ผบ.ตร.สั่งกวาดล้างผู้ค้ายาเสพติดทั่วประเทศ ตามนโยบายรัฐบาล NO Drugs NO Dealers

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งตำรวจทุกพื้นที่ทั่วประเทศกวาดล้างผู้ค้ายาเสพติดในชุมชน ผู้เสพส่งบำบัด สร้างชุมชนปลอดภัย ตามนโยบายรัฐบาล NO Drugs NO Dealers คาดโทษหนักหัวหน้าสถานีและผู้บังคับการพื้นที่ปล่อยปละละเลย

วันนี้ (21 กรกฎาคม 2568) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการตำรวจทุกสถานีตำรวจ, ผู้บังคับการตำรวจนครบาล, ผู้บังคับการตำรวจภูธรทุกจังหวัด สนองนโยบายรัฐบาล NO Drugs NO Dealers เอ็กซเรย์ค้นหาผู้เสพ กวาดล้างจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในชุมชน ส่งเข้าบำบัดหรือดำเนินคดี เพื่อสร้างชุมชนปลอดภัยจากเหตุ คลุ้มคลั่ง พื้นที่ใดปล่อยให้เกิดเหตุ จะพิจารณาโทษหัวหน้าสถานีตำรวจ และผู้บังคับการในพื้นที่

ทั้งนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีมาตรการในการดำเนินการปราบปรามยาเสพติด เพื่อบรรลุเป้าหมายให้ชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศปลอดจากผู้ค้าและผู้เสพยาเสพติดภายใน 3 เดือน ตามที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศเจตนารมย์ในการมอบนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายรัฐบาล และ Kick off ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด NO Drugs NO Dealers ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก กรุงเทพ มหานคร เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดแผนงานไว้ 3 ระยะ ในห้วงเวลา 3 เดือนจากนี้

ระยะที่ 1 เป็นระยะเร่งด่วน ช่วงตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2568 – 1 สิงหาคม 2568 ใช้กลไกศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ระดับกองบังคับการ/ตำรวจภูธรจังหวัด และสถานีตำรวจนครบาล/สถานีตำรวจภูธร (ศอ.ปส.บก./ภ.จว. และ สน./สภ.) เป็นศูนย์บัญขาการระดับพื้นที่ ขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำงานร่วมกับฝ่ายปก ครอง และผู้นำชุมชน ในการลงพื้นที่เอ็กซเรย์ชุมชน เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างละเอียด เช่น รายชื่อ, พฤติกรรม, เครือข่าย, สถานที่เคลื่อนไหว พร้อมทั้งเร่งดำเนินการปิดล้อม ตรวจค้น จับกุมผู้ค้ารายกลางและรายย่อยในชุมชน ค้นหาผู้เสพนำตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา

ต่อมาเป็นแผนงานระยะที่ 2 คือระยะกลาง จะเริ่มในช่วงเดือนที่ 2 บังคับใช้กฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างเด็ดขาดทุกราย ดำเนินการเอ็กซเรย์ซ้ำ เป็นการตรวจสอบพื้นที่เดิม ค้นหาผู้ค้า ผู้เสพที่อาจหลุดรอดจากการค้นหาในระยะแรก หรือผู้ค้า ผู้เสพที่ถูกจับกุม/นำส่งบำบัดแล้วกลับมาค้ามาเสพอีก ในระยะกลางนี้จะมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชา ชน โดยรับแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางที่ปลอดภัยและเป็นความลับ และเชิญชวนผู้นำชุมชน, อสม., ผู้นำศาสนา ฯลฯ จัดทำข้อตกลงร่วม หรือ “ธรรมนูญหมู่บ้าน”เพื่อป้องกันยาเสพติดเข้ามาในชุมชน

จากนั้นช่วงเดือนสุดท้ายจะเข้าสู่ระยะที่ 3 การประเมินผล สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะประ เมินผลการปฏิบัติการ จากความพึงพอใจของประชาชนต่อสถานการณ์ยาเสพติดในชุมชน และหากชุมชนใดมีการจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุเป้าหมายปลอดจากผู้ค้าและผู้เสพยาเสพติด จะประกาศให้เป็นชุมชนปลอดยาเสพติด

ตลอดระยะเวลาการดำเนินตามแผนงานทั้ง 3 ระยะ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะพิจารณาผลงานสำหรับหน่วยงาน หรือเจ้าหน้าที่ตั้งใจปฏิบัติงานจนมีผลงานประสบผลสำเร็จเป็นที่ประ จักษ์ จะได้รับคำชมเชย รางวัล รวมถึงได้รับการพิจารณาความดีความชอบในหน้าที่ราชการ แต่หากหน่วยใดบกพร่อง ปล่อยปละละเลย จะต้องถูกพิจารณาโทษทั้งทางวินัยและทางปกครองตามความเหมาะสมเช่นกัน


นที มีเดช รายงาน

จเรตำรวจแห่งชาติ ประชุม ศปอส.ตร. ติดตามสถานการณ์คดีออนไลน์ สั่งเข้มตัดทุกวงจรอาชญากรรม

จเรตำรวจแห่งชาติ ประชุม ศปอส.ตร. ติดตามสถานการณ์คดีออนไลน์ สั่งเข้มตัดทุกวงจรอาชญากรรม

วันนี้ (21 กรกฎษคม 2568) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำ นวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศปอส.ตร.) เปิดเผยว่า จากการประชุมติดตามผลการปฏิบัติงานของ ศปอส.ตร. เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ได้การรายงานสถานการณ์และเหตุที่น่าสนใจในการดำเนินการคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญา กรรมออนไลน์ และได้กำชับการปฏิบัติไปยังหน่วยที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง

ในที่ประชุมได้มีการรายงานผลการปฏิบัติของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศของแต่ละหน่วยทั่วประเทศ ซึ่งมีผลการปฏิบัติเป็นที่น่าพอใจ โดยมีคดีที่น่าสนใจในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 5 จำนวน 2 คดี ได้แก่

“บุกจับจีนเทาเช่าพลูวิลล่าเปิดฐานพนันออน ไลน์ในอำเภอหางดง พบเงินหมุนเวียนกว่า 500 ล้านบาท”

โดยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 และ พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพลูวิลล่าใน ต.บ้านแหวน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ หลังได้รับรายงานว่าบ้านหลังดังกล่าวมีกลุ่มจีนเทาใช้เป็นฐานเปิดเว็บพนันออนไลน์หลอกลวงผู้สูงอายุชาวจีน อายุระหว่าง 60-80 ปี มาร่วมลงทุน จากการตรวจค้นพบชาวจีน 14 ราย เป็นชาย 11 คน, หญิง 3 คน และชาวเมียนมา 3 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 2 คน ขณะที่กำลังอยู่ภายในห้องพักและทำงานหลอกลวงเหยื่อชาวจีนอยู่ สามารถยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์ 10 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 26 เครื่อง โดยกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าวมีพฤติการณ์จัดตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการ หลอกลวงชาวจีนให้ร่วมลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและโอนเงิน จะถูกบล็อกการติดต่อทันที สำหรับกลุ่มจีนเท่าหล่านี้ได้ย้ายฐานเว็บพนันจากพื้นที่ อ.สันทราย มาเช่าพลูวิลล่าใน อ.หางดง ได้ประมาณเดือนกว่า โดยมีบอสชาวจีนเป็นผู้จัดการให้ทั้งหมด หลังจากที่ทราบข่าวตำรวจได้มีการทลายจีนเทาเช่าบ้านจัดสรรหรูใน อ.สันทราย เมื่อวันที่ 16 มิถุนา ยน 2568 ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบในคอมพิวเตอร์ทั้งหมดที่ยึดได้ พบว่าผู้ต้องหาแต่ละคนเข้ามาทำงานโดยใช้วิซ่านักท่องเที่ยวซึ่งอยู่ประเทศไทยได้ 2 เดือน และบางคนก็ใช้วีซ่านักศึกษาโดยที่ไม่ทราบว่าตนเองเรียนที่มหาวิทยาลัยใด อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจภูธรภาค 5 ได้มีการกวาดล้างและทลายเครือข่ายจีนเทา แล้วได้มีการตรวจสอบข้อมูลพบว่าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่นั้นพบมีมหาวิทยาลัยสงฆ์และมหาวิทยาลัยเอกชนได้มีการออกวีซ่านักศึกษาให้กับชาวจีนมากถึง 5 แห่ง โดยมีชาวจีนที่ลงทะเบียนทั้งหมด 13,000 คน บางส่วนก็จะอาศัยช่องว่างนี้เข้ามาอยู่ประเทศไทยและมาก่อเหตุหลอกคนจีนด้วยกันเอง จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่ามีผู้เสียหายเป็นชาวจีนจำนวนมากกว่าแสนราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านหยวน เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันเป็นอั้งยี่ซ่องโจร” หลังจากนี้จะประสานกงสุลจีนให้มาตรวจสอบและจะขยายผลหาเครือข่ายที่ร่วมขบวนการต่อไป

อีกคดีคือ “การทลายแก๊งบัญชีม้ากดเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยึดเงินกว่า 2.6 ล้านบาท”

โดยเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5 พร้อมชุดปราบปรามอาชญกรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ จับกุม 3 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหญิงชาวไทย 1 คน และชายชาวจีน 2 คน ในความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชน และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดเสียหายแก่ประชาชนฯ” สืบเนื่องจากศูนย์วิทยุ สภ.แม่ปิง รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างชายชาวจีนกับหญิงไทยทะเลาะกันหน้าตู้เอทีเอ็มภายในห้างดังกลางเมืองเชียงใหม่ จึงเข้าไประงับเหตุ พบมีเงินตกที่พื้นกระจัดกระจาย นับรวมกว่า 2.6 ล้านบาท ตำรวจจึงเชิญตัวไปที่ สภ.แม่ปิง จากการสืบสวนทราบว่าแก๊งนี้มีบอสเป็นคนจีน ทำการหลอกลงทุนโครงการต่างๆ โดยหลอกทั้งคนจีนและคนไทย สำหรับคนจีนสองคนที่จับกุมได้เป็นหัวหน้าฝ่ายกดเงินคอยดูแลม้ากดเงินหลายคน และรวบรวมเงินส่งให้บอส ส่วนหญิงชาวไทยหวังได้เงินไปใช้หนี้จึงมารับงานกดเงินเป็นครั้งแรก จากนี้ตำรวจจะขยายผลไปถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้า อาชญากรรมออนไลน์ได้กลายเป็นภัยคุกคามสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลและสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา “บัญชีม้า” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่อาชญากรใช้ในการฟอกเงินและหลอกลวงประชาชน การรับมือกับปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยแนวทางที่ครอบคลุมและบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หัวใจสำคัญของการหยุดยั้งอาชญากรรมออนไลน์ คือการสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งรวมถึงการจัดการกับการเปิดบริษัทเพื่อใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน และการเปิดบัญชีม้าทั้งของคนไทยและคนต่างชาติ ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ตำรวจจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการตรวจสอบและควบคุมการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถอนเงินและนำเงินข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังสั่งการเน้นการสกัดกั้นคนไทยลักลอบข้ามแดนเพื่อไปทำงานผิดกฎหมายในต่างประเทศ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการเป็นเหยื่อหรือผู้สมรู้ร่วมคิดในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็เป็นสิ่งสำคัญ จึงต้องมีกระบวนการที่ชัดเจนในการรับตัวคนไทยส่งกลับ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามหลักมนุษยชน เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ


นที มีเดช รายงาน

สภ.อมก๋อย ดำเนินมาตรการเชิงรุกป้องกันแก้ไขรถท่อเสียงดังในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง 5 เดือน ยึดรถ 55 คัน เพื่อความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

สภ.อมก๋อย ดำเนินมาตรการเชิงรุกป้องกันแก้ไขรถท่อเสียงดังในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง 5 เดือนยึดรถ 55 คันเพื่อความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

พ.ต.อ.พรหมมินทร์ อินทนันท์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอมก๋อย มอบหมายให้ พ.ต.ท. ศักดา โชติพัฒนโภคิน รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม, พ.ต.ต.สุพจน์ ใจยา สารวัตรป้อง กันปราบปราม กำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหารถขับขี่ท่อเสียงดังและการขับขี่ไม่ปลอด ภัยในพื้นที่โดยให้มีผลในการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

พ.ต.ท.ศักดา ได้สรุปข้อมูลในช่วงเดือนมีนาคมถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ว่างานสายตรวจได้มีการตรวจยึดรถจักรยานยนต์ดัดแปลงสภาพท่อเสียงดังจำนวนทั้งสิ้น 55 คัน นอกจากนี้ยังดำเนินมาตรการในการประชาสัมพันธ์ร้านซ่อมรถในพื้นที่เพื่อขอความร่วมมือในการไม่สนับสนุนส่งเสริมดัดแปลงสภาพรถให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่รวมทั้งได้จัดทำโครงการเปิดโรงเรียนเปิดโรงรถร่วมกับโรงเรียนอมก๋อยวิทยาคมในการตรวจสอบรถของนักเรียนที่มีการดัดแปลงสภาพเพื่อให้เกิดการแก้ไขถือเป็นการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในพื้นที่

ทำให้ปัญหาเรื่องรถท่อเสียงดังในพื้นที่อำเภออมก๋อยลดไปเป็นจำนวนมากสร้างความพึงพอใจให้กับพี่น้องประชาชนและทำให้ในพื้นที่เกิดสงบเรียบร้อยอีกทั้งยังเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันเหตุที่ปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของตำรวจภูธรภาค 5 และตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่

#ตำรวจอมก๋อย


นที มีเดช รายงาน

ตร.สุพรรณบุรี โชว์กึ๋น สกัดกั้น จับยาบ้าล็อตใหญ่ 4 ล้านเม็ด

เมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 21 ก.ค. 2568 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต. วัชรินทร์ ประสพดี ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี พ.ต.อ. เฉลิมวุฒิ วงษ์เวียงจันทร์ รอง ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี พ.ต.อ. นนท์ ภักดีพันธ์ รอง ผบก.ภ.จว. สุพรรณบุรี สั่งการให้ พ.ต.อ. ทัตเทพ เลิศลักษณ์มีพันธ์ ผกก. สภ.ด่านช้าง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ด่านช้าง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี และ เจ้าหน้าที่ บช.ปส. หน่วยสกัดกั้น ที่ 1 และ หน่วยสกัดกั้นที่ 3 ได้ร่วมกันจับกุม

  1. นายซู่ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 65 ปี ที่อยู่ ฯ ม.6 ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
  2. นายกิตติเดช (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี ที่อยู่ ฯ ม. 6 ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
  3. นายมังกร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี อยู่ ฯ ม.6 ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
  4. นายอิทธิพล ) ขอสงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี อยู่ ฯ ม. 2 ต.สามเรือน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

พร้อมของกลาง 1.ยาเสพติดให้โทษประเภทที่1 (ยาบ้า) จำนวน 20 กระสอบถุงปุ๋ยอยู่ท้ายรถ ประมาณ 4,000,000 เม็ด (สี่ล้านเม็ด), 2.รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ Mitsubishi รุ่นไทรตัน สีขาว หมายเลขทะเบียน บร 2… กาญจนบุรี จำนวน 1 คัน, 3.รถยนต์ ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น ฟอร์จูนเนอร์ สี บรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน ขก 5… จ. ชลบุรี

พฤติการณ์โดยวันนี้ (21 ก.ค.68) ช่วงเวลาประมาณ 12.00 น. พ.ต.อ. ทัตเทพ เลิศลักษณ์มีพันธ์ ผกก. สภ.ด่านช้าง ได้รับการประสานจาก พ.ต.อ.มงคล ออมทรัพย์ ผกก. 3 บก.สกส. บช.ปส. พร้อมชุดสกัดกั้นที่1 และชุดที่ 3 แจ้งว่ามีรถยนต์ต้องสงสัย จำนวน 2 คัน น่าจะมียาบ้าซุกซ่อนจำนวนมาก เนื่องจากรถยนต์ คันที่1 เป็นรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ Mitsubishi รุ่น ไทรตัน สีขาว หมายเลขทะเบียน บร 2… กาญจนบุรี มีลักษณะขับนำลาดตระเวนดูเส้นทาง และ รถยนต์ คันที่2 ยี่ห้อ โตโยต้ารุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน ขก 5… ชลบุรี น่าจะบรรทุกสิ่งของผิดกฎหมาย (บรรทุกหนักหน้าลอย) ขับตามกันตลอดเส้นทางมาจากภาคเหนือโดยใช้เส้นทาง นครสวรรค์ เข้าอุทัยธานี เข้าเขตพื้นที่ สภ.ด่านช้าง จว.สุพรรณบุรี

โดย พ.ต.อ.ทัตเทพฯ หลังจากได้รับการประสาน ได้เรียกกำลังวางแผนการจับกุม จนสามารถ จับกุม ผู้ต้องหาคนขับรถนำคันที่ 1 (ภายในรถ มี ชาย 2 คน) ได้ที่บริเวณ แยกหอนาฬิกา ต. หนองมะค่าโมง อ.ด่านช้าง จว.สุพรรณบุรี และ ชุดติดตามรถยนต์ คันที่2 ได้จับกุมผู้ต้องหา ห่างจากคันแรก ประมาณ 600 เมตร ริมถนนสาย 333 อ. ด่านช้าง จว.สุพรรณบุรี

ผลการตรวจค้น พบ ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) จำนวน 20 กระสอบ มียาบ้า ประมาณ 4,000,000 เม็ด (สี่ล้านเม็ด) ตรวจยึดรถยนต์ ตามรายการของกลางข้างต้น จำนวน 2 คัน นำส่ง พงส.สภ.ด่านช้าง ลงประจำวัน และ ปปส.รับตัวไปขยายผล และดำเนินการ ตามขั้นตอนของกฎหมาย ต่อไป


#/// กัมพล ทันเวลา // ทีมข่าวภาคตะวันตก

แห่งแรกของไทย สมาคมโคไทยแบรงกัส จัดกิจกรรมเยี่ยมชมการเลี้ยงโคแบรงกัส ณ วินัยฟาร์ ชะอำ(VNC) จ.เพชรบุรี

แห่งแรกของไทย สมาคมโคไทยแบรงกัส จัดกิจกรรมเยี่ยมชมการเลี้ยงโคแบรงกัส ณ วินัยฟาร์ ชะอำ(VNC) จ.เพชรบุรี

วันที่ 21 ก.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันเอก วินัย พิมาย นายกสมาคมโคไทยแบรงกัส และเจ้าของVNCฟาร์มโคแบรงกัสเพชรบุรี พร้อมด้วย พลตรี วราวุธ สินวัต อุปนายกสมาคมโคไทยแบรงกัส คณะกรรมการสมาคมโคไทยแบรงกัส นายเนติยะ ยอดเณร (ไก่ดงประดู่) คณะกรรมการฯ และเจ้าของฟาร์มโคแบรงกัส แดงชั้นนำ จากดงประดู่ฟาร์มปากช่อง ร่วมกันจัดงาน (OpenHouse) สัญจรเยี่ยมชมวินัยฟาร์ม ชะอำ(VNC) อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยมี นายนุกูล พรสมบูรณ์ศิรินายกเทศมนตรีเมืองชะอำ กลุ่มผู้เลี้ยงโคสายพันธุ์แบรงกัส และโคในสายพันธุ์อื่นๆในไทยและต่างประเทศ กลุ่มผู้ผลิตและแปรรูปจำหน่ายเนื้อโคเกรดพรีเมี่ยม กลุ่มร้านอาหารต่างๆ เดินทางมาเข้าร่วมงานและเยี่ยชมฟาร์ม ร่วม 60 คน จากทั่วประเทศ

โดยการจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณลักษณะที่ดีของโคแบรงกัส ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในตลาดโคเนื้อเกรดพรีเมี่ยม ที่มีเนื้อนุ่ม มีรสชาติที่อร่อยเข้มข้น เป็นลักษณะเฉพาะของสายพันธุ์แบรงกัส ในสภาวะที่ราคาวัวเนื้อตกต่ำ และการซื้อขายซบเซาในห้วงปัจจุบัน พร้อมกันนี้นายกสมาคมโคไทยแบรงกัส ได้พาไปเยี่ยมชมตัว อย่างของผลผลิตที่มีในฟาร์มในทุกแง่มุม แลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองของการพัฒนาโคแบรงกัสที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ความพิเศษของวินัยฟาร์ม ได้เพราะเลี้ยงโคแบรงกัสเลือด 100 ได้เอง จำนวน 1 ตัว ซึ่งเป็นฟาร์มแรกของไทย สำหรับ วินัยฟาร์ม ชะอำ เป็นฟาร์มที่เลี้ยงต่อยอดพัฒนาโคสายพันธุ์แบรงกัส มานานร่วม10ปี จนเป็นที่รู้จักและยอมรับในการเป็นฟาร์มโคแบรงกัสคุณภาพชั้นนำของประเทศ จากผู้เลี้ยงโคทั่วประเทศ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านหนองยาว ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี


บรรณรต จ.เพชรบุรี

ตม.นครพนม รวบสาวลาวแม่ลูกอ่อน บัญชีม้าแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์ อ้างไม่รู้มีหมายจับข้ามโขงเพื่อซื้อนมลูก

นครพนม – ตม.นครพนม รวบสาวลาวแม่ลูกอ่อน บัญชีม้าแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์ อ้างไม่รู้มีหมายจับข้ามโขงเพื่อซื้อนมลูก

วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่ริมแม่น้ำโขงบริเวณท่าเทียบเรือการท่องเที่ยว ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนสากล มีเรือโดยสารข้ามฟากไปยังเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว มีหลายหน่วยงานที่บูรณาการร่วมกัน โดยตรงฝั่งช่องขาเข้าประเทศ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ภายใต้อำนวยการของ พ.ต.อ.ภัทรพงศ์ อินวรรณา ผกก.ตม.จว.นครพนม, พ.ต.ท.สุภมิตร กะตะศิลา รอง ผกก.ตม.จว.นครพนม และ พ.ต.ท.เกียรติคุณ ดวงแก้ว สว.ตม.จว.นครพนม ได้มีการข้มงวดกวดขันบุคคลเดินทางเข้าออกราชอาณาจักร และ ตรวจสอบต่างด้าวในพื้นที่ ที่มาแอบแฝงทำงานผิดกฏหมาย หรือ มาก่ออาชญากรรมต่างๆในประเทศไทย ปรากฏว่าเจ้าของพาสปอร์ตชื่อ MRS.Phouvanh Inhavong หรือ นางพูวัน อินหาวง อายุ 34 ปี ชาวเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว มีหมายจับศาลจังหวัดลพบุรี ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2568

โดย พ.ต.ท.สราวุธ มหาชัย พนักงานสอบสวน สภ.เมืองลพบุรี กล่าวหากระทำความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอ นิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตน หรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้ หรือยืมใช้เลขหมายโทรศัพท์ สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่า จะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่นใด และร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมปลอม หรือไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เจ้าหน้าตรวจคนเข้าเมืองจึงควบคุมตัวนางพูวัน พร้อมประสาน สภ.เมืองลพบุรี เดินทางมารับตัวผู้ต้องหาไปดำเนินคดีในพื้นที่เกิดเหตุดังกล่าว

หลังถูกจับนางพูวันมีอาการตื่นตกใจ อ้างไม่ทราบมาก่อนว่ามีหมายจับอยู่ที่ประเทศไทย พูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า หลายเดือนก่อนมีเพื่อนบ้านชาวลาวด้วยกัน มาขอใช้บัญชีตนที่เปิดไว้ที่ธนาคารแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครพนม อ้างว่ามีนักธุรกิจชาวเวียดนามเขาจะโอนเงินซื้อขายไม้กฤษณา แต่โอนเข้าบัญชีต่างประเทศไม่ได้ ต้องโอนเข้าธนาคารที่อยู่ในไทยเท่านั้น บังเอิญเขาไม่มีบัญชี จึงให้มาหาคนที่มีบัญชีธนาคารฝั่งไทย พร้อมให้ค่าตอบแทน 10 % ของจำนวนเงินที่โอน ตนจึงหลงเชื่อยอมให้มีการโอนเงินเข้าบัญชีตนประมาณ 20 กว่าครั้ง มูลค่าเงินโอนเข้ามาประมาณ 2.9 ล้านบาท และไม่คาดคิดว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นการหลอกลวงมา ต่อมาตนถูกแจ้งระงับบัญชี จึงจะไปตรวจสอบที่ธนาคาร

วันสิ้นอิสรภาพตนได้นั่งเรือโดยสารข้ามฟากมาจากเมืองท่าแขก เพื่อมาซื้อนมให้ลูกที่เพิ่งได้ 3 เดือน ขณะเข้าคิวตรวจเอกสารเข้าประเทศไทย ตำรวจก็เชิญให้เข้าไปในห้อง พร้อมอ่านหมายจับให้ทราบ ตนถึงกับเข่าอ่อน ไม่รู้มาก่อนว่ามีหมายจับอยู่เมืองไทย จึงฝากเตือนพี่น้องชาวลาวอย่าหลงเชื่อ บุคคลที่มาขอโอนเงินผ่านบัญชีในประเทศไทย อาจจะตกเป็นเหยื่อกลายเป็นบัญชีม้าอย่างตน

โดยคดีนี้มีผู้เสียหายหลายคน ถูกหลอกให้ลงทุนในกลุ่มไลน์ SHOPPING CENTER ชวนให้ลงทะเบียนเพื่อทำภารกิจลงทุนเงินไปเรื่อยๆ โดยใช้บัญชีนางพูวันทำธุรกรรมทางการเงิน ในการโอนแต่ละครั้งก็จะมีการกดเงินออกทันที รวมมูลค่าความเสียหาย 2,900,000 บาท


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬสำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม

จับสึกระหว่างพรรษา พระเร่ร่อนหาที่จำวัดไม่ได้ พระสงฆ์ญาติโยมเอือมระอา

เพชรบูรณ์ – จับสึกระหว่างพรรษา พระเร่ร่อนหาที่จำวัดไม่ได้ พระสงฆ์ญาติโยมเอือมระอ

วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ชาวบ้าน และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชนแดน ร่วมกันจับสึกพระเร่ร่อน หาที่จำวัดไม่ได้ พระสงฆ์ญาติโยม ต่างเอือมระอา โดยเหจุการณ์ดังกล่าวเปิดเผยขึ้น เมื่อเวลา 20.30 ของวันที่ 21กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สายตรวจตำท่าข้าม อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งจากพระวัดศิริรัตน์วนาราม ตำบลท่าข้าม ว่ามีพระอาละวาดก่อกวนในวัด จึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ในที่เกิดเหตุพบว่าในศาลา กำลังมีการจัดงานบำเพ็ญกุศลศพ (ทางญาติไม่อนุญาตให้บันทึกภาพในงาน) หน้าเมรุ มีรถเก๋งยี่ห้อ ฮอน ด้า สีบรอนทอง หมายเลขทะเบียน 2ขฆ 4798 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ภายในศาลา ด้านนอกมีประชาชน และพระหลายรูป ยืนล้อม พระผู้ก่อเหตุ ที่กำลังเตรียมจะหนี เจ้าหน้าที่ จึงขอทำการตรวจค้นภายในรถ ซึ่งเจ้าตัวไม่ยินยอม ทางเจ้าหน้าที่ จึงควบคุมตัวไว้ และทำการตรวจค้นในรถพบกระเป๋าเสื้อผ้า และ เครื่องนอนของใช้ต่าง ๆ อยู่ภายในรถ ต่อมาทราบชื่อ คือพระไถง ศิริวันโณ หรือ นายไถง พงษ์ศร อายุ 71 ปี มีใบสุทธิ 4 ใบ ซึ่งใบล่าสุดรับเข้าสังกัด วัดศรีษะเกตุ ตำบลบ้านโสก อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ทราบว่าพระไถง ศิริวันโณ หรือ นายไถง พงษ์ศร เดิมมีภูมิ ลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 176 หมู่ 8 ตำบลท่าข้าม อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้จำวัดอยู่ที่วัดจันทราราม (วัดตะกุดจั่น) ซึ่งชาวบ้านทนพฤติกรรมเกี่ยวกับการด่าทอชาวบ้าน การตำหนิพระด้วยกัน และ ยังมีพฤติกรรมลักเล็ก ขโมยน้อยไม่ไหว ชาวบ้านจึงทำการขับไล่ให้พ้นออกไปจากวัด ต่อมาพระไถง จึงได้ตระเวนไปอาศัยจำอยู่วัดต่าง ๆ ซึ่งก็มีทั้ง พื้นที่จังหวัดพิษณุ โลก จังหวัดลพบุรี ล่าสุดได้มาจำวัดที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ และมาพบตัวอยู่ที่ วัดศิริรัตน์วนาราม ตำบลท่าข้าม อำเภอชนแดน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพระในวัดให้เข้ามาพักอาศัย นอกจากนี้ยังมาก่อกวนในงานสวดอภิธรรมศพ ของชาวบ้าน โดยการรื้อค้นข้าวของภายในวัด ชาวบ้านและ พระทนพฤติกรรมไม่ไหว จึงแจ้งเจ้าหน้าที่มาทำการจับสึก ซึ่งหลังจากการถูกจับสึกแล้ว นายไถง ก็ได้ขับรถเก๋งคันดังกล่าวออกจากวัดไป


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

จ.อุทัยธานี เชิญชวนนักท่องเที่ยวสัมผัส ฝายน้ำล้นปางสวรรค์ ชมม่านน้ำอันสวยงาม พร้อมของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน

อุทัยธานี – เที่ยวฝายน้ำล้นปางสวรรค์ เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ตามชื่อ ชมม่านน้ำอันสวยงาม แห่พากันถ่ายรูป

ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่ฝายน้ำล้น หมู่ 11 บ้านปางสวรรค์ ต.คอกควาย อ.บ้านไร่ อุทัยธานี ที่มีความงดงาม จากธรรมชาติ ที่ติดกับเทือกเขา โดยมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก พากับไปสัมผัสม่านน้ำ หากถึงช่วงฤดูฝน จะมีน้ำไหลหลากมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายกั้นน้ำแห่งนี้ เป็นของชุม ชนที่สร้างขึ้น เพื่อกักเก็บน้ำและชะลอการไหลของน้ำ ซึ่งหากมีน้ำปริมาณมากก็จะเกิดความจุของฝายน้ำ ทำให้น้ำไหลล้นข้ามสันฝาย ลงสู่ด้านล่างเกิดเป็นม่านน้ำที่สวยงาม

ทั้งนี้ยังมีของฝากให้กับท่องเที่ยว ได้ติดไม้ติดมือกลับบ้าน รวมทั้งอาหาร ผลไม้ ในพื้นที่ปลูกของจ.อุทัยธานี เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

ด้านนักท่องเที่ยวหลายคนเดินทางจากกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกประทับใจกับความสวยงาม อุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในพื้นที่อุทัยธานี


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

ผู้การฯ เมืองคอน แถลงข่าว ผลการกวาดล้างอาชญากรรมห้วงที่ ๒ “ผลยุทธการยึดปืนเมืองคอน ประตูมีกลอน นครมีดี”

ผู้การฯ เมืองคอน แถลงข่าว ผลการกวาดล้างอาชญากรรมห้วงที่ ๒ ผลยุทธการยึดปืนเมืองคอน ประตูมีกลอน นครมีดี

วันนี้ (21 กรกฎาคม 2568) ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช พล.ต.ต.จารุต ศรุตยาพร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด, ผู้กำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช และหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรในสังกัด ร่วมแถลงข่าวผลการกวาดล้างอาชญากรรมห้วงที่ 2 ผลยุทธการยึดปืนเมืองคอน ประตูมีกลอน เมืองคอนมีดี ระหว่างวันที่ 15 – 18 กรกฎาคม 2568 ภายใต้การอำนวยการของ พลตำรวจโท สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 พลตำรวจตรี ศรัญญู ชำนาญราช รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8

สำหรับการกวาดล้างอาชญากรรมดังกล่าว โดยสถานีตำรวจในสังกัดพร้อมด้วยกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช ระดมกวาดล้างอาชญากรรม ห้วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 15 – 18 กรกฎาคม 2568 และกำหนดมาตรการ “ยุทธการยึดปืนเมืองคอน” โดยทุกหน่วยในสังกัดกำหนดเป้าหมายคุณภาพอาวุธปืน ยาเสพติด หมายจับ และทำการปล่อยแถวระดมตรวจค้นพร้อมกัน ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมานั้น ผลการการระดมกวาดล้างอาชญากรรม ตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช สามารถจับกุมผู้กระทำผิดตาม พรบ.อาวุธปืน พร้อมเครื่องกระสุนปืนและ พ.ร.บ.ยาเสพติด พร้อมผู้ต้องหาในคดี สามารถจับกุมตาม พรบ.อาวุธปืนฯ จำนวน 44 ราย ผู้ต้องหา 48 คน แยกเป็น วัตถุระเบิด ของกลางจำนวน 2 ลูก อาวุธปืนมีทะเบียน ของกลางจำนวน 13 กระบอก, อาวุธปืนไม่มีทะเบียน ของกลางจำนวน 26 กระบอก, เครื่องกระสุนปืน ของกลางจำนวน 184 นัด ผลการจับกุมตาม พรบ.ยาเสพติด จำนวน 170 ราย ผู้ต้องหา 170 คน แยกเป็น ยาบ้า ของกลางจำนวน 115,860 เม็ด ยาไอซ์ ของกลางจำนวน 131.76 กรัม

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรม อาวุธปืนส่วนใหญ่ที่ยึดได้เป็นคดียาเสพติด ให้เปลี่ยนจากคำพูดประตูมีกลอน นครมีปืน เป็น ประตูมีกลอน นครมีดี สำหรับอาวุธที่ยึดได้เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายในการปราบปรามอาชญา กรรม ยึดได้มีทั้งปืนที่มีทะเบียน และไม่มีทะเบียน ปืนที่ได้เป็นเหตุเกี่ยวกับอาวุธปืน 104 คดี หวังว่าการปราบปรามจะทำให้อาชญากรรมในจังหวัดนครศรีธรรมราชลดลง ขอให้พี่น้องประชาชนพบเห็นสิ่งผิดปกติให้แจ้ง 191 ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจออกปฏิบัติการชุดไล่ล่าออกปฏิบัติการ ทำให้จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเมืองที่มีอาชญากรรมน้อยลง


ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

ตชด.235 ร่วมตำรวจน้ำธาตุพนม ซีลเข้มไล่ล่า จับกุม หนุ่มนครพนม พร้อมยาบ้า 322,000 เม็ด

ตชด.235 ร่วมตำรวจน้ำธาตุพนม ซีลเข้มไล่ล่า จับกุม หนุ่มนครพนม พร้อมยาบ้า 322,000 เม็ด

วันที่ 21 ก.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามนโยบายการป้องกัน สกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน Seal Stop Safe ของรัฐบาล และนโยบายเน้นหนักด้านปราบปรามยาเสพติดของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.ท.นิตินัย หลังยาหน่าย ผบช.ตชด., พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2, พล.ต.ท.ฉัตรชัยสุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.8, พล.ต.ต. กิตติศักดิ์ จำรัสประเสริฐ รอง ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ ปลาทอง ผบก.ตชด.ภาค 2 และ พล.ต.ต.ศักดิ์ชาย สาดมะเริง ผบก.ภ.จว.นครพนม ได้เปิดยุทธการพิทักษ์ริมน้ำโขง ซึ่งมีกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 22 – 24 เป็นหน่วยปฏิบัติ เพื่อปราบปราม สกัดกั้นยาเสพติดที่จะเข้ามาทางชายแดนริมฝั่งแม่น้ำโขง

วันที่ 21 ก.ค. 68 ที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 235 (สองสามห้า) อ.ธาตุพนม จ.นคร พนม พ.ต.อ.วุทธยา สิงห์กิ้ง ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 23 พร้อมด้วย พ.ต.อ. คณพศ พนมชัย สภ.นาแก, พ.ต.ท.พิจักษณ์ พงษ์บุบผา สว.ส.รน.2 กก.10 บก.รน. และ พ.ต.ท.อุดร สุนทราช ผบ.ร้อย ตชด.235 และหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ร่วมกันแถลงข่าว การจับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อม ของกลางยาบ้า 322,000 เม็ด และรถยนต์ 1 คัน ในพื้นที่ อ.นาแก จ.นครพนม

โดยเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 235 ได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า จะมีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ และทำการลำเลียงยาเสพติดผ่านพื้นที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เพื่อไปส่งให้กับลูกค้ายาเสพติดในพื้นที่ตอนในโดยใช้รถยนต์กระบะสี่ประตู ยี่ห้อ อีซูซุ สี บรอน ติดแผ่นป้ายทะเบียน กรุงเทพมหานคร เป็นพาหนะที่ใช้ลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้

เมื่อทราบดังนั้นจึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชา และประสานไปยังหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ร่วมประชุมวางแผนจับกุม จนกระทั่งเวลาประมาณ 21.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมตรวจพบ รถยนต์กระบะสี่ประตูฯ คันเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งเป็นรถตรงตามที่ได้รับแจ้ง ลักษณะท่าทางมีพิรุธ กำลังขับขี่มาตามเส้นทางถนนถนนทางหลวงหมายเลข 2033 มุ่งหน้าไปยังในเขต อ.นาแก จ.นครพนม เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้สะกดรอยติดตามไป ซึ่งเชื่อว่าในรถคันดังกล่าวจะมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ภายในรถเพราะมีลักษณะท่าทางมีพิรุธ จนเมื่อมาถึง บริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 2014 หมู่ที่ 4 บ้านจอมมณี ต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม (จุดเกิดเหตุ) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัว ตรวจค้นรถคันดังกล่าวโดยพบ นายโรจน์ (สงวนชื่อสกุล) ชาว จ.นครพนม เป็นผู้ขับขี่ ตรวจคันรถพบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) บรรจุอยู่ในถุงกระสอบปุย จำนวน 3 กระสอบ จำนวน 322,000 เม็ด วางอยู่ภายในรถ เจ้าหน้าที่จึงทำการควบคุมตัวและตรวจยึดของกลางทั้งหมด

โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า”ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชา ชนและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” จากนั้นได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.นาแก จ.นครพนม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ฟร้องข่าวด่วน เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ นครพนม รายงาน