สตช.ตีแผ่ 5 พฤติกรรมสายลับ โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ขอความร่วมมือประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส

สำนักงานตำรวจแห่งชาติตีแผ่ 5 พฤติกรรมสายลับ โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ขอความร่วมมือประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส

วันนี้ (27 กรกฎาคม 2568) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งขณะนี้อาจมีกลุ่มบุคคลไม่หวังดีลักลอบส่งข้อมูลด้านความมั่นคงและการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ไทยให้แก่ฝ่ายกัมพูชา อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ประชาชน และความมั่นคงของชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ให้สังเกตลักษณะการกระทำที่อาจเข้าข่ายเป็นการสายลับ ดังนี้

  1. การเก็บข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ – ลอบถ่ายภาพหรือวิดีโอที่ตั้งหน่วยทหาร จุดยุทธ ศาสตร์ เส้นทางลำเลียงเสบียงหรืออาวุธ
  2. การติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ – สอดส่องการเคลื่อนย้ายกำลังพล หรือการจัดวางยุทโธปกรณ์ของหน่วยงานความมั่นคง
  3. การกระทำที่ผิดปกติ – เช่น ถ่ายภาพในพื้นที่บ่อยครั้ง เข้าใกล้พื้นที่ปฏิบัติการโดยไม่มีเหตุผล หรือเดินสำรวจพื้นที่โดยไม่มีจุดหมาย
  4. การเข้าออกพื้นที่หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต – ปรากฏตัวในพื้นที่ที่มีคำสั่งอพยพ หรือในเวลาที่ผิดปกติ เช่น เวลากลางคืน
  5. การครอบครองอุปกรณ์ต้องสงสัย – เช่น กล้องส่องทางไกล แผนที่ยุทธศาสตร์ แผนผังพื้นที่ หรืออุปกรณ์ระบุตำแหน่ง GPS

โดยการกระทำลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 “ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร” ซึ่งอาจต้องระวางโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นพฤติการณ์ต้องสงสัย หรือบุคคลที่มีลักษณะเป็นสายลับ ลักลอบส่งข้อมูลความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ หรือข้อมูลสำคัญของประเทศไปยังฝ่ายกัมพูชา ขอให้แจ้งเบาะแสดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ หรือที่สายด่วน 191 และสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


นที มีเดช รายงาน

เจ้าของแบรนด์มาสเตอร์เค้ก ร่วมทำบุญและบริจาคเค้กกว่า 3,000 ชิ้น ให้ทหารแนวหน้า จ.สุรินทร์และสระแก้ว

เจ้าของแบรนด์มาสเตอร์เค้ก ร่วมทำบุญและบริจาคเค้กกว่า 3,000 ชิ้น ให้ทหารแนวหน้า จ.สุรินทร์และสระแก้ว

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 เวลา 9.00น. นายบุญมี อาสาสร เจ้าของแบรนด์มาสเตอร์เค้กสัญจรทั่วไทยได้เดินทางไปร่วมทำบุญและบริจาคขนมเค้กแสนอร่อยจำนวนกว่า3000ชิ้นให้กับทหารในแนวหน้าที่จังหวัดสระแก้วและจังหวัดสุรินทร

นอกจากนี้ทางนายบุญมีฯ ยังได้เดินทางต่อไปยังศูนย์ผู้อพยพทั้งสองจังหวัดอีกด้วย เพื่อนำขนมเค้กที่ทำสดใหม่ที่แสนนุ่มอร่อยไปแจกยังศูนย์ดังกล่าวเพื่อเป็นขวัญ และ กำลังใจให้กับพี่น้องทหารหาญที่ต่อสู้เพื่อเอกราชและอธิปไตยของชาติไทยในยามศึกสงคราม ขณะนี้คนไทยต้องช่วยเหลือกันหันหน้ามาช่วยกันคนละเล็กคนละน้อย บ้านเมืองเราคนไทยต้องสู้ไปด้วยกันและตนจะออกมาช่วยเหลือเท่าที่ตนจะมีกำลังพอช่วยได้และอยากฝากถึงคนไทยใครพอที่จะมีเหลือก็ขอให้ออกมาช่วยคนไทยด้วยกันครับ นายบุญมีกล่าว


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

บริษัทโลตัสฮอลฯ จัดกิจกรรมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล

บริษัทโลตัสฮอลฯ จัดกิจกรรมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศลและบริจาคโลหิตเพื่อชาติ

บริษัทโลตัสฮอลวิศวกรรมเหมืองแร่และก่อสร้างจำกัด ผู้ดำเนินกิจการเหมืองแร่ทองคำชาตรี ในพื้นที่จังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์ร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดพิจิตรและภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 8 จ.นครสวรรค์ ได้จัดกิจกรรมบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว Blood For Kingเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา 28 กรกฎาคม 2568 และเพื่อเป็นการบริจาคโลหิตเพื่อชาติ ณ ห้องประชุมสำนักงานของบริษัทโลตัสฮฮลฯสาขาพิจิตร

โดยมี นายธนิต ภูมิถาวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานในพิธี ดร.ณัจพันธ์ วิญญาวงค์กรรมการผู้อำนวยการบริษัทโลตัสฮอลวิศวกรรมเหมืองแร่และก่อสร้างจำกัดกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตดังนี้

  1. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
  2. เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้โลหิตในการรักษาพยาบาล
  3. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR)
  4. เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหาร พนักงาน ได้มีส่วนร่วมในการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
  5. เพื่อสำรองโลหิตให้กับโรงพยาบาลในเขตชายแดนไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในห้วงเวลานี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้มีทั้งกำลังทหารและประชาชนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก การมีโลหิตสำรองอย่างเพียงพอจึงถือเป็นภารกิจสำคัญที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรองรับภาวะฉุกเฉินและช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สำหรับดำเนินกิจกรรมในวันนี้ ได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน ได้แก่ นางณุชรีย์ ไศละสูต กรรมการบริหารบริษัทคิงส์เกตคอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ดจำกัด, นางเบญจมาศ ภูมิถาวร รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิจิตร ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 8 จังหวัดนครสวรรค์, เหล่ากาชาดจังหวัดพิจิตร, แรงงานจังหวัดพิจิตร, สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพิจิตร, ที่ว่าการอำเภอทับคล้อ, สำนักงานสาธารณสุขอำเภอทับคล้อ, โรงพยาบาลทับคล้อ, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเขาเจ็ดลูก, บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน, บริษัทอัครารีซอร์สจำกัด(มหาชา)ตลอดจน เจ้าของธุรกิจห้างร้าน เอกชน ในพื้นที่ทุกท่าน

สำหรับการจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตในวันนี้มีผู้แสดงความประสงค์ร่วมบริจาคโลหิตให้กับสภากาชาดไทย จำนวนทั้งสิ้น 114 ราย ได้โลหิตรวม 38,250 ซีซี และมีผู้บริจาคอวัยวะจำนวน 2 ราย


ยุทธ ศรีทองสุข/เดชา มลามาตย์ รายงาน

เชื่อเป็นนารีขี่ม้าขาว!! สวมเสื้อไทยนี้รักสงบ ไหว้ศาลหลักเมือง ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองทหารชายแดนไทย

อุทัยธานี – เชื่อเป็นนารีขี่ม้าขาว!!สวมเสื้อไทยนี้รักสงบ ไหว้ ศาลหลักเมือง ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองทหารชายแดนไทย

เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 26 ก.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานที่อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัย ธานี ณศาลหลักเมือง ได้พบกับนางจุฑาภัค หนองไผ่ อายุ 55 ปี อดีตนายกตำบลเกาะเทโพ อ.เมือง จ.อุทัยธานี ได้สวมใส่เสื้อไทยนี้รักสงบ วนรอบศาลเจ้าพ่อหลักเมือง จำนวน 9 รอบ ได้เปิดเผยว่า เนื่องในวันนี้วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ตรงกับวันเกิดนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี จึงขออวยพรให้กับนายทักษิณ ในครั้งนี้ โดยการจุดธูปกราบไหว้กับเจ้าพ่อศาลหลักเมือง ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง ของชาวจังหวัดอุทัยธานี ที่เป็นเคารพนับถือ อวยพรให้กับนายทักษิณ เนื่องในวันเกิด พร้อมกับกล่าวทิ้งท้ายว่า ครั้งนี้ขออวยพรให้กับนายทักษิณ ว่าขอให้ท่านยอมรับความจริงที่เป็นอยู่ และขอให้อยู่กับความจริง ในสิ่งที่เราทำ และต่อให้เราโลภขนาดไหน สุดท้ายมันก็คือความจริง สุดท้ายคุณจะไม่ได้อะไรเลย เพียงขอให้คุณคิดดีทำดี

ทั้งนี้อดีตนายกนางจุฑาภัค ได้เปิดเผย ทิ้งท้ายว่าครั้งนี้ว่า ขอกราบไหว้เจ้าพ่อหลักเมือง ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองทหารไทย ที่อยู่ชายแดนแนวหน้า เนื่องจากก่อนหน้านี้ตนเองได้เดินทางไปจังหวัดสุรินทร์ เพื่อมอบเหรียญหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แคล้วคลาด ให้กับชาวทหารจำนวนหลายองค์ เนื่องจากทหารนั้นเป็นรั้วของชาติ ขอให้ทหารปกป้องประเทศชาติไทย พร้อมกับกล่าวทิ้งท้ายว่าตนเองนั้นไม่ใช่หมอดูเพียงแต่รู้ถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันที่จะมาถึง เหมือนกับเป็นนารีขี่ม้าขาวมาชี้บอกให้รับรู้


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

วิ่งป่าราบ ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมือง บุกรวบเซียนพนันไก่ชน จับผู้ต้องหา 11 รายพร้อมของกลาง

นครพนม – วิ่งป่าราบ ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมือง บุกรวบเซียนพนันไก่ชน จับผู้ต้องหา 11 รายพร้อมของกลาง

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 เวลาประมาณ 13.00 น. นายสมศักดิ์ บุญจันทร์ นายอำเภอเมืองนครพนม ได้รับแจ้งจากผู้ไม่ประสงค์ออกนามว่ามีการลักลอบเล่นการพนัน (ชนไก่) พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต อยู่ที่สนามชนไก่ที่จัดขึ้นอยู่บริเวณบ้านไม่มีเลขที่ บ้านท่าควาย ถ.นครพนม – ท่าอุเทน ต.อาจสามารถ อ.เมืองนครพนม จว.นครพนม จึงสั่งการให้นายหมวดโทจักรพล เที่ยงภักดิ์ ปลัดอำเภอเมืองนครพนม ประสาน สภ.เมืองนครพนม ร่วมกันวางแผนเข้าทำการจับกุม

13.25 น. จนท.เดินทางไปถึงสนามชนไก่ที่จัดขึ้นอยู่บริเวณบ้านไม่มีเลขที่ บ้านท่าควาย ถ. นครพนม – ท่าอุเทน ต.อาจสามารถ อ.เมืองนครพนม เห็นกลุ่มนักพนันกำลังลักลอบเล่นการพนัน (ชนไก่) พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต อยู่บริเวณพื้นที่ดังกล่าว จนท.จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงาน เมื่อกลุ่มนักพนันเห็นว่าเป็น จนท. กลุ่มนักพนันพยายามวิ่งหลบหนีคนละทิศคนละทาง จนท.จึงได้วิ่งติดตามไปและสามารถควบคุมตัวเอาไว้ได้ 11 ราย และได้ตรวจสอบพื้นที่ พบ 1. เงินสด จำนวน 600 บาท, 2. ไก่ชนเพศผู้ จำนวน 2 ตัว, 3. นาฬิกาจับเวลา จำนวน 2 เครื่อง, 4. สังเวียนไก่ชน จำนวน 1 สังเวียน, 5. ป้ายไวนิลประกบคู่ชนไก่ จำนวน 2 ป้าย จำนวน 11 ราย ทราบว่าพวกตนกระทำความผิดฐาน “ร่วมกันกับพวกที่หลบหนีลักลอบเล่นการพนัน (ชนไก่) พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต” และทำการจับกุม

จากนั้นได้ทำการแจ้งสิทธิ์ที่ผู้ถูกจับจะได้รับ / บันทึกวีดีโอ นำตัวผู้ถูกจับทั้ง 11 ราย พร้อมของกลางทั้งหมดมาที่ที่ว่าการอำเภอเมืองนครพนมเพื่อทำบันทึกการจับกุม / ถ่ายภาพ และนำตัวผู้ถูกจับทั้ง 11 ราย พร้อมของกลางทั้งหมด ส่ง พงส.สภ.เมืองนครพนม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ฟร้องข่าวด่วน เทพข่าวร้อน สำนักข่าวความมั่นคงจังหวัดนครพนม

ตชด.สงขลา ร่วมกิจกรรมจิตอาสาบริจาคโลหิต

สงขลา – ตชด.สงขลา ร่วมกิจกรรมจิตอาสาบริจาคโลหิต

เมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา ตชด.ภาค 4 รวมใจบริจาคโลหิตช่วยผู้ประสบภัยจากเหตุปะทะแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กำหนดรับบริจาค วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 12 ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา
ยอดผู้บริจาคโลหิตจำนวน 60 ราย

ทั้งนี้เลือดทุกหยด ตชด.ภ.4 ขอส่งให้แนวหน้าและประชาชนชายแดนกัมพูชา และ ขอให้ทุกท่านปฎิบัติหน้าที่ด้วยความปลอดภัย


ภาพ/ข่าว อ้อม มณีรัตน์

โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568

นครนายก – โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนม พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแสง ต.หนองแสง อ.ปากพลี จ.นครนายก นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานเปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี นายสรรเสริญ คำทอง นายอำเภอปากพลี กล่าวต้อนรับประธานในพิธีฯ นางสุดา ยาอีด เกษตรจังหวัดนครนายก กล่าวรายงานการจัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการในสังกัดกระ ทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชา ชน เข้าร่วมจำนวนมาก

โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เป็นโครงการสำคัญ โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิบัติงานในเชิงรุกที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้ารับบริการ และได้รับการแก้ไขปัญหาทางการเกษตรได้อย่างถูกต้องครบถ้วนทุกด้านในคราวเดียวกัน เช่น การวิเคราะห์ดิน การวินิจฉัยโรคพืช โรคสัตว์โรคสัตว์น้ำ และการให้วัคซีนป้องกันโรค รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและฝึกอบรมความรู้ด้านการเกษตรเสริมเพิ่มเติมควบคู่กันไปด้วย

ซึ่งภายในงานมีการออกหน่วยบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ได้แก่ คลินิกส่งเสริมการเกษตร คลินิกพืช, คลินิกดิน, คลินิกข้าว, คลินิกประม,ง คลินิกปศุสัตว์, คลินิกบัญชี, คลินิกชลประ ทาน, คลินิกกฎหมาย, คลินิกสหกรณ์, คลินิกฝนหลวง และคลินิกอื่นๆ มาให้บริการแก่เกษตร กรแบบครบวงจรในทุกๆ ด้าน และยังมีการแจกพันธุ์สัตว์น้ำ ลูกพันธุ์สัตว์ปีก พันธุ์พืช ให้กับเกษตรกรที่มาร่วมงาน เพื่อนำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ เป็นการส่งเสริมเกษตรกรให้มีอาชีพเสริมและมีรายได้ เพื่อเกษตรกรก้าวหน้า พัฒนาอย่างยั่งยืน


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

แม่พลทหารกล้ายังไม่เชื่อ ลูกยื่นสมัครไปรับใช้ชาติ ปลดแล้วจะสอบเป็น ตชด. ภูมิใจพลีชีพปกป้องอธิปไตย

นครพนม – แม่พลทหารกล้ายังไม่เชื่อ ลูกยื่นสมัครไปรับใช้ชาติ ปลดแล้วจะสอบเป็น ตชด. ภูมิใจพลีชีพปกป้องอธิปไตย

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 16 หมู่ 1 บ้านดอนศาลา ต.เหล่าพัฒนา อ.นาหว้า จ.นครพนม ซึ่งญาติๆกำลังทำความสะอาดเพื่อเตรียมจัดเป็นที่ตั้งบำเพ็ญศพ พลทหารวรัญชิต ยวงสุวรรณ หรือแม็ก อายุ 23 ปี กำลังพลประจำการกรมทหารราบที่ 13 (ร.13) ค่ายประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านโนนวันชัย ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยร่างของวีรบุรุษผู้กล้า กองทัพภาคที่ 2 เตรียมส่งกลับคืนภูมิลำเนา เพื่อจัดพิธีสดุดีอย่างสมเกียรติ

โดยบ้านเลขที่ดังกล่าวมีนายปัญญา เขียวแก่ อายุ 68 ปี ที่ป่วยด้วยโรคอัมพฤกษ์ และ นางเปลี่ยน คะสา อายุ 70 ปี ผู้เป็นตายายนั่งเฝ้าคอยทางรอหลานชาย ขณะเดียวกันนายมนตรี ยวงสุวรรณ อายุ 48 ปี ผู้เป็นพ่อประคองนางวลัยลักษณ์ คะสา อายุ 47 ปี แม่ของพลทหารวรัญชิตที่ยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ดังกล่าว

โดยนางวลัยลักษณ์เปิดเผยด้วยน้ำตานองหน้าว่า มีลูกเพียงสองคน หญิงหนึ่งชายหนึ่ง น้องแม็กเป็นลูกคนที่สอง เรียนจบชั้น ม.3 ครบกำหนดคัดเลือกทหารก็ยื่นใบสมัครขอไปรับใช้ชาติ เพราะมีความใฝ่ฝันอยากเป็นทหารนานแล้ว แต่สอบเข้านายสิบไม่ได้ จึงสมัครเป็นทหารอยู่ จ.อุดรธานี และเหลือเพียง 3 เดือนก็จะปลดประจำการ แต่จะสมัครสอบไปเป็นตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ฝันทุกอย่างต้องสลายจากการปะทะกับทหารกัมพูชา
“ครั้งล่าสุดน้องไปประจำการอยู่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.ศรีสะเกษ ได้ลากลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อวันที่ 3 กค.กลับไปวันที่ 8 กค. ไม่คิดว่านี่คือการกลับมาเป็นครั้งสุดท้ายของลูก วันเกิดเหตุวันที่ 24 กค. เวลาประมาณ 09.00 น. น้องโทรมาคุยด้วยว่าจะมีการปะทะกัน นายสั่งให้ไปบรรจุกระสุนแล้ว ก่อนจะรีบวางสายไป ตนก็ยังขอให้คุณพระคุ้มครองฯ”

ต่อมา เพื่อนทหารได้ลงในเฟซบุ๊กแสดงความเสียใจในการจากไปของพลทหารวรัญชิต ยวงสุวรรณ ตนยังคอมเม้นต์ตอบไปว่าอย่าลงข่าวมั่วๆ เพราะไม่เชื่อว่าเหตุการณ์มันจะเกิดรวดเร็วอย่างนี้ เพราะเพิ่งวางสายคุยกับลูกได้ไม่นาน กระทั่งเวลาประมาณหกโมงเย็น เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานมาหาที่บ้าน พร้อมแจ้งความร้ายตนถึงกับช็อค ถึงตอนนี้ก็ยังไม่อยากเชื่อ จนกว่าจะเห็นศพลูก พร้อมภาวนาอย่าให้เป็นเรื่องจริง

ถึงอย่างไรครอบครัวก็มีความภาคภูมิใจที่ลูกได้ทำหน้าที่รับใช้ชาติ ปกป้องอธิปไตยไทย และขอบคุณประชาชนชาวไทยที่ส่งกำลังใจให้อย่างล้นหลาม แต่ตอนนี้ไม่กล้าเปิดเฟซบุ๊กเพราะทำใจยอมรับไม่ได้ ในการจากไปของลูกชาย “เขาไปเป็นทหารจะเจียดเงินเดือนส่งให้แม่ช่วยสร้างบ้านเดือนละ 5 พันบาท ตอนนี้คงชะลอไว้ก่อน รอให้จิตใจเข้มแข็งกว่านี้ถึงจะสร้างใหม่”

ด้าน น.ส.เชอรี่ลิณญ์ ยวงสุวรรณ อายุ 25 ปี พี่สาวของพลทหารวรัญชิต ก็มีสภาพจิตใจไท่ต่างกันกับผู้เป็นแม่ เพราะมีกันแค่สองพี่น้อง และรักน้องชายมาก ถึงกระนั้นยังภมิใจที่น้องสละชีพเพื่อชาติ และจะเก็บเรื่องราวนี้ไว้สอนลูกหลานต่อไปในอนาคต

สำหรับศพทหารกล้าคาดว่า กองทัพภาคที่ 2 จะนำร่างมาส่งมอบให้ญาติในวันเสาร์ที่ 26 กค.นี้ โดยจะมีพิธีสดุดีวีรบุรุษอย่างสมศักดิ์ศร


ฟร้องข่าวด่วนนครพนม เทพข่าวร้อน นครพนม รายงาน

ประชาธิปัตย์ เสนอทีดีอาร์ไอ(TDRI) ยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนพืชไร่เศรษฐกิจ มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อัพเกรดศักยภาพใหม่ประเทศไทย

“อลงกรณ์” ย้ำเศรษฐกิจเกษตรต้องแข็งแกร่งไม่ว่าจะเผชิญสงครามหรือสันติภาพในภาวะโลกร้อนโลกรวน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์และประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมการสัมมนาจัดโดยทีดีอาร์ไอ(TDRI)ร่วมกับสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้ากระทรวงพาณิชย์

นายอลงกรณ์นำเสนอในการสัมนาว่าประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารอันดับ12ของโลกมีศักยภาพสูงมากสำหรับพืชไร่เศรษฐกิจเช่นมันสำปะหลังสามารถผลิตได้เป็นอันดับสามของโลกปีละ 30 ล้านตันจากพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 10 ล้านไร่ ในกว่า 54 จังหวัดและเป็นประเทศแชมป์โลกในการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันกว่า 40 ปี ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ ที่มีวัตถุดิบเป็นของตัวเองแต่เกษตรกรยังยากจนและราคาผันผวนตลอดเวลา

ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 7 ล้านไร่ มีผลผลิต 4–5 ล้านตันต่อปีแต่มีความต้องการในประเทศ 8.1–8.9 ล้านตันจึงต้องนำเข้าจากเพื่อนบ้านภายใต้ AFTA 1–2 ล้านตันส่วนใหญ่นำเข้าจากเมียนมา 93%และ ประเทศอื่นๆ แสดงว่ายังมีตลาดในประเทศที่มีความต้องการสูงมากปีละ3-4ล้านต้นหากพัฒนาผลิตภาพการผลิตด้วยพันธุ์ที่ดีใช้เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมสมาร์ทฟาร์มมิ่ง(Smart Farming)ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้วางรากฐานไว้เช่นเกษตรอาหารเกษตรพลังงานเกษตรสุขภาพและเกษตรท่องเที่ยวจะสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตทดแทนการนำเข้าได้อีกมาก

พรรคประชาธิปัตย์มีแนวทางยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนของมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เวอร์ชั่นใหม่ นั่นคือ การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ(BioIndustry)และเศรษฐกิจชีวภาพ(BioEconomy) โดยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษไบโอรีไฟนารี่ (BioRefinary) สำหรับพืชไร่เศรษฐกิจในกลุ่มจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตหลักเช่น กลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ซึ่งประกอบไปด้วยนครราชสีมาชัยภูมิ บุรีรัมย์และสุรินทร์โดยนำวัตถุดิบมาเพิ่มมูลค่าแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้แก่อาหารคน อาหารสัตว์ อาหารเสริม ผงชูรส น้ำตาลเทียม เชื้อเพลิงชีวภาพ(BioFuel) ผลิตภัณฑ์ยา กระดาษ ไบโอพลาสติก ไบโอฟิล์ม ฯลฯ

“นี่คือโอกาสการลงทุนใหม่ๆและการสร้างการค้าใหม่ๆสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่มีมูลค่าสูงขึ้นไม่ใช่การค้าการลงทุนที่เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปขั้นต้นซึ่งมีราคาต่ำและแข่งขันในตลาดล่าง เราต้องก้าวสู่ตลาดผลิตภัณฑ์ราคาสูง “

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์เจ้าของฉายา ”มิสเตอร์เอทานอลได้ยกตัวอย่าง ผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ที่เกี่ยวกับพืชไร่เศรษฐกิจ กรณี รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีนายชวนหลักภัยเป็นนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีการแปรรูปพืชผลทางการเกษตรเป็นเอทานอลใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเรียกว่าแก็สโซฮอลล์ในเดือนกันยายนปี 2543 เป็นครั้งแรกในประเทศไทยนับเป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ของยกระดับการพัฒนาพืชไร่เศรษฐกิจที่มีแป้งและน้ำตาลเป็นองค์ประกอบสำคัญเช่นอ้อย มันสำปะหลังและต่อมามีการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นส่วนผสมของวัตถุดิบผลิตเอทานอลเกรดพรีเมี่ยม

นอกจากนี้นายอลงกรณ์ยังได้ยกตัวอย่างนโยบายเทคโนโลยีเกษตร4.0 ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน เมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรม(Agritech and Innovation Center:AIC)ทุกจังหวัดถือเป็นโครงสร้างหลักด้านเทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมเมดอินไทยแลนด์ครอบคลุมทั่วประเทศรวมทั้งนโยบายลดโลกร้อนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน(Carbon Neutrality)และคาร์บอนเป็นศูนย์(Zero Carbon)ตลอดจนการอนุรักษ์และพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ(Biodiversity)การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินและผิวดิน การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืนโดยดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคคนปัจจุบันในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

รวมทั้งนโยบายเกษตรสร้างสรรค์ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์((Creative Economy) ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี นโยบายปราบทุจริตโดยนายบัญญัต บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคในขณะนั้นจนรัฐมนตรีเกษตรฯติดคุกจากโครงการปุ๋ยปลอมและนโยบายประกันรายได้เกษตรกร(Universal Basic Income) สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว ปาล์มและยางพารา 8.13 ล้านครัวเรือนของพรรคประชาธิปัตย์โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงรัฐบาลที่แล้ว

“นโยบายส่วนหนึ่งเหล่านี้และแนวทางยุทธศาสตร์ใหม่ที่นำเสนอในวันนี้เป็นเสมือนคานงัดอัพเกรดศักยภาพใหม่ให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร(Agroindustry)เพื่อความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในการเผชิญกับวิกฤตการณ์ไม่ว่าในยามที่มีสงครามหรือสันติ ภาพ เราต้องยืนบนขาของตัวเองให้ได้ในภาวะโลกร้อนและโลกรวน“

ทั้งนี้นายอลงกรณ์ยังได้นำเสนอรายงานเรื่อง“การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ(BioEconomy) จากมันสำปะหลังและข้าวโพด: ศักยภาพใหม่พืชเศรษฐกิจไทยศักยภาพใหม่ของพืชไร่“ต่อที่ประชุมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรสร้างรายได้ที่สูงขึ้นให้กับเกษตรกรและอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ

นอกจากนี้ในการสัมนาที่โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ นนทบุรีเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อระดมความคิดเห็นประเด็นสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของมันสำปะหลังและข้าวโพดมีภาคส่วนต่างๆเข้าร่วมได้แก่ตัวแทนเกษตรกร สมาคมการค้ามันสำปะหลังและข้าวโพด ตัวแทนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิรวมทั้งตัวแทนพรรคการเมือง ซึ่ง ดร.วิโรจน์ ณ ระนองหัวหน้าทีมวิจัยทีดีอาร์ไอได้นำเสนอรายงานผลการวิจัยเบื้องต้นเกี่ยวกับการผลิตการแปรรูปและตลาดทั้งในต่างประเทศรวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาพืชเศรษฐกิจทั้งสองชนิดนี้พร้อมกับประเด็นนโยบายสาธารณะในอดีตถึงปัจจุบันเช่นนโยบายการประกันราคานโยบายการประกันรายได้นโยบายการแทรกแซงตลาดจนนโยบายการเพิ่มผลผลิตรวมไปถึงการพัฒนาเกษตรกร เป็นต้น


ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ พร้อมใจกันร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (เป็นวันที่สาม)

ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ พร้อมใจกันร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 (เป็นวันที่สาม)

วันนี้ 24 กรกฎาคม 2568/ ที่ห้องอเนกประสงค์ อาคารศาลาลูกขุนใน พระบรมมหาราชวัง ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ พร้อมใจกันร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 (เป็นวันที่สาม) โดยข้าราชบริพารฯ ได้น้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทำความดีเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมายึดถือปฏิบัติ ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ให้ข้าราชบริพารในพระองค์ เป็นแบบอย่างของการเป็นข้าราชการที่ดี มีจิตอาสา จิตสาธารณะ มีความเสียสละอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีความกตัญญู ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ร่วมทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน และไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน

ในวันนี้มีข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ จากสำนักงานองคมนตรี สำนักพระราชวัง
กอง แพทย์หลวง กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการนายตำรวจราชองครักษ์ประจำพระองค์ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ คณะครูโรงเรียน พระตำหนักสวนกุหลาบ และกองรักษาการณ์ตำรวจ พระบรมมหาราชวัง พร้อมใจเข้าร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

โดยมี ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ เป็นประธานในพิธี ซึ่งวันนี้ศูนย์บริการโลหิต โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแทพย์ทหารอากาศ เป็นหน่วยบริการมารับบริจาคโลหิต โดยในวันนี้ มีข้าราชบริพารในพระองค์ผ่านการคัดกรอง ร่วมบริจาคโลหิตได้ จำนวน 237 คน ได้โลหิต จำนวนรวม 106,650 ซีซี

สำหรับการบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ในครั้งนี้ มีกำหนด 3 วัน คือวันที่
21, 23 และ 24 กรกฎาคม 2568 มีผู้ผ่านการคัดกรอง จำนวนรวม 524 คน และได้โลหิต จำนวนรวม 233,800 ซีซี ทั้งนี้ โลหิตดังกล่าวจะนำไปใช้เป็นโลหิตสำรอง สำหรับใช้รักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่าง ๆ ต่อไป

ในการพร้อมใจร่วมกันบริจาคโลหิตของข้าราชบริพารในพระองค์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสียสละ อุทิศตน มีจิตอาสา ช่วยเหลือและทำความดีเพื่อส่วนรวม ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างของข้าราชการที่ดี ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะให้ประเทศชาติมีความมั่นคงและประชาชนมีความสุข