

คณะกรรมการ RBC ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 ประกอบด้วย แม่ทัพภาคที่ 3, ผู้บังคับหน่วยทหาร, ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือที่ติดกับชายแดนไทย – เมียนมา และผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ ในการปรึกษาหารือถึงมาตรการที่อาจจำเป็นต่อการแก้ปัญหาความมั่นคงร่วมกัน และปัญหาเฉพาะอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นบริเวณชายแดน ตลอดจนรับผิดชอบให้มีการปฏิบัติมาตรการ โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ในการประสานงานและควบ คุมดูแลให้บังเกิดผลของการปฏิบัติ

ที่ผ่านมามีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค RBC (ไทย – เมียนมา) มาแล้ว 36 ครั้ง โดยการประชุมครั้งล่าสุด ครั้งที่ 37 ระหว่างวันที่ 2 – 4 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย โดยมี พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 (ฝ่ายไทย) และ พลโท ยุ้น วิน ส่วย ผู้บัญชาการสำนักปฏิบัติการพิเศษที่ 4 (ฝ่ายเมียนมา) เป็นประธานร่วม ทั้งสองฝ่ายได้หารือในความร่วมมือที่สำคัญหลายประเด็น อาทิ การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำของทั้งสองกองทัพ ความร่วมมือในการป้องกันอาชญากรรมบริเวณพื้นที่ชายแดน ความร่วมมือในการป้องกันการค้ามนุษย์และลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย การเปิดจุดผ่านแดน ความร่วมมือในโครงการหมู่บ้านคู่ขนานตามแนวชายแดน การก่อความไม่สงบบริเวณชายแดน การก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง และความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติด เป็นต้น

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 3 มีความพร้อมที่จะสนับสนุนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ทางทหาร รวมทั้งบูรณาการศักยภาพทางการทหารในทุกๆ ด้านของกองทัพบก เพื่อปกป้อง และช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตลอดไป


กองบัญชาการกองทัพไทย เดินหน้าป้องกันอุทกภัยเมืองเชียงใหม่

กองบัญชาการกองทัพไทย เดินหน้าป้องกันอุทกภัยเมืองเชียงใหม่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการขุดลอกแม่น้ำปิง ระยะเร่งด่วน

พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมคณะลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการ “เพิ่มศักยภาพการรองรับและการไหลของแม่น้ำปิงเพื่อป้องกันอุทกภัยในเขตเมืองเชียงใหม่ ระยะเร่งด่วน” ณ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญตามนโยบายรัฐบาล ที่มอบหมายให้ สำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นหน่วยหลักในการขับเคลื่อน โดยบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนในจังหวัด

โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ซึ่งส่งผล กระทบรุนแรงต่อชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของพื้นที่ในระดับภูมิภาค รัฐบาลจึงผลักดันให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันความเสียหายซ้ำรอยในฤดูฝนถัดไป

สาระสำคัญของโครงการ คือ การขุดลอกแม่น้ำปิง เพื่อขจัดตะกอนและสิ่งกีดขวางที่รบกวนการไหลของน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำช่วงฤดูฝน โดยโครงการแบ่งออกเป็น 5 ตอน รวมระยะทางกว่า 41 กิโลเมตร ตั้งแต่ ตำบลสันโป่ง อำเภอแม่ริม ถึงตำบลสบแม่ข่า อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ กำหนดดำเนินการระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2568 รวมระยะเวลา 120 วัน

จากการรายงานความคืบหน้า ปัจจุบันการขุดลอกในเฟสที่ 1 คืบหน้าแล้ว 36.54% โดยเร่งเดินหน้าตอนที่ 2, 3 และ 4 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจหลักในตัวเมืองเชียงใหม่ เพื่อป้อง กันน้ำหลากในฤดูฝนปีนี้ ขณะที่ความคืบหน้ารวมของโครงการอยู่ที่ 18.32%

พร้อมกันนี้ หน่วยงานได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิงรุกผ่าน สื่อท้องถิ่น สื่อสังคมออนไลน์ และการลงพื้นที่พบปะประชาชน ริมแม่น้ำปิง เพื่อสร้างความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครง การ และเปิดรับข้อเสนอแนะเพื่อนำมาปรับปรุงแนวทางปฏิบัติเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนให้น้อยที่สุด

ในด้านมาตรการลดผลกระทบระหว่างการดำเนินงาน ได้มีการจัดรถบรรทุกน้ำล้างถนนควบคู่ไปกับการป้องกันฝุ่นละออง คลุมผ้าใบระหว่างขนย้ายดิน และล้างล้อรถก่อนออกจากพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างใกล้ชิด

“โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นมาตรการเชิงรุกในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน หากยังสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างกองทัพไทย ภาครัฐ และประชาชน ที่มุ่งมั่นร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่ให้ปลอดภัยจากอุทกภัยในอนาคต”

#เพิ่มศักยภาพแม่น้ำปิง #ป้องกันน้ำท่วมเชียงใหม่ #ทหารพัฒนา #ผบทสสลงพื้นที่ #กองทัพไทยเพื่อประชาชน #เชียงใหม่ปลอดภัย #บูรณาการเพื่อชุมชน


นที มีเดช รายงาน

ปภ.น่าน สรุปสถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ในพื้นที่จังหวัดน่านห้วง9-13 ก.ค.68

น่าน – ปภ.น่าน สรุปสถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ในพื้นที่จังหวัดน่านห้วงวันที่ 9- 13 กรกฎาคม 2568 พื้นที่ได้รับผลกระทบจำนวน 4 อำเภอ 20 ตำบล 110 หมุ่บ้าน

13 ก.ค.68 ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารภัยจังหวัดน่าน นายวรวิทย์ อินตะใจ หัว หน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดน่าน ได้ สรุปสถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ในพื้นที่จังหวัดน่านห้วงวันที่ 9- 13 กรกฎาคม 2568

สถานการณ์ในช่วงวันที่ 9-12 ก.ค. 68 ได้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่านโดยเฉพาะในเขตอำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย อำเภอนาหมื่น ส่งผลให้น้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากดินสไลด์หลายพื้นที่ มี พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจำนวน 4 อำเภอ 20 ตำบล 110 หมู่บ้าน

  1. อำเภอเวียงสา จำนวน 10 ตำบล 53 หมู่บ้าน น้ำปาได้ไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและผิวทางจราจรประชาชนได้รับความเดือดร้อนประมาณ 1,524 คน 750 ครัวเรือน บ้านเรือนได้รับความเสียหายจากน้ำป่าจำนวน 160 หลังคา พื้นที่ทางเกษตรพืชไร่ 1,350 ไร่ นา 120 ไร่ สวน 50 ไร่ สิ่งสาธารณะประโยชน์ถนนจำนวน 15 สาย และฝาย 5 แห่ง
  2. อำเภอนาหมื่น จำนวน 1 ตำบล 7 หมู่บ้าน ตำบลบ่อแก้ว ประชาชนได้รับความเดือดร้อนประมาณ 35 ครัวเรือน ประชาชน 105 คน ถนน 2 สาย ส่วนบ้านเรือนไม่ได้รับความเสียหาย กองพันทหารม้าที่ 15 นำชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัยและจิตอาสาภัยพิบัติ มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอำเภอนาน้อย พร้อมลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยดินสไลด์ที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน
  3. อำเภอนาน้อย จำนวน 3 ตำบล 5 หมู่บ้าน ตำบลศรีษะเกษ, ตำบลสันทะ,ตำบลสถาน น้ำป่าหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตร เสาไฟฟ้าแรงสูงหัก 1 ต้น สายไฟฟ้าขาด บริเวณคอย สะพานห้วยเขียด คอสะพานห้วยหลวง ตอนเด่นชัย – นาน้อยที่ กม 44 + 600 ทางหลวงหมายเลข 1083 คอสะพานสายเด่นชาติ – นาน้อยทางเชื่อมถนนบ้านห้วยเลา บ้านห้วยเลา หมู่ที่ 7 ต.เชียงของ อ.นาน้อย จ.น่าน. ขาดทั้ง 2 แห่ง
  4. อำเภอแม่จริม 4 ตำบล 24 หมู่บ้าน น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน โรงเรียน 2 แห่ง คือโรงเรียนบ้านร่มเกล้า ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริมและโรงเรียนบ้านน้ำพาง ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ผิวถนนชำรุด 1 แห่ง บ้านร่มเกล้า หมู่ 10 ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ผิวถนน บ้านร่มเกล้า หมู่ 10 ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน 1 แห่ง

การช่วยเหลือในเบื้องต้น นายอำเภอ ทั้ง 5 อำเภอ เจ้าหน้าที่พร้อม กำลังพลอาสารักษาดินแดน 5 กองร้อย ,พลตรี บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 ได้สนธิกำลังจัดกำลังพลจิตอาสา ชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย จาก กองพันทหารม้าที่ 15 กรมทหารม้าที่ 2 เจ้าหน้าที่ ตำรวจ อปท. ประชาชนจิตอาสาในพื้นที่เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทำความสะอาดบ้านเรือน อำเภอเวียงสา และขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ในพื้นที่อำเภอเวียงสา นายบัณฑูร สุนทรสมบัติ นายอำเภอเวียงสา ประสานหน่วยกู้ภัย สายฟ้า และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอเวียงสา นำอาหารกล่อง น้ำดื่ม จำนวน 300 ชุด และเทียนไข ไปมอบให้แก่ประชาชนบ้านวนาไพร ที่ประสบภัย สะพานข้ามลำห้วยดงลี่ ซึ่งเชื่อมระหว่างบ้านสาลี่ หมู่ที่ 4 และบ้านวนาไพร หมู่ที่ 7 ต.น้ำมวบ อ.เวียงสา จ.น่าน ขาดจากเหตุน้ำไหลหลาก จัดตั้งมีการตั้งศูนย์ซ่อมช่วยเหลือบริเวณหน้าสะพานที่ขาด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเร่งดำเนินเชื่อมต่อกระแสไฟฟ้าขัดข้อง แขวงทางหลวงน่านที่ 1ที่ 2 เร่งระดมเปิดเส้นทางจราจรให้สามารถสัญจรไปมาได้

อบต.น้ำมวบ ได้ประสานรถไถ รถแม็คโคร ร่วมกับ ผู้ใหญ่บ้านสาลี่ หมู่ที่ 4 และบ้านวนาไพร หมู่ที่ 7 ต.น้ำมวบ อ.เวียงสา จ.น่าน หน่วยต้นน้ำในพื้นที่อุทยานศรีน่าน ปลัดอำเภอเวียงสา นำกำลัง ร้อย อส.เวียงสา ร่วมดำเนินการสร้างทางเบี่ยงเพื่อให้รถมอเตอร์ไซค์สัญจรไปมาได้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับโรงแรมน่านกรีนเลควิวรีสอร์ท สมาคมกู้ชีพสายฟ้าฯ กองพันทหารม้าที่ 15 กรมทหารม้าที่ 2 จัดกำลังพลจิตอาสาภัยพิบัติ สนับสนุนสมาคมสว่างนครน่านรวมใจในการนำสิ่งของจากการบริจาคของประชาชน เพื่อไปช่วยชาวบ้าน บ.ห้วยเลา อ.นา น้อย จ.น่าน เนื่องจากสะพานขาดทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านไม่สามารถสัญจรออกนอกหมู่บ้านได้ เพราะมีเส้นทางทางดังกล่าวเป็นเส้นทางเดียวที่ใช้ในการสัญจร ณ บ้านห้วยเลา อ.นาน้อย จ.น่าน

ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 15 เชียงราย และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่านสาขานาน้อยร่วมตรวจสอบบริเวณสะพานข้ามห้วยจากบ้านสาลี่ หมู่ที่ 4 และบ้านวนาไพร หมู่ที่ 7 ต.น้ำมวบ อ.เวียงสา จ.น่าน

อำเภอนาน้อยแขวงทางหลวงน่านที่ 1 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขระดมเครื่องจักรและสะพานแบรี่เร่งแก้ไขปัญหา ในพื้นที่ให้การจราจรผ่านได้ชั่วคราวม อำเภอนาหมื่นร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชา ชนในเบื้องต้นและอยู่ในระหว่างสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม

แนวโน้มสถานการณ์น้ำลุ่มแม่น้ำน่าน สถานี N1 สะพานพัฒนาภาคเหนือระดับน้ำ มีแนวโน้มลดลงปริมาณฝนที่ตกทางตอนเหนือลดลง สถานการณ์ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ ปริมาณน้ำฝนสะสม 24 ชั่วโมง และผล 3 วันมีปริมาณฝนตกหนักใน ตำบลแม่คะนิง อำเภอเวียงสา ตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือ ตำบลนานไร่หลวง ตำบลยอด อำเภอสองแควตำบลศิลาเพชร อำเภอปัว จังหวัดน่าน มีโอกาสส่งผลให้ระดับน้ำ ลำน้ำแม่คะนิง อำเภอเวียงสา น้ำยาวตะวันตกลำน้ำยาวตะวันตกเป็นลำน้ำที่ไหลมาบรรจบกับลำน้ำยอด ทำให้เกิดเป็นลำน้ำสองสายที่บริเวณที่ตั้งของอำเภอสองแคว จังหวัดน่าน น้ำกว้าง อำเภอเวียงสา ลำน้ำบางเป็นส่วนหนึ่งของลำน้ำว้า ซึ่งไหลมาบรรจบกับแม่น้ำน่านที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน และลำน้ำสา ขามีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น พื้นที่อื่นๆ มีฝนตกอย่างน้อยต่อเนื่องถึงวันที่ 13 ก.ค. 68 ขอให้ประชา ชนที่อยู่บริเวณริมน้ำดังกล่าวเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ระดับน้ำอย่างใกล้ชิดแจ้งเตือนประชาชน ในพื้นที่ได้ทราบ


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NNAN

ดร.เอ้ ชี้ชัด อนาคตคนไทยจะดีเวลานี้ต้อง Education Complex

ดร.เอ้ ชี้ชัด อนาคตคนไทยจะดีเวลานี้ต้อง Education Complex หลังจากสถาน การณ์การเมืองได้มีการถกเถียงกันอย่างหนักในเรื่องของ เอนเตอร์เทนเมนต์คอม เพล็กซ์ ดร.เอ้-สุชัชวีร์ กลับมองต่าง ชูสร้าง “Education Complex” ดีกว่าไหม?

ดร.เอ้-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ได้เดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อเจรจาแลกเปลี่ยนและหาองค์ความรู้เกี่ยวกับการศึกษากลับมาร่างนโยบายเพื่อเดินหน้าพัฒนาประเทศตามอุดมการณ์ที่ได้ตั้งมั่นไว้ตั้งแต่ยังเข้าสู่เส้นทางการเมือง

ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ “ดร.เอ้” ได้โพสต์ข้อความผ่านทาง Facebook โดยระบุว่า “Education Complex” ดีกว่าไหม? ผมตั้งใจสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางการศึกษา” หรือ Education Complex เป็นที่ตั้งของ “มหาวิทยาลัยระดับโลกในแผ่นดินไทย” ร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย ใช้ทรัพยากรร่วมกันเพื่อปั้น “เด็กไทย” ให้เป็น “พลเมืองระดับโลก” ไปสร้าง “เศรษฐกิจใหม่” ที่สู้กันด้วย “มันสมอง” และเทคโนโลยีจะสร้างรายได้ จะสร้างมูล ค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ตัวอย่างที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง คือ เมืองแคลร์มอนต์ (Claremont) รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีมหาวิทยาลัยชั้นนำ 7 แห่ง คือ

  1. Claremont Graduate University (CGU) เก่งด้านเศรษฐศาสตร์และการบริหารจัดการ ซึ่งมีคณะบริหาร Drucker School of Management ชื่อก้องโลก
  2. Pomona College เก่งด้านศิลปศาสตร์
  3. Claremont McKenna College เก่งด้านรัฐศาสตร์และด้านกิจการสาธารณะ
  4. Harvey Mudd College เก่งด้านคณิตศาสตร์และด้านวิศวกรรมศาสตร์
  5. Scripps College เก่งด้านมนุษยศาสตร์
  6. Pitzer College เก่งด้านสิ่งแวดล้อมและด้านการยุติธรรม
  7. Keck Graduate Institute (KGI) เก่งด้านชีวการแพทย์และเภสัชศาสตร์

ทั้ง 7 มหาวิทยาลัยต่างมี “ปรัชญา” มีการบริหารอย่างเป็น “อิสระ” มีอธิการบดีของตนเอง แต่มา “ผนึกกำลัง” แชร์ทรัพยากร ทั้งห้องสมุด สนามกีฬา อาคารเรียน และหลักสูตรร่วมกันได้ ทั้งคุ้มค่าและทั้งเสริม “จุดแข็ง” ซึ่งกันและกัน ที่สำคัญพิสูจน์ “คนเก่ง” ทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ เมื่อ “เขาทำได้ ไทยก็ต้องทำได้” เช่นกัน อยู่ที่ “วิสัยทัศน์ทางการเมือง” ของผู้นำไทย ความฝันของผมจะเป็นไปได้หรือไม่นั้น อยู่ที่การสนับสนุนจากประชาชนคนไทย ขอโอกาสให้ผม ได้ดูแลการศึกษาของลูกหลานไทย ให้มีอนาคตที่ดีกว่านี้ได้ไหมครับ เรามาร่วมก้าวใหม่ไปด้วยกันนะครับ
สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

ขณะเดียวกัน ดร.เอ้ ได้โพสต์ถึงภารกิจ “ความร่วมมือด้านการศึกษา พาประเทศไทยก้าวใหม่ ไม่แพ้ชาติใดในโลก” ว่าผมและทีม CMKL University มหาวิทยาลัย AI แห่งแรกของไทย เรามาปฏิบัติภารกิจการศึกษาเพื่อสร้างความร่วมมือ “สร้างคนไทย”

หมุดหมายแรกที่มหาวิทยาลัย Claremont สุดยอดมหาวิทยาลัยในรัฐแคลิฟอร์เนีย เรามีเป้าหมาย 3 ประการ คือ

  1. ขอให้ “มหาวิทยาลัย Claremont” สนับสนุน “เด็กไทย” มาเรียนที่นี้เพิ่มขึ้น เพื่อนําความรู้และทักษะสมัยใหม่ กลับมาพัฒนาประเทศไทย
  2. สร้างความร่วมมือด้านงานวิจัย “ด้านบริหารธุรกิจและด้านเทคโนโลยี AI” กับประเทศไทยเพื่อสร้าง “เศรษฐกิจใหม่”
  3. เชิญชวน คณะบริหารธุรกิจ Drucker School of Management มาตั้ง “สถาบันการบริหารองค์กร” ที่ประเทศไทยเพื่อให้ความรู้แก่ “คนไทย” และให้เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ “ปรัชญาการบริหาร” ของอาจารย์ Peter Drucker ที่ต้องการสร้างสังคมโลกที่ดีขึ้น

ประเทศไทยเราอยู่ชาติเดียวไม่ได้ เราต้องได้ “คนเก่งที่สุด” มาเพิ่ม “ทักษะ” และเติม “ความรู้” ให้กับคนไทยเพื่อแข่งขันได้ในโลกยุค AI ที่ชนะกันด้วย “มันสมอง” ไม่ใช่แรงงานดร.เอ้ โพสต์ทิ้งท้าย และขอกําลังใจจากทุกคน

ทั้งนี้ การเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาของ ดร.เอ้ ในครั้งนี้ เพื่อศึกษาดูงานด้านการศึกษาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว หวังว่าจะนำองค์ความรู้กลับมาวางโครงสร้างการศึกษาของไทยให้แน่นตามแนวคิดที่มุ่งหวังว่า ประเทศจะพัฒนาได้ คนต้องได้รับการพัฒนาก่อน

การศึกษา #การศึกษาไทย #เด็กไทย #เอ้สุชัชวีร์ #EducationCom


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ชาวบ้านได้เลขสวยเสี่ยงโชค!! พิธีอัญเชิญเจ้าแม่เรือตะเคียน อายุมากกว่า 200 ปี ค่อนข้างสมบูรณ์ ก่อนนำไปตั้งที่วัด

อุทัยธานี – ชาวบ้านได้เลขสวยเสี่ยงโชค!! พิธีอัญเชิญเจ้าแม่เรือตะเคียน อายุมาก กว่า 200 ปี ค่อนข้างสมบูรณ์ ก่อนนำไปตั้งที่วัด

ผู้สื่อข่าวรายงานวันที่ 14 ก.ค.2568 ยิ่งใกล้กับวันหวยออกได้พบกับชาวบ้านในพื้นที่และต่างพื้นที่ เดินทางมาร่วมงานพิธีอัญเชิญเจ้าแม่เรือตะเคียน ที่บ้านวังตอยาง หมู่ 5 ต.เขากวางทอง อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี พร้อมกับเหล่าบรรดาแม่ค้าพ่อค้าขายแผงหวย หลังจากทราบข่าวว่า มีหนุ่มเมืองกาญจนบุรี รับจ้างขับรถแบ็คโฮ ขุดลอกเจอเรือตะเคียนในน้ำ บริเวณคลองทับเสลา อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี คาดว่าจะมีอายุมากกว่า 200 ปีขึ้น มีความยาวประมาณ 12 เมตร จึงเป็นที่ฮือฮาให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก เนื่องจากชาวบ้านเคยเห็นแต่เป็นลำต้นตะเคียนที่อยู่ใต้น้ำ แต่ครั้งนี้แปลก เจอเป็นลำ และเป็นเรือตะเคียนมีหัวมีท้าย ค่อนข้างสมบูรณ์ ชาวบ้านเชื่อว่าเจ้าแม่น่าจะอยากขึ้นมาจากน้ำเต็มที จึงดลบันดาล.ให้คนขับรถแม็คโคได้พบเจอเรือตะเตียนดังกล่าว

ล่าสุดชาวบ้านได้อัญเชิญพระมาทำพิธี โดยนำธูปเทียน ดอกไม้พวงมาลัย ผลไม้ ขนม น้ำแดง ทำพิธีกราบไหว้อัญเชิญเจ้าแม่เรือตะเคียนให้ไปอยู่ที่วัดป่าคา ต.ประดู่ยืน อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี

ระหว่างทำพิธีแล้วเสร็จ ชาวบ้านต่างพากันนำแป้งมาทาถู ส่วนไม่พลาดเลขที่ท้ายเรือตะ เคียน ชาวบ้านเห็นเป็นเลข 22 23 บางคนเห็น 235 พร้อมกับเห็นเลขเงาของไม้ลำเรือ เลข 98 ส่วนเลขธูปได้เลข 117 พร้อมกับเลขรถแบ็คโฮที่ขุดเจอเรือตะเคียน เลข 210 ส่วนเลขรถบรรทุกขนย้ายไปที่วัดเลข 80-3420 ชาวบ้านจะนำเลขที่ได้ไปเสี่ยงดวงในวันหวยออก


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในการจัดงานรำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ครบรอบปีที่ 132

ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในการจัดงานรำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ครบรอบปีที่ 132

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 กรกฎาคม 2568 พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในการจัดงานวันรำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ประจำปี 2568 ณ ป้อมพระจุล จอมเกล้า ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีพลเรือตรีหญิง ดอกเตอร์ ทันตแพทย์หญิง จีระวัฒน์ กฤษณพันธ์ ว่องวิทย์ นายกสมาคมภริยาทหารเรือ คณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ ผู้แทนหน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือ ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานราชการในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ทหารผ่านศึกในส่วนของกองทัพเรือ และลูกเสือสมุทร เข้าร่วม ในพิธีฯ ประกอบด้วย พิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พิธีสดุดีวีรชนในเหตุการณ์ ร.ศ.112 พิธีสงฆ์ และกิจกรรมรำลึก 132 ปี วิกฤตการณ์ ร.ศ.112

ทั้งนี้ เมื่อรัตนโกสินทร์ศก 112 หรือ ร.ศ.112 ซึ่งตรงกับปีพุทธศักราช 2436 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยในยุคนั้นชาติตะวันตกได้เข้ามามีอิทธิพลสำคัญทางแถบเอเชีย ด้วยวัตถุประสงค์แสวงหาอาณานิคมจากประเทศต่าง ๆ เช่น ญวน เขมร ลาว ซึ่งภายหลังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ส่วนพม่าและมลายูตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

สยาม (ประเทศไทย) ถูกชาติมหาอำนาจฝรั่งเศสเข้ารุกราน ในวันที่ 13 กรกฎาคม พุทธศัก ราช 2436 โดยเรือรบฝรั่งเศส 2 ลำ คือ เรือสลุปแองคองสตังค์ และเรือปืนโกแมต ได้รุกล้ำสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามา และได้เกิดการปะทะกับฝ่ายสยาม ทั้งหมู่ปืนที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า และเรือรบสยามที่จอดอยู่เหนือป้อมพระจุลจอมเกล้า จำนวน 9 ลำ พยายามต่อสู้ป้องกัน ผลปรากฏว่าเรือรบฝรั่งเศส สามารถตีฝ่าแนวป้องกันที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาได้จนถึงกรุงเทพฯ ส่วนฝ่ายสยาม เรือได้รับความเสียหายจากกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายตรงข้าม จำนวน 4 ลำ

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงใช้กุศโลบายและการผ่อนปรน สยามกับฝรั่งเศสได้ยุติการสู้รบกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง มีผลทำให้สยามต้องยอมเสียดินแดนบางส่วน เพื่อดำรงซึ่งเอกราชของชาติไว้ได้
จากเหตุการณ์ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีวิสัยทัศน์พัฒนาการทหารเรือ ทรงวางรากฐานไว้ป้องกันภัยด้านทะเล ทั้งยังทรงส่งพระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์ออกไปศึกษาวิชาการด้านการปกครอง การทหารบก การทหารเรือและอื่น ๆ ในทวีปยุโรป รวมทั้งทำการฝึกนายทหารเรือ เพื่อปฏิบัติงานแทนชาวต่างชาติตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทำให้กองทัพเรือ มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศตราบจนปัจจุบัน

เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น กองทัพเรือได้จัดงาน “รำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112” ในวันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์ทหารเรือ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป โดยภายในงาน ประกอบด้วย พิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พิธีสดุดีวีรชนในเหตุการณ์ ร.ศ.112 พิธีสงฆ์ การจัดแสดงนิทรรศการเพื่อน้อมรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงนำพาประเทศไทยให้เป็นเอกราช และวีรกรรมอันหาญกล้าของวีรชนในเหตุการณ์ ร.ศ.112

สำหรับในช่วงเย็น กองทัพเรือร่วมกับจังหวัดสมุทรปราการ และโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรปราการทางด้านประวัติศาสตร์ จัดการแสดงแสงเสียงสื่อผสมในรูปแบบมิวสิคัล รำลึกเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ตอน “ปราการพระจุล จารึกคุณ มหาราช ร.ศ.112 เดอะมิวสิคัล” ระหว่างวันที่ 13 – 16 กรกฎาคม 2568 วันละ 1 รอบ เวลา 18.30 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ท่านที่สนใจสามารถสำรองที่นั่ง หรือสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ https://lin.ee/jl82Goi


ธนวัต นาคขำ จ.สมุทรปราการ

กรมทางหลวง สรุปผลการศึกษาโครงการขยายถนนช่วง อ.หล่มสัก-อ.คอนสาร เพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่ง เชื่อมต่อการเดินทางสู่ภูมิภาค

กรมทางหลวง สรุปผลการศึกษาโครงการขยายถนนช่วง อ.หล่มสัก-อ.คอนสาร เพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่ง เชื่อมต่อการเดินทางสู่ภูมิภาค

วันนี้ (14 กรกฎาคม 2568) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมผาเมือง โรงแรมหล่มสักณัฐติรัตน์แกรนด์โฮเต็ล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ กรมทางหลวงร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาจัดการประชุมสรุปผลการศึกษาโครงการ (การสัมมนา ครั้งที่ 3) โครงการสำรวจและออกแบบทาง หลวง 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 12 ช่วงอำเภอหล่มสัก-อำเภอคอนสาร เพื่อนำเสนอสรุปผลการศึกษาของโครงการในด้านต่างๆ พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการศึกษาของโครงการ เพื่อนำไปปรับปรุงผลการศึกษาให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวรัชนี บุญญาภิทานนท์ ปลัดอำเภอหล่มสัก เป็นประธานเปิดการประชุม โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรธุรกิจเอกชน ผู้นำชุมชน และภาคประชาชน เข้าร่วมการประชุม

การจัดประชุมในครั้งนี้ บริษัทที่ปรึกษาโครงการ ได้นำเสนอสรุปผลการศึกษาโครงการ โดยมีรายละเอียดต่างๆ ดังนี้

สำหรับแนวเส้นทางโครงการมีจุดเริ่มต้นบริเวณสามแยกสักหลง จุดตัดทางหลวงหมายเลข 21 (กม.274+000) กับทางหลวงหมายเลข 2466 (กม.0+000) โดยแนวเส้นทางในช่วง 30 กิโลเมตรแรก เป็นถนนตัดใหม่มุ่งหน้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 2216 เดิมที่ กม.65+320 ผ่าน อ.น้ำหนาวไปจนถึงสามแยกห้วยสนามทรายจุดตัดทางหลวงหมายเลข 2216 (กม.0+000) ตัดกับทางหลวงหมาย เลข 12 (กม.429+050) จากนั้นแนวเส้นทางจะเลี้ยวซ้ายไปทางทิศตะวันออกไปตามทาง หลวงหมายเลข 12 เดิม และมีจุดสุดสิ้นโครงการ ที่ กม.448+318 ของทางหลวงหมายเลข 12 (กม.111+070 ของโครงการ) ระยะทาง 111.070 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 12 ตำบล 5 อำเภอ 3 จังหวัด ได้แก่ ต.หนองสว่าง ต.ทุ่งนาเลา ต.คอนสาร อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ และ ต.วังสวาป อ.ภูผาม่าน จ.ขอน แก่น

รูปแบบทางหลวงโครงการ แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ตามสภาพพื้นที่ถนนเดิมของโครงการ ดังนี้

  • ช่วงที่ 1 ถนนตัดใหม่ ออกแบบเป็นทางหลวงขนาด 4 ช่องจราจร ทิศทางละ 2 ช่องจราจร เกาะกลางแบบดินถมปูแผ่นคอนกรีต (Raised Median) สำหรับบริเวณพื้นที่ราบ ส่วนบริเวณพื้นที่ภูเขาสูงชัน พื้นที่ 2 ข้างทางต่างระดับกันค่อนข้างมาก ออกแบบเป็นทางหลวงขนาด 4 ช่องจราจร ทิศทางละ 2 ช่องจราจร เกาะกลางแบบแท่งคอนกรีต แยกคันทางต่างระดับ และออกแบบเป็นทางหลวงขนาด 4 ช่องจราจร ทิศทางละ 2 ช่องจราจร เกาะกลางแบบแท่งคอนกรีต (Median Barrier) สำหรับบริเวณพื้นที่ภูเขา
  • ช่วงที่ 2 บริเวณที่แนวเส้นทางซ้อนทับกับทางหลวงหมายเลข 2216 ออกแบบเป็นทางหลวงขนาด 4 ช่องจราจร ทิศ ทางละ 2 ช่องจราจร เกาะกลางแบบแท่งคอนกรีต (Median Barrier) สำหรับพื้นที่ภูเขา และออกแบบเป็นทางหลวงขนาด 6 ช่องจราจรทิศทางละ 3 ช่องจราจร เกาะกลางแบบดินถมปูแผ่นคอนกรีต (Raised Median) บริเวณที่ราบชุมชนน้ำหนาว
  • ช่วงที่ 3 บริเวณที่แนวเส้นทางซ้อนทับกับทางหลวงหมายเลข 12 เดิม ออกแบบเป็นทางหลวงขนาด 4 ช่องจราจร เกาะกลางแบบแท่งคอนกรีต (Median Barrier) บริเวณพื้นที่เนินเขา ส่วนบริเวณพื้นที่ภูเขา (เขาวง) ซึ่งสภาพพื้นที่เหมาะสมสำหรับการจัดการให้เป็นแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศสำหรับสัตว์ ได้ออกแบบเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
    • ออกแบบเป็นทางหลวงขนาด 4 ช่องจราจร โดยทิศทางไป อ.หล่มสักปรับ ปรุงทางหลวงหมายเลข 12 เดิมเป็น 2 ช่องจราจร มีช่องจราจรไต่ลาดชัน (Climbing Lane) ในช่องจราจรซ้ายสุด ส่วนทิศทางไป อ.คอนสารก่อสร้างสะพานขนาด 2 ช่องจราจร และมีช่องจราจรไต่ลาดชัน (Climbing Lane) ในช่องจราจรซ้ายสุด และ
    • ในบริเวณพื้นที่ราบ ได้ออกแบบเป็นทางหลวงขนาด 4 ช่องจราจร มีเกาะกลางแบบกดเป็นร่อง (Depressed Median) รวมถึงได้ออกแบบให้มีการป้องกันเสถียรภาพลาดคันทางตลอดแนวเส้นทางโครงการ ให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่บริเวณนั้นๆ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อลาดคันทาง

ส่วนงานออกแบบทางแยก การออกแบบทางแยกที่สำคัญของโครงการ มีจำนวน 5 จุด แบ่งเป็น ทางแยกที่ติดตั้งสัญญาณไฟจราจร 4 จุด ได้แก่

  1. บริเวณทางแยกสักหลง (ทางหลวงหมายเลข 21 ตัดกับทางหลวงหมายเลข 2466)
  2. บริเวณแยกทางหลวงชนบท สาย พช.2034
  3. บริเวณทางแยกห้วยสนามทราย (ทางหลวงหมายเลข 12 ตัดกับทางหลวงหมายเลข 2216)
  4. บริเวณทางแยกทางเข้า อบต.วังสวาป (ทางหลวงหมายเลข 12 ตัดกับถนน รพช.) และทางแยกที่ไม่ได้ติดตั้งสัญญาณไฟจราจร 1 จุด ได้แก่ บริเวณทางแยกตัดกับทางหลวงหมายเลข 2216 (ทางหลวงหมายเลข 2216 กม.65+320) ส่วนรูปแบบจุดกลับรถ ประกอบด้วย จุดกลับรถระดับดิน จำนวน 18 จุด และจุดกลับรถใต้สะพาน 36 จุด

พร้อมทั้งได้ออกแบบจุดพักรถในโครงการไว้ 3 จุด ได้แก่ จุดพักรถท่าอิบุญ กม.9+400 ตั้งอยู่บริเวณ ต.ท่าอิบุญ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์, จุดพักรถหลักด่าน กม.33+900 ตั้งอยู่ ต.หลักด่าน อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ และจุดพักรถทุ่งพระ กม.92+600 ตั้งอยู่ ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ทั้งนี้ โครงการ ได้ดำเนินการศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ ครอบคลุมทุกกิจกรรมการก่อสร้าง พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยรอบโครงการให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด

ภายหลังการสัมมนาในครั้งนี้ โครงการจะดำเนินการรวบรวมข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน นำมาพิจารณาประกอบการจัดทำรายงานสรุปผลการศึกษาโครงการให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และจะนำเสนอสรุปผลการศึกษาในทุกด้านให้ประชาชนได้รับทราบรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป ซึ่งกรมทางหลวงมีแผนดำเนินงานจะเริ่มก่อสร้างประมาณปี 2573 ถึงปี 2575 และคาดว่าสามารถเปิดใช้บริการได้ประมาณปี 2576

โดยผู้สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าและรายละเอียดของโครงการฯ ได้ 3 ช่องทาง ได้ แก่

  1. เว็บไซต์ www.หล่มสัก-คอนสาร.com,
  2. แฟนเพจเฟสบุ๊ค : หล่มสัก-คอนสาร และ
  3. Line Official : https://lin.ee/8UzitHR

มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ต้อนรับและร่วมปฎิบัติภารกิจกับ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของ กองกำลังผาเมือง ในพื้นที่แม่สาย จ.เชียงราย

ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ต้อนรับและร่วมปฎิบัติภารกิจกับ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของ กองกำลังผาเมือง ในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

เมื่อ วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.30 น. พลตรี กิดากร จันทรา ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ร่วมให้การต้อนรับและร่วมปฎิบัติภารกิจกับ พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญ ชาการทหารสูงสุด/ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการทางทหาร/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน และคณะ ในโอกาสที่เดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของ กองกำลังผาเมือง โดยมีการรับฟังรับฟังการบรรยายสรุปการปฎิบัติงานที่สำคัญ และมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับกำลังพลที่ปฎิบัติงานตามแนวชายแดน ในพื้นที่รับผิดชอบ กองกำลังผาเมือง ณ ฐานปฎิบัติการดอยช้างมูบ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ซึ่งปัจจุบัน ผลการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบ ของ กองกำลังผาเมือง ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 320 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 323 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 144,626,731 เม็ด, เฮโรอีน 145 กิโลกรัม, ไอซ์ 8,120 กิโลกรัม, ฝิ่น 42.9 กก. และ คีตามีน 695 กิโลกรัม จากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ จำนวน 48 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯเสียชีวิต 28 ศพ ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 30,656 ล้านบาท (30,656,963,200 บาท)

#ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #กองกำลังผาเมือง #กองทัพภาคที่3


นที มีเดช รายงาน

ปภ.น่าน แจ้ง กรมอุตุนิยมวิทยาเตือน ภาคเหนือ จะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก 12-13 ก.ค.68 ระวังเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

น่าน – ปภ.น่าน แจ้ง กรมอุตุนิยมวิทยาเตือน ภาคเหนือ จะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก 12-13 ก.ค.68 ระวังเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

น่านยังมีฝนตกอยู่เป็นระยะทั้งวัน นายวรวิทย์ ต๊ะใจ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดน่าน แจ้งเตือนประชาชนจังหวัดน่าน กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศฉบับที่ 4 (177/2568) กรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามันตอนบน (มีผลกระทบในช่วงวันที่ 12-13 กรกฎาคม 2568) ประเทศ ไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะภาคเหนือบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ เนื่องจากมีร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมาตอนบน ภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้
จังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2568 ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์

ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2568 ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน ตาก พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนวางแผนการใช้ชีวิตและการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างระมัดระวัง จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บ ไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
จังหวัดน่าน จากฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่คืนวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก สภาพอากาศและปริมาณน้ำฝนในช่วงวันที่ 10 -11 กรกฎาคม 2568 ปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมง และ ฝน 3 วัน มีปริมาณฝนตกหนัก โดยเฉพาะพื้นที่ อ.เวียงสา อ.นาน้อย อ.แม่จริม

พื้นที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 3 อำเภอ 13 ตำบล 65 หมู่บ้าน

  1. อำเภอนาหมื่น จำนวน 1 ตำบล 7 หมู่บ้าน (ต.บ่อแก้ว)
  2. อำเภอนาน้อย จำนวน 3 ตำบล 5 หมู่บ้าน (ต.ศรีษะเกษ ต.สันทะ ต.สถาน)
  3. อำเภอเวียงสา จำนวน 10 ตำบล 53 หมู่บ้าน

การช่วยเหลือ นายอำเภอเวียงสา นายอำเภอนาหมื่น นายอำเภอนาน้อย พร้อม สมาชิก อส.อ.ได้ลงพื้นที่ ร่วมกับ จนท.อปท. ได้เข้าพื้นที่ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ขอให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำและพื้นที่เสี่ยงภัยเฝ้าระวังและติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากพบเห็นเหตุการณ์ฉุกเฉินแจ้ง สนง.ปภ.น่าน โทร.0 5471 6174 หรือ แจ้งสายด่วนนิรภัย 1784 แนวโน้มสถานการณ์ -ระดับเฝ้าระวัง สถานี N.75 บริเวณบ้านสะพานท่าลี่ อ.เวียงสา จ.น่าน ระดับน้ำ 10.33 ม.(รสม.) สูงกว่าระดับตลิ่ง +0.33 ม. มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น -ระดับเฝ้าระวัง สถานี N.13A บริเวณบ้านไผ่งาม อ.เวียงสา จ.น่าน ระดับน้ำ 6.74 ม.(รสม.) สูงกว่าระดับตลิ่ง +0.25 ม.มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ระดับเฝ้าระวังสถานี N.13 A ปัจจุบันมีระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 5 cm ซึ่งรับน้ำรวมจากน้ำสาและน้ำว้า ทางฝ่ายติดตามฯ สบอ.วิเคราะห์ปริมาณน้ำจะล้นตลิ่งฝั่งซ้าย ต.ไหล่น่าน ประมาณ 88 เซนติเมตร คาดการณ์สภาพอากาศในพื้นที่จะมีฝนตกอย่างต่อเนื่องถึงวันที่ 13 ก.ค.68

ด้านกรมทรัพยากรธรณี ขอให้อาสาสมัครเครือข่าย เฝ้าระวังดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากจนถึงวันที่ 13 กรกฎาคมในพื้นที่ 11 จังหวัด อีกทั้งกรมชลประทาน ได้ติดสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนทันที และจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมทั้งอุตรดิตถ์ น่าน แพร่ ตราด และพะเยา ผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหาร ได้เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน อพยพกลุ่มเปราะบาง และทรัพย์สิน มาในพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงซ่อมแซมถนนที่ถูกตัดขาดจากน้ำท่วมและดินถล่ม เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้เป็นปกติ

ในช่วงบ่ายวันศุกร์ ที่ 11 ก.ค.68 เวลา 14.00 น.ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 38 และกองพันทหารม้าที่ 15 นำจิตอาสาภัยพิบัติ เร่งช่วยเหลือประชาชนขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง รับมืออุทกภัยน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เวียงสา พลตรี บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณมณฑลทหารบกที่ 38 จัดกำลังพลชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย และจิตอาสาภัยพิบัติ จากกองพันทหารม้าที่ 15 กรมทหารม้าที่ 2 ร่วมกับเครือข่ายกำลังประชาชนในพื้นที่บ้านนาเซีย ลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือ นายรัตน์ ตามล อายุ 80 ปี ชาวบ้านนาเซีย หมู่ 2 ตำบลหมอเมือง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน หลังบ้านเรือนได้รับความเสียหายจากเหตุฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

20.00 น. พลตรี บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 38 จัดกำลังพลชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย และจิตอาสาภัยพิบัติ จาก กองพันทหารม้าที่ 15 กรมทหารม้าที่ 2 เข้าดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่บ้านดอนไชย หมู่ที่ 7 อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ภารกิจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อขนย้ายสิ่งของ เครื่องใช้ และทรัพย์สินของประชาชนขึ้นสู่ที่สูงอย่างเร่งด่วน หลังจากระดับแม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้นจนเริ่มล้นตลิ่ง และเกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าสู่พื้นที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านในวงกว้าง กำลังพลได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นและเสียสละ โดยสามารถช่วยขนย้ายสิ่งของได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ภารกิจแล้วเสร็จในเวลา 22.30 น. ของวันเดียวกัน

ท่ามกลางสายฝน 20.30 น. กองพลทหารม้าที่ 1 ค่ายพ่อขุนผาเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยกองพันทหารม้าที่ 15 กรมทหารม้าที่ 2 กองพลทหารม้าที่ 1 จัดกำลังพลชุดบรรเทาสาธารณภัยและกำลังพลจิตอาสาภัยพิบัติ เดินทางไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุกทกภัยในพื้นที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ได้พบผู้ประสบเหตุรถยนต์ยี่ห้อ Honda civic สีดำ ทะเบียน กจ 8380 น่าน ซึ่งเกิดอุบัติเหตุเสียหลักตกถนน บริเวณถนนน่าน-ร้องกวาง เส้นทางระหว่าง บ้านน้ำครกใหม่ ตำบลกองควาย อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน จึงได้เข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุและปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยพบว่ามีผู้บาดเจ็บเป็นผู้ชาย 1 ราย มีอาการบาดเจ็บเล็กน้อย จึงได้โทรเเจ้ง 1669 มายังที่เกิดเหตุเพื่อทำการช่วยเหลือต่อไป

การปฏิบัติงาน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 38 และหน่วยทหารในพื้นที่ นำจิตอาสาภัยพิบัติ ร่วมเครือข่ายประชาชน ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุประสบภัยน้ำท่วมใน อำเภอเวียงสา อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 38 ในการตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างทันท่วงที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเสริมสร้างความมั่นใจต่อการให้ความช่วยเหลือในทุกสถาน การณ์ภัยพิบัติ ขณะนี้ระดับน้ำได้ลดลงสู่ภาวะปกติ หน่วยปฏิบัติการฯ จึงได้ร่วมกับชุมชนเร่งเข้าช่วยเหลือเบื้องต้น และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมตามขั้นตอน

ศูนย์บรรเทาสาธารณมณฑลทหารบกที่ 38 ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอย่างเต็มกำลัง
จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ทำให้ระดับน้ำในลำห้วยต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้สะพานข้ามลำห้วยระหว่าง บ้านสาลี่ – บ้านวนาไพร ตำบลน้ำมวบ อำเวียงสา จ.น่าน ขาด ชาวบ้านกว่า 40 หลังคาเรือน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่สามารถสัญจรหรือออกมาซื้อของใช้จำเป็นได้ ไฟฟ้าในพื้นที่ดับ, สัญญาณโทรศัพท์หาย, มี ผู้ป่วยติดเตียงในหมู่บ้าน, ไม่สามารถออกมาซื้อข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม และของใช้จำเป็น, ฝนยังคงตกอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีหน่วยงานเข้าถึงพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือเป็นการด่วนแล้ว โดยทำการประสานขอความช่วยเหลือจาก สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน, แขวงทางหลวง, องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำมวบ จิตอาสาภัยพิบัติจังหวัดน่าน และองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดส่ง ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค รวมถึงหาทางเข้าไปช่วยผู้ป่วยที่ต้องการการดูแล ส่วนสะพานอยู่ระหว่างประสานงานให้ ศูนย์ป้องกันบรรเทาสาธารณภัยเขต นำสะพานแบริ่ง (สะพานเหล็กสำเร็จรูปชนิดถอดประกอบได้) มาติดตั้งชั่วคราว

เวลา 20.00 น. นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน สั่งการให้ นายบัณฑูร สุนทรสมบัติ นายอำเภอเวียงสา ประสานหน่วยกู้ภัย สายฟ้า และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอเวียงสา นำอาหารกล่อง น้ำดื่ม จำนวน 300 ชุด และเทียนไข ไปมอบให้แก่ประชาชนบ้านวนาไพร ที่ประสบภัย สะพานข้ามลำห้วยดงลี่ ซึ่งเชื่อมระหว่างบ้านสาลี่และบ้านวนาไพร หมู่ 7 ตำบลน้ำมวบ จังหวัดน่าน ขาดจากเหตุน้ำไหลหลาก โดยผู้ใหญ่บ้านวนาไพร เป็นผู้รับมอบและนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนทั้งนี้จะได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือโดยเร่งด่วนต่อไป

ขณะที่ในพื้นที่หมู่บ้านร่มเกล้า หมู่ 10 ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ปัจจุบันระดับลำห้วยหมู่บ้าน ได้ลดระดับอยู่ในสภาวะปกติแล้ว นายอำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน พร้อมนายกองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำพาง ได้เข้าเร่งให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว โดยถนนเข้าหมู่บ้านไม่ได้ถูกตัดขาด แต่ผิวถนนยกตัวขึ้น รถยนต์สูง มอเตอร์ไซค์ ผ่านได้ ซึ่งทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะนำรถปรับผิวถนนให้โดยเร่งด่วน นอกจากนี้ในพื้นที่ อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน โรงเรียนบ้านร่มเกล้า ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน และชุมชนบ้านร่มเกล้า หมู่ 10 ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมสร้างความเสียหายเช่นกัน

นายชัยนรงค์. วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน สั่งการให้ ชลประทานน่านติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขนาด 8 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง เพื่อสูบน้ำท่วมขังเร่งระบายให้เข้าสู่ภาวะปกติ โดยเร็ว ณ บริเวณ บ้านดอนแก้ว หมู่ 3 ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ท้ายสุด นายวรวิทย์ อินตะใจ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน รายงานเกิดแผ่นดินไหวใน สปป.ลาว

วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม 2568 เวลา 15.00 น. เกิดแผ่นดินไหวบนบกขนาด 3.2 ความลึก 1 กิโลเมตร ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากบ้านน้ำช้างพัฒนา ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ประมาณ 37 กิโลเมตร

อำเภอเฉลิมพระเกียรติได้ประสานงานกับทาง อบต.ขุนน่าน ผู้ใหญ่บ้านน้ำช้าง และผู้ใหญ่บ้านน้ำรีแล้วปรากฏว่าในพื้นที่ไม่ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวแต่อย่างใด และอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ได้ดำเนินการสำรวจความเสียหายแล้ว ไม่ปรากฏผลกระทบในพื้นที่แต่อย่างใด


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

มทบ.37 จัดกิจกรรม “เคาะประตู สู่ความห่วงใย เตือนภัยจากโรคไข้เลือดออก”

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน จัดกิจกรรม “เคาะประตู สู่ความห่วงใย เตือนภัยจากโรคไข้เลือดออก” ด้วยการเข้าพบปะประชาชน บ้านแม่เงิน หมู่ 6 บ้านไร่ หมู่ 7, บ้านป่าคา หมู่ 8 และ บ้านป่าคาเหนือ หมู่ 9 เพื่อสอบถามความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเกิดโรคไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ และโรคโควิด 19 ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพล “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” นำโดย ร้อยตรี ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดประสานการคุ้มครองป้องกันชุมชน สถานีพัฒนาการเกษตรพื้นที่สูง ตามพระราช ดำริ บ้านธารทอง พร้อมกำลังพล “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าพบปะประชาชนซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อสอบถามความเป็นอยู่และเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทหารกับประชาชน เนื่องจากห้วงนี้เริ่มเข้าฤดูฝนทำให้มีฝนตก หนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ มีน้ำท่วมขัง และอาจเกิดพายุลมแรงทำให้เกิดฝนฟ้าคะนอง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเรือนของประชาชน รวมทั้งการทำงานที่โล่งแจ้งกรณีฝนตกฟ้าร้องฟ้าฝ่าได้ อาจจะทำให้สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จึงได้แจ้งเตือนอันตรายให้กับประชาชนได้ทราบ และมอบหน้ากากอนามัยไว้ให้ได้สวมใส่เพื่อเป็นการป้องกันโรคโควิด 19 ด้วย

รวมทั้งประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากห้วงนี้มีฝนตกในพื้นที่ ทำให้มีน้ำท่วมขังเป็นบ่อเกิดของลูกน้ำยุงลาย อีกทั้งในพื้นที่มีการเกิดไข้เลือด จึงมีความห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชน จึงได้ให้แนะนำและวิธีการกำจัดลูกน้ำยุงลายเช่น ปิดปากภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิดด้วยฝา ตาข่าย หรือผ้า เพื่อป้องกันยุงลายลงไปวางไข่ ไม่ว่าจะเป็นโอ่งหรือถังสำหรับเก็บน้ำกินน้ำใช้ และภาชนะอื่นๆ หากเป็นภาชนะเก็บน้ำที่จำเป็นต้องเปิดโล่ง เช่น แจกันดอกไม้ น้ำในเล้าไก่ กระถางพลูด่าง ไม่สามารถปิดให้มิดชิดได้ แนะนำให้เปลี่ยนน้ำในภาชนะทุกๆ ๗ วันแทนกำจัดเศษวัสดุที่มีโอกาสเป็นแหล่งเก็บน้ำในบริเวณบ้านออกให้หมด ทั้งยางรถยนต์เก่า ขวด กระป๋อง เป็นต้น ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

#จิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจ #เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน #น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น #ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส


นที มีเดช รายงาน