รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ประชุมหารือ เร่งจ่ายไฟให้ครอบคลุมภายในวันนี้ พร้อมฟื้นฟูเมืองเศรษฐกิจ หลังน้ำท่วมหนัก

รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ประชุมหารือ เร่งจ่ายไฟให้ครอบคลุมภายในวันนี้ พร้อมฟื้นฟูเมืองเศรษฐกิจ หลังน้ำท่วมหนัก

วันนี้ (1 ธันวาคม 2568) เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมเสนาณรงค์ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พลเอก นพดล ปิ่นทอง รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมด้วยพลตรี กรกฏ ภู่โชติ รองแม่ทัพภาคที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภาคในภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมประชุมหารือเพื่อติดตามและเร่งปฏิบัติภารกิจบรรเทาสาธารณภัยในการฟื้นฟูพื้นที่หลังเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่

จากสรุปสถานการณ์ความเสียหายในภาพรวม เหตุการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่หาดใหญ่รวม 13 ตำบล, 67 หมู่บ้าน, 235 ชุมชน คิดเป็น 223,178 ครัวเรือน หรือ 406,823 คน ที่ได้รับผลกระทบ โดยความคืบหน้าการช่วยเหลือและฟื้นฟูนั้น ในส่วนของการอพยพประชาชน ได้มีการจัดตั้งศูนย์อพยพสะสมรวม 21 แห่ง ปัจจุบันคงเหลือ 8 แห่ง ซึ่งมียอดผู้ประสบภัยที่เข้าศูนย์ฯ สะสม 14,420 คน โดยผู้ที่เดินทางกลับบ้านแล้วมีจำนวน 11,267 คน และยังคงเหลือในศูนย์อพยพ 3,153 คน ด้านการจัดการขยะ ซึ่งประมาณการปริมาณขยะที่ต้องขนย้ายรวม 10,000 ตัน นั้น ปัจจุบันได้ขนย้ายไปยังจุดทิ้งแล้วจำนวน 2,570 ตัน ขณะเดียวกัน โรงครัวพระราชทาน ยังคงดำเนินการผลิตอาหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลกลุ่มผู้ประสบภัยที่แม้จะกลับเข้าบ้านแล้วแต่ยังไม่สามารถทำอาหารเองได้ รวมถึงกำลังพลเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังได้เร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยและเด็กเป็นพิเศษ

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า ได้ระดมเครื่องมือและกำลังพลเพิ่มเติม เพื่อเร่งรัดภารกิจสำคัญในการคืนพื้นที่ให้กลับคืนสู่ปกติ โดยมีเป้าหมายที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันนี้

  • จ่ายกระแสไฟฟ้าแรงสูงให้ครอบคลุมพื้นที่โดยเน้นย้ำที่ ชุมชนโชคสมาน ซึ่งเป็นพื้นที่สุดท้ายที่รอการจ่ายไฟฟ้าแรงสูง
  • จ่ายกระแสไฟฟ้าระบบแรงต่ำไปยังมิเตอร์ผู้ใช้ไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่ในบริเวณที่เหลือ ได้แก่ ถนนนิพัทธ์อุทิศ 1, 2, 3 (ส่วนที่เหลือ), ถนนธรรมนูญวิถี, ถนนศุภสารรังสรรค์, ถนนศรีภูวนารถ, ถนนเพชรเกษม และพื้นที่เขต 8 (บางส่วน)

นอกจากนี้ ยังคงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจตระเวนเพื่อรักษาความเรียบร้อยและดูแลความปลอดภัยของบ้านเรือนและเส้นทางสัญจรอย่างเข้มงวด ในขณะนี้ สถานการณ์โดยทั่วไปดีขึ้นมาก มีการกระจายกระแสไฟฟ้าและน้ำประปาในบางจุดแล้ว สำหรับภารกิจเร่งด่วนคือการฟื้นฟูให้เมืองเศรษฐกิจแห่งนี้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ทหารมีไว้ทำไม #ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส #แม่ทัพภาคที่4 #กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า


นที มีเดช รายงาน

เร่งฟื้นฟูรอบโรงพยาบาลหาดใหญ่หลังน้ำลด คืบหน้า 70% เตรียมเปิดรับผู้ป่วยฉุกเฉิน

เร่งฟื้นฟูรอบโรงพยาบาลหาดใหญ่หลังน้ำลด คืบหน้า 70% เตรียมเปิดรับผู้ป่วยฉุกเฉิน

วันนี้ (1 ธันวาคม 2568) กำลังพลจากมณฑลทหารบกที่ 42 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และทหารเรือ ร่วมปฏิบัติภารกิจทำความสะอาดบริเวณถนนโดยรอบโรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อเปิดเส้นทางจราจรให้ประชา ชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก หลังสถานการณ์น้ำลดและมีโคลนตะกอนจำนวนมากปกคลุมพื้นที่

พันเอก กุดั่น ทองคำ รองเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 42 เปิดเผยว่า กำลังพลจากทุกหน่วยได้ร่วมกันทำความสะอาดเส้นทางหลักโดยรอบตัวโรงพยาบาล ยกสิ่งกีดขวาง และจัดระเบียบสภาพพื้นที่ เพื่อให้รถพยาบาลและประชาชนสามารถใช้เส้นทางได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็วมากขึ้น โดยได้ตั้งเป้าให้ดำเนินการทำความสะอาดเส้นทางรอบโรงพยาบาลหาดใหญ่ภายในวันนี้ เวลา 18.00 น. ตามนโยบายของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่สั่งเร่งฟื้นฟูพื้นที่ด้านการแพทย์เป็นลำดับแรก

สำหรับภายในโรงพยาบาลหาดใหญ่ เจ้าหน้าที่และหน่วยสนับสนุนได้เร่งทำความสะอาดพื้นที่สำคัญ โดยเฉพาะห้องฉุกเฉิน ห้องผู้ป่วยวิกฤต และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ล่าสุดงานฟื้นฟูคืบหน้าแล้วกว่า 70% เร่งเตรียมพร้อมเปิดรับผู้ป่วยฉุกเฉินให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่หาดใหญ่และใกล้เคียงสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างต่อเนื่อง

ทหารมีไว้ทำไม #ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส #แม่ทัพภาคที่4 #กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า


นที มีเดช รายงาน

“ศูนย์การเรียนรู้นันทสิปปาคาร” จังหวัดน่าน เปิดเข้าชมภายใน ครั้งแรกฟรี ! ไม่มีค่าใช้จ่าย

วันที่ 5 ธันวาคม 68 นี้ “ศูนย์การเรียนรู้นันทสิปปาคาร” จังหวัดน่าน เปิดเข้าชมภายใน ครั้งแรก หัวใจของการเปลี่ยนผ่าน “น่าน” เมืองแห่งวัฒนธรรมมีชีวิต ก้าวสู่เมืองสร้างสรรค์ของไทยในเวทีโลก เปิดให้เข้าชมภายในครั้งแรก! เข้าชมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องจอง วันที่ 5 ธันวาคม 68 นี้จากนั้น เปิดให้เข้าชมทุกวัน อังคาร – อาทิตย์ เวลา 09.00 – 17.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์ และวันนักขัตฤกษ์)

ศูนย์การเรียนรู้นันทสิปปาคาร เปิดโลกการเรียนรู้ ผ่านศิลปะ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์

  • ห้องที่ 1: ห้อง Auditorium: รับแรงบันดาลใจ (Short Film)/Workshop and Gamification พลวัตกลุ่ม และสร้างระบบคิด นำ The(pre) Mission Impossible ไปเสนอในระบบ “ประชาคมเยาวชนเพาะพันธุ์ปัญญา”สรุปและสะท้อนบทเรียน
  • ห้องที่ 2: ห้องพระราชประวัติ ร.9 และรถแลนด์โรเวอร์ : คำสอนเพื่อให้แก้ไขปัญหาพื้นฐานด้วยหลักเหตุและผลเพื่อการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนอย่างพอเพียง
  • ห้องที่ 3: ห้องสมบัติน่าน : เข้าใจที่มาและที่ไปในรากเหง้าของความเป็นน่านตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป
  • ห้องที่ 4: ห้องประวัติศาลากลางเดิม : เข้าใจประวัติศาสตร์และความเป็นมาและปรัชญา ของศาลากลางจังหวัด
  • ห้องที่ 5: ห้องเทคโนโลยีกับมนุษย์ : โลกกว้างมีเทคโนโลยีและวิทยาการที่ลดความลำบากใน การใช้ชีวิตของมนุษย์ และเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาได้
  • ห้องที่ 6: ห้อง NAN Simulation : แสดงให้เห็นปัญหาและผลกระทบต่อสังคม เด็กจะนำข้อมูลที่ได้จากการเรียนรู้ทั้งหมด มาใช้ในการแก้ปัญหา และสร้างเมืองยั่งยืน

#น่าน #ศูนย์การเรียนรู้นันทสิปปาคาร


นที มีเดช รายงาน

รายงานการพบ “เหมยขาบ” อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ฤดูหนาวปี 2568

รายงานการพบเหมยขาบ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ฤดูหนาวปี 2568

ครั้งที่ 1 วันที่ 24.11.2568 อุณหภูมิต่ำสุด 4 องศาเซลเซียสที่กิ่วแม่ปาน (06.00 น.) อุณห ภูมิต่ำสุดของหนาวปีนี้ พบบริเวณ ลานจอดรถ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ที่ อน.5 (ยอดดอย) (t=5°C ,tยอดหญ้า=0.7°C)

ครั้งที่ 2 วันที่ 25.11.2568 อุณหภูมิต่ำสุด 5 องศาเซลเซียส หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อน.5 (ยอดดอย)(06.00 น.) พบบริเวณ ลานจอดรถ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ที่ อน.5 (ยอดดอย) (t=5°C ,tยอดหญ้า=0.2°C)

ครั้งที่ 3 วันที่ 26.11.2568 อุณหภูมิต่ำสุด 3 องศาเซลเซียส หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อน.5 (ยอดดอย)(06.00 น.) พบบริเวณ ลานจอดรถ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ที่ อน.5 (ยอดดอย)

ครั้งที่ 4 วันที่ 27.11.2568 อุณหภูมิต่ำสุด 2 องศาเซลเซียส หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อน.5 (ยอดดอย)(06.00 น.) พบบริเวณ ลานจอดรถ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ที่ อน.5 (ยอดดอย)

ครั้งที่ 5 วันที่ 28.11.2568 อุณหภูมิต่ำสุด 3 องศาเซลเซียส หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อน.5 (ยอดดอย)(06.00 น.) พบบริเวณ ลานจอดรถ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ที่ อน.5 (ยอดดอย)

ครั้งที่ 6 วันที่ 29.11.2568 อุณหภูมิต่ำสุด 7 องศาเซลเซียส หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อน.5 (ยอดดอย)(06.00 น.) พบเหมยขาบบริการหน้าหน่วยพิทักษ์ ยอดดอย แล้วลานจอด อุณหภูมิยอดหญ้า 0.1 องศา

ครั้งที่ 7 วันที่ 30.11.2568 อุณหภูมิต่ำสุด 8 องศาเซลเซียส หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อน.5 (ยอดดอย)(06.00 น.) พบเหมยขาบบริการหน้าหน่วยพิทักษ์ ยอดดอย แล้วลานจอด อุณหภูมิยอดหญ้า -0.5 องศา

ครั้งที่ 8 วันที่ 1.12.2568 อุณหภูมิต่ำสุด 8 องศาเซลเซียส หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อน.5 (ยอดดอย)(06.00 น.) พบเหมยขาบบริการลานจอดรถ(ยอดดอย) อุณหภูมิยอดหญ้า -0.1 องศา


นที มีเดช รายงาน

“ฟื้นฟูไว อุ่นใจประชาชน” แพทย์ทหารดูแลสุขภาพกาย–สุขภาพใจครบมิติ ให้กับประชาชนหลังน้ำท่วม

“ฟื้นฟูไว อุ่นใจประชาชน” แพทย์ทหารดูแลสุขภาพกาย–สุขภาพใจครบมิติ ให้กับประชาชนหลังน้ำท่วม

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ชุดแพทย์ทหารเผชิญเหตุฉุกเฉินกองทัพบก (M-MERT) กอง ทัพภาคที่ 3 จัดกำลังแพทย์เดินเท้า ซึ่งประกอบไปด้วยโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ โรงพยา บาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และโรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหัก เข้าพื้นที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อดูแลและฟื้นฟูสุขภาพจิตของประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยทีมแพทย์ได้ประเมินระดับความเครียด ความวิตกกังวล และปัญหาทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ พร้อมให้คำปรึกษารายบุคคล ช่วยผ่อนคลายความเครียด รวมถึงติดตามอาการกลุ่มเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่เผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญโดยตรง ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

นอกจากนี้ ยังได้จัดกำลังชุดแพทย์ทหารเดินเท้าออกให้บริการตรวจรักษาแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ครอบคลุมทั้งโรคผิวหนัง น้ำกัดเท้า โรคติดเชื้อที่พบบ่อยหลังน้ำท่วม โรคฉี่หนู และปัญหาระบบทางเดินหายใจ พร้อมทั้งให้บริการทำแผล ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่ขาดยาต่อเนื่อง และให้คำแนะนำด้านสุขอนามัยหลังน้ำท่วมเพื่อป้องกันการเกิดโรคระบาดในชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีการคัดกรองภาวะเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรง (PTSD) และติดตามสุขภาพจิตประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รับการดูแลครบวงจรทั้งด้านร่างกายและจิตใจควบคู่กันไป พร้อมแจกจ่ายยารักษาเบื้องต้น รวมถึงสิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง

ภารกิจครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของกองทัพบกในการยืนเคียงข้างประชาชนในยามเดือดร้อน ตามเจตนารมณ์ “กองทัพบกเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส”


นที มีเดช รายงาน

ภารกิจเร่งด่วน ! เจาะปฏิบัติการ MERT ทร.กลางสนามรบแห่งความหวัง กลางวิกฤตน้ำท่วมสงขลา วันที่4 ของการปฏิบัติภารกิจ

ภารกิจเร่งด่วน ! เจาะปฏิบัติการ MERT ทร.กลางสนามรบแห่งความหวังกลางวิกฤตน้ำท่วมสงขลา วันที่4 ของการปฏิบัติภารกิจ

รายงานการปฏิบัติของชุดปฏิบัติการทางการแพทย์ในภาวะภัยพิบัติ พร. วันที่ 30 พ.ย.68 ปฏิบัติงานสมทบกับชุดปฏิบัติการของ ฐท.สข. ลงพื้นที่รอบนอกตัวเมืองที่เข้าถึงยาก ดังนี้

ชุดที่ 1 สมทบหน่วยยานเกราะล้อยาง AWAV ออกปฏิบัติภารกิจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพื้นที่ ต.บ้านหัวป่า หมู่ 6 อ.ระโนด จ.สงขลา พื้นที่ส่วนใหญ่น้ำท่วมขังเนื่องจากอยู่ติดทะเล น้ำเริ่มเน่าเสีย การสัญจรต้องใช้เรือทั้งหมด ชุดช่วยเหลือต่าง ๆ เข้าถึงไม่ได้ บางพื้นที่น้ำตื้นเขิน บางพื้นที่ลึก ต้องใช้รถ AWAV เข้าจากโรงสูบน้ำริมทะเลวิ่งลงทะเลอ้อมเข้ามาในคลองบริเวณปากน้ำ ชาวบ้านนำเรือหางยาว/เรือเล็กมารับมอบ จากนั้นทีมแพทย์ลงเรือหางยาวลัดเลาะเข้าไปในชุมชน มอบยารักษา 80 ชุด ยารักษาน้ำกัดเท้า 20 หลอด แป้งโรยเท้า 20 กระป๋อง ภาวะสุขภาพที่เป็นปัญหาคือน้ำกัดเท้า และมีโอกาสเกิดโรคระบาดต่าง ๆ เช่นไข้เลือดออก โรคฉี่หนู และโรคระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เริ่มเน่าเสีย และมีครัววกลางของชุมชนในการประกอบอาหารและกระจายแจกจ่ายในชุมชน

ชุดที่ 2 สมทบกับหน่วยยานเกราะล้อยาง AWAV ออกปฏิบัติภารกิจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย พื้นที่ บริเวณริมทะเลสาบสงขลา ต.ปากรอ อ. สิงหนคร จ.สงขลา ตรวจรักษาผู้เจ็บป่วย แจกชุดยาสามัญ ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเด็ก ร่วมกับ กองพันลาดตระเวน (แจกอาหารและน้ำดื่ม)
ผลการปฏิบัติ แจกชุดยาสามัญ จำนวน 30 ชุด (น้ำกัดเท้า /แผลเปิดขนาดเล็กไข้หวัด /ปวดตามตัว, ปฐมพยาบาลทำแผลจากอุบัติเหตุ

อุปสรรคในการปฏิบัติ ระดับน้ำ หมู่ 3 ยังสูง รถ AWAV เข้าถึงยากเนื่องจากถนนแคบ ต้องเดินเท้า เข้าเยี่ยมบ้านที่มีผู้สูงอายุ และเด็กอ่อน ยาและ ถุงยังชีพ drop ไว้ที่ โรงเรียน

ชุดที่ 3 จัดกำลังพลมอบถุงยังชีพ น้ำดื่ม ยาและเวชภัณฑ์แก่ประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย ม.7 และ ม.8 ต.ท่าบอน อำเภอระโนด และศูนย์พักพิงร่วมใจอุ่นไอรัก

  1. แจกถุงยังชีพ ผป.ศูนย์พักพิง 30 ชุด
  2. ตรวจรักษา จ่ายยาเบื้องต้น ผป.ในศูนย์พักพิง จำนวน 15 ราย ส่วนใหญ่ ผป.น้ำกัดเท้า และพูดคุย กับผู้สูงอายุ ให้กำลังใจ
  3. มอบชุดเด็ก + แพมเพิส นมผง ให้เด็กวัย 2 เดือน ที่อยู่ในศูนย์พักพิงกับ คค.
  4. ร่วมมอบข้าวสารอาหารแห้ง ให้ศูนย์พักพิง ร่วมกับชุดลาดตระเวน
  5. แจกถุงยังชีพ พร้อมชุดยาให้กับ ผป.ติดเตียง และผู้สูงอายุ ใน พท. ม.7 และ ม. 8 จำนวน 20 หลังคาเรือน

อุปสรรคในการปฏิบัติ ในพื้นที่นี้ยังมีน้ำท่วมขังลึกระดับอก ทำให้การเดินทาง ออกมาจากบ้านยากลำบาก

#HeroofMERT #srkhospital #กรมแพทย์ทหารเรือ #กองทัพเรือ


ปิดฉากการแข่งขันกีฬาซอฟท์เทนนิสกีฬาระหว่างโรงเรียนประจำปีการศึกษา 2568

ปิดฉากการแข่งขันกีฬาซอฟท์เทนนิสกีฬาระหว่างโรงเรียนประจำปีการศึกษา 2568 แชมป์แต่ละรุ่นต้องลุ้นกันเหนื่อย “น้องเนย” ฌัชชา กล่อมกมล และ”น้องซี” ธัชพงศ์ สะอาด คว้าดับเบิ้ลแชมป์ โดยมี นางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทยเป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขัน

เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2568 : ที่ สนามเทนนิสมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลองหก จ.ปทุมธานี วันสุดท้ายของการแข่งขันกีฬาซอฟท์เทนนิสกีฬาระหว่างโรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2568 ซึ่งกรมพลศึกษา ร่วมกับสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย จัดการแข่งขันขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 พ.ย.2568 โดยมีผลการแข่งขันในรุ่นต่างๆ ดังนี้

  • หญิงเดี่ยว 12 ปี เด็กหญิงนกรณ์ เกตุมะยูร จากนครนายกยังครองแชมป์ในรุ่นนี้อย่างเหนียวแน่นหลังหวดชนะ เด็หญิงวรัญญา ศรีเพ็ง ในรอบชิงชนะเลิศ 4-1 รองชนะเลิศอันดับสองร่วมได้แก่เด็กหญิงณัฐนรี สาสาร และเด็กหญิงณิชาภัทร ผ่องจำปี
  • ชายเดี่ยว 12 ปีแชมป์เป็นของเด็กชายปิยะวัฒน์ มั่งคล้าย จากพิจิตรที่หวดชนะเด็กชายธนกร ไชยลังการ จากพระนครศรีอยุธยา ในรอบชิงชนะเลิศ 4-1 รองชนะเลิศอันดับสองเด็กชายสุทธิวิชญ์ อุไรวงค์ และเด็กชายชวนากร ธนีภาพ
  • หญิงเดี่ยว 15 ปีแชมป์เป็นของเด็กหญิงเบลินด้า เอนจิ นักหวดสาวลูกครึ่งไทย-กาน่าจากพิจิตรหลังหวดชนะเด็กหญิง ใบบุญ ไกรโชค 4-0 รองชนะเลิศอันดับสองร่วมเด็กหญิงปิยะวรรณ ยั่งยืนกูล และเด็กหญิงกันยกร เกิดแก้ว
  • ชายเดี่ยว 15 ปีนายภูมิภัทร เธียรชัยพงษ์ จากพิจิตรคว้าแชมป์ด้วยการหวดชนะนายกฤศวัฒน์ จันทร์ต๊ะแก้ว 4-0 รองชนะเลิศอันดับสองร่วมนายธนกร ไชยลังการ และเด็กชายชัชฌานนท์ บรรจงศิริ
  • หญิงเดี่ยว 18 ปีนางสาวชิญญาดา วิทูประพัทธ์ คว้าแชมป์หลังโค่นสาวน้อยลูกครึ่งไทย-กาน่า เด็กหญิงเบลินด้า เอนจิ ไปได้ 4-2 รองชนะเลิศอันดับสองนางสาววรรณิกา เพ็งประไพ และนางสาวสุภาวดี ศรีเพ็ง
  • ชายเดี่ยว 18 ปีนายธัชพงศ์ สะอาด นักหวดหนุ่มวัย 16 ปีจากศรีสะเกษคว้าแชมป์หลังดวลเดือดชนะ นายนภัทร์ แซ่จีน จากสมุทรสงคราม 4-2 รองชนะเลิศอันดับ 2 นายปิยะสุวรรณ มั่งคล้าย จากพิจิตร และนายธนกฤษ พงศ์เศวต จากพิษณุโลก
  • หญิงเดี่ยว 20 ปีนางสาวฌัชชา กล่อมกมล คว้าแชมป์กลับสุโขทัยหลังหวดชนะนางสาวอลิชา มายา ซีกเลอร์ สาวน้อยลูกครึ่งไทย-เยอรมัน จากศรีสะเกษ 4-1 รองชนะเลิศอันดับสองเด็กหญิงศิริกร พูนผล จากพิษณุโลก และเด็กหญิงเบลินด้า เอนจิ จากพิจิตร
  • ชายเดี่ยว 20 ปีแชมป์เป็นของนายภูมิภัทร เธียรชัยพงษ์ จากพิจิตรหวดชนะนายกฤติธี ปลื้มใจ จากสมุทรสงคราม 4-1 รองชนะเลิศอันดับ 2 นายธนกฤษ พงศ์เศวต จากพิษณุโลก และนายจิตติพัฒน์ อุ่นเจริญ
  • หญิงเดี่ยวทั่วไป “น้องเนย” นางสาวฌัชชา กล่อมกมล คว้าแชมป์ที่ 2 ด้วยการหวดชนะนางสาวยิ่งลักษณ์ เจริญรักษ์ธนกุล จากกรุงเทพฯ 4-2 รองชนะเลิศอันดับ 2 นางสาวชฎามาส ไตรตระกูลสินธุ์ และเด็กหญิงเบลินด้า เอนจิ
  • ชายเดี่ยวทั่วไป “น้องซี” นายธัชพงศ์ สะอาด นักหวดหนุ่มจากศรีสะเกษคว้าดับเบิ้ลแชมป์กลับบ้านหลังหวดชนะ นายส่งเสริม แก้วสุขศรี 4-1 รองชนะเลิศอันดับ 2 นายอรรถพล อิศรางกูร ณ อยุธยา และนายธนกฤษ พงศ์เสวต

นางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานในการมอบถ้วยรางวัล-เหรียญรางวัล และเกียรติบัตรแก่นักกีฬาชนะเลิศลำดับต่างๆ และได้กล่าวหลังพิธีการมอบรางวัลว่า “การแข่งขันกีฬาซอฟท์เทนนิสกีฬาระหว่างโรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2568 ปิดฉากลงด้วยความสำเร็จที่น่าพอใจด้วยจำนวนนักกีฬาซอฟท์เทนนิสที่สมัครเข้าร่วมแข่งขันมากขึ้น ถือเป็นการเพิ่มประชากรซอฟท์เทนนิสให้มากขึ้น และมั่นใจได้ว่าการแข่งขันในปีหน้าจะยังคงมีนักกีฬาซอฟท์เทนนิสหน้าใหม่เข้าร่วมแข่งขันมากขึ้น ท้ายนี้ต้องขอขอบคุณกรมพลศึกษา,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี,กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ,นักกีฬา,ผู้ตัดสิน ตลอดจนผู้ปกครอง และทุกภาคส่วนที่ทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งจนการแข่งขันปิดฉากลงด้วยความสำเร็จตามวัตถุประสงค์” นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิส กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

อดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสองค์การอนามัยโลกเตือน การปฏิเสธแนวทางการลดอันตรายจากยาสูบ จะคร่าชีวิตผู้คนกว่า 100 ล้านคน

อดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสองค์การอนามัยโลกเตือน การปฏิเสธแนวทางการลดอันตรายจากยาสูบ จะคร่าชีวิตผู้คนกว่า 100 ล้านคน

สำนักข่าว AP รายงานบทความจาก 2 อดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ที่เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ยอมรับแนวทางการลดอันตรายจากยาสูบเพื่อช่วยชีวิตคนกว่า 100 ล้านคนก่อนการประชุม COP11 ของกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยา สูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) ที่เพิ่งเสร็จสิ้นลงเมื่อเร็วๆนี้

อดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์การอนามัยโลก 2 คน ได้แก่ Derek Yach หนึ่งในผู้มีส่วนร่วมในการร่างกรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบ และ Tikki Pang อดีตผู้บริหารฝ่ายวิจัยนโยบายขององค์การอนามัยโลก เรียกร้องให้มีการปฏิรูปอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (FCTC) ครั้งใหญ่ โดยพวกเขาให้เหตุผลว่าการปฏิรูปนี้อาจช่วยชีวิตผู้คนได้มากกว่า 100 ล้านคนภายในปี 2060

ทั้งสองระบุว่าประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบจะประชุมกันที่เจนีวา ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน เพื่อหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าของนโยบายควบคุมยาสูบทั่วโลก ซึ่งประเทศต่างๆ จะต้องเผชิญกับข้อเรียกร้องให้เพิ่มข้อจำกัดสำหรับผลิตภัณฑ์นิโคตินที่เสี่ยงน้อยกว่า โดย Yach และ Pang ยืนกรานว่าข้อเรียกร้องเหล่านี้ต้องถูกปฏิเสธ บทความของเจ้าหน้าที่อาวุโสทั้งสองให้ข้อเสนอแนะว่า “รัฐบาลต้องกล้าท้าทายหลักคำสอนเก่าๆ ภาคอุตสาหกรรมต้องกล้าจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกับระบบสาธารณสุข และภาคประชาสังคมต้องกล้าสนับสนุนหลักวิทยาศาสตร์มากกว่าอุดมคติ”

Yach และ Pang ส่งเสียงเรียกร้องไปที่วารสารทางวิทยาศาสตร์และสมาคมการแพทย์ที่สร้างหลักการที่บิดเบือนแก่วงการแพทย์ โดยพวกเขาระบุว่า “หน่วยงานต่างๆ ต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบทางจริยธรรมของตน เพื่อให้มั่นใจว่าประโยชน์ของการลดอันตรายเป็นที่เข้าใจอย่างกว้างขวางในหมู่บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งแพทย์ที่ได้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและไม่ถูกต้องยังคงเป็นกำแพงสำคัญที่ขัดขวางการยอมรับในเรื่องการลดอันตราย นอกจากนี้ หน่วยงานเหล่านี้ยังไม่ยอมรับว่าการลดอันตรายส่งผลต่อประเทศยากจนอย่างไร”
เนื้อหาส่วนหนึ่งในบทความระบุว่า

“ประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลางจะต้องเผชิญกับความตึงเครียดด้านสุขภาพและเศรษฐกิจมหาศาลเป็นเวลาหลายทศวรรษ หากไม่ดำเนินมาตรการเร่งด่วน ผู้เขียนเชื่อว่าที่ประชุม COP11 จะต้องยอมรับความจริงที่ว่า การลดอันตรายจากยาสูบไม่ใช่การถกเถียงในเชิงทฤษฎี แต่เป็นกลยุทธ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีผลลัพธ์ที่สามารถช่วยชีวิตคนได้”

ผู้เขียนยังเปรียบเทียบความก้าวหน้าในประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาที่นโยบายการควบคุมยาสูบของ WHO มักไม่ได้รับการตั้งคำถาม

“การใช้ผลิตภัณฑ์แบบไม่เผาไหม้เพิ่มสูงขึ้นในประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อิตาลี โปแลนด์ และเยอรมนี และการใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณา จักร รัสเซีย และโรมาเนีย ซึ่งอัตราการสูบบุหรี่ในประเทศเหล่านี้ลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้คนหลายล้านคนหันไปใช้ทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า”

ในขณะเดียวกัน ประเทศสวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก และไอซ์แลนด์ มีการใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินที่ไม่ใช่บุหรี่แบบดั้งเดิมอย่างแพร่หลายส่งผลให้ให้อัตราการสูบบุหรี่และอัตราการเกิดโรคมะเร็งอยู่ในระดับต่ำสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมาทั่วโลก ประเทศเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของมนุษย์สามารถเปลี่ยนทิศทางได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น เมื่อผู้บริโภคได้รับทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้

ในทางตรงกันข้าม ในประเทศ เช่น อินโดนีเซีย จีน อียิปต์ และจอร์แดน อัตราการสูบบุหรี่ของผู้ชายยังคงสูงเกิน 45% ซึ่งเป็นระดับที่พบเห็นครั้งสุดท้ายที่อังกฤษในช่วงทศวรรษ 1960

ผู้เขียนสรุปว่า “สำหรับผู้แทนจำนวนมาก ที่ไปร่วมการประชุมกรอบอนุสัญญาของ WHO การเรียกร้องให้พิจารณาการลดอันตรายใหม่มักเป็นเรื่องลำบากใจสำหรับพวกเขา” ในการประชุม COP11 ปีนี้ ผู้แทนจากประเทศนิวซีแลนด์ หนึ่งในประเทศที่ยึดหลักการลดอันตรายจากการสูบบุหรี่ ผสมผสานกับหลักการ MPOWER ขององค์การอนามัยโลก ได้กล่าวสุนทรพจน์แสดงความก้าวหน้าในการดำเนินการตามอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบและการลดอัตราการสูบบุหรี่

ผู้แทนจากประเทศนิวซีแลนด์ กล่าวว่า “ตั้งแต่ปี 2012 อัตราการสูบบุหรี่ต่อวันของผู้ใหญ่ในนิวซีแลนด์ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง และปัจจุบันอยู่ที่ 6.9% ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการสูบบุหรี่ของผู้ใหญ่ต่ำที่สุดในโลก เราใกล้บรรลุเป้าหมายที่น้อยกว่า 5% แนวคิดเรื่องการรวมพลังเพื่อคนรุ่นใหม่ที่ปลอดบุหรี่นั้นได้รับการตอบรับอย่างแข็งขัน เรามุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนี้และประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยจำนวนผู้ที่สูบบุหรี่ทุกวันในกลุ่มคนอายุ 14-24 ปี มีเพียง 3% และในกลุ่มอายุ 15-17 ปี มีเพียง 0.6% เท่านั้น”

“คนรุ่นใหม่กำลังเติบโตมากับสังคมปลอดบุหรี่ ความก้าวหน้าของเราสะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินมาตรการ MPOWER ของ WHO FCTC อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมปลอดบุหรี่ การขึ้นภาษี บรรจุภัณฑ์เรียบง่าย และคำเตือนด้านสุขภาพ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากแคมเปญการตลาดเพื่อสังคม การสนับสนุนให้เลิกบุหรี่ และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด การให้การสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมและตรงเป้าหมายแก่ประชาชนเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างยิ่ง มาตรการเหล่านี้ส่งผลให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่ปี 2005 จนถึงปี 2018”

“ตั้งแต่ปี 2019 อัตราการสูบบุหรี่ลดลงอย่างรวดเร็วมากขึ้น เนื่องมาจากการดำเนินมาตรการลดอันตรายจากยาสูบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมการเข้าถึงผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า สำหรับประชากรชาวเมารีพื้นเมืองของเรา การสูบบุหรี่ทุกวันลดลงมากกว่า 60% จาก 37.7% ในปี 2012 เหลือ 14.7% ในปี 2024 ซึ่งถือเป็นการลดลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน“

“เราปฏิบัติตามคำแนะนำของ FCTC MPOWER โดยบังคับใช้กฎระเบียบที่สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้พร้อมสนับสนุนให้ผู้คนเลิกสูบบุหรี่ ในขณะเดียวกันก็ลดโอกาสการเข้าถึงของเยาวชน นิวซีแลนด์ยังคงเข้มงวดการควบคุมกฎระเบียบเพื่อปกป้องเยาวชน ตั้งแต่กฎระเบียบด้านการค้าปลีก การควบคุมสินค้า และการตลาด และมาตรการเหล่านี้กำลังได้ผล โดยข้อมูลปี 2025 แสดงให้เห็นว่าอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้ายังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง”

“นิวซีแลนด์ยังคงมุ่งมั่นที่จะลดอันตรายอันใหญ่หลวงที่เกิดจากการควบคุมยาสูบ โดยทำให้การควบคุมยาสูบทั้งสามด้าน ซึ่งประกอบไปด้วย กลยุทธ์ด้านอุปทาน อุปสงค์ และการลดอันตราย เป็นกลางตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 1D ของอนุสัญญา เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะแบ่งปันประสบการณ์และเรียนรู้จากผู้อื่น ขณะที่เราร่วมมือกันเพื่อโลกที่การสูบบุหรี่จะไม่คร่าชีวิตผู้คนนับล้านอีกต่อไป”

ที่มา : Two Former WHO Leaders Warn : Rejecting Harm Reduction Will Cost 100 Million Lives | AP News
(1) Michael Landl on X : “🇳🇿New Zealand reaffirmed its commitment to harm reduction. Since 2012, smoking rates halved. Practical support and risk-based regulation of vaping products are driving the decline, bringing the country close to smoke-free status. #COP11 #VoicesUnheard #FCTCCOP11 https://t.co/TFrjernyjT” / X


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สัญลักษณ์ใหม่แห่งเนื้อไทยคุณภาพพรีเมียม! คอมพานี บี เปิดตัว “งัวแดง” พลิกภาพลักษณ์เนื้อไทยทัดเทียมสากล

สัญลักษณ์ใหม่แห่งเนื้อไทยคุณภาพพรีเมียม! คอมพานี บี เปิดตัว “งัวแดง” พลิกภาพลักษณ์เนื้อไทยทัดเทียมสากล พร้อมรุกตลาด Horeca และ Modern Trade ตั้งเป้า พาเนื้อวัวไทยสร้างรายได้เกษตรกรกว่า 840 ล้าน

บริษัท คอมพานี บี จำกัด ผู้นำในธุรกิจร้านอาหารและผู้สร้างสรรค์ประสบการณ์เนื้อวัว คุณ ภาพเยี่ยม เปิดตัวโปรเจคการสร้างสรรค์เนื้อวัวสายพันธุ์ Beef Master คุณภาพสูงในประเทศ ผ่านโครงการ “งัวแดง : การผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพเพื่อทดแทนการนำเข้า และสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย” ลุยตลาดเปิดตลาดแบรนด์ใหม่ “งัวแดง–แก่นแท้ งัวเนื้อไทย” พร้อมเปิดตัวเนื้อวัวพรีเมียม “Copper Prime” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่แสวงหาเนื้อวัวคุณภาพแทนเนื้อนำเข้า

ที่ผ่านมา ร้านอาหารในเครือของบริษัท คอมพานี บี เคยพึ่งพา “เนื้อนำเข้า” จากออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เพื่อใช้ในร้านอาหารอย่าง “เนื้อแท้” แต่ตลอดหลายปีของการร่วมพัฒนาระหว่างทีมวิจัยและฟาร์มพันธมิตร ได้นำไปสู่การสร้าง สายพันธุ์และระบบการเลี้ยง “งัวแดง” ที่เหมาะกับภูมิอากาศไทยอย่างแท้จริง การร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเกษตรกรของโครงการงัวแดงในครั้งนี้ ทางคอมพานี บี ทำหน้าที่เป็นผู้รับซื้อปลายทาง เป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับร้านอาหารในเครือและต่อยอดพัฒนาไปสู่สินค้าอื่นๆในอนาคต ด้วยการใช้เนื้อวัวสายพันธุ์ Beef Master ขุนด้วยธัญพืชสูตรเฉพาะ ทำให้เราสามารถผลิตเนื้อที่ นุ่ม หอม ไขมันแทรกแบบพอดี และได้รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม ตามแบบฉบับของ “เนื้อแท้”

เพื่อยืนยันคุณภาพในระดับพรีเมียม บริษัทฯ ได้เตรียมเปิดตัว “Copper Prime” การคัดเลือกเฉพาะ Prime Cut ชั้นเยี่ยมที่สุดจากโครงการงัวแดง ผ่านระบบคัดเกรดที่โปร่งใส เข้มงวด และตรวจสอบย้อนกลับได้ 100% ทำหน้าที่เป็น “Trusted Mark” ที่สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและร้านอาหารทั่วประเทศ

โครงการ “งัวแดง” ไม่เพียงแต่สร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ให้แก่บริษัท คอมพานี บี อย่างมหาศาล โดยมีแผนการขยายธุรกิจต่อไป เตรียมแผนรุกตลาดค้าปลีก (Modern Trade) ในอนาคต เพิ่มทางเลือกให้แก่ตลาดเนื้อสดคุณภาพสูง โดยการนำผลิตภัณฑ์เนื้อวัวจากโครงการงัวแดงเข้าสู่ช่องทาง Modern Trade หลัก อาทิ Makro,Lotus’s,Big C และตลาดกลุ่ม Horeca ตอบโจทย์ผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจรับจัดเลี้ยง ที่ต้องการเนื้อวัวคุณภาพพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้และมีแหล่งผลิตที่ชัดเจน

ขยายผลิตภัณฑ์สู่สินค้าแปรรูป วางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปและอาหารพร้อมทาน (Ready-to-Eat) จากเนื้อวัวโครงการงัวแดงในอนาคต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง นี่คือก้าวแรกของการสร้างมาตรฐานใหม่ให้เนื้อวัวไทยทั้งระบบ งัวแดงและ Copper Prime จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของเนื้อไทยคุณภาพจริง มาตรฐานจริง และเศรษฐกิจหมุนเวียนจริง การขยายการซื้อขายสู่ตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) และตลาด Horeca นี้ จะช่วยส่งเสริมและสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเนื้อวัวไทย รวมถึงให้ความช่วยเหลือและสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกรไทยกว่า 864 ล้านบาท/ปี เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจที่เราพัฒนาด้วยมือของคนไทยเอง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“กลุ่มจิ๊กซอสองเก้า” รวมพลัง สาน “การเมืองใหม่” เพื่อประชาชน

“กลุ่มจิ๊กซอสองเก้า” ถือกำเนิด! รวมพลังพรรคกว่า 10 พรรค ประกาศเจตนารมณ์ “การเมืองใหม่เพื่อประชาชน” ลั่น “เสียงประชาชนซื้อไม่ได้” การรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์ จุดเปลี่ยนการเมืองใหม่

โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น – 29 พ.ย.2668 ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในแวดวงการเมืองไทยได้เกิดขึ้นในการจัดงานเสวนา “จิ๊กซอว์ความตั้งใจของพรรคเล็กที่ใหญ่กว่า…” เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

จากการเสวนาดังกล่าว กลุ่มพรรคการเมืองได้ประกาศรวมตัวจัดตั้งเป็น “กลุ่มจิ๊กซอสองเก้า” อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการผนึกกำลังเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ และกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายที่มุ่งเน้นผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนอย่างแท้จริง โดยกลุ่มฯ ได้ประกาศเจตนารมณ์อันแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมปล่อยให้ปัญหาบ้านเมืองดำเนินไปโดยปราศจากการแก้ไขจากฝ่ายผู้แทนประชาชน

การรวมพลังของหลากหลายพรรคการเมือง

การรวมตัวครั้งนี้ถูกยกให้เป็น “จุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งสำคัญ” ที่รวบรวมพรรคการเมืองที่มีจุดยืนชัดเจน และเป็นตัวแทนของประชาชนจากหลากหลายสาขาอาชีพเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีพรรคการเมืองที่ร่วมก่อตั้งกลุ่มมากกว่า 10 พรรค อาทิ พรรครวมพลังประชาชน, พรรคไทยสมาร์ท, พรรคพร้อม, พรรคกรีน, พรรคไทยก้าวหน้า, พรรคประชาไทย,พรรคพลังประชาธิปไตย,พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย,พรรครวมใจไทย และพรรคอื่นๆ อีกหลายพรรค

เน้นย้ำศักดิ์ศรีประชาชน: “เสียงของประชาชนไม่สามารถจัดซื้อได้”

“กลุ่มจิ๊กซอสองเก้า” ได้กำหนดเป้าหมายสำคัญคือการ ผลักดันนโยบายร่วมกัน และ ขับเคลื่อนการเมืองใหม่ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทุกคน โดยเน้นย้ำถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีของประชาชน ด้วยการประกาศถ้อยคำที่ทรงพลังว่า “เสียงของประชาชนไม่สามารถจัดซื้อได้” เพราะประชาชนทุกคนมีศักดิ์ศรีที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและประเทศชาติ

มติเลือกแกนนำกลุ่ม
ที่ประชุมมีมติเลือก ดร.อรุณ คงเจริญ เป็น ประธานกลุ่ม และ นายวัฒนา จำปาดิบรัตนกุล เป็น โฆษกประจำกลุ่ม เพื่อทำหน้าที่เป็นแกนนำในการประสานงาน สื่อสารทิศทางการทำงาน และขับเคลื่อนวาระสำคัญของกลุ่ม “จิ๊กซอสองเก้า” ให้สาธารณชนรับทราบต่อไป

#กลุ่มจิ๊กซอสองเก้า #การเมืองใหม่ #พรรคการเมือง


สุุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน