ศอ.บต. – เป็นประธาน สวดพระอภิธรรมศพ ให้แก่ผู้เสียชีวิต จากเหตุยิงถล่มป้อม ชรบ.

ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ – เลขาธิการ ศอ.บต. ประธานในพิธีสวดพระอภิธรรมศพให้แด่ผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์แนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนโจมตีจุดตรวจ ชรบ.ทางลุ่ม ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา

ที่วัดป่าไร่พัฒนาราม วัดป่าล่อ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อคืนที่ผ่านมา พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรมศพ ให้แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดนโจมตีจุดตรวจ ชรบ.ทางลุ่ม เมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งศพของผู้เสียชีวิต จำนวน 9 ศพ บำเพ็ญกุศลที่วัดลำพะยา ส่วนอีก 2 ศพ ญาติๆ นำมาทำพิธีบำเพ็ญกุศลศพที่วัดปากล่อ และอีก 1 ศพ ตั้งบำเพ็ญกุศลศพที่วัดป่าสวย อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี และที่วัดลำใหม่ 1 ศพ

พล.ร.ต.สมเกียรติ ได้ไปทำหน้าที่เป็นประธาน พร้อมให้ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ศอ.บต. และข้าราชการของหน่วยงานในพื้นที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ร่วมเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมศพแก่ผู้วายชนม์ทั้ง 13 ศพ ที่เป็นไทยพุทธ โดยมีประชาชนในพื้นที่ และจากต่างพื้นที่เดินทางมาร่วมพิธีอย่างหนาแน่นในทุกคืน ซึ่งบรรยากาศยังเต็มไปด้วยความโศกเศร้า และหลังจากเสร็จพิธีบำเพ็ญกุศลศพ พล.ร.ต.สมเกียรติ ได้พบปะญาติๆ ของผู้สูญเสียเพื่อแสดงความเสียใจ และให้กำลังใจ รวมทั้งแจ้งให้ทราบว่า รัฐบาลพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ

โดยก่อนหน้านี้ เลขาธิการ ศอ.บต. ได้ลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมครอบครัวของผู้เสียชีวิต ในพื้นที่ ต.ลำพะยา ซึ่งบางครอบครัวพ่อแม่เสียชีวิตทั้ง 2 คน เหลือเพียงลูกๆ ซึ่งในการไปเยี่ยมครอบครัวของผู้เสียชีวิตในครั้งนี้ เพื่อเป็นกำลังใจ และแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และดูข้อเท็จจริงของครอบครัวผู้สูญเสีย เพื่อที่จะทำการเยียวยาในระยะยาว ทั้งในเรื่องอาชีพ การสร้างงาน และอื่นๆ เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า ครอบครัวของผู้วายชนม์ทั้งหมดเป็นผู้เสียสละเพื่อแผ่นดิน ดังนั้น รัฐบาลต้องรับผิดชอบในการช่วยเหลือในทุกวิถีทาง เราจะไม่ทิ้งครอบครัวเหล่านี้ไว้ข้างหลัง เราจะต้องดูแลเป็นอย่างดี และนอกจากนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ประชาชนในพื้นที่จะรักสามัคคีกันมากขึ้น รวมทั้งในมิติของการรักษาความสงบ หน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน เพื่อให้การดูแลความปลอดภัยของประชาชนให้รัดกุมยิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

ขอบคุณภาพข่าว : มติชนออนไลน์ภาคใต้

นโยบายเร่งด่วน!! แม่ทัพภาคที่ 4 ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม

นโยบายเร่งด่วน แม่ทัพภาคที่ 4 ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม เราต้องอยู่ร่วมกันด้วยรักสามัคคี แม้จะมีความแตกต่างทางศาสนา เพราะต่างกันก็แค่ความเชื่อถือศรัทธา สำคัญอยู่ที่ว่าเราเกิดมาบนแผ่นดินเดียวกันที่มุ่งมั่นความดีงาม.

ขอบคุณข้อมูล : เสียงเล่าจากปลายด้ามขวาน

จิตอาสา – เข้ามาช่วยงานศพ ชรบ.ที่วัดลำพะยา ไม่ขาดสาย

จากการที่ ชาวบ้านตำบลลำพะยา ร่วมกัน นำศพ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ คนร้าย ใช้อาวุธสงคราม บุกยิงถล่ม ที่ตั้งป้อมจุดตรวจ ชรบ.บ้านทางลุ่ม หมู่ที่ 5 ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย โดยเป็นไทยพุทธ 13 ราย และมุสลิม 2 ราย ส่วนได้ชาวไทยพุทธ ได้นำศพมาบำเพ็ญกุศล ที่วัดสิริปุณณาราม บ้านลำพะยา จำนวน 9 ศพ นั้น

ทุกวัน จะมีประชาชน ประมาณ 2,000 -3,000 คน เดินทางมาร่วมเคารพศพ  ทำให้บรรยากาศภายในวัด มีความคึกคักกับผู้คนที่เดินทางมาจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ผู้ที่เดินทางมาเคารพศพ จะเป็นชาวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา การเดินทางไปยัง ตำบลลำพะยา จะมีระยะทางประมาณ 20 กม. ส่วนหนึ่งได้นำรถยนต์ส่วนตัวไป และอีกส่วนหนึ่ง จะมีรถบริการ ทั้งของทางราชการและเอกชน ที่มีจิตอาสา นำผู้ที่ต้องการไปร่วมพิธีงานศพ สามารถใช้บริการโดยไม่คิดค่าบริการ ในการนี้ ได้มีรถยนต์ตู้ ติดป้ายให้บริการ โดยมีข้อความว่า เชิญร่วมงาน “วีรชนคนลำพะยา” ทุกวันเวลา 19.00 น. รถรับส่ง เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป และวันอังคารที่ 12 พ.ย. 62 เวลา 13.00 ฉาปนกิจศพ  รถรับส่ง เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป จุดขึ้นลงรถ ณ หจก.ค็อกพิทเจริญการยาง

วันนี้ ผู้สื่อข่าวพยายามที่จะสอบถามกับคนขับรถรถตู้ให้บริการ แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยอ้างว่า เจ้านายไม่อยากเป็นข่าว ทำด้วยจิตอาสากันจริงๆ อย่างเดียว  ผู้สื่อข่าว ได้เข้าไปตรวจสอบอีกจุดหนึ่ง พบว่ามี เด็ก ผู้ใหญ่ไปล้อมรอบเข้าคิวรับน้ำปั่นหวาน ไอติม และกาแฟเย็น เป็นจำนวนมาก ได้พบกับนายประยูร ภู่รัตนกุล กำลัง ชลมุนกับการกดไอติม ลงกรวยไอติม จนไม่มีเวลาได้หยุดเลย  จึงได้สอบถาม ความ ว่า รถคันนี้ เป็นรถเป็นของวัดเมืองยะลา ให้บริการ ไอติม กาแฟ และน้ำหวานปั่น ในงานการกุศล ทุกที่ ที่ได้ทราบข่าวว่ามีงานจัดขึ้น  

โดยในแต่ละครั้ง จะมีจิตอาสา มาช่วยอาสาในการให้บริการ ในวันนี้ มีจิตอาสา มาช่วยกัน 3 คน ทำให้การบริการ ไม่พอเพียงกับจำนวนคนที่มารับบริการ ในแต่ละวันซึ่งเป็นจำนวนมาก โดยสามารถให้บริการได้ จำนวน 1,000 คน

ขอบคุณข้อมูล : talknewsonline (อับดุลการิม/อะหมัด/ยะลา/ข่าว)

ชีวิตนี้ ยอมเสียสละ เพื่อแผ่นดินถิ่นกำเนิด

ชีวิตนี้ ยอมเสียสละ เพื่อแผ่นดินถิ่นกำเนิด…

ชรบ.หรือ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน…ไม่มีเงินเดือน…ไม่มีค่าตอบแทน แต่…พร้อมเสียสละ…เพื่อปกป้องและรักษาซึ่งแผ่นดินกำเนิด…

บรรยากาศ พิธีรดน้ำศพ ชรบ.ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ คนร้ายถล่มยิงป้อมชรบ. ม.๕ ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา เมื่อคืนวันที่ ๕ พ.ย.๖๒. ณ วัดสิริปุณณาราม หรือ วัดลำพะยา ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา ที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ประชาชนจำนวนนับพันร่วมเดินทางมาแสดงความเสียใจและไว้อาลัยกับผู้เสียชีวิตที่เสียสละเวลา ร่วมปกป้องแผ่นดินบ้านเกิด

ขอบคุณข้อมูล : เสียงเล่าจากปลายด้ามขวาน

หน.พรรคประชาติ – เยี่ยมและให้กำลังใจ 4 ชรบ.ลำพะยา ที่พักรักษาตัวอยู่ รพ.ยะลา กำชับ จนท.เร่งหาคนร้ายด่วน

ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ นำลูกพรรคในพื้นที่ โดยมี นายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราชฏร เขต 3 จังหวัดยะลา พร้อมด้วยมุขตาร์ มะทา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา ดร.ระเด่น สะมะแอ รองนายกองค์การบริการส่วนจังหวัดยะลา เข้าเยี่ยมให้กำลังและมอบกระเช้าดอกไม้แก่ชรบ.ตำบลลำพะยา ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายบุกยิงถล่ม ป้อมชรบ.บ้านทุ่งสะเดา หมู่ที่ 5 ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้ชรบ.ดังกล่าว กำลังพักฟื้นที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา ที่ตึกพิเศษยี่เยี่ยว 2 คน ตึกพิเศษศักยกรรมชาย 1 คน และตึก ICU 1 คน ทั้งอาการปลอดภัยพูดคุยโต้ตอบได้ตามปกติ เหลือแต่ผู้บาดเจ็บที่อยู่ห้อง ไอซียู ยังพูดไม่ได้เพราะมีการสวมท่อที่ปาก อาการปลอดภัยเช่นกัน โต้ตอบจับไม้จับมือกับผู้มาเยี่ยมได้ทุกคน

หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าว หลังเยี่ยมเข้าเยี่ยมชรบ.ว่า มาในฐานะคนในพื้นที่ เป็นห่วง พร้อมให้กำลังใจ ชรบ.ที่ได้รับบาดเจ็บทุกคน เชื่อว่าทุกกำลังใจที่เยี่ยมนี้จะเป็นเกราะสร้างความสัมพันธ์ความรู้สึกของพี่น้องในพื้นที่ให้แน่นแฟ้นขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง และขอประนามต่อผู้ร้ายที่กระทำการเหี้ยมโหดกับชุดชรบ. ที่มีแต่อาวุธลูกซองไว้ป้องกันตัวเท่านั้น ถือว่าเป็นการลอบกัดไม่ใช่การสู้แบบสันติภาพ เสียใจกับเหตุการที่เกิดขึ้น ขอให้ประชาชนและภาครัฐร่วมมือกันในการหาทางแก้ไขป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นอีกภาคหน้าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมขอชมเชยชรบ.อรบ.ตำบลลำพะยา ชุดนี้มาก ที่ต่อสู้กับคนร้ายสุดความสามารถ จากการโจมตีของผู้ร้าย ขอสดุดีขอดวงวิญญาณหลับสู่สุคติ

ผู้สื่อข่าวได้ถามหัวหน้าพรรคประชาชาติ อีกว่า จะกระชับเจ้าหน้าที่อย่างไร “รัฐต้องมีมาตร การเสริม ทั้งระเบียบวินัยให้กับผู้รักรักษาความปลอดภัยทุกคนให้มากกว่านี้ ต้องการแก้จุดบกพร่องของเจ้าหน้าที่แต่ละฝ่ายด้วย เมื่อมีแข็งแกร่งแล้ว นานเข้าความอ่อนล่าก็เกิดขึ้น ความเผลอเรออย่าให้เกิดขึ้น เพราะจะเป็นจุดอ่อนให้ผู้ร้ายโจมตีในจุดนี้”

ขอบคุณข้อมูล : spmcnews

“กระทงน้ำแข็ง” 2 สาว อ.เบตง ไอเดียเจ๋ง ทำลดปัญหาขยะในน้ำ

(10พ.ย.62) เมื่อการลอยกระทงทำให้เกิดขยะจำนวนมหาศาล 2 สาว จาก อ.เบตง จ.ยะลา เลยนำไอเดียดีๆ มาแนะนำวิธีทำกระทงน้ำแข็ง ช่วยลดขยะในแม่น้ำ

น.ส.กรรณิการ์ จิระพันธ์ทิพย์ และ น.ส.อุษณีย์ หมัดและ 2 สาว จาก อ.เบตง จ.ยะลา ได้นำไอเดียดีๆ มาแนะนำวิธีทำกระทงน้ำแข็ง ช่วยลดขยะในแม่น้ำ ในวันลอยกระทงที่จะถึงนี้ ควรจะมีการ ทำกระทง ขึ้นมา โดยที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และย่อยสลายได้ง่าย โดยไม่ทิ้ง เศษขยะ ทำให้เกิดปัญหาต่อมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม จึงได้เอาน้ำเปล่า นำมา เทใส่ภาชนะที่มีรูปร่างต่างๆทั้งกลมทั้งเหลี่ยม

โดยเริ่มจากการนำธูป เทียนมาปักใว้กลางภาชนะ จากนั้นเด็ดดอกไม้ ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ ตก แต่งข้างภาชนะ แล้วเทน้ำเปล่าใส่ภาชนะให้พอเหมาะ จากนั้นนำไปแช่แข็งใน ช่องแช่แข็ง ตู้เย็น เมื่อแข็งตัวแล้วนำออกมา นำเก็บไว้ใส่ กระติกน้ำแข็ง ในตู้เย็น เตรียม นำไปลอยกระทง ในวันลอยกระทง ที่จะถึง และกระทงน้ำแข็ง ไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม และปัญหาขยะ ให้กับแหล่งน้ำด้วย ซึ่งกระทงน้ำแข็งสามารถลอยน้ำได้เหมือนกับกระทงทั่วไป และยังมีความแปลกตากว่ากระทง ที่เห็นทั่วไป อย่างชัดเจน

นับว่าเจ้าของความคิด มีความคิดเป็นเลิศ โดยเอาแนวภูมิปัญญา ของตนเองแบบชาวบ้าน นำมาทำกระทงน้ำแข็งเพื่อเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นได้ดู ได้เห็น และได้ลอยโดยไม่ต้องเสียค่าใช่จ่ายแต่อย่างใด

ขอบคุณข้อมูล : spmcnews

ทรงห่วงใย!! “บิ๊กป้อม” เผยในหลวง พระราชทานสิ่งของให้กำลังใจ ชรบ.ลำพระยา

รองนายกฯ เผย​ พระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยราษฎร ที่สูญเสีย จากเหตุความไม่สงบ พื้นที่ลำพระยา โปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของเป็นกำลังใจ โดยมี รมว. มหาด ไทย เร่งดำเนินการช่วยเหลือทุกด้าน

11 พ.ย.62- เมื่อเวลา 10.30 น.ที่ศาลากลางจ.กาญจนบุรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการติดตามจับกุมคนร้ายก่อเหตุบุกยิงป้อมชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)บ้านทุ้งสะเดา หรือ บ้านย่อยทางลุ่ม ต.ลำพระยา อ.เมือง จ.ยะลา ว่า ไม่ต้องเป็นห่วง เราพยายามเข้าไปตรวจค้นกวาดล้างเพื่อไล่ติดตามผู้กระทำความผิด ขอให้สบายใจได้ ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้หนึ่งรายและอยู่ระหว่างนำตัวไปสอบสวน

ผู้สื่อข่าวถาม ถึงการให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจกับครอบครัวของผู้สูญเสียอย่างไรบ้าง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯพระราชทานสิ่งของเยี่ยมแด่ครอบครัวผู้สูญเสีย เพื่อเป็นกำลังใจ ส่วนตนเองก็รู้สึกเสียใจกับผู้ที่ได้รับผลกระทบและสูญเสียทุกราย เพราะคนที่มาทำหน้าที่ชรบ.ล้วนเป็นชาวบ้านทั้งนั้น ขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มอบหมายให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ดำเนินการให้ความช่วยเหลือ รัฐบาลเห็นใจและให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่อยู่แล้ว

เมื่อถามถึงความชัดเจนเรื่องการประกาศพื้นที่เคอร์ฟิวในพื้นที่จ.ชายแดนภาคใต้ รองนายกฯกล่าวว่า ยังไม่มีการประกาศ ขณะนี้ยังใช้พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ปี 2551 ในการเข้าไปตรวจค้นกวาดล้างผู้กระทำผิด.

ขอบคุณข้อมูล : mtoday

นราธิวาส – เตรียมเปิดตัว “ลานนกเงือก” แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด ในงานวันลอยกระทง

ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เชิญชวนเที่ยวงานวันลอยกระทง ประจำปี 2562 พร้อมเตรียมเปิดตัว “ลานนกเงือก” แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด ในวันพรุ่งนี้ (11 พ.ย. 62)

นายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า จังหวัดนราธิวาสจะมีการจัดงานลอยกระทงขึ้นในหลายพื้นที่ ในส่วนของเทศบาลเมืองนราธิวาส กำหนดจัดงานในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ที่ริมเขื่อนท่าพระยาสาย ถนนภูผาภักดี อำเภอเมืองนราธิวาส ซึ่งกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การประกวดกระทงใหญ่ การประกวดธิดานพมาศ การประกวดนางนพมาศ กิจกรรมลานวัฒนธรรมการละเล่นและประดิษฐ์กระทงจากวัสดุธรรมชาติ การสาธิตวิถีไทยอาหารพื้นบ้านที่หลากหลาย กว่า 20 บูธ การแสดงทางศิลปวัฒนธรรม พิธีขอขมาพระแม่คงคาและร่วมลอยกระทงในแม่น้ำบางนรา ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาเที่ยวงานลอยกระทง มาถ่ายรูปเช็คอินจุดต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ลานนกเงือก

ด้านนางกติยา ไพรฤกษ์ หัวหน้าฝ่ายบริการและเผยแพร่วิชาการ เทศบาลเมืองนราธิวาส กล่าวว่า เทศบาลเมืองนราธิวาส ภายใต้การนำของนายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส ได้มอบนโยบายในการจัดงานฯ เพื่อเป็นการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีไทย และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งขณะนี้ทางเทศบาลฯ ได้จัดเตรียมสถานที่ไว้พร้อมเกือบจะสมบูรณ์ทุกอย่างแล้ว ส่วนกิจกรรมก็จะมีความหลากหลาย อาทิ กิจกรรมการละเล่นของไทยที่หาชมได้ยาก กิจกรรมการสาธิตวิถีไทย การสาธิตการทำขนมพื้นบ้าน-ขนมโบราณ ทั้งไทยพุทธและมุสลิม จำนวน 24 บูธ

นอกจากนี้ จะมีการเปิดตัวสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดนราธิวาส “ลานนกเงือก” ริมเขื่อนท่าพระยาสาย ที่มีประติมากรรมนกเงือก จำนวน 10 ชนิด รวมทั้งสิ้น 110 ตัว ขณะนี้ได้มีการประดับไฟ แสง สี เสียง สวยงามตระการตา เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มาถ่ายรูปเช็คอินในช่วงวันลอยกระทง

ขอบคุณข้อมูล : smiledantai /แหล่งที่มา : สวท.นราธิวาส

แม่ทัพภาค 4 สั่งเข้มตรวจสอบคนเข้า – ออก ด่านชายแดนไทย – มาเลย์ ป้องกันการนำเข้ามา ซึ่งสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด

วันที่ 10 พ.ย.62 พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ มทภ.4/ผบ.ศปก.ทภ.4 เป็นประธานการประชุมติดตามผลการปฏิบัติงาน และมอบนโยบายการเพิ่มมาตรการเข้มงวด การนำเข้ามาซึ่งสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนเข้า-ออก ให้ยึดถือเป็นนโยบายที่สำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ก่อนลงมาตรวจระบบการทำงานตรวจคนเข้า-ออก ด่านข้ามแดนไทย-มาเลเซีย ณ ด่านศุลกากรสะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา โดยมี พล.ต.ศานติ ศกุนตนาค ผบ.พล.ร.5 และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

โดย มทภ.4 ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเข้มงวดในมาตรการป้องกัน ตรวจสอบคนเข้า-ออกอย่างจริงจังด้วยระบบเทคโนโลยีไบโอเมทริกซ์ที่ต้องได้รับการประสานความร่วมมืออย่างจริงจังกันของทุกภาคส่วน ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม การก่อเหตุด้วยข้อมูลที่ได้รับระบบไบโอเมทริกซ์ก็จะสามารถตรวจจับใบหน้าว่าเป็นบุคคลตามหมายจับได้ พร้อมสกัดกั้นไม่ให้มีการลักลอบนำสินค้าและผลิตผลทางการเกษตรจากนอกประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยเด็ดขาด รวมถึงวัตถุต้องสงสัย และสิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบที่จะนำมาซึ่งความไม่ปลอดภัยของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนเข้า-ออก ด่านทุกด่านให้ยึดถือเป็นนโยบายที่สำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องให้ถูกต้องตามกระบวนการ เพื่อช่วยกันป้องกันและป้องปรามการเข้ามาซึ่งสิ่งผิดกฎหมายในราชอาณาจักร

โดยแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า ” กำลังทหารอยู่หน้าด่านตรวจ เปรียบเสมือนด่านซ้อนด่าน เป็นเกราะที่ทำให้มีความเข้มแข็ง ที่ทำให้การตรวจสอบสิ่งผิดกฎหมายต้องเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เป็นการสกรีนคนและของเข้า-ออก อย่างจริงจัง ผมเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทั้งขั้นตอน กระบวนการทำงานที่เป็นระบบ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ขอให้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ให้มากที่สุด เพื่อปกป้องคุ้มครองประเทศ และขอให้ปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ปล่อยปละละเลยให้สิ่งผิดกฎหมาย เข้ามาในประเทศเป็นอันขาด”

ขอบคุณข้อมูล : news /outhernreports

ตะกอนไฟใต้…เงื่อนไขที่ยังไม่ถูกแก้

เหตุการณ์โจมตีป้อม ชรบ. ที่ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา มีผู้เสียชีวิตถึง 15 คนนั้น ทำให้ปัญหาไฟใต้กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง 

แต่การพูดถึงของสังคม กลับกลายเป็นกระแสโต้เถียงกันเดิมๆ ระหว่างฝ่ายที่มองว่ากองทัพควรมีบทบาทนำในภารกิจดับไฟใต้ต่อไป กับอีกฝ่ายที่เห็นว่ากองทัพควรวางมือ และถอย ฉากออกไปได้แล้ว เพราะแก้ปัญหามา 15 ปี ใช้งบไปหลายแสนล้าน แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น

สำหรับคนที่ติดตามข่าวสารจากชายแดนใต้มาตลอดจะทราบว่า หลังจากจบดราม่า 15 ศพ ทำพิธีทางศาสนากันไปเรียบร้อย ทุกอย่างก็จะกลับสู่ความนิ่งเช่นเดิม และประเด็นที่โต้เถียงกันไปมาก็จะกลายเป็นเพียงบริบทชิงความได้เปรียบทางการเมือง คล้ายตะกอนไฟใต้ที่หากน้ำนิ่งก็จะนอนก้น ไม่เป็นที่สังเกตเห็น ต่อเมื่อใดที่น้ำกระเพื่อม มีความรุนแรงเกิดขึ้น ตะกอนก็จะลอยขึ้นมา เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉะนั้นสิ่งที่ควรเกิดขึ้น จึงไม่ใช่แค่โต้เถียงแล้วจบไป เหมือนปล่อยให้ตะกอนนอนก้น แต่ควรหันกลับมาสรุปบทเรียนเพื่อกำหนดนโยบายใหม่ๆ ทั้่งระดับยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี เริ่มจากในระดับยุทธวิธีก่อน ยุทธการที่แม่ทัพภาคที่ 4 ใช้ช่วงก่อนหน้าจะเกิดเหตุโจมตีป้อม ชรบ.ก็คือ

  1. ลุยปราบยาเสพติดในระดับชุมชนหมู่บ้าน มาตรการนี้ได้ผลระดับหนึ่ง และทำให้เจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะทหาร เข้าพื้นที่ในระดับหมู่บ้านได้ง่ายขึ้น
  2. แก้ปัญหาช่องโหว่การเคลื่อนย้ายคนและยุทโธปกรณ์ข้ามแดน ตามแนวพรมแดนไทย-มาเลเซีย หลังจากพบว่าเหตุระเบิดเกือบ 20 จุดในกรุงเทพฯและปริมณฑลเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คนร้ายวางแผนฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน แล้วขนย้ายอุปกรณ์ประกอบระเบิดผ่านด่านพรมแดนที่เป็นด่านศุลกากรเข้ามาเลย…. ไม่นับอีกหลายเหตุการณ์ที่มีการขนอุปกรณ์ข้ามแดนไป-มา ตามท่าข้าม (ริมแม่น้ำโกลก ตากใบ) รวมถึงช่องทางธรรมชาติ บางเหตุการณ์เกิดระเบิดฝั่งไทย แต่คนร้ายลากสายไปกดจุดชนวนในฝั่งเพื่อนบ้านก็ยังมี… ในส่วนของด่านพรมแดนถาวรที่เป็น “ด่านตรวจคนเข้าเมือง” ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดสงขลา มีทั้งหมด 7 ด่าน ได้สั่งให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลเฝ้าระวังกว่า 5,000 รายชื่อ….ส่วนการลาดตระเวนพื้นที่ช่องทางธรรรมชาติ ท่าข้ามที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งสิ้น 74 ช่องทาง รวมทั้งจุดผ่อนปรนอีก 7 จุดนั้น ได้มีการจัดชุดปฏิบัติการ กองพันทหารราบเชิงรุก (พัน ร.เชิงรุก) ในการลาดตระเวนเฝ้าระวัง ใช้กำลังมากถึง 5,000 นาย
  3. ส่งกำลังทหารที่เรียกว่า “ชุดปฏิบัติการจรยุทธ์” เข้าไปในหมู่บ้านเป้าหมายที่คาดว่าเป็นที่หลบซ่อนตัวหรือกบดานของบรรดาแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบ รวมทั้้งหมู่บ้านที่ยังคงมีเหตุรุนแรงอยู่ จำนวน 118 หมู่บ้าน (จากหมู่บ้านทั้งหมดในพื้นที่ 1 พันกว่าหมู่บ้าน) เพื่อกดดันให้ผู้ก่อความไม่สงบไม่สามารถอำพรางตัวอยู่ในหมู่บ้านได้ ต้องหนีขึ้นภูเขา ซึ่งก็จะมีกองกำลังทหารพรานลาดตระเวนอยู่

มาตรการทั้งหมดนี้ทำต่อเนื่องมาหลายเดือน ส่งผลให้เหตุการณ์ในพื้นที่ค่อนข้างเงียบสงบ แต่จริงๆ แล้วปัญหาไม่ได้หมดไป เพียงแต่ผู้ก่อการรอจังหวะ และมีเวลาวางแผนอย่างรอบ คอบ สุดท้ายก็ตัดสินใจโจมตีชรบ. ในหมู่บ้านทุ่งสะเดา บ้านย่อยของบ้านทางลุ่ม ตำบลลำพะยา ซึ่งปรากฏว่าไม่ได้มีชื่อติดกลุ่ม 118 หมู่บ้าน เพราะเป็นหมู่บ้านที่ภาคประชาชนค่อนข้างเข้มแข็ง และตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นเพียง 3 ครั้งสะท้อนว่าฝ่ายผู้ก่อเหตุ เฝ้าดูความเคลื่อนไหวของฝ่ายรัฐมาตลอด มีการวางแผนและเลือกเป้าหมายอย่างรัดกุม

ปัญหาเฉพาะหน้าในแง่ยุทธวิธีตอนนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่บางฝ่ายเรียกร้องว่าควรจะปลดอาวุธกองกำลังภาคประชาชนหรือไม่ แต่ควรมาถอดบทเรียนกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ทำไมเหตุ การณ์โจมตีป้อม ชรบ.จนสูญเสียถึง 15 ศพ ถึงเกิดขึ้นได้ มีความหละหลวม ประมาทเลินเล่อตรงไหน

ป้อม ชรบ.แห่งนี้ทำไมถึงมีคนไปรวมตัวมากเป็นพิเศษ มีตำรวจและคนจากนอกพื้นที่เข้าไปทำอะไร และเมื่อเข้าไปรวมตัวกันแล้วได้ปฏิบัติตามขั้นตอนทางยุทธวิธีในการรักษาความปลอดภัยหรือไม่ หน่วยเหนือได้ติดต่อสื่อสาร แจ้งเตือน หรือแจ้งให้เฝ้าระวังมาก่อนหรือไม่ อย่างไร

ส่วนเรื่องการปลดอาวุธจากกองกำลังประชาชน หรือการถอนทหาร ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวที่ต้องหารือกันอย่างรอบคอบในระดับยุทธศาสตร์ แต่ในแง่ยุทธศาสตร์ที่ปรับได้ทันที คือการทำความเข้าใจว่าหากยังใช้กองทัพเป็น “หน่วยนำ” ในภารกิจดับไฟใต้ ปัญหาภาคใต้ก็จะยังทรงๆ อยู่แบบนี้ ฝ่ายที่ก่อเหตุก็หาจังหวะก่อได้เรื่อยๆ เพราะเป็นการต่อสู้ระยะยาว ขณะที่การเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัย ไม่ว่าจะเข้มงวดแค่ไหน ก็มีวันเผลอ วันประมาท วันอ่อนล้า วันสับเปลี่ยนกำลัง ฯลฯ จนมีช่องโหว่ช่องว่างให้ก่อเหตุได้อยู่ดี

ทางออกของปัญหาจึงต้องมีการพูดคุย เจรจา เพื่อดึงกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐมาร่วมโต๊ะพูดคุย หาทางออกสุดท้ายในแบบสันติวิธี แต่ปัญหาคือ กระบวนการพูดคุยเจรจาที่ทำอยู่ ก็ยังอยู่ในมือกองทัพ เพราะมีหัวหน้าคณะพูดคุยเป็นทหาร (อดีตทหาร ตั้งโดยนายกฯอดีตทหาร) และกลไกหลักๆ ในคณะพูดคุยก็ล้วนมาจากหน่วยงานรัฐ มีตัวแทนทั้งฝ่ายความมั่นคง งานต่างประเทศ และงานด้านยุติธรรรม

ฉะนั้นสิ่งที่แก้ไขได้ทันที อาจต้องเปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะพูดคุยให้เป็นพลเรือน หรือนักการทูตมืออาชีพ ส่วนตัวแทนกองทัพก็ยังเป็นกลไกอยู่ในคณะพูดคุย เพียงแต่ต้องไม่ใช่ผู้นำ และที่สำคัญต้องมีตัวแทนภาคประชาสังคมในพื้นที่ ในฐานะ “คนใน” ที่ผ่านการคัดเลือกในฐานะที่เป็น “ตัวแทนคนสามจังหวัดจริงๆ” มามีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่งานพัฒนา กองทัพควรปล่อยมือจากหน่วยงานที่มีภารกิจด้านนี้ เพื่อลดการถูกมองอย่างไม่ไว้วางใจ เช่น ศอ.บต. หรือศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ออกแบบมาดีมาก แต่ปัจจุบันโดนคำสั่งหัวหน้า คสช. ให้ไปอยู่ใต้ กอ.รมน. และมีทหารเป็นเลขาธิการ ศอ.บต. (พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร)

นอกจากนั้นยังควรให้น้ำหนักบทบาทงานพัฒนากับหน่วยงานปกติที่รับผิดชอบอยู่แล้ว โดยให้ฝ่ายกองกำลัง (ทหาร) ทำหน้าที่ รปภ. และขณะเดียวกันก็ต้องลดปัญหาการคอร์รัปชั่น หักหัวคิว เพราะหากยังปล่อยให้มีการทุจริต จะยิ่งดิสเครดิตฝ่ายรัฐเอง พร้อมเสริมบทบาทท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการกำหนดแผนงานพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของประชาชนมากขึ้นกว่าเดิม

ปัญหาทั้งหมดนี้เหมือน “ตะกอนไฟใต้” ที่พอเกิดเหตุรุนแรงที ก็มีแรงกระเพื่อมให้ตะกอนปรากฏขึ้นมาให้เห็นทีหนึ่ง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ตะกอนก็กลับไปนอนก้นเหมือนเดิม รอวันกระเพื่อมใหม่ ทั้งๆ ที่ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ความสูญเสียที่ปลายด้ามขวานมากมายเกินกว่าจะยอมรับได้อีกต่อไปแล้ว มากกว่าหลายๆ พื้นที่ขัดแย้งในโลกที่ใช้เวลามากกว่าไทยเป็นเท่าตัว อย่างเช่น ไออาร์เอ ขัดแย้ง 30 ปี มีผู้สูญเสียน้อยกว่าที่ชายแดนใต้ของไทยเกือบครึ่ง

ถึงวันนี้จึงน่าจะได้เวลาที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับตรงกันแล้วว่า การแก้ไขปัญหาไฟใต้ต้องใช้ทุกองคาพยพร่วมกัน ไม่สามารถมองแบบแยกส่วน หรือมองคนกันเองเป็นศัตรูไม่ได้อีกต่อไป ฝ่ายทหารหรือกองทัพก็ยังมีความสำคัญ เพราะที่ผ่านมาก็ช่วยลดระดับความรุนแรงลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เพียงแต่ต้องปรับภารกิจให้สอดคล้องกับทิศทางที่จะก้าวเดินต่อไป คือก้าวข้ามความรุนแรง

ขณะที่รัฐบาลในฐานะผู้คุมยุทธศาสตร์ ต้องสร้างความเชื่อมโยงกับภาคประชาชนและประชาสังคม จัดบทบาทและภารกิจที่แต่ละหน่วยงานต้องรับผิดชอบให้ชัดเจน มีตัวชี้วัดที่ดี เพื่อให้เราก้าวข้ามไฟใต้ในวังวนเดิม และสถาปนาสันติสุขให้เกิดขึ้นจริงต่อไป

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ : สำนักข่าวอิศรา(isranews)