องคมนตรี เปิดงานการบริหารจัดการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่ ด้วยกระบวนการ One Plan ที่ จ.เชียงใหม่

องคมนตรี เปิดงานการนำคู่มือการบริหารจัดการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่ ด้วยกระบวนการ One Plan ที่ จ.เชียงใหม่

วันนี้ (18 ก.ค. 68) ที่ โรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ นายพลากร สุวรรณรัฐ องค มนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราช ดำริในพื้นที่ภาคเหนือ เป็นประธานเปิดงานการนำคู่มือการบริหารจัดการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่ ด้วยกระบวนการ One Plan มาสนับสนุนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขตพื้นที่ภาคเหนือ โดยมี นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร. นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตพื้นที่ภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด คณะที่ปรึกษาและคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ และผู้แทนส่วนราชการ เข้าร่วมพิธีทั้งในห้องประชุมและระบบออนไลน์

โดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สนองพระบรมราโชบายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการและแนวพระราชดำริต่าง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานไว้เพื่อสร้างโอกาสและทางเลือกในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพสกนิกรชาวไทย ซึ่งปัจจุบันมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกระจ่ายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ รวม 5,201 โครงการ โดยพื้นที่ภาคเหนือมีจำนวน 1,980 โครงการ

ดังนั้นเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริบรรลุผลสัมฤทธิ์ จึงร่วมดำเนินการใน 2 กิจกรรม ได้แก่

  • กิจกรรมที่ 1 การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนและจัดทำแผนพัฒนาต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่ เขตพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดน่าน จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเชียงใหม่ โดยจัดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2568 และ
  • กิจกรรมที่ 2 การจัดทำคู่มือการบริหารจัดการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่ ด้วยกระบวนการ One Plan มาสนับสนุนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขตพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อให้เกิดกลไกการขับเคลื่อนที่ชัดเจนทั้งในด้านการวางแผนและการดำเนินงานโครงการฯ

โอกาสนี้ องคมนตรี ได้มอบคู่มือการบริหารจัดการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่ฯ ให้แก่ ผู้บริหารของส่วนราชการ และผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด ต่อจากนั้น เลขาธิการ กปร. กล่าวนโยบายและทิศทางในการขับเคลื่อน พัฒนาและต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และรองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวชี้แจงกระบวนการและกลไกของการบริหารจัดการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยนำระบบ One Plan มาสนับสนุนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่

ในโอกาสนี้ ผู้แทนสำนักงาน กปร. สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้แทนจากจังหวัดน่าน จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเสวนาเกี่ยวกับผลการดำเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนและจัดทำแผนพัฒนา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่ ของจังหวัดน่าน จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเชียงใหม่


นที มีเดช รายงาน

มทบ.34 ร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบท เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

มณฑลทหารบกที่ 34 ร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา 28 กรกฎาคม 2568

วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 พลตรี กิตติ ด้วงแจ่ม ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 มอบหมายให้ พันเอก เจษฎา ปัญญาวงค์ หัวหน้ากองกิจการพลเรือนมณฑลทหารบกที่ 34 รักษาราชการแทน หัวหน้ากองยุทธการมณฑลทหารบกที่ 34 เป็นผู้แทน ร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ณ วัดป่าพุทธชินวงศาราม (ม่อนพญานาคราช) ตำบลห้วยแก้ว อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา โดยมี พระเทพญาณเวที ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 6 พระครูอนุรักษ์ชินวงศ์ (พระครูไทย) เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธชินวงศาราม (ม่อนพญานาคราช) พระเถรานุเถระ พระวิทยากร คณะสงฆ์จังหวัดพะเยา และมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธาน พร้อมด้วย มูลนิธิพุทธสุวัณณภูมิ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ และพุทธศาสนิกชน ร่วมพิธีฯ

ด้วยวัดป่าพุทธชินวงศาราม ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดพะเยา และมูลนิธิพุทธสุวัณณภูมิ จัดโครงการบรรพชาอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 73 พรรษา 28 กรกฎาคม 2568 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานผ้าไตรแด่พระอุปัชฌาย์ จำนวน 1 ไตร และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดผ้าไตร จำนวน 73 ไตร ถวายโดยเสด็จพระราชกุศล ซึ่งกำหนดจัดโครงการ ระหว่างวันที่ 17 – 30 กรกฎาคม 2568 และมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ จำนวน 83 คน จากหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพุทธศาสนิกชน ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ ฯ

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 73 พรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน ได้ศึกษาเล่าเรียน และปฏิบัติตามหลักธรรม คำสอนในพระพุทธศาสนา สามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง และ เหมาะสม และก่อให้เกิดความสามัคคีและเป็นการบูรณาการ การทำงานร่วมกัน ภายใต้หลัก “บวร” และเพื่อเป็นการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา โดยการสร้างศาสนทายาท

#มณฑลทหารบกที่34 #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก #บรรพชาอุปสมบท


นที มีเดช รายงาน

ผบ.มทบ.37 จัดกำลังพลเร่งซ่อมแซมพนังกันน้ำและถนนในหมู่บ้านธนารักษ์ หลังเชียงรายเผชิญภาวะน้ำกัดเซาะตลิ่งและถนน

เชียงราย – ผบ.มทบ.37 จัดกำลังพลเร่งซ่อมแซมพนังกันน้ำและถนนในหมู่บ้านธนารักษ์ หลังเชียงรายเผชิญภาวะน้ำกัดเซาะตลิ่งและถนน

จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่บ้านธนารักษ์ (กองทัพบก) ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะน้ำกัดเซาะตลิ่งและถนน พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37(ผบ.มทบ.37) จัดกำลังพลแผนกยุทธโยธา มณฑลทหารบกที่ 37(ผยย.มทบ.37) ร่วมกับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 35 (นคพ.35) ได้สนธิกำลังเร่งเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยได้นำเสาไฟฟ้ามาวางเป็นฐาน ก่อนนำถุงบิ๊กแบ็คบรรจุกากแอสฟัลท์มาวางเรียงซ้อนกันสองชั้น เพื่อเสริมสร้างเป็นพนังกันน้ำชั่วคราวในบริเวณที่ตลิ่งถูกน้ำกัดเซาะจนเกิดความเสียหาย จำนวน 2 จุด

นอกเหนือจากการสร้างพนังกันน้ำ เจ้าหน้าที่ยังได้ดำเนินการซ่อมแซมพื้นผิวถนนที่ได้รับความเสียหาย โดยการตัดพื้นผิวถนนเดิมที่ชำรุดออก และนำกากแอสฟัลท์มาบดอัดทดแทน ซึ่งการดำเนินงานในส่วนนี้มีความคืบหน้าแล้วร้อยละ 40 และมีกำหนดดำเนินการต่อเนื่องในวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม 2568

สถานการณ์น้ำท่วมและน้ำกัดเซาะตลิ่งและถนนในจังหวัดเชียงราย ยังคงอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียง ราย ได้ออกประกาศแจ้งเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง และดินโคลนถล่ม ในช่วงระหว่างวันที่ 19 – 24 กรกฎาคม 2568

ทั้งนี้ มณฑลทหารบกที่ 37 ยืนยันความพร้อมในทุกด้าน เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง โดยยึดมั่นในหลักการ “ทหารค่ายเม็งราย หัวใจเพื่อประชาชน” และพร้อมเคลื่อนย้ายประชาชนและสิ่งของจำเป็นในพื้นที่หากมีสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา


ศูนย์ประชาสัมพันธ์ มณฑลทหารบกที่ 37 (ศปส.มทบ.³⁷)

นที มีเดช รายงาน

สำนักงานขนส่งจ.เชียงใหม่ จัดพิธีเสริมสิริมงคลป้ายทะเบียนรถ เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้ขับขี่ ณ วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ จัดพิธีเสริมสิริมงคลป้ายทะเบียนรถ เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้ขับขี่ ณ วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ได้จัดพิธีเสริมศิริมงคลป้ายทะเบียนรถ ณ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร โดยมี พระเดชพระคุณพระธรรมเสนาบดี เจ้าคณะภาค ๗ และเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธี และมีนายมานพ พุทธวงค์ ขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

พิธีปลุกเสกครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเสริมศิริมงคล สร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ขับขี่รถยนต์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ขับขี่เกิดความรู้สึกปลอดภัย มีสติ และไตร่ตรองในการใช้รถใช้ถนน ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการลดอุบัติเหตุและสร้างความปลอดภัยทางถนนในจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง

พระธรรมเสนาบดี ได้เมตตานำประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และปลุกเสกป้ายทะเบียนรถ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่มารับป้ายทะเบียนใหม่ พร้อมให้โอวาทเน้นย้ำถึงความสำคัญของการขับขี่อย่างมีสติ มีความเมตตา และไม่ประมาทในการใช้รถใช้ถนน

ด้าน นายมานพ พุทธวงค์ กล่าวว่า “พิธีปลุกเสกป้ายทะเบียนในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมสิริมงคลให้กับผู้รับป้ายทะเบียนใหม่ แต่ยังเป็นการกระตุ้นเตือนให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการขับขี่อย่างมีสติและความรับผิดชอบ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุบนท้องถนน”

นอกจากนี้ นายมานพ พุทธวงค์ ขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ ยังได้ประชาสัมพันธ์การประมูลป้ายทะเบียนรถเลขสวย หมวดอักษร งพ ซึ่งมีความหมายว่า “เงินทองมั่งมี สินทรัพย์เพิ่มพูน” โดยเปิดประมูลจำนวน 301 หมายเลข สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ ได้ลงพื้นที่แนะนำการประมูลป้ายทะเบียนรถ ไปในแต่ละอำเภอ ร่วมกับสำนักงานขนส่งสาขาต่างๆ ได้แก่ฝาง จอมทอง และแม่แตง ทั้งนี้ได้แนะนำเรื่องการขับขี่ปลอดภัย และรณรงค์ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากรายได้จากการประมูล เพื่อนำเข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ป้ายทะเบียนประมูลเหมาะสำหรับการเป็นเจ้าของหรือมอบเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลต่าง ๆ นอกเหนือจากความหมายที่เป็นมงคลแล้ว ป้ายทะเบียนเลขประมูลยังถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าและมีกรรมสิทธิ์ สามารถตกทอดเป็นมรดกให้ทายาทได้ อีกทั้งยังสามารถซื้อ ขาย โอน หรือเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์รถยนต์ เจ้าของป้ายทะเบียนสามารถโอนเฉพาะตัวรถได้ โดยป้ายทะเบียนเลขสวยยังคงเก็บไว้ใช้กับรถคันอื่นได้โดยไม่ต้องโอน นอกจากนี้ ป้ายทะเบียนเลขสวยยังสามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่าราคาประมูล ถือเป็นการลงทุนทางอ้อมที่คุ้มค่า โดยจากสถิติย้อนหลัง 10 ปี พบว่า ป้ายทะเบียนเลขสวยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมการประมูลได้ทั้งทางวาจาและผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ที่ www.tabienrod.com ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติเอ็มเพรส โรงแรมดิเอ็มเพรส เชียงใหม่ โดยจะปิดการประมูลในวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ซึ่งป้ายประมูลเหมาะสำหรับการเป็นเจ้าของหรือมอบเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลต่าง ๆ นอกเหนือจากความหมายที่เป็นมงคลแล้ว ยังถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าและมีกรรมสิทธิ์ สามารถตกทอดเป็นมรดกให้ทายาทได้ อีกทั้งยังสามารถซื้อ ขาย โอน หรือเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์รถยนต์ เจ้าของป้ายทะเบียนสามารถโอนเฉพาะตัวรถได้ โดยป้ายทะเบียนเลขสวยยังคงเก็บไว้ใช้กับรถคันอื่นได้โดยไม่ต้องโอน นอกจากนี้ ป้ายทะเบียนเลขสวยยังสามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่าราคาประมูล ถือเป็นการลงทุนทางอ้อมที่คุ้มค่า โดยจากสถิติย้อนหลัง 10 ปี พบว่า ป้ายทะเบียนเลขสวยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การจัดพิธีในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้ประกอบการรถยนต์ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชนในการส่งเสริมความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน

สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ ยังคงมุ่งมั่นในการส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนทุกท่านในการขับขี่อย่างมีสติ เคารพกฎจราจร และร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ต่อไป.


นที มีเดช รายงาน

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มทบ.38 พร้อมกรมทหารพรานที่ 32 บูรณาการค้นหาผู้เสียชีวิต ในพื้นที่ห้วยมด อ.สองแคว จ.น่าน

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 38 พร้อม กรมทหารพรานที่ 32 บูรณาการหลายหน่วยงานและภาคประชาชน ปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหาย ใต้น้ำ พบผู้เสียชีวิตในพื้นที่ห้วยมด อ.สองแคว จ.น่าน

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 เวลา 08.00 – 11.00 น. พลตรี บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 38 จัดกำลังพลชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย จาก กรมทหารพรานที่ 32 ร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอสองแคว, สำนักงานป้อง กันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน, สถานีตำรวจภูธรสองแคว, ผู้นำหมู่บ้าน มูลนิธิสยามเชียงรายจุดอำเภอแม่จัน และประชาชนในพื้นที่บ้านปางส้าน หมู่ที่ 4 ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน เข้าร่วมประชุมวางแผนและแบ่งมอบพื้นที่การค้นหาแก่แต่ละหน่วยงาน เพื่อเร่งติดตามบุคคลสูญหายบริเวณห้วยมด ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน พิกัด PB 671505 ซึ่งเป็นปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหายใต้น้ำ คาดว่าขี่รถมอเตอร์ไซค์ตกลงลำนำ โดยชาวบ้านแจ้งว่า เมื่อคืนไปงานสู่ขวัญในหมู่บ้านมาแล้วกลับบ้านเช่า ต่อมามีชาวบ้านพบรถตกอยู่ในน้ำคาดว่าผู้สูญหายยังคงจมอยู่ในน้ำ

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการร่วมปฏิบัติการค้นหา เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา แต่ยังไม่พบผู้สูญหาย จนกระทั่งในวันนี้ 19 กรกฎาคม 2568 เจ้าหน้าที่สามารถพบร่างของนายเสนอ พิศมร อายุ 39 ปี ซึ่งเสียชีวิตแล้ว โดยพบห่างจากจุดจอดรถจักรยานยนต์ของผู้เสียชีวิตประมาณ 1 กิโล เมตร เลยจุดชมวิวภูลังกา ภายหลังการพบร่างผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าทำการชัน สูตรพลิกศพและดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมส่งมอบศพให้กับญาติ เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาโดยสมควร

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 38 ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ด้วยความทุ่มเทและเสียสละอย่างเต็มที่


นที มีเดช รายงาน

กรมทหารราบที่ 7 บูรณาการหลายหน่วยงาน เร่งบรรจุกระสอบทรายทำแนวกั้นน้ำ ป้องกันน้ำท่วม และมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

จิตอาสาภัยพิบัติพร้อมชุดบรรเทาสาธารณภัยกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 7 บูรณาการหลายหน่วยงาน เร่งบรรจุกระสอบทรายทำแนวกั้นน้ำป้องกันน้ำท่วมและมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.00 – 15.00 น. ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 7 มอบหมายให้ ฝ่ายกิจการพลเรือนกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 7 จัดกำลังพลจิตอาสาภัยพิบัติ ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ, เทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง ผู้ นำชุมชน และราษฎรในพื้นที่ บรรจุกระสอบทรายจำนวน 300 ใบ สำหรับใช้ป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำป่าไหลหลาก น้ำเซาะตลิ่ง ท่อระบายน้ำ และเส้นทางสัญจร ภายในชุมชน บ้านทุ่งข้าวพวง ตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น. ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 7 มอบหมายให้ ฝ่ายกิจการพลเรือนกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 7 ร่วมกับ นายบุรินทร์ ใจจะนะ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง อำเภอเชียงดาว, สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ สาขา เชียงดาว, ทหาร, ตรวจ และหน่วยงานในพื้นที่ ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ เพื่อใช้ในการดำรงชีพเป็นขวัญและกำลังใจในการช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ ตำบล ทุ่งข้าวพวง จำนวน 69 ถุง, ตำบลปิงโค้ง จำนวน 41 ถุง, ตำบลเมืองนะ จำนวน 93 ถุง และตำบลเชียง ดาว จำนวน 108 ถุง รวมยอดแจกถุงยังชีพทั้งหมด จำนวน 311 ถุง


นที มีเดช รายงาน

น้ำคือชีวิต จิตอาสา 904 ภาค 3 พร้อมจิตอาสาพระราชทานกองบิน 41 ร่วมกิจกรรมทำฝายชะลอน้ำ (Check Dam)

น้ำคือชีวิตกิจกรรมทำฝายชะลอน้ำ (Check Dam ) จิตอาสา 904 ภาค 3 พร้อมจิตอาสาพระราชทานกองบิน 41 ร่วมกิจกรรมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างเครือข่ายในการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่า #ภายใต้โครง การแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าจังหวัดพิษณุโลก ประจำปีงบประมาณ 2568

วันศุกร์ที่ 18 กรกฏาคม 2566 ณ พื้นที่ป่าชุมชนบ้านซำบอน หมู่ที่ 6 ตำบลชัยนาม อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก นายพัชร์ภารุจ สุคนธร #ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัง หวัดพิษณุโลก มอบหมายให้นายนพดลเลี่ยมตา ผู้อำนวยงานส่วนงานทรัพยากรธรรมชาติ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างเครือข่าย ในการอนุรักษ์และ ฟื้นฟูพื้นที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่า ภายใต้โครงการ แก้ไขปัญหาหมอกควันและ ไฟป่า จังหวัดพิษณุโลกประจำปีงบประมาณ 2568 ณ ป่าชุมชนบ้านซำบอน หมู่ที่ 6 ตำบลชัยนาม อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ภายในกิจกรรม มีการให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของการสร้างฝาย เช่นช่วยชะลอและกักเก็บน้ำ ทำให้มีน้ำใช้ในฤดูแล้ง, ลดความรุนแรงของน้ำหลาก, ลดการกัดเซาะตลิ่ง, ดักตะกอนและวัสดุต่างๆ ที่ไหลมากับน้ำ, เพิ่มความชุ่มชื้นในพื้นที่, และยังช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ

โดยในวันนี้ ได้ร่วมกันจัดทำฝ่ายชั่วคราว หรือฝ่ายแม้ว จำนวน 11 ฝาย โดยมี กำนันผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำท้องที่ตำบลชัยนาม คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านซำบอน บ้านท่าโปร่ง จิตอาสา 904 ราษฎรจิตอาสา กำลังพล ทหารจิตอาสาพระราชทาน จากกองบิน 46 และกรมรบพิเศษที่ 4 ค่ายสฤษดิ์เสนา จำนวนกว่า 70 นาย ร่วมกันจัดทำฝาย โดยในครั้งนี้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองบิน 46 ได้สนับสนุนกระสอบทรายจำนวน 1,000 ใบ พร้อมทั้งวัสดุอุปกรณ์ ในการจัดทำฝาย

โดยอาศัยหลักการทรงงานและการพัฒนาประเทศตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งพระ องค์ท่าน มีพระราชดำริ ส่งเสริมให้หน่วยงาน และประชาชน ได้ร่วมกันจัดทำฝายตามธรรมชาติ วัตฤประสงค์เพื่ออนูุรักษ์และทื้นฟูทรัพยากรดิน ปาไม้ และแหล่งน้าที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดไฟปาในรูปแบบของการสร้างฝ่ายซะลอน้ำ รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าชุมชน และเพื่อเป็นการ เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568


นที มีเดช รายงาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ เลี้ยงอาหารกลางวัน โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยและทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงสุขอนามัยขั้นพื้นฐานและการโภชนาการที่ดีของเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ในสถานสงเคราะห์ และสถานศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.48 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศตรี ธีระ เชียงทอง เป็นประธานเชิญอาหารพระราชทาน
ไปพระราชทานเลี้ยงแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จำนวนรวม 4,761 คน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อให้นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ ได้รับประทานอาหารที่ดีมีคุณค่าตามหลักโภชนาการ อันจะส่งผลให้มีสุขอนามัยที่ดี มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีสุขภาพจิตที่ดี

สำหรับรายการอาหารในวันนี้ ประกอบด้วย ข้าวมันไก่, ข้าวขาหมู, ข้าวหมูแดงหมูกรอบ, ข้าวไก่เทอริยากิ, ข้าวเหนียวไก่ย่าง, ก๋วยเตี๋ยวเรือ, ก๋วยเตี๋ยวไก่, ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ, ก๋วยจั๊บน้ำข้น, ก๋วยเตี๋ยวบะหมี่เกี๊ยวหมูแดง รวมทั้งเครื่องดื่ม น้ำเก๊กฮวย น้ำกระเจี๊ยบ และน้ำดื่ม จากโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เป็นต้น

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นพระราชภารกิจที่สำคัญในการดูแลพสกนิกรทุกหมู่เหล่าให้มีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง และมีโภชนาการที่ดี โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

ในโอกาสนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานอาหารแก่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษา และสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันคล้ายวันพระราชสมภพ วันคล้ายวันประสูติ และวันสำคัญต่าง ๆ มาโดยตลอด การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เดิมชื่อ “โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เป็นโรงเรียนสหศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย ถือกำเนิดขึ้นตามแผนการศึกษาชาติพุทธ ศักราช 2479 เดิมสังกัดอยู่กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมนักเรียนแผนกต่าง ๆ ไว้สำหรับเข้าศึกษาในคณะต่าง ๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ ต่อมาสภามหาวิทยาลัยได้ลงมติให้ก่อตั้งโรงเรียนขึ้นเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2480 และให้ใช้ “พระเกี้ยว” เป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน ต่อมาในปี 2490 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้โอนย้ายไปสังกัดกรมวิสามัญศึกษา และเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา”

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เป็นสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ รับนักเรียนชายและหญิงจากทุกภูมิภาคของประเทศ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 4,471 คน ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 290 คน โดยโรงเรียน ฯ มุ่งพัฒนานักเรียนให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการแบบเจาะลึก ควบคู่กับการปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรม เพื่อเตรียมนักเรียนให้มีความพร้อมในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ


ตม.จว.กาญจนบุรี สกัดจับรถขนคนต่างด้าวผิดกฎหมาย

ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช./ผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3 นำโดย พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเณย์ ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี, ว่าที่ พ.ต.ต.ธนพงษ์ พลายเพชร สว.ตม.จว.กาญจนบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.กาญจนบุรี ลงพื้นที่ซุ่มติดตาม ตรวจสอบรถยนต์ ตามลักษณะที่ทราบจากสายลับ (ไม่ประสงค์ออกนาม) ว่ามีรถกระบะโตโยต้า รุ่น Revo สีขาว มีสติกเกอร์สีแดงติดบริเวณซุ้มล้อ ไม่ทราบเลขทะเบียน และรถกระบะโตโยต้า รุ่น Revo สีเทาไม่ทราบเลขทะเบียน มีการลักลอบขนบุคคลต่างด้าวจาก อ.สังขละบุรี จว.กาญจนบุรี ชุดจับกุมจึงได้วางแผน ออกตรวจในเส้นทางที่คาดว่า เป้าหมายจะเดินทางมาถึง

กระทั่ง วันนี้ ( 18 ก.ค.68 )เวลา 00.30 น. มีรถกระบะลักษณะตรงกับที่สายลับแจ้ง ขับตามกันมาทั้ง 2 คัน จึงได้ขับติดตามและแสดงสัญญาณให้หยุดรถ โดยรถหยุดบริเวณริมถนนแสงชูโต ปากซอยท่าล้อ 28 ต.ท่าล้อ อ.ท่าม่วง จว.กาญจนบุรี พร้อมแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารประจำตัว พบ นายเมย ไม่มีชื่อสกุล อายุ 42 ปี สัญชาติเมียนมา (ผู้ขับขี่ รถทะเบียน กทม.) พร้อมบุคคลต่างด้าวจำนวน 10 คน และนายสมปอง ไม่มีชื่อสกุล อายุ 45 ปี บุคคลไม่มีสัญชาติ (ผู้ขับขี่ รถทะเบียน กจ.) พร้อมบุคคลต่างด้าวจำนวน 10 คน

สถานที่จับกุมบริเวณริมถนนแสงชูโต ปากซอยท่าล้อ 28 ต.ท่าล้อ อ.ท่าม่วง จว.กาญจนบุรี โดยผู้ขับขี่ 2 ราย ข้อกล่าวหาว่า “ช่วยเหลือ ซ้อนเร้น ด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฏหมายนั้นพ้นจากการจับกุม” และบุคคลคนต่างด้าว 20 ราย ข้อกล่าวหาว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ในชั้นจับกุม ผู้ถูกจับให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้นำตัวไปยัง ตม.จว.กาญจนบุรี ทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าม่วง เพื่อดำเนินคดีต่อไป


พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1

กรมศุลกากรแถลงผลการจับกุม ครึ่งเดือนแรกของกรกฎาคม มูลค่ากว่า 214 ล้านบาท

กรมศุลกากร แถลงผลการจับกุมค้าผิดกฎหมาย ครึ่งเดือนแรกของกรกฎาคมมีการลักลอบนำเข้าและส่งออกยาเสพติด มูลค่า 143.09 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีสินค้าอื่น ๆ อีกหลายรายการ รวมมูลค่า 214.41 ล้านบาท

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรเดินหน้าปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนกรกฎาคม 2568 สามารถตรวจยึดของกลางในคดีสำคัญหลายรายการ คิดเป็นมูลค่ารวม 214.41 ล้านบาท ครอบคลุมสินค้าหลีกเลี่ยงภาษีและสินค้าต้องห้าม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัย และสุขภาพของประชาชน โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.ยึดยางกัญชาและยาเสพติดประเภทอื่นๆ : เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 กรมศุลกากร โดยกองสืบสวนและปราบปราม ตรวจสอบพัสดุที่สำแดงว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับทำสวน ต้นทางจากประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (ยางกัญชา) ลักษณะเป็นก้อนยางสีน้ำตาล บรรจุในถุงสุญญากาศ รวมจำนวน 312 ห่อ น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้ม 79 กิโล กรัม มูลค่า 118.5 ล้านบาท

ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 กรมศุลกากร โดยกองสืบส่วนและปราบปรามร่วมกับด่านศุลกากรท่าอากาศยานภูเก็ต พร้อมชุดปฏิบัติการปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Task Force : AITF) ได้ตรวจสอบผู้โดยสารที่มีความเสี่ยงในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดออกไปนอกราชอาณาจักร พบพิรุธของชายสัญชาติอเมริกันที่กำลังจะเดินทางไปนครบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม เจ้าหน้าที่จึงขอทำการตรวจค้นสัมภาระ ผลการตรวจสอบ พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เฮโรอีน น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้ม 6,600 กรัม มูลค่า 1.98 ล้านบาท ซึ่งเมื่อไปถึงปลายทางจะมีมูลค่า 3.1 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังตรวจยึด ยาเสพติดประเภทอื่น อาทิ เฮโรอีน เมฟิโดรน ยาบ้า โคเคน และ แฮปปี้วอเตอร์ (Happy Water) รวมมูลค่ายาเสพติดทั้งหมด 143.09 ล้านบาท สำหรับในปีงบประมาณ 2568 (1 ตุลาคม 2567 ถึง 16 กรกฎาคม 2568) กรมศุลกากรมีสถิติการจับกุมยาเสพติด ทั้งสิ้น 179 คดี มูลค่ารวม 1,087.85 ล้านบาท

2.ตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ต่างประเทศ : เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 กรมศุลกากร โดยสำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ร่วมกับด่านศุลกากรท่าอากาศยานหาดใหญ่ เข้าตรวจค้นพัสดุในบริษัทขนส่งเอกชน ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบ บุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ จำนวน 4,980 ชิ้น มูลค่า 2.26 ล้านบาท และในวันเดียวกัน สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ลงพื้นที่ศูนย์ไปรษณีย์ศรีราชา จังหวัดชลบุรี ตรวจสอบพัสดุไปรษณีย์ในประเทศ พบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 494,600 มวน และบุหรี่ไทย 3,600 มวน มูลค่า 3 ล้านบาท พร้อมกันนี้ ยังสามารถตรวจยึด บุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ต่างประเทศจากกรณีอื่นๆ รวมมูลค่า 10.19 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2568 จนถึงปัจจุบัน (1 ตุลาคม 2567–16 กรกฎาคม 2568) สามารถตรวจยึด บุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ต่างประเทศ ทั้งสิ้น 2,314 คดี รวมมูลค่า 381.22 ล้านบาท

3.สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องสำอางนำเข้า : เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 กรมศุลกากร โดยกองสืบสวนและปราบปราม ตรวจสอบสินค้าขาเข้าจากประเทศจีน พบสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า ได้แก่ รองเท้า จำนวน 890 คู่ กระเป๋า จำนวน 1,910 ใบ รวมมูลค่าเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 19 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังตรวจพบสินค้าอื่นๆ จากคดีต่างๆ ได้แก่ รองเท้าลำลองลักษณะคล้าย Crocs จำนวน 500 คู่ แผ่นมาส์กบำรุงผิวหน้า 1,350 ชิ้น รองเท้ากีฬาละเมิดลิขสิทธิ์ยี่ห้อต่างๆ รวมมูลค่าทั้งหมด ประมาณ 26.21 ล้านบาทโดยตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2568 จนถึงปัจจุบัน (1 ตุลาคม 2567 – 16 กรกฎาคม 2568) สามารถตรวจยึดสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งสิ้น 312 คดี มูลค่ารวม 28.27 ล้านบาท นอกเหนือจากการจับกุมสินค้าประเภทข้างต้น กรมศุลกากรยังสามารถตรวจยึดสินค้าอื่นๆ ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง เช่น สินค้าเกษตร น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และสินค้าอ่อนไหวอื่นๆ อีกด้วย

โฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่า “การตรวจยึดในครั้งนี้สะท้อนถึงความเข้มแข็งของระบบการข่าวและการปฏิบัติงานร่วมกันของทุกหน่วยงานภายในกรมศุลกากร กรมฯ จะยังคงเดินหน้าปราบปรามและป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน