พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีเสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม

วันนี้ (17 ตุลาคม 2568) เวลา 17.52 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมารโดยเสด็จในการนี้ด้วย


รองผอ.รมน.พิษณุโลก ฝ่ายทหาร เข้าร่วมประชุมเตรียมการรับผู้แทนพระองค์ ในพิธีพระราชทานผ้าพระกฐินและพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปี 2568

รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิษณุโลก ฝ่ายทหาร เข้าร่วมประชุมเตรียมการรับผู้แทนพระองค์ ในพิธีพระราชทานผ้าพระกฐินและพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น. พันเอก วิชา อมระดิษฐ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิษณุโลก ฝ่ายทหาร เข้าร่วมการประชุมเตรียมการรับผู้แทนพระ องค์ โดยมีนายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พระสงฆ์ผู้แทนเจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ห้อง 772 ชั้น 7 ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลกหลังใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมี นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธาน

ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาและเตรียมความพร้อมใน 2 หัวข้อสำคัญ ได้แก่

  1. การรับผู้แทนพระองค์ในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี พร้อมด้วยคณะองคมนตรี เชิญผ้าพระกฐินไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ในวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลา 14.00 น.
  2. การรับผู้แทนพระองค์ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏในเขตภาคเหนือตอนล่าง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ณ ห้องประชุมศรีวชิรโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ในวันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2568

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเตรียมการในทุกด้าน ทั้งสถานที่ บุคลากร และการอำนวยความสะดวก เพื่อให้การรับผู้แทนพระองค์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ


นที มีเดช รายงาน

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มทบ.35 สนับสนุนจัดตั้งโรงครัวพระราชทานประกอบอาหารแจกจ่ายประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย จังหวัดอุตรดิตถ์

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 35 สนับสนุนจัดตั้งโรงครัวพระราชทานประกอบอาหารแจกจ่ายประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย พร้อมบูรณาการจัดกำลังพลวางกระสอบทรายถุงบิ๊กแบ็คขนาดใหญ่ปิดกั้นทางน้ำคอสะพานชำรุดที่อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้จัดตั้งโรงครัวพระราชทานโดยเสด็จพระราชกุศล เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน ให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ณ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ อำเภอน้ำปาด ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ โดย ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 35 ได้สนับสนุนรถครัวสนาม (โรงครัวพระราชทาน) จัดตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม 2568 เรียบร้อยแล้ว โดยได้ดำเนินการประกอบอาหารปรุงสุกใหม่แจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและเจ้าหน้าที่ เครือข่ายจิตอาสาที่ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์

ขณะที่ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 35 จัดกำลังพลชุดปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนและจิตอาสาภัยพิบัติ จาก กองพันทหารม้าที่ 7 กรมทหารม้าที่ 2 ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ หมู่ที่ 8 และหมู่ที่ 2 บ้านนากล่ำ ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยได้ดำเนินการร่วมกับ กองพลพัฒนาที่ 3 บรรจุดินลงในถุงขนาดใหญ่ (big bag) เพื่อนำไปใช้ปิดกั้นทางน้ำและถมกลบบริเวณคอสะพานที่ชำรุด

จากนั้น ชุดปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนและจิตอาสาภัยพิบัติ จาก กองพันทหารม้าที่ 7 กรมทหารม้าที่ 2 ร่วมกับ กองพลพัฒนาที่ 3 นำรถบรรทุกน้ำของหน่วย ฉีดพ่นล้างทำความสะอาดถนน ภายในหมู่บ้าน ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร โดยใช้รถบรรทุกน้ำของหน่วย นำน้ำไปแจกจ่ายให้กับประชาชน จำนวน 1 ราย


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 3 แถลงยึดยาบ้า 4,000,000 เม็ด ในพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่

แม่ทัพภาคที่ 3 แถลงยึดยาบ้า 4,000,000 เม็ด ในพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่

วันที่ 17 ตุลาคม 2568 พล.ท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือแถลงข่าวกรณีหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ โดย กองร้อยทหารม้าที่ 1 หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ กองกำลังผาเมืองตรวจพบรถยนต์กระบะต้องสงสัยลักลอบขนยาเสพติดจากแนวชายแดน จำนวน 18 กระสอบ ซึ่งภายในบรรจุ ยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 (ยาบ้า) รวม 4,000,000 เม็ด ในพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายศิวะ ธมิกานนท์ รอง ผวจ.ชม , นายธันวา ผุดผ่อง ผอ.ปปส.ภาค 5 ,พล.ต.ต. ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภ.5 ตลอดจน พล.ต.ต. ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.ชม. เข้าร่วม

แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ กล่าวว่า ตามนโยบายในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล โดย นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกได้มอบนโยบาย/สั่งการให้หน่วยป้องกันชายแดน สกัดกั้นยาเสพติดตลอดแนวชายแดนที่รับผิดชอบ ปฏิบัติตามมาตรการสกัดกั้น และปราบปราม ยาเสพติด ตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องนั้น
ส่งผลให้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 เวลา 19.00 นาฬิกา หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ โดย กองร้อยทหารม้าที่ 1 หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ กองกำลังผาเมือง จัดกำลังพล จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจเพื่อป้องกัน และสกัดกั้นการกระทำผิด ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 บริเวณ บ้านห้วยหก ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ตรวจพบรถยนต์กระบะต้องสงสัย หน่วยจึงแสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจ แต่เมื่อคนขับรถดังกล่าวพบเห็นเจ้าหน้าที่ จึงได้จอดรถและวิ่งหลบหนี โดยอาศัยห้วงทัศนวิสัยจำกัด และความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไป หน่วยจึงได้ทำการตรวจสอบรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ดีแมคซ์ สีบรอนซ์เทา ทะเบียน ยน 727 เชียงใหม่ คันดังกล่าว บริเวณท้ายกระบะตรวจพบกระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง จำนวน 18 กระสอบ ซึ่งภายในบรรจุ ยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 (ยาบ้า) รวม 4,000,000 เม็ด ส่วนมาก เป็นตรา Y -1 (สีเขียว) และ ตรา 999 (สีน้ำเงิน)

ทั้งนี้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – ปัจจุบัน หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) มีผลการสกัดกั้นและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง โดยมีการปะทะกับกลุ่มขบวนการในพื้นที่ชายแดน จำนวน 4 เหตุการณ์ ตรวจยึดจับกุม 8เหตุการณ์ ส่วนใหญ่ อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดน่าน ตามลำดับ สามารถตรวจยึด จับกุม ยาบ้า ได้กว่า 14.8 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 570 กิโลกรัม เฮโรอีน 1 กิโลกรัม สถานการณ์ยาเสพติดเดือนตุลาคม 2568 ยังคงรุนแรง โดยมีการจับกุมมากในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ขบวนการค้ายาเสพติดได้ปรับวิธีลำเลียงโดยใช้รถยนต์ขนจากแนวชายแดนมาพักในพื้นที่ชั้นใน เช่น อำเภอเมืองและเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย และอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนส่งต่อไปยังภาคเหนือ ตอนล่าง ภาคกลาง และภาคใต้ โดยใช้วิธีอำพรางซุกซ่อนในเครื่องอุปโภคบริโภค หรือลำเลียงยาเสพติดผ่านการขนส่งพัสดุภัณฑ์ และรถโดยสารประจำทาง คาดว่าสถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงฤดูท่องเที่ยว ซึ่งนบ.ยส.35 ดำเนินการตาม 5 มาตรการหลัก โดยมุ่งบริหารจัดการให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการ เสริมการข่าวเชิงรุกเพื่อนำไปสู่การจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติด จัดกำลังลาดตระเวนและตั้งจุดตรวจสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดน ดำเนินการปราบปรามและขยายผลถึงนายทุนผู้สั่งการ รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนชายแดนร่วมต้านและเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ในช่วงฤดูหนาวที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากขึ้นได้เตรียมแผนรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยอย่างเข้มงวด จัดกำลังลาดตระเวนแนวชายแดน เส้นทางหลักและเส้นทางท่องเที่ยว เสริมการข่าวทางอากาศและภาคพื้นดิน พร้อมประสานงานกับฝ่ายปกครองและตำรวจในพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแจ้งเตือนสถานการณ์อย่างรวดเร็ว โดยเน้นการปฏิบัติด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ


นที มีเดช รายงาน

กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึด ยาบ้า จำนวน 4,000,000 เม็ด ในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่

กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึด ยาบ้า จำนวน 4,000,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 เวลา 19.00 นาฬิกา กองร้อยทหารม้าที่ 1 หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ กองกำลังผาเมือง จัดกำลังพล จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจเพื่อป้องกัน และสกัดกั้นการกระทำผิด ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 บริเวณบ้านห้วยหก ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ตรวจพบรถยนต์กระบะต้องสงสัย หน่วยจึงแสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจ แต่เมื่อคนขับรถดังกล่าวพบเห็นเจ้าหน้าที่ จึงได้จอดรถและวิ่งหลบหนี โดยอาศัยห้วงทัศนวิสัยจำกัด และความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไป หน่วยจึงได้ทำการตรวจสอบรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ดีแมคซ์ สีบรอนซ์เทา ทะเบียน ยน 727 เชียงใหม่ คันดังกล่าว บริเวณท้ายกระบะตรวจพบกระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง จำนวน 18 กระสอบ ซึ่งภายในบรรจุ ยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 (ยาบ้า) รวมจำนวนประมาณ 4,000,000 เม็ด

ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 เวลา 16.00 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวการตรวจยึดจับกุมยาเสพติดดังกล่าว ณ หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม โดยมี พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคเหนือ เป็นประธาน

สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 16 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 20 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 6,860,865 เม็ด, เฮโรอีน 1.04 กิโลกรัม, ไอซ์ 245 กิโลกรัม จากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ จำนวน 4 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 1275.1 ล้านบาท (1,275,169,750 บาท)

#ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #กองกำลังผาเมือง #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

บรรยากาศการเปิดลงทะเบียนร้านค้า “คนละครึ่งพลัส” วันที่ 3 ณ ธนาคารกรุงไทย สาขาลำพูน

บรรยากาศการเปิดลงทะเบียนร้านค้า “คนละครึ่งพลัส” วันที่ 3 ณ ธนาคารกรุงไทย สาขาลำพูน คนแน่นตั้งแต่เช้า โดยระหว่างวันที่ 15-16 ต.ค. 2568 มีผู้ประกอบการ พ่อค้า แม่ค้าในจังหวัดลำพูน มาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ แล้วกว่า 806 ราย

วันศุกร์ที่17 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาลำพูน อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน นางดวงกมล สายยนต์ ผู้จัดการธนาคารกรุงไทย มหาชน สาขาลำพูน เปิดเผยว่า วันนี้ที่ธนาคารกรุงไทยสาขาลำพูน ได้เปิดให้บริการประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้า บรรยากาศผู้ประกอบการ พ่อค้า แม่ค้า ในจังหวัดลำพูน ยังคงเดินทางมาติดต่อเพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในวันนี้ทางธนาคาร ได้มีการเตรียมความพร้อมทั้งบุคลากรที่ให้คำปรึกษาและบุคลากรที่เปิดรับลงทะเบียน โดยพ่อค้า แม่ค้า สามารถทยอยเข้ารับบริการได้อย่างต่อเนื่องในเวลาทำการของธนาคาร ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568

ผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขาลำพูน ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการรายงานข้อมูลล่าสุด ภายหลังการเปิดรับลงทะเบียนร้านค้า โดยในภาพรวมร้านที่มาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ระหว่างวันที่ 15-16 ต.ค.2568 รวมทั้งสิ้น 806 ราย จำแนกเป็นร้านเก่าที่เคยเข้าร่วมโครงการเดิมกดยืนยันเข้าร่วมโครงการแล้ว 507 ราย และเป็นร้านค้ารายใหม่ จำนวน 299 ราย โดยในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 มียอดลงทะเบียนร้านค้าใหม่สำเร็จแล้ว จำนวน 79 ร้านค้า และในวันที่ 16 ตุลาคม 2568 มียอดการลงทะเบียนร้านค้าใหม่สำเร็จแล้ว จำนวนกว่า 220 ร้านค้า

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทย สาขาลำพูน อยู่ระหว่างขออนุญาตเปิดดำเนินการเป็นกรณีพิเศษในช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ เพื่อรองรับความต้องการของผู้มารับบริการในระยะนี้ โดประชสัมพันธ์แจ้งให้ทราบต่อไป


นที มีเดช รายงาน

เจอตัวแล้ว!! หลาน-ตา หลงป่าเทือกเขาหลวง อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช สภาพร่างกายปลอดภัยทั้งสองคน

เจอตัวแล้ว!! หลาน-ตา หลงป่าเทือกเขาหลวง อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช สภาพร่างกายปลอดภัยทั้งสองคน

นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผวจ.นครศรีธรรมราช รีบเข้าเยี่ยมให้กำลังใจและสอบถามอาการของลุงดำ-น้องสมาร์ หลังพบตัวกำลังเดินลงมาจากป่าเทือกเขาหลวงบริเวณบ้านอ่าวอ้ายไทร หมู่ที่ 6 ต.เขาแก้ว อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช ด้วยท่าทางที่อิดโรย แต่ยังมีกำลังใจดี ส่วนหลานก็มีอาการเหนื่อยล้า เนื่องจากไม่ทานข้าวมาสองวัน อาศัยยอดไม้และผลไม้ที่ลิงกินประทังชีวิต สภาพร่างกายมีเพียงตัวทากที่กัดที่ลำตัวและเท้า เจ้าหน้ามูลนิธิใต้เต็กเซียงตึ้ง ได้ปฐมพยาบาลและทายาทำความสะอาดรอยแผล จากนั้น ทางผู้ว่าฯได้ประสานกับทางโรงพยาบาลลานสกา นำส่งตรวจร่างกายและให้อยู่ในความดูแลของหมอเพื่อสังเกตุอาการพัดค้าง 1 คืน


ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

“ดร.แก้ว” นำทีม กต.ตร. ร่วมรำลึกวันตำรวจแห่งชาติ ทำบุญใหญ่-มอบทุน สร้างขวัญกำลังใจครอบครัวตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์

“ดร.แก้ว” นำทีม กต.ตร. ร่วมรำลึกวันตำรวจแห่งชาติ ทำบุญใหญ่-มอบทุน สร้างขวัญกำลังใจครอบครัวตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์

วันที่ 17 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. เนื่องในโอกาส “วันตำรวจแห่งชาติ” ซึ่งตรงกับวันที่ 17 ตุลาคม ของทุกปี เพื่อรำลึกถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ที่สถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี นำโดย พ.ต.อ.พิสุทธิ์ จันทรสุวรรณ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจทุกสายงาน และ ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ (ดร.แก้ว) ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาอัยการจังหวัดนนทบุรี, ประธานกิตติมศักดิ์ กต.ตร.นนทบุรี, ประธานกต.ตร.สภ. รัตนาธิเบศร์, ผู้ก่อตั้งเพจ “ดร.แก้วช่วยได้” พร้อมคณะ ได้ร่วมประกอบพิธีสักการะสิ่งศักดิ์ สิทธิ์ประจำสถานี เพื่อความเป็นสิริมงคลและน้อมรำลึกถึงผู้มีคุณูปการต่อองค์กรตำรวจ ภายในพิธีมีการเคารพธงชาติ สวดมนต์ และกล่าวคำปฏิญาณตนของข้าราชการตำรวจต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อยึดมั่นในอุดมการณ์ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างมั่นคง

ต่อมาเวลา 10.00 น. พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จ.นนทบุรี ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีสงฆ์ โดยมีการทำบุญเลี้ยงพระเพลครั้งใหญ่เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ข้าราชการตำรวจที่ล่วงลับ และเสริมสิริมงคลแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบัน โดยได้รับเกียรติจาก พระเทพวชิรนันทาภรณ์ (ไสว สุขวโร ป.ธ.4) เจ้าอาวาสวัดบัวขวัญ พระอารามหลวง มาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์

ในโอกาสเดียวกัน ดร.ปรเมศร์ หรือ ดร.แก้ว พร้อมคณะกต.ตร.สภ.รัตนาธิเบศร์ ได้มอบทุนการศึกษาแก่บุตรหลานข้าราชการตำรวจในสังกัด เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวตำรวจ และเป็นสัญลักษณ์แห่งการสืบสานเจตนารมณ์ของผู้เสียสละเพื่อแผ่นดิน

ทั้งนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก “ถั่วแระ เชิญยิ้ม” ศิลปินตลกชื่อดัง พร้อมด้วยคณะศิลปินร่วมจังหวัดนนทบุรี เข้าร่วมพิธีเพื่อร่วมแสดงความเคารพและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง ท่ามกลางความศรัทธาและความสามัคคีของทุกภาคส่วน

บรรยากาศตลอดพิธีเป็นไปด้วยความอบอุ่น ข้าราชการตำรวจทุกนายร่วมกันถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ พร้อมร่วมแสดงออกถึงความรัก ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในเกียรติของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างเต็มเปี่ยม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล เดินหน้าสร้างมาตรฐานการดูแลสุขภาพยุคใหม่ร่วมกับ PROUD REAL ESTATE

เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล เดินหน้าสร้างมาตรฐานการดูแลสุขภาพยุคใหม่ร่วมกับ PROUD REAL ESTATE

สานต่อพันธกิจด้านสุขภาพด้วยการนำบริการ Telecare เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ของการดูแลสุขภาพในโครงการที่อยู่อาศัย ภายใต้แนวคิด “ALL IS WELL เพื่อชีวิตดีที่ยั่งยืน” มุ่งพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกบ้านให้ก้าวไปอีกขั้นโดยมีผู้บริหารเข้าร่วม ได้แก่ คุณศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายบริหารการตลาด เครือรพ.พญาไท-เปาโล,คุณณัฐชานันท์ นิธิโชติวรภัทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด รพ.พญาไท 3 และคุณพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันระหว่างองค์กรที่พร้อมส่งมอบมาตรฐานการใช้ชีวิตที่ดี ผ่านการดูแลสุขภาพในระดับสากลและการสร้างความยั่งยืนของคุณภาพชีวิตในอนาคต โดยมีเครือโรงพยาบาลพันธมิตรในเครือ BDMS ได้แก่ โรงพยาบาลพญาไท โรงพยาบาลเปาโล โรงพยาบาลกรุงเทพ และโรงพยาบาลบีเอ็นเอช รวมถึงบริการจาก BeDee Application ร่วมเสริมศักยภาพการดูแลสุขภาพครบวงจรสิทธิประโยชน์สำหรับลูกบ้านครอบคลุมตั้งแต่ให้คำปรึกษาโดยแพทย์ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านบริการTeleCare การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต (Tel-Relax) พร้อมบริการจัดส่งยาฟรีทั่วประเทศ รวมถึงบริการรถพยาบาลฉุกเฉิน กรณีเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท 3 อีกทั้งยังมอบสิทธิส่วนลดค่าห้องพักผู้ป่วย 20% ส่วนลดค่ายา 15% ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน และส่วนลดทันตกรรม 10% (เฉพาะขูดหินปูน อุดฟัน และถอนฟัน) โดยทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาและเชื่อมโยง ผ่านบริการ Telecare บน ProudLiving Platform เพื่อให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสะดวกสบายและต่อเนื่องแม้อยู่ในที่อยู่อาศัย

คุณศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายบริหารการตลาด เครือรพ.พญาไท-เปาโล กล่าวว่า “การร่วมมือกับ PROUD REAL ESTATE ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยี Telecare มาเชื่อมต่อกับการอยู่อาศัย แต่ยังเป็นการยกระดับการดูแลสุขภาพที่ก้าวทันวิถีชีวิตยุคใหม่ สะดวก รวดเร็ว และมีมาตรฐานสากล เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับลูกบ้านในระยะยาว”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สวทช. ผนึก กสทช. ผลักดันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์บริการและผลิตภัณฑ์ IoT ไทย หนุนยกระดับสู่อาเซียน ด้วยมาตรฐาน P-mark

สวทช. ผนึก กสทช. ผลักดันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์บริการและผลิตภัณฑ์ IoT ไทย หนุนยกระดับสู่อาเซียน ด้วยมาตรฐาน P-mark

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดกิจกรรม Demo Day ในโครงการ “ยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและผลิตภัณฑ์ IoT ของไทยสู่อาเซียน” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) (สวทช.) และ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการเลขาธิการ กสทช. เข้าร่วมงาน พร้อมมอบโล่รางวัลแก่ผู้ประกอบการในโครงการพัฒนานวัตกรรม (JumpStart) และโครงการรับรองคุณภาพ P-mark ตราสัญลักษณ์ที่มอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองว่าได้มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยจากศูนย์ PTEC (สวทช.)

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ (สวทช.) กล่าวว่า โครงการยกระดับศักย ภาพอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและผลิตภัณฑ์ IoT ของไทยสู่อาเซียน ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ผ่านการดำเนินงานของ สวทช. ในการบ่มเพาะนักพัฒนาและผู้ประกอบการ โดยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและ IoT จากผู้ประกอบการในงานวันนี้ ได้ถูกพัฒนาขึ้นบนองค์ความรู้เชิงลึกและผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการอย่างเข้มข้นด้วยคุณภาพมาตรฐาน จนได้รับ P-mark หรือเครื่องหมายรับรองสมรรถนะ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การรับรองคุณภาพภายในประเทศ แต่คือการมอบหนังสือเดินทางที่ทรงพลังให้กับนวัตกรรมไทย

“การได้รับ P-mark เป็นการตอกย้ำว่าผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์และ IoT ของเรา มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือเทียบเท่ามาตรฐานระดับภูมิภาคและระดับโลก ทำให้เราสามารถก้าวออกไปแข่งขันกับชาติอื่นๆ ในตลาดอาเซียนได้อย่างสมศักดิ์ศรี การเกิดบริษัท Deep Tech ที่แข็งแกร่ง และมีมาตรฐาน P-mark จะเป็นแรงดึงดูดการลงทุน การสร้างงานที่มีมูลค่าสูง และยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจจากฐานการผลิตแบบเดิม ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาในภาคส่วนสำคัญทั้งสาธารณสุข การเกษตร และโลจิสติกส์ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย พร้อมนำพาประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งอาเซียนอย่างแท้จริง” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าว

ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) (สวทช.) กล่าวว่า สำหรับโครงการนี้มีผู้ประกอบการพัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์บริการและ IoT จำนวน 10 ราย และผู้ประกอบการเข้ารับการทดสอบคุณภาพมาตรฐานและได้รับ P-mark จำนวน 11 ราย มีเครือข่ายที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ 134 ราย โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ มีการทำงานร่วมกับบริษัท ผู้ประกอบการ ผู้พัฒนาต้นแบบอย่างใกล้ชิด ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและ IoT ที่ไม่ได้เพียงแค่ทำงานได้ แต่ต้องได้มาตรฐาน เสริมความแข็งแกร่งด้วย P-Mark หรือตราประทับแห่งคุณภาพ ซึ่งจะเป็นหลักประกันคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ไทยก้าวสู่ตลาดอาเซียนได้อย่างมั่นใจ พร้อมสำหรับการใช้งาน ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก “โครงการนี้ได้ก่อให้เกิดแพลตฟอร์มการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถพัฒนานวัตกรรม และเข้ารับการทดสอบรับรองผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและ IoT ตามโครงสร้างการรับรองผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากลเป็นแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน” ดร.ไกรสรฯ กล่าว

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ (กสทช.) รักษาการเลขาธิการ (กสทช.) กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการในโครงการที่ได้รับทุนพัฒนานวัตกรรม ทุนสนับสนุนการทดสอบผลิตภัณฑ์ และได้รับ P-mark ในวันนี้ โดยหัวใจสำคัญที่ (กสทช.) ให้การสนับสนุนโครงการนี้คือความเข้มแข็งของ (สวทช.) ที่เป็น Deep Tech Ecosystem ของประเทศ ในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการด้วยธุรกิจเทคโนโลยี และระบบคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งเชื่อมั่นว่าผลจากโครงการนี้จะทำให้อุตสาหกรรมไทยก้าวสู่เวทีระดับภูมิภาค และส่งผลกระทบใน 3 มิติหลัก คือ 1.มิติทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยี จากต่างประเทศ และทำให้ผู้ประกอบการไทย สามารถแข่งขันในตลาดอาเซียนได้อย่างภาคภูมิ 2.มิติทางสังคม ผลลัพธ์จากโครงการนี้จะนำไปสู่การบริการสาธารณะที่ดีขึ้น การจัดการทรัพยากรที่ฉลาดขึ้น และการสร้างงานที่มีมูลค่าสูง ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์สาธารณะ และ 3.มิติทางวิชาการและนวัตกรรม ในการสร้างองค์ความรู้ใหม่และทรัพย์สินทางปัญญา ที่สามารถถ่ายทอดและต่อยอดได้ในวงกว้าง สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับงานวิจัยเชิงประยุกต์ของประเทศได้

สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลในโครงการพัฒนานวัตกรรม (JumpStart) จำนวน 10 ราย ประกอบด้วย บจก.โอโบดรอยด์ คอร์ปอเรชั่น จากผลงาน OBOVISION,บจก.กรุ๊ป เมกเกอร์ จากผลงาน GMR BUTLER & GMR COZY,ทีมแอบช่วยแพทย์ จากผลงาน Medical Service Robot Nani,บจก.เอ็กโก เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จากผลงาน Inspection Robot for Power plant and Industrial,บจก.ฟาร์มคอนเน็ค เอเชีย จากผลงาน Proactive Water Management (ProWAM),บจก.เทคอินเทลลิเจนซ์ จากผลงาน SMART FARM IOT TOMATO,บจก.ฟูลสแทค โรโบติกส์ จากผลงาน ROBONAVS-AMR,บจก.ไทยแฮนด์ เอ.ไอ. จากผลงานระบบไอโอทีสำหรับตรวจติดตาม แจ้งเตือนและหาสาเหตุความเสียหายสำหรับเครื่องจักรหมุนด้วยปัญญาประดิษฐ์บนคลาวด์,บจก.ชิมิสึ แมนนิวแฟคเจอร์ริ่ง จากผลงาน Professional Management Resource Planning,คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี จากผลงาน PC Classi อุปกรณ์ตรวจวัดระดับความสุกของผลปาล์มแบบพกพา
ส่วนผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลในโครงการทุนสนับสนุนการทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ P-mark จำนวน 11 ราย ประกอบด้วย บจก.กรุ๊ป เมกเกอร์ จากผลงาน GMR BUTLER & GMR COZY,ทีมแอบช่วยแพทย์ จากผลงาน Medical Service Robot Nani,บจก.ฟาร์มคอนเน็ค เอเชีย จากผลงาน Proactive Water Management (ProWAM),บจก.เทคอินเทลลิเจนซ์ จากผลงาน SMART FARM IOT TOMATO,บจก.ฟูลสแทค โรโบติกส์ จากผลงาน ROBONAVS-AMR,บจก.เจ็นเซิฟ จากผลงาน Mobile Robots Expert,บจก.เลิศวิลัยแอนด์ซันส์ จากผลงาน FACoBOT,บจก.กรีนไอโอ จากผลงาน AI-on-Devices, บจก. ทริปเปิ้ล เอ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ ซัพพลาย จากผลงาน VESPA CONTROLLER,บจก.โทเทิล ดิจิตอล อินโนเวชั่น จากผลงาน คีออส ตรวจวัดแอลกอฮอล์และสุขภาพ และ บจก.แอลอีดี ออนโฮม เทรดดิ้ง จากผลงาน โคมไฟถนนแอลอีดีพลังงานแสงอาทิตย์บริหารจัดการพลังงานแบบกลุ่มจากศูนย์กลาง

สำหรับบรรยากาศภายในงานตลอดทั้งวันมีผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก โดยมีกิจกรรม Pitching นำเสนอผลงานนวัตกรรมหุ่นยนต์และ IoT จากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมรับฟังเสวนาหัวข้อ “จากเริ่มต้น ถึงได้รับ”: การเตรียมตัวและประโยชน์ที่ได้จากการรับรองคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและ IoTs และโอกาสของอุตสาหกรรมไทย” โดยผู้ประกอบการจากบริษัทชั้นนำ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจาก สวทช. รวมทั้งยังมีนิทรรศการ Service Robots & IoTs Showcase จัดแสดงต้นแบบเทคโนโลยีแห่งอนาคตจากผู้ประกอบการ เช่น หุ่นยนต์บริการและเทคโนโลยีระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน