หนุ่มอุดรฝ่าพายุบัวลอย พาแฟนสาวถ่ายรูปรับปริญญา เฉี่ยวคนเดินข้ามถนนล้ม เก๋งทะเบียนสวยชนซ้ำดับก่อนเผ่นหนี

นครพนม – หนุ่มอุดรฝ่าพายุบัวลอย พาแฟนสาวถ่ายรูปรับปริญญา เฉี่ยวคนเดินข้ามถนนล้ม เก๋งทะเบียนสวยชนซ้ำดับก่อนเผ่นหนี

เวลาเกือบสามทุ่มวันที่ 28 กันยายน 2568 พ.ต.ท.ธานินทร์ กันภัย รอง ผกก.สอบสวน สภ. เมืองนครพนม ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์ชนคนเดินข้ามถนนเสียชีวิต บริเวณถนนทาง หลวงแผ่นดินหมายเลข 22 สายสกลนคร-นครพนม ฝั่งขาเข้าเมืองใกล้ทางแยกศูนย์ลาวอพยพเก่า บ้านนาโพธิ์หมู่ 12 ต.บ้านผึ้ง จึงประสานแพทย์เวรโรงพยาบาลนครพนม พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างนาวาจุดเมือง ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พบร่างผู้เสียชีวิตทราบว่าชื่อนายบุญม อ้วนจี หรือเจมส์ อายุ 47 ปี เป็นชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้น สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีน้ำ เงิน กางเกงขาสั้นสีเขียว นอนคว่ำหน้าอยู่กลางถนน โดยมีเลือดไหลออกทางปากเป็นลิ่มๆ ห่างไปเล็กน้อยมีรถยนต์กระบะอีซูซุ 4 เจนประตู สีเทา ทะเบียน 5กฐ 9575 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ชิดไหล่ทาง มีนายเจนณรงค์ นามบำรุง อายุ 31 ปี ชาว ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดร ธานี เป็นคนขับยืนรอให้ปากคำพร้อมแฟนสาว ท่ามกลางพายุไต้ฝุ่นบัวลอยที่ตกต่อเนื่องตลอดเวลา

นายณรงค์เล่าว่า ได้ขับรถเดินทางมาจาก จ.อุดรฯ เพื่อพาแฟนสาวมาถ่ายรูปรับปริญญาที่นครพนม โดยมีฝนตกตลอดเส้นทาง กระทั่งมาถึงจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นที่มืดพอสมควร เห็นผู้ตายเดินข้ามถนนในระยะกระชั้นชิด ตนจึงหักพวงมาลัยหลบทางซ้าย แต่ไม่พ้นได้เฉี่ยวร่างชายดังกล่าวล้มลง ตนรีบหยุดรถและกำลังจะโทรศัพท์แจ้งศูนย์วิทยุ 191 เพื่อประสานกู้ชีพกู้ภัย นำตัวส่งโรงพยาบาล เป็นจังหวะเดียวกันได้มีรถเก๋งไม่ทราบยี่ห้อ ขับขี่มาและคาดว่าคงไม่เห็น เพราะบริเวณนั้นมีไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ พุ่งชนเข้าอย่างจังลากร่างไปไกลกว่า 10 เมตร และขับมุ่งหน้าเข้าเมืองนครพนม โดยไม่ได้จอดรถลงมาดู ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทราบเบื้องต้นว่ารถเก๋งคันดังกล่าว เป็นเลขทะเบียน 2222 ไม่ทราบหมวดและจังหวัด ได้ดำเนินการไล่เช็คกล้องวงจรปิดแล้ว

ด้าน นายศราวุธ บัวสา อายุ 29 ปี พยานที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ เล่าว่า รู้จักกับนายเจมส์ผู้เสียชีวิต ก่อนเกิดเหตุก็ยังทักทายตามประสาคนบ้านเดียวกัน เพียงครู่เดียวก็ได้ยินเสียงดังตุ๊บจึงออกมาดู จึงได้เห็นรถเก๋งคันหนึ่งพุ่งชนร่างนายเจมส์ลากไถลไปไกล จนเสียชีวิตกลางถนน

ส่วนนางวันทา อ้วนจี อายุ 51 ปี พี่สาวของผู้ตาย เปิดเผยว่า น้องชายไม่มีครอบครัว ทำงานรับจ้างทั่วไป ช่วงไม่มีงานน้องก็จะไปหาดื่มเหล้าตามบ้านเพื่อน เชื่อว่าคงจะเดินข้ามถนนไปหาเพื่อนอีกคน แต่ถูกรถกระบะเฉี่ยวล้มลง ก่อนจะถูกรถเก๋งที่ขับตามหลังมาพุ่งชนจนเสียชีวิต แม้น้องจะเป็นคนชอบดื่ม แต่ก็ร้องขอความเป็นธรรมต่อคนตาย รถเก๋งที่ชนแล้วหนีควรกลับมาแสดงความรับผิดชอบ


ฟร้องข่าวด่วนนครพรม เทพข่าวร้อน สำนักข่าวความมั่นคง รายงาน

สตช.เตือน 3 สิ่ง ที่ตำรวจจริงจะไม่ทำ หากพบเจอ ฟันธงเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์แน่นอน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือน 3 สิ่ง ที่ตำรวจจริงจะไม่ทำ หากพบเจอ ฟันธงเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์แน่นอน

วันที่ 28 กันยายน 2568 : พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนจากอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายจากการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในการหลอกลวงพี่น้องประชาชน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอเตือนพี่น้องประชาชนให้ระมัดระวัง อย่าตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยขอเน้นย้ำ 3 สิ่ง ที่ตำรวจจริงจะไม่ทำ ดังนี้

  1. “ไม่คอล” ตำรวจจะไม่ติดต่อกับประชาชนผ่านการสนทนาผ่านระบบวิดีโอ (Video Call) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีที่เกี่ยวกับการดำเนินคดี
  2. “ไม่โอน” ตำรวจจะไม่บอกให้ประชาชนโอนเงินมาให้ตรวจสอบ เพราะเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบจากธนาคารได้เอง
  3. “ไม่รับแจ้งผ่านเฟซ” ตำรวจจะไม่มีเพจรับแจ้งความออนไลน์ หรือการขอเฉลี่ยทรัพย์คืนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก เพื่อป้องกันการแอบอ้าง

หากพี่น้องประชาชนพบเห็น หรือได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าว ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า ท่านกำลังติดต่ออยู่กับมิจฉาชีพ อย่าหลงเชื่อโอนเงิน ส่งข้อมูลส่วนตัว หรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ อย่างเด็ดขาด

และหากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวง หรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยีรูปแบบต่าง ๆ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ หรือแจ้งความออนไลน์ด้วยตนเอง ที่ 2 ช่องทางเท่านั้น คือ เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

จุดประกายนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

เมืองนวัตกรรมอาหาร (FoodInnopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด จัดงาน FOREFOOD COHORT #5 DEMO DAY รวมสตาร์ตอัป FoodTech & AgriTech 16 ทีม โชว์ไอเดียสร้างสรรค์ต่อหน้านักลงทุนและพันธมิตรธุรกิจ

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช.(คนที่ 3 จากด้านมือ) และ คุณไพชยนต์ นุชนารถ Corporate Capability Development Group บริษัท บุญรอดฯ(ซ้ายสุด) ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในการพัฒนา FoodTech Ventures เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่ระดับสากล มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 380 คน สัมผัสนวัตกรรมอาหารเพื่ออนาคตในบรรยากาศสุดคึกคัก ณ Singha Complex เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศุลกากร แถลงผลการจับกุมบุหรี่ต่างประเทศละเมิดเครื่องหมายการค้า มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 215 ล้านบาท

ศุลกากรแถลงผลการจับกุมบุหรี่ต่างประเทศละเมิดเครื่องหมายการค้า มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 215 ล้านบาท

วันที่ 26 กันยายน 2568 เวลา 11.00 น. นายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วย นายดิเรก คชารักษ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร นายคณิต มีปิด รองอธิบดีกรมศุลกากร และคณะผู้บริหารกรมศุลกากร ร่วมแถลงผลการจับกุมบุหรี่ต่างประเทศละเมิดเครื่องหมายการค้า มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 215 ล้านบาท ณ ห้องโถง อาคาร 1 ชั้น 1 กรมศุลกากร (คลองเตย)

นายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้อง กันและปราบปรามสินค้าที่ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะสินค้าละเมิดเครื่อง หมายการค้า ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศและอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค กรมศุลกากรในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแล การนำเข้า – ส่งออก และผ่านแดนสินค้า จึงดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งการบังคับใช้กฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่น
ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งนำระบบเทคโนโลยีบริหารความเสี่ยงมาใช้ในการกำกับดูแลการตรวจปล่อยสินค้า และยังได้ประสานงานด้านการข่าวกับทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันมิให้สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าเล็ดลอดเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 กรมศุลกากร โดยกองสืบสวนและปราบปรามร่วมกับสำนัก งานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ได้ทำการตรวจสอบสินค้าผ่านแดนจากประเทศ CAMBODIA ปลายทางประเทศ MAXICO จำนวน 2 ตู้คอนเทนเนอร์ สำแดงสินค้าเป็น บุหรี่ โดยผ่านเข้าทางท่าเรือแหลมฉบัง และออกทางสนามบินภูเก็ต ผลการตรวจพบเป็นบุหรี่ (CIGARETTES) ที่มีเครื่องหมายการค้า “Marlboro” โดยพนักงานศุลกากร มีเหตุสงสัย
ในสินค้าซึ่งมีลักษณะหรือพฤติการณ์การละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า

จึงได้ตรวจสอบข้อมูลในระบบฐานข้อมูลเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ (Thai Customs IPR Recordation System (TCIRs)) พบว่ามีตัวแทนสิทธิในเครื่องหมายการค้า “Marlboro” ได้ยื่นคำขอแจ้งข้อมูลสินค้าเครื่องหมายการค้าหรือลิขสิทธิ์ล่วงหน้าเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 106/2565 เรื่อง การควบคุมการส่งออก การนำเข้า และการนำผ่าน ซึ่งสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์

ในการนี้ตัวแทนสิทธิฯ ได้เข้าร่วมตรวจสอบ พบว่าสินค้าดังกล่าวมิใช่ของจริง ซึ่งหากหลุดรอดเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ นอกจากจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้วยังอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขอนามัยของประชาชน รวมทั้งส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อสังคมในวงกว้างกรมศุลกากรจึงได้ทำการตรวจยึดบุหรี่ (CIGARETTES) ที่ละเมิดเครื่อง หมายการค้า จำนวน 19,200,000 มวน มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 144 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน (18 กันยายน 2568) ด่านศุลกากรท่าอากาศยานภูเก็ต ได้ทำการตรวจสอบสินค้าผ่านแดนจากประเทศ CAMBODIA ปลายทางประเทศ MEXICO จำนวน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ สำแดงชนิดสินค้าเป็นบุหรี่ ผลการตรวจสอบพบเป็นบุหรี่ต่างประเทศละเมิดเครื่องหมายการค้าจำนวน 9,568,000 มวน มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 71 ล้านบาท รวมแล้วจากทั้งสองกรณี กรมศุลกากรสามารถตรวจยึดบุหรี่ต่างประเทศละเมิดเครื่องหมาย การค้า รวม 28,660,000 มวน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 215 ล้านบาท

กรณีนี้เป็นความผิดฐานนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร
โดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น หรือยอมให้ผู้อื่นยื่นใบขนสินค้า และเอกสารหรือข้อมูล ซึ่งเกี่ยวกับการเสียอากรหรือปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 ไม่ถูกต้องหรือไม่บริบูรณ์ อันเป็นความผิด ตามมาตรา 202 มาตรา 244 ประกอบมาตรา 252 และเป็นความผิดต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการผ่านแดน ตามมาตรา 102 มาตรา 104 และมาตรา 106 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ.2560 ประกอบประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามส่งออกห้ามนำเข้าและห้ามนำผ่านราชอาณาจักร พ.ศ.2565 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2565 และ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวต่อว่า กรมศุลกากรจะมุ่งมั่นในการสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายศุลกากร และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการตรวจสอบสินค้า เพื่อประสิทธิผลที่ยั่งยืนและคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาวต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เสวนา โมเดล “บ้านลิงกลางกรุง” บางขุนเทียน สู่การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน คาดใช้เวลาไม่นาน

เสวนา โมเดล “บ้านลิงกลางกรุง” บางขุนเทียน สู่การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน คาดใช้เวลาไม่นาน

วันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2568 ณ หอประชุมวัดบัวผัน เขตบางขุนเทียน กทม. : มูลนิธิคนรักลิงหัวใจแกร่ง พร้อมภาคีเครือข่ายจัดเสวนา โครงการสร้างบ้านให้ลิงแสมบางขุนเทียนบนเนื้อที่ 12 ไร่ครั้งที่ 1 เพื่อป่าเพื่อบ้านที่แท้จริงของลิง โดยมีนายสารัช ม่วงศิริ สมาชิกสภา กรุงเทพ มหานคร เขตบางขุนเทียน เป็นประธานเปิดการเสวนา พร้อมด้วย นางสาวกวิณภัสน์ มงคลเตชาพัฒน์ ประธานมูลนิธิคนรักลิงหัวใจแกร่ง, คุณสุทิน อ่อนฟุ้ง ประธานเครือข่ายอนุรักษ์และแก้ไขปัญหาลิงแสมบางขุนเทียน, นางสาวฉันทนา งามถิ่น หัวหน้าฝ่ายปกครอง สำนักงานเขตบางขุนเทียน, ผู้แทนจากเขตบางขุนเทียน,ผู้แทนจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และตัวแทนชาวบ้านจากซอยเทียนทะเล 22 และ หมู่บ้านเอื้ออาทรแสมดำ 17 ที่ได้รับผลกระทบ ร่วมเสวนากันหารืออย่างพร้อมเพรียง

โดยผู้แทนชาวบ้านกล่าวถึงผลกระทบที่ได้รับจากฝูงลิงแสมบางขุนเทียน ที่มีอยู่มากกว่าร้อยตัว ขณะที่หน่วยงานภาครัฐไม่นิ่งนอนใจแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง แต่ติดขัดเรื่องงบประ มาณที่ค่อนข้างสูง และมีการพิจารณาการทำ โมเดล “บ้านลิงกลางกรุง” บางขุนเทียน ในพื้นที่ 1 ไร่ ใกล้เคียงกับพื้นที่ 12 ไร่ สู่การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน คาดใช้เวลาไม่นานโมเดลนี้จะเสร็จสมบูรณ์

นางสาวกวิณภัสน์ มงคลเตชาพัฒน์ ประธานมูลนิธิคนรักลิงหัวใจแกร่ง กล่าวว่า ”ปัญหาหลักๆที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน คือลิงมีนิสัยดุร้าย ทำร้ายทรัพย์สินชาวบ้าน บุกไปขโมยของในบ้านชาวบ้าน สาเหตุมาจากปัจจุบันนี้ ลิงไม่มีป่าไม่มีต้นไม้ให้อยู่ เพราะความเจริญเข้ามาในพื้นที่ ทำให้มีการก่อสร้างตึกและหมู่บ้านมากขึ้น จนป่าซึ่งเป็นพื้นที่ของลิงลดน้อยลง

นายสารัช ม่วงศิริ สมาชิกสภา กรุงเทพมหานคร เขตบางขุนเทียน กล่าวว่า “การเสวนาวันนี้ หัวใจหลักคือ การทำอย่างไรให้ลิงกับชาวบ้านอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สำนักงานเขตบางขุนเทียน และ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้มีการหารือและลงพื้นที่ร่วมกันแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง อาทิเรื่องงบประมาณค่าอาหารลิงที่ไม่เพียงพอ เพราะถ้าลิงกินอิ่ม มีความเป็นอยู่สุขสบายก็จะมีความสุขทั้งคนและลิง อีกทั้งการจัดระเบียบลิง แบ่งโซนที่อยู่ระหว่างคนกับลิงให้ชัดเจนเพื่อความปลอดภัยทั้งคนและลิง และหากติดขัดปัญหาอะไร ตนก็พร้อมที่จะเป็นตัวแทนประสานงานให้

อย่างไรก็ตาม วันนี้มีการหารือร่วมกันเรื่อง การทำ โมเดล “บ้านลิงกลางกรุง” บางขุนเทียน โดยจะนำร่องในพื้นที่ 1 ไร่ ใกล้เคียงกับพื้นที่ 12 ไร่ ที่เป็นที่อยู่เดิมของลิง เพราะใช้งบประมาณไม่มาก โดยจะทำเป็นกรงจำกัดขอบเขตพื้นที่ให้ลิงอยู่ ก่อนที่จะขยายพื้นที่ไปจนไดั 12 ไร่ ซึ่งคาดว่า ไม่น่าใช้เวลานานในการทำโมเดลนี้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

อบต.ทุ่งขวาง จัดประชุมคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพ

องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวาง จัดประชุมคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพ โดยมี
นายจอมใจ กองเกตุใหญ่ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวาง ปฏิบัติหน้าที่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวางเป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวาง ครั้งที่ 2 ประจำปี 2568

โดยมี นาย วิเชียร คำจุ้ย กำนัน ตำบลทุ่งขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย
คณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวาง เข้าร่วมการประ ชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวาง


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

พม่าโหด ใช้ปืนจ่อยิงภรรยาตัวเองเสียชีวิต ก่อนไล่ยิงลูกสาวที่เห็นเหตุการณ์ สุดท้ายยิงตัวตายหนีความผิด

กาญจนบุรี – สามีโหด ก่อเหตุใช้อาวุธปืนจ่อยิงภรรยาขณะกำลังซักผ้าเสียชีวิตคาที่ ก่อนพยายามไล่ยิงลูกสาวที่เห็นเหตุการณ์ แต่ลูกสาวหนีเข้าห้องรอดชีวิตหวุดหวิด สุดท้ายผู้ก่อเหตุใช้ปืนจ่อขมับยิงตัวเองเสียชีวิตหนีความผิด ตำรวจคาด ปมถึงหวง

เมื่อเวลา 11.05 น. วันที่ 27 กันยายน 2568 ร.ต.ท.เทิดศักดิ์ เทศสาลี รับแจ้งเหตุ มีผู้ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเสียชีวิตจำนวน 2 ศพ เหตุเกิด ภายในห้องเช่า เลขที่ 17/15 บ้านเขาตองพัฒนา หมู่ 9 ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี หลังรับแจ้งจึงได้ประสาน แพทย์เวรโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ในที่เกิดเหตุเป็นห้องเช่าชั้นเดียวปลูกติดกันหลายห้อง โดยห้องที่เกิดเหตุอยู่หลังที่ 2 ภายในห้องเช่า พบร่างของผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นชาย มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่บริเวณขมับด้านขวา นอนหงายเสียชีวิตอยู่บริเวณหน้าประตูห้องนอน ข้างศพของผู้เสียชีวิต พบอาวุธปืนลูกโม่ ขนาด 22 ตกอยู่ 1 กระบอก พร้อมลูกกระสุนปืนอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่บริเวณด้านหลังห้องเช่า พบร่างของผู้เสียชีวิตเป็นหญิง สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่บริเวณขมับด้านขวา นอนหงายเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่อีก 1 ราย

สอบถามเพื่อนบ้านที่อยู่ข้างห้องที่เกิดเหตุ ให้ข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย คือนายจออู้ ชาวเมียนมา อายุ 58 ปี และนางมิเอ ชาวเมียนมา อายุ 52 ปี ซึ่งทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน โดยทั้งสองคนทำอาชีพเป็นคนงานเฝ้าสวนยางที่อำเภอสังขละบุรี และเพิ่งจะเดินทางมาอยู่ที่ห้องเช่า จุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นห้องเช่าของลูกสาว เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ด้านนางสาวเนชี อายุ 26 ปี ซึ่งเป็นลูกสาวของผู้เสียชีวิต ให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุ ได้ยินเสียงพ่อกับแม่ทะเลาะมีปากเสียงกัน แต่ตนเอง กำลังอยู่ในห้องน้ำ จึงไม่ได้เห็นเหตุการณ์ จากนั้น ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จึงออกจากห้องน้ำมาดูและเห็นว่าแม่ถูกยิงเสียชีวิตอยู่ด้านหลังห้องเช่า เมื่อพ่อของตน หันมาเห็นตน ก็ได้หันกระบอกปืนพยายามจะยิงใส่ตนเอง ตนเองจึงตัดสินใจวิ่งเข้าไปหลบภายในห้องนอน จากนั้นไม่นาน ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 1 นัด ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองจนเสียชีวิตเพื่อหนีความผิด ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตลอดช่วงเวลาไม่กี่เดือน ที่พ่อและแม่มาอยู่กับตนเองที่ห้องเช่า มักจะมีปากเสียงทะเลาะกันบ่อยครั้ง กระทั่งมาเกิดเหตุสลดขึ้นในวันนี้

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชนวนเหตุของการลงมือสังหารโหดในครั้งนี้น่าจะมาจากเรื่องของความหึงหวง เนื่องจากฝ่ายชายซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุ เป็นคนอารมณ์รุนแรง และไม่ชอบให้ภรรยาไปคุยกับคนอื่น จึงอาจเป็นสาเหตุที่นำมาสู่การลงมือสังหารโหดในครั้งนี้


#/// กัมพล ทันเวลา /ทีมข่าวภาคตะวันตก

กฟผ. เปิดสถานีชาร์จไฟฟ้า รักษ์โลกต้นแบบแห่งแรก ณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก

ประจวบคีรีขันธ์ – กฟผ. เปิดสถานีชาร์จไฟฟ้า รักษ์โลกต้นแบบแห่งแรก ณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก

วันที่ 26 กันยายน 2568 นายเมธาวัจน์ พงศ์รดาภิรมย์ รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (รวธ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิดสถานีชาร์จ EleX by EGAT ณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก Green Charging Station จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งได้ร่วมกับพันธมิตรสร้างเป็นสถานีชาร์จต้นแบบจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้รับเกียรติจาก นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย Mr.Goh Chee Kiong ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาร์จพลัส อิเล็กทริค (ประเทศไทย) จำกัด (Charge+), นายนพดล สรวงประเสริฐ พลังงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, คุณณิศรา ธัมมะปาละ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการธุรกิจนวัตกรรมพลังงาน กฟผ., นายภูศเดช ภัคดีพันธ์ ผจก.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอทับสะแก, นายสายชล ชนะภัย รองนายกอบต.นาหูกวาง, นายภัทรดนัย สมศรี รองประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก, นางพิมลรรณ วงศ์ทิม ประธานชมรมครูอำเภอทับสะแก, นายมหยศ โกศิน หัวหน้าศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ทับสะแก, นายพนม ปัถวี หัวหน้าแผนกโรงไฟฟ้าทับสะแก และหน่วยงานพันธมิตรเข้าร่วมพิธี

สถานีชาร์จแห่งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง กฟผ. และ Charge+ โดยติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้ากระแสตรง (DC) จำนวน 2 เครื่อง ขนาด 180kW และ 120kW รองรับการชาร์จพร้อมกันได้ถึง 4 คัน ผู้ใช้สามารถใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน EleXA ทั้งยังเตรียมพัฒนาให้สามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Charge Plus พร้อมระบบ Roaming รองรับผู้ใช้งานจากประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย ช่วยให้การใช้งานข้ามพรมแดนหรือข้ามเครือข่ายเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ

การออกแบบสถานีชาร์จยึดแนวคิด “Enlighted EcoCharge” ที่มุ่งเน้นให้เป็นมากกว่าจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้และต้นแบบด้านพลังงานสะอาด โดยใช้วัสดุที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม อาทิ พื้นคอนกรีต EGAT AshNova ผลิตจากเถ้าลอย (Fly Ash) ซึ่งเป็นวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ช่วยลดการใช้ซีเมนต์ซึ่งเป็นทรัพยากรจากธรรมชาติและสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตซีเมนต์ได้สูงถึง 58% หลังคา Polycarbonate ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล โดยบริษัท โคเวสโตร (ประเทศไทย) จำกัด สีโพลียูรีเทน ซึ่งมีค่า VOC (Volatile Organic Compounds หรือ สารระเหยอินทรีย์) ต่ำ จากบริษัท นิปปอนเพนต์ (ประเทศ ไทย) จำกัด เพื่อลดการฟุ้งกระจายของสารระเหยอินทรีย์ที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

สถานีชาร์จ EleX by EGAT แห่งนี้จึงเป็นการผสานพลังงานสะอาด นวัตกรรมวัสดุรีไซเคิล และการออกแบบเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม สะท้อนเจตนารมณ์ของ กฟผ. ในการขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืน


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649645443

ถนนทรุดกลางกรุง อย่าโทษดิน-โทษน้ำ!

กรุงเทพฯ สะเทือนอีกครั้ง เมื่อถนนหน้าวชิรพยาบาลทรุดเป็น “หลุมยักษ์” กลางเมือง บริเวณไซต์ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ สร้างความโกลาหลไปทั่ว พอได้ฟังถ้อยแถลงจากผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการนี้ ช่วงแรกรู้สึก “อบอุ่น” ช่วงต่อมารู้สึก “อบอ้าว” ขึ้นมาทันที!

ช่วงแรก… ผู้ว่าการ รฟม. รีบออกมาขออภัย และยืนยันว่าจะดูแลทุกเรื่องอย่างเต็มที่

ช่วงต่อมา… ท่านชี้แจงเหตุผลที่ทำให้ถนนทรุด “อาจเกิดจากสภาพของดินบริเวณนี้ร่วมกับน้ำที่อยู่ใต้ดิน ทำให้สภาพของดินมีการเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นลักษณะพิเศษ”

ฟังแล้วเหมือนมีฮีโร่มาช่วย น่าชื่นใจ แต่ลองฟังให้ลึก เราจะพบกับช่องโหว่สำคัญ

(1) การบอกว่า “ดินเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นลักษณะพิเศษ” ฟังแล้วไม่เข้าใจว่า “ลักษณะพิเศษ” นั้นเป็นอย่างไร? และดินบริเวณนี้มีคุณสมบัติทางเทคนิคอย่างไร? ที่สำคัญ ไม่มีข้อมูลทางเทคนิคมาแสดง ไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบคุณสมบัติของดินก่อนและหลังถนนทรุดมาแสดง การออกมาชี้แจงโดยไม่มีข้อมูลทางวิชาการรองรับ อาจทำให้ประชาชนคนทั่วไปเข้าใจได้ว่าถนนทรุดเป็น “เหตุสุดวิสัย” ไม่มีผู้ทำผิด… ผู้ทำผิดลอยนวล ไม่ต้องรับผิดชอบ

(2) คำถามที่ตามมาก็คือ ทำไมการก่อสร้างสถานีใกล้เคียงจึงไม่มีปัญหา? ถ้าดินและน้ำในบริเวณนี้ “พิเศษ” จริง เหตุใดสถานีอื่นที่อยู่ในสภาพธรณีคล้ายกันจึงปลอดภัยดี? คำตอบนี้แหละคือสิ่งที่ประชาชนสมควรได้รับ ไม่ใช่เพียงคำพูดลอยๆ

(3) รฟม.ชี้แจงว่า “กระทรวงคมนาคม รฟม. ผู้เชี่ยวชาญจากสภาวิศวกร รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะร่วมกันตรวจเพื่อหาต้นเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง”… ผมหวังว่าจะสามารถหาสาเหตุที่แท้จริงได้ แต่หวั่นว่าจะได้ข้อสรุปว่า ดินทรุดเป็นความผิดของ “ดิน” ที่ถูกกล่าวหาว่า “เปลี่ยนพฤติกรรม”… เป็นการใช้ข้ออ้างทางธรรมชาติมาบดบังความบกพร่องทางวิศวกรรม หรือเป็น “เหตุสุดวิสัย” นั่นเอง

เพื่อช่วยผู้ที่จะมาหาสาเหตุของถนนทรุด ผมขอชี้เป้าให้ไปตรวจสอบจุดเชื่อมต่อระหว่างอุโมงค์กับสถานีว่ามีการ Sealing ดีหรือไม่? โดยปกติจะต้อง Seal ด้วยการทำ Jet Grouting (เทคนิคการปรับปรุงดินโดยการฉีดปูนซีเมนต์ผสมน้ำลงไปในดินด้วยแรงดันสูงมาก เพื่อทำให้ดินบริเวณจุดเชื่อมต่อมีความแข็งแรง สามารถกันน้ำได้ เป็นการอุดรอยต่อระหว่างอุโมงค์กับสถานี) หากไม่มีการทำ Jet Grouting ที่จุดดังกล่าว จะทำให้ดินและน้ำทะลักผ่านเข้าสู่สถานีได้ เป็นผลให้พื้นที่ใต้ดินใกล้จุดเชื่อมต่อเป็นโพรง จนทำให้ถนนทรุดเป็นหลุมยักษ์

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงตั้งข้อสันนิษฐานว่า ที่จุดเชื่อมต่อระหว่างอุโมงค์กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหน้า รพ.วชิรพยาบาลไม่มีการทำ Jet Grouting ใช่หรือไม่?

สุดท้าย เรื่องนี้ไม่ควรจบแค่การขออภัย แต่ต้องชี้ให้ชัดว่า ใครคือคนที่ทำผิด… เพราะถ้าหา “คนผิด” ไม่ได้ แล้วโยนทุกอย่างให้ธรรมชาติ “ดิน-น้ำ” ซึ่งพูดไม่ได้ ความเสียหายครั้งนี้ก็จะกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ไม่มีใคร “เกรงกลัว”

หมายเหตุ: ข้อสงสัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อกังขาที่ผมและประชาชนทุกคนชอบที่จะต้องขอคำชี้แจงให้สิ้นสงสัยจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ด้วยเจตนาที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นเท่านั้นเอง


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

กอ.รมน.พร้อมมวลชน ลงพื้นที่มอบสิ่งของสนับสนุนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน และประชาชนที่พื้นที่พักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ประสบสาธารณภัยเขตดุสิต จากเหตุถนนทรุดตัวหน้าวชิรพยาบาล

กอ.รมน. พร้อมมวลชน ลงพื้นที่มอบสิ่งของสนับสนุนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน และประชา ชนที่พื้นที่พักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ประสบสาธารณภัยเขตดุสิต จากเหตุถนนทรุดตัวหน้าวชิรพยาบาล

วันนี้ (27 กันยายน 2568) เวลา 14.30 น. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณา จักร (กอ.รมน.) ร่วมกับเครือข่ายมวลชน ของชมรม พคบ.กอ.รมน.และ ทสปช. ลงพื้นที่จุดประสบสาธารณภัยจากเหตุถนนทรุดตัวหน้าวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อมอบสิ่งของสนับสนุน อาทิ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำดื่ม เครื่องดื่มเกลือแร่ อาหาร และผ้าเย็น ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ประสบภัยฯ

กอ.รมน. ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุ มีความห่วงใยต่อเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาจากเหตุถนนทรุดตัว ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร และการดูแลประชาชนในพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ โดยพลโทชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ รองเลขาธิการ กอ.รมน. จึงได้มอบหมายให้ พลตรีธนาธิป สว่างแสง รองผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. นำเครือข่ายมวลชนลงพื้นที่ มอบสิ่งของและสร้างกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วนที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

การมอบสิ่งของในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายเทียนชัย วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการเขตดุสิต, นายอาสา สุขขัง ผู้อำนวยการสำนักงานระบบควบคุมน้ำ สำนักการระบายน้ำ และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ร่วมรับมอบ เพื่อนำไปส่งต่อให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานต่อไป

กอ.รมน. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายมวลชน ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ดูแลบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ หรือพบเหตุอันเป็นภัยต่อความมั่นคง สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 1374 ตลอด 24 ชั่วโมง


ทีมโฆษก กอ.รมน.