มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบฯ กว่า 4.6 แสนบาท ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบฯ กว่า 4.6 แสนบาท ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ปะทะชาย แดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2568 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบฯ, นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการฯ พร้อมด้วย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ และนายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัยฯ นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ มอบเงินช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้รับผลกระทบกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หลังละ 12,000 บาท รวมจำนวน 32 หลัง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 384,000 บาท (สามแสนแปดหมื่นสี่พันบาทถ้วน) โดยมี อาสาสมัครเฉพาะกิจ ร่วมในพิธี พร้อมด้วย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ คณะผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ เป็นผู้สำรวจ ประสานงาน และร่วมในพิธี ณ ที่ว่าการอำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ

โดยเมื่อวันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2568 มูลนิธิฯ ได้มอบเงินช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ที่ได้รับผลกระทบกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุ การณ์ดังกล่าว รวม 4 หลัง ณ ที่ว่าการอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี และในวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2568 มูลนิธิฯ กำหนดลงพื้นที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อมอบเงินช่วยเหลือให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว จำนวน 3 หลัง ณ ที่ว่าการอําเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เป็นลำดับถัดไป

รวมงบประมาณดำเนินการมอบเงินช่วยเหลือชาวอุบลราชธานี,ศรีสะเกษ และสุรินทร์ กรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งสิ้น 468,000 บาท (สี่แสนหกหมื่นแปดพันบาทถ้วน)

เมื่อเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการฯ ได้เร่งมอบหมายให้คณะกรรม การ นำทีมสาธารณภัยลงพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ให้แก่ผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดรไทย-กัมพูชา หลังจากนั้นได้เข้ามอบเงินปลอบขวัญนายละ 10,000 บาท พร้อมกระเช้าสุขภาพ ให้แก่ทหารกล้าและประชาชนที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พักรักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลในขณะนั้น และล่าสุดมูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังๆ ละ 12,000 บาท รวมงบประมาณที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจจากผู้มีจิตศรัทธา สู่ทหารกล้าและประชาชนในพื้นที่ชาย แดนไทย-กัมพูชา นับตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบันคิดเป็นมูลค่ากว่า 5.3 ล้านบาท ซึ่งมูลนิธิฯ ยังคงติดตามสถานการณ์เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือตามนโยบายการดำเนินงานของแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทุนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่-อาสาสมัครทุกท่าน ทุกหน่วย ที่ปฏิบัติภารกิจ รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ทุกท่านปลอดภัย และขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ววัน

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## ป่อเต็กตึ๊ง ยึดมั่นอุดมการณ์ อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผู้บริหารสื่อเข้าร่วมแสดงความยินดีกับ พล.ต.วินธัย สุวารี โอกาสได้ดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการกองทัพบก

ผู้บริหารสื่อเข้าร่วมแสดงความยินดีกับ พล.ต.วินธัย สุวารี โอกาสได้ดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการกองทัพบก

เมื่อวันพุธที่ 9 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา เสธ.ต้อด-พลตรี วินธัย สุวารี ให้การต้อนรับ “ผู้สื่อข่าวอาวุโส” กฤตพัฒน์ จุลไสย (ไมค์ ณ ชุมพร) ผอ.สำนักข่าวชัย นสพ.ชัยสมรภูมิ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชน(ประเทศไทย) “กริชสุวรรณ ดีสุข“ (ประธานบริหารสำนักข่าวความมั่นคง) และ (ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ-วุฒิสภา) เข้าร่วมแสดงความยินดีกับ เนื่องในโอกาสมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการกองทัพบก (ลก.ทบ.)

พร้อมรับมอบหนังสืออันทรงคุณค่า “เรื่องสั้นเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชุดแสงธรรมแห่งศรัทธา” โดยมี อาจารย์ ณพวุฒิ จุลไสย เลขานุการประจำกรรมาธิการการกีฬา สภาผู้แทนราษฎร และ อนุกรรมาธิการคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม-วุฒิสภา ร่วมด้วย ณ ห้องรับรองเลขานุการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก เขตพระนคร กรุงเทพฯ


เพชรบูรณ์ ร่วมใจ “วางพวงมาลา-ตักบาตร” ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

เพชรบูรณ์ – ร่วมใจ “วางพวงมาลา-ตักบาตร” ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 จังหวัดเพชรบูรณ์จัดพิธีวางพวงมาลาและพิธีทำบุญตักบาตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องใน วันนวมินทรมหาราช เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยมี นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ตุลาการ อัยการ ทหาร ตำรวจ จิตอาสา และประชาชนชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ หอประชุมศูนย์ราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และความจงรักภักดี

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2566 กำหนดให้วันที่ 13 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันนวมินทรมหาราช” ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงมีต่อแผ่นดินไทย

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ทรงครองราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระปรีชาสามารถในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกรทั่วทุกภูมิภาค ทรงเป็นดั่ง “พ่อของแผ่นดิน” ที่ประชาชนไทยเทิดทูนเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม


มนสิชา คล้ายแก้ว
ทีมข่าวจังหวัดเพชรบูรณ์

ฅนเหล็กมินิมาราธอน 2568 มอบ 3.56 ล้านบาท ช่วยผู้ด้อยโอกาส รวม 17 ปี ระดมทุนเพื่อสังคมกว่า 44 ล้านบาท

ฅนเหล็กมินิมาราธอน 2568 มอบ 3.56 ล้านบาท ช่วยผู้ด้อยโอกาส รวม 17 ปี ระดมทุนเพื่อสังคมกว่า 44 ล้านบาท

ผู้บริหารจาก 8 บริษัทเหล็กชั้นนำของไทย ได้แก่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน), บริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท เอ็นเอส บลูสโคป (ประเทศ ไทย) จำกัด, บริษัท เอ็นเอส-สยามยูไนเต็ดสตีล จำกัด, บริษัท เจเอฟอี สตีล กัลวาไนซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน), บริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โพสโค โค้ทเต้ด สตีล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมจัดกิจกรรม “เดิน-วิ่งการกุศล ฅนเหล็กมินิมาราธอน ครั้งที่ 17 ประจำปี 2568” ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) กรุงเทพ มหานคร

ในปีนี้ กิจกรรมสามารถระดมรายได้เพื่อการกุศลรวม 3,561,000 บาท มอบให้แก่องค์กรที่ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม ถือเป็นยอดบริจาคสูงสุดตั้งแต่เริ่มจัดงาน โดยได้รับการสนับ สนุนจากคู่ค้ากว่า 151 ราย และมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,700 คน ทั้งพนักงาน ครอบครัว คู่ค้า ลูกค้า และประชาชนทั่วไป

ตลอดระยะเวลา 17 ปี ของการจัดกิจกรรมทัศนศึกษา “ฅนเหล็กมินิมาราธอน” ได้ส่งมอบเงินเพื่อช่วยเหลือสังคม รวมแล้วกว่า 44.06 ล้านบาท กิจกรรมนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีแห่งการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ แต่ยังสะท้อนถึง “พลังแห่งความร่วมมือของอุตสาหกรรมเหล็กไทย” ที่มุ่งสร้างสังคมเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับประเทศ


ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

กองพันเสนารักษ์ กรมสนับสนุนกองพลทหารราบที่ 9 ร่วมเทศบาลตำบลตะค่า ช่วยชาวบ้านน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมที่สุพรรณบุรี ทหารกองพันเสนารักษ์กองพลทหารราบที่9 ร่วมเทศบาลตำบลตะค่ามอบถุงยังชีพ จำนวน 756 ชุด และตรวจสุขภาพให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัย ได้รับความเดือดร้อน จำนวน 9 หมู่บ้าน 756 ครัวเรือน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังประชาชนตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้กับผู้สูงอายุ

ที่สำนักงานเทศบาลตำบลตะค่า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี พันจ่าเอก สุริยา ภู่สวัสดิ์ นายอำเภอบางปลาม้า นายวิษณุ พัวประเสริฐ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลตะค่า พันโทณัฐพงศ์ บัวพรหมมาตร์ ผู้บังคับกองพันเสนารักษ์ กรมสนับสนุน กองพลทหารราบที่ 9 ร้อยโทสเกน ศรีกุศล ผู้ช่วยนายทหารยุทธการและการข่าวกองพันเสนารักษ์ ฯ พร้อมผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ได้ร่วมกัน มอบถุงยังชีพ จำนวน 756 ชุด ให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัย ได้รับความเดือดร้อน จำนวน 9 หมู่บ้าน 756 ครัวเรือน

ในการนี้กองพันเสนารักษ์ กรมสนับสนุน กองพลทหารราบที่ 9 โดยมีพันโทณัฐพงศ์ บัวพรหมมาตร์ ผู้บังคับกองพันเสนารักษ์ ได้จัดชุดแพทย์เคลื่อนที่ให้การช่วยเหลือตรวจสุขภาพและให้คำแนะนำด้านสุขภาพอนามัยประชาชนที่ประสบอุทกภัยในรูปแบบจิตอาสาพระราช ทาน ช่วยเหลือประชาชน จากนั้นคณะได้นำสิ่งของข้าวสารอาหารแห้ง ลงพื้นที่ ไปมอบให้กับประชาชนที่ประได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถเดินทางออกตรวจสุขภาพและแนะนำการสุขอนามัยให้กับประชาชนในพื้นที่

ทางด้านนายพิริยะ ฉันทะดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัด เปิดเผยว่าจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพื้นที่รับน้ำและหลายอำเภอ ที่ได้รับผลกระทบหลักๆทั้งหมด 9 อำเภอ 52 ตำบลของ เทศบาลเมือง 12,000 ครัวเรือน มีการประกาศภัยแล้วในพื้นที่ 4 อำเภอ 29 ตำบล ได้แก่ อำเภอเมือง สองพี่น้อง บางปลาม้า และเดิมบางนางบวช ส่วนใหญ่โดนผลกระทบจากน้ำที่ล้นจากริมแม่น้ำ ตน ได้สั่งการให้ทุกอำเภอ ให้มีการขุดลอกคูคลอง ที่ตื้นเขินเพื่อให้น้ำได้ระบายมากขึ้น และให้มีการเสริมคันดินและเฝ้าระวังมากยิ่งขึ้น ให้ชลประทานประสานพื้นที่ หากมีการระบายน้ำเพิ่มเติม ในพื้นที่เสี่ยงที่จะทำให้น้ำมีปริมาณสูงขึ้น ให้เสริมคันดินหรือกระสอบทราย และจะมีการติดตามและตรวจสอบเครื่องสูบน้ำด้วย ตอนนี้ถือว่าเครื่องไม้เครื่องมือเพียงพอ เราเตรียมตัวตั้งแต่แรกและมีการประสานการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ในจุดที่เคยท่วมอยู่แล้วในอดีตและมีการขอเพิ่มเติมมาเพื่อสแตนด์บายในพื้นที่ด้วย ถึงแม้ขณะนีสถานการณ์น้ำท่วมจะเริ่มคลี่คลายแต่ก็ยังไม่วางใจ ยังคงให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

ทางด้านประชาชนที่อาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำท่าจีนยังคงเดือดร้อนเนื่องจากน้ำยังท่วมขัง ทางกองพันเสนารักษ์ กรมสนับสนุน กองพลทหารราบที่ 9 จึงได้จัดชุดแพทย์เคลื่อนที่ร่วมกับ เทศบาลตำบลตะค่า อำเภอบางปลาม้า จัดถุงยังชีพ จำนวน 756 ชุดมอบให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัย ได้รับความเดือดร้อน และตรวจสุขภาพให้ ขณะนี้ประชาชนเดือดร้อนจากน้ำที่ท่วมขังเริ่มเน่า ทำมีปัญหาเรื่องน้ำกัดเท้า สัตว์มีพิษ สัตว์เลื้อยคลานขึ้นบ้าน และยังมีปลิงชุกชุมอีกด้วย


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

อช.แก่งกระจาน​ เปิด 2 ยุทธการปราบปรามขบวนการล่าสัตว์ป่า “ปก ป้อง ป่า” และ “ล้าง บาง บ่วง”

อช.แก่งกระจาน​ เปิด2ยุทธการปราบปรามขบวนการล่าสัตว์ป่า “ปก ป้อง ป่า” และ “ล้าง บาง บ่วง”

​ วันที่ 9 ต.ค. นายอรรถพงษ์ เภาอ่อน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมด้วย นายฉลอง ทองสงฆ์ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานฯ นายประพันธ์ จิตต์เทศ และเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนของ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 56 นาย ร่วมกันแถลงแผนปฏิบัติการพิเศษ เพื่อปราบปรามและสกัดกั้นขบวนการลักลอบล่าสัตว์ป่าและทำลายทรัพยากร ธรรมชาติในพื้นที่อย่างเข้มข้น และเปิดยุทธการ “ล้าง บาง บ่วง” เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบล่าสัตว์ป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน บริเวณที่มีพื้นที่ใช้ประโยชน์ของราษฎร ตามมาตรา 64 ส่งผลให้มีเส้นทางเข้าออกพื้นที่ป่าหลายช่องทาง ซึ่งเอื้อต่อการลัก ลอบเข้าไปล่าสัตว์ป่า ประกอบกับพื้นที่อุทยานฯ มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรสัตว์ป่าและมีประชากรสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น จึงพบการลักลอบวางกับดักสัตว์ป่าจำนวนมากตามแนวขอบป่า ซึ่งนับว่าเป็นภัยคุกคามต่อสัตว์ป่าในพื้นที่เป็นอย่างมาก

การวางแผนปฏิบัติการครั้งนี้อ้างอิงจากข้อมูลการลาดตระเวนที่ผ่านมาและสถิติภัยคุกคามจากฐานข้อมูล SMART Patrol ของอุทยานฯ โดยกำหนดกลยุทธให้ชุดลาดตระเวนที่จับกุมผู้กระทำผิดได้ ให้นำตัวออกจากพื้นที่ทันทีตามเส้นทางที่ใกล้ที่สุด ขณะที่ชุดอื่นๆ ยังคงปฏิบัติภารกิจต่อตามแผน ซึ่งครอบคลุมทั้งการลาดตระเวนตรวจตราพื้นที่เสี่ยง เก็บกู้อุปกรณ์กับดักสัตว์ป่า สืบค้นร่องรอยการกระทำผิด และจับกุมขบวนการลักลอบล่าสัตว์ ปฏิบัติการทั้ง 2 นี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอุทยานฯ ในการปกป้องทรัพยากรสัตว์ป่าและระบบนิเวศในพื้นที่ โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์และการวางแผนอย่างเป็นระบบในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด

​นายอรรถพงษ์ หน.อช.แก่งกระจาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันพบว่าในพื้นที่มีกลุ่มบุคคลลักลอบเข้ามาล่าสัตว์ป่าเป็นจำนวนมากและกระทำกันเป็นขบวนการ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ชุกชุม ทางอุทยานฯ จึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ชุดใหญ่เพื่อโอบล้อมและจับกุมผู้กระทำผิด และจะปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่. โดยได้กำชับและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติการในครั้งนี้ เพื่อลดปัญหาการล่าและค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย และเป็นการอนุรักษ์ให้สัตว์ป่าได้ดำรงอยู่ต่อไปในระบบนิเวศของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานซึ่งเป็นมรดกโลกที่สำคัญของประเทศไทย โดยมีมีเป้าหมายหลักในการจับกุมขบวนการผู้กระทำผิด เพื่อปกป้องคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่าให้ปลอดภัยจากการบุกรุกและทำลายล้างที่ผิดกฎหมายในระยะยาว


บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จ.เพชรบุรี

ธาตุพนม เดือด! ศึกเรือยาวชิงจ้าวความเร็วแห่งลุ่มน้ำโขง ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า

ธาตุพนม เดือด! ศึกเรือยาวชิงจ้าวความเร็วแห่งลุ่มน้ำโขง ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า เสียงกลองสะท้าน น้ำโขงลั่น! เปิดศึกแห่งศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ ลำน้ำโขงหน้าวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม นายอนุชิต หงษาดี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนคร พนม เป็นประธานเปิดการแข่งขัน เรือยาวชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า
กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2568 โดยมี นายขจรศักดิ์ นิตชิน นายกเทศมนตรีตำบลธาตุพนม หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และพี่น้องประชาชนร่วมงานคึกคัก

นายขจรศักดิ์ เปิดเผยว่า การแข่งขันเรือยาวถือเป็นประเพณีเก่าแก่ที่ชาวธาตุพนมสืบสานกันมายาวนานในช่วงออกพรรษา เพื่อส่งเสริมความรัก ความสามัคคีของคนในชุมชน และกระชับสายสัมพันธ์ไมตรีระหว่างไทย–ลาว พร้อมทั้งเป็นกิจกรรมสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวของเมืองธาตุพนม

การแข่งขันปีนี้ดุเดือดเป็นพิเศษ! มีเรือเข้าร่วมทั้งสิ้น 18 ลำ แบ่งเป็น

  • ประเภท เรือชายใหญ่ (36–55 ฝีพาย) จำนวน 10 ลำ
  • ประเภท เรือชายเล็ก (ไม่เกิน 35 ฝีพาย) จำนวน 8 ลำ

รางวัลแห่งศักดิ์ศรี

  • เรือชายใหญ่
    • ชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานฯ พร้อมเงินรางวัล 50,000 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 1 ถ้วยรางวัลจากนายอนุชิต หงษาดี นายก อบจ.นครพนม พร้อมเงิน 30,000 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 2 ถ้วยรางวัลจากนายไพจิต ศรีวรขาน อดีต ส.ส.นครพนม พร้อมเงิน 20,000 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 3 ถ้วยรางวัลจากเทศบาลตำบลธาตุพนม พร้อมเงิน 5,000 บาท
  • เรือชายเล็ก
    • ชนะเลิศ ถ้วยรางวัลจาก นพ.อลงกต มณีกาศ ส.ส.นครพนม พร้อมเงิน 30,000 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 1 ถ้วยรางวัลจากเทศบาลตำบลธาตุพนม พร้อมเงิน 20,000 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 3 เงินรางวัล 3,000 บาท

บรรยากาศริมโขงเต็มไปด้วยความคึกคัก เสียงเชียร์ดังกึกก้อง สายน้ำสาดสะท้านเมื่อฝีพายแต่ละทีมออกแรงพายเรือประหนึ่งสายฟ้าฟาด แข่งกันด้วยศักดิ์ศรีและศรัทธาในประเพณีแห่งลุ่มน้ำโขง

นายอนุชิต หงษาดี กล่าวชื่นชมเทศบาลตำบลธาตุพนมที่สืบสานประเพณีอันทรงคุณค่ามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่า “ธาตุพนมคือเมืองแห่งศรัทธา พระธาตุพนมคือศูนย์รวมจิตใจของทั้งชาวไทยและชาวลาว การแข่งเรือยาวคือสัญลักษณ์ของความสามัคคีและความรุ่งเรืองของลุ่มน้ำโขงที่เราต้องร่วมกันรักษาไว้”


ฟร้องข่าวด่วนนครพนม
เทพข่าวร้อน รายงาน

สารวัตรพงศ์ ออกเวรช่วยเมียขายก๋วยเตี๋ยวส่งลูกเรียนจบวิศวะ นายร้อย จปร.เผยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

นนทบุรี สารวัตรพงศ์ ออกเวรช่วยเมียขายก๋วยเตี๋ยวส่งลูกเรียนจบวิศวะ-นายร้อย จปร.เผยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วันที่ 11 ต.ค.68 ถ้าพูดถึงร้านก๋วยเตี๋ยวย่านอำเภอปากเกร็ด หลายคนต้องนึกถึงร้าน “ก๋วย เตี๋ยวดงมูลเหล็กสารวัตรพงศ์” ตั้งอยู่บริเวณถนนห้าแยกปากเกร็ด ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด โดยมี พ.ต.ต.พงศ์ศักดิ์ จูมแพง รอง สวป.(ชส.) สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เป็นเจ้าของร้าน นอกจากจะเป็นสารวัตรปราบปรามยาเสพติดรับรางวัลมาแล้วมากมาย หลังเวลาราชการยังทำธุรกิจแบบครอบครัวเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น หมูตุ๋น แบรนด์ดัง นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารตามสั่ง ซุปหางหมู ข้าวมัสมั่นเนื้อเปื่อย และอีกหลากหลายเมนู เปิดให้บริการมาแล้วกว่า 8 ปี สร้างรายได้จนกระทั่งสามารถส่งลูกสาวคนโตเรียนจบวิศวะจากมหาวิทยาลัยเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และส่งลูกชายคนเล็กเรียนจบนักเรียนเตรียมทหารรุ่น57(ตท.57) นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่น68 (จปร.68)

พ.ต.ต.พงศ์ศักดิ์ จูมแพง เปิดเผยว่า รับราชการตำรวจมา 28 ปี เมื่อก่อนมีรายได้จากเงินเดือนตำรวจเพียงทางเดียว จึงทำให้ค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ เพราะต้องส่งลูกสาวและลูกชาย 2 คนเรียนหนังสือ จึงปรึกษากับภรรยาเพื่อหารายได้เสริม ต่อมาภรรยาได้ไปขายลูกชิ้นปิ้งริมถนนแจ้งวัฒนะ ข้างกรมการกงสุล จนกระทั่งสามารถเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง จึงนำมาลงทุนเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ดงมูลเหล็ก อยู่แถวถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด โดยเปิดขายมาประมาณ 8 ปี สามารถส่งลูกสาวคนโตเรียนจนจบวิศวะ เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตอนนี้แต่ง งานมีครอบครัวและย้ายไปอยู่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ส่วนลูกชายเรียนจบ นายร้อย จปร. ปัจจุบันติดยศร้อยเอก เคยไปรับราชการอยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตอนนี้ย้ายกลับมาเป็นนายทหารปกครอง อยู่ที่โรงนายร้อย จปร.จ.นครนายก

พ.ต.ต.พงศ์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า หลังจากที่ร้านเก่าหมดสัญญา จึงได้ย้ายมาเปิดที่ใหม่ อยู่ตรงห้าแยกปากเกร็ด ถนนแจ้งวัฒนะ ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00 น.- 17.00 น.ส่วนตนเองทำหน้าที่ช่วยภรรยาไปจ่ายตลาดตอนเช้ามืดและกลับมาเตรียมของขายตั้งแต่ 04.00 น. จนถึงเวลา 07.00 น.หลังจากนั้นจะไปเข้าเวรที่ สภ.บาง ใหญ่ ในตำแหน่งสารวัตรป้องกันปราบปราม(สวป.) หากวันไหนไม่มีภาระกิจต่อเนื่อง ตอนเย็นจะกลับมาช่วยเก็บร้าน ส่วนวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ ตนและลูกชาย จะมาช่วยงานที่ร้าน ทำหน้าที่หั่นเนื้อ หั่นหมู หั่นผัก เสริฟ์อาหาร ที่ผ่านมาจะไม่เอาเวลาราชการการมาทำเรื่องส่วนตัวอย่างเด็ดขาด อาชีพขายก๋วยเตี๋ยว ก็ถือเป็นงานบริการประชาชนอีกช่องทางหนึ่ง ได้พบปะและพูดคุยกับชาวบ้าน โดยส่วนตัวมองว่า การหารายได้เสริมมาจุนเจือครอบครัวเป็นอาชีพที่สุจริต ซึ่งตนและครอบครัวยึดหลักใช้ชีวิตแบบพอเพียง


สาโรจน์ สว่างศรี / นนทบุรี

สวยงามอร่ามเต็มท้องทุ่งทานตะวันบาน ปลายฝนต้นหนาวรอรับนักท่องเที่ยว

จังหวัดลพบุรี – ทุ่งทานตะวันแปลงแรกของฤดูกาล บานสะพรั่ง เชิญชวนสัมผัสเสน่ห์เกษตรวิถีไทย ต้อนรับวันหยุดยาว ชมความงามตระการตาที่ “ไร่จำรัส” ต้อนรับวันหยุดยาวนี้

ทุ่งดอกทานตะวัน แปลงแรกของจังหวัดลพบุรี บานสะพรั่ง เชิญชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสความงามของทุ่งดอกทานตะวันแปลงแรกที่กำลังเบ่งบานเต็มท้องทุ่งสีเหลืองอร่ามสุดลูกหู ลูกตา ณ ไร่จำรัส เฟส 2 ในพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลนิคมสร้างตนเอง อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวยาวต่อเนื่อง ถึงวันที่ 20 ตุลาคม นี้ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวสัปดาห์นี้ (วันนวมินทรมหาราช) นักท่องเที่ยวที่ทราบข่าวต่างต่างทยอย เดินทางไปเก็บภาพความประทับใจและเพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกันอย่างคึกคัก

ซึ่ง นายรัฐพล ธุระพันธ์ นายอำเภอเมืองลพบุรี ได้นำสื่อมวลชลลงพื้นที่ เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ทานตะวันแปลงแรกของจังหวัดลพบุรี ซึ่งซึ่งเป็นการเพาะปลูกทานตะวันนอกฤดูกาล (ปกติ จะบานช่วง ปลายเดือน พฤศจิกายน – มกราคม ของทุกปี ซึ่งทุงทานตะวันแปลงนี้ มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร โดยทุ่งดอกทานตะวัน ของคุณจำรัส อินทร์เผือก เกษตรกรผู้มากประสบการณ์วัย 54 ปี ใช้พื้นที่กว่า 4 ไร่ ปลูกทานตะวันเพื่อการท่องเที่ยวแบบเกษตรวิถีไทย ซึ่งจะมีฉากหลังภูเขาสามลูกสุดอลังการ ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงามของดอกไม้สีทองเท่านั้น แต่ยังมีทัศนียภาพอันโดดเด่นที่ยากจะหาที่ใดเหมือน โดยมีเทือกเขาที่สลับซับซ้อนถึง 3 ลูก ได้แก่ เขาจีนแล, เขากระดึง, และ เขาโหนกวัว เป็นฉากหลังสุดอลังการ ตัดกับท้องฟ้าสีคราม ทำให้ภาพถ่ายที่นี่สวยงามและมีมิติที่ไม่ซ้ำใคร

นักท่องเที่ยวจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เงียบสงบและงดงามราวกับภาพวาดจากธรรมชาติ และสัมผัสความงดงามของทุ่งดอกทานตะวันแรกของฤดูกาล พร้อมเรียนรู้เรื่องราวของพืชเศรษฐกิจที่สร้างทั้งความสุข และความยั่งยืนให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะฉากหลังมีความสวยงามไม่ผิดหวัง ซึ่งถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรทั้งด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีสินค้าโอทอป สินค้าชุมชน และผลิตภัณฑ์ แปรรูปจากเมล็ดทานตะวัน โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ค่าเข้าชมคนละ 20 บาท มีที่จอดรถให้ฟรี พิกัดใน Google Maps ไร่จำรัสเส 2

สำหรับดอกทานตะวัน ไม่ใช่แค่ความสวย แต่ยังมี ประโยชน์หลากหลายจาก “ทานตะวัน” พืชเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สำหรับการปลูกดอกทานตะวันแปลงนี้ นอกเหนือจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนให้มาเยือนแล้ว ดอกทานตะวันยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีประโยชน์หลากหลายและสนับสนุนการเกษตรอย่างยั่งยืน เป็นพืชน้ำมันคุณภาพสูง เมล็ดทานตะวัน สามารถนำไปสกัดเป็นน้ำมันทานตะวัน ซึ่งอุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน เช่น กรดไลโนเลอิก ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด และยังใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ กากเมล็ดทานตะวันที่เหลือจากการสกัดน้ำมัน เป็นผลพลอยได้ที่มีโปรตีนสูง สามารถนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพ เป็นแหล่งอาหารสุขภาพ ต้นอ่อนทานตะวันเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มผู้รักสุขภาพ เพราะมีโปรตีน วิตามิน (A, B2, E, D, K) และสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ และชะลอความชรา อีกทั้ง ทานตะวัน ยังเป็นพืชเพื่อการฟื้นฟูดิน มีระบบรากที่ลึก ช่วยปรับปรุงสภาพดินให้มีความร่วนซุย และเพิ่มฮิวมัสให้กับดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น เหมาะสำหรับการปลูกพืชหมุนเวียนในรอบต่อไป

ทั้งนี้ นายรัฐพล ธุระพันธ์ นายอำเภอเมืองลพบุรี ได้กล่าวเชิญชวนนักท่องเที่ยว มาเที่ยวชมทุงทานตะวันบานปลายฝนต้นหนาวที่ไร่จำรัสลพบุรี โดยเฉพาะสัปดาห์นี้


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

“นายกด๊อยซ์” ลุยหล่มสัก ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านหลังน้ำลด สั่งวางแผนฟื้นฟู-ป้องกันอุทกภัยยั่งยืน

“นายกด๊อยซ์” ลุยหล่มสัก! ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านหลังน้ำลด สั่งวางแผนฟื้นฟู-ป้องกันอุทกภัยยั่งยืน

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 09.30 น. นายอัครเดช ทองใจสด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยว่าที่ร้อยตรี ชัชวาล รักหาร ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์, นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขต 3, นายภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก ตลอดจนผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลง พื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่อำเภอหล่มสัก ที่ได้รับผลกระทบจากสถาน การณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา

โดยในครั้งนี้ นายกด๊อยซ์ ได้เดินทางเข้าสำรวจจุดที่ได้รับผลกระทบหนักจากอุทกภัย ทั้งในเขตชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม พร้อมรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากชาวบ้านในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด รวมทั้งติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานท้องถิ่นที่เข้าให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นการแจกจ่ายถุงยังชีพ การซ่อมแซมถนนที่ชำรุด และการระบายน้ำในจุดเสี่ยง

นายอัครเดช ทองใจสด เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจความเสียหายและดำเนินการช่วยเหลือฟื้นฟูประชาชนอย่างเร่งด่วน ทั้งด้านที่อยู่อาศัย พื้นที่ทางการเกษตร และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด พร้อมเน้นย้ำถึงการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบในพื้นที่อำเภอหล่มสัก ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำหลากเป็นประจำ “เราจะไม่ปล่อยให้พี่น้องประชาชนต้องเผชิญกับภัยน้ำซ้ำซาก ต้องมีการวางระบบบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน ทั้งการขุดลอกลำคลอง ปรับปรุงทางน้ำไหล และสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมในจุดเสี่ยง เพื่อให้หล่มสักปลอดภัยจากอุทกภัยในอนาคต” นายอัครเดช กล่าวย้ำ

ขณะเดียวกัน นายก อบจ.เพชรบูรณ์ ยังได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด อบจ. เร่งจัดทำแผนบูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ และหน่วยงานระดับจังหวัด เพื่อวางแนวทางฟื้นฟูทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง รวมถึงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากกระแสน้ำ

ทั้งนี้ หลังจากสถานการณ์น้ำเริ่มคลี่คลาย ประชาชนในพื้นที่หลายหมู่บ้านยังคงได้รับผลกระทบจากโคลนตมและความเสียหายของถนนสายหลัก–สายรอง รวมทั้งแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรที่ตื้นเขิน ซึ่งทาง อบจ.เพชรบูรณ์ ยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการซ่อมแซมและฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด เพื่อคืนความปกติให้กับพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน


มนสิชา คล้ายแก้ว
ทีมข่าวจังหวัดเพชรบูรณ์