“เคนโด้-มาดามพิม” เข้าพบอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เตรียมจัดมวยในเรือนจำ สร้างแรงบันดาลใจ-ส่งเสริมอาชีพ คืนคนดีสู่สังคม

“เคนโด้-มาดามพิม” เข้าพบอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เตรียมจัดมวยในเรือนจำ สร้างแรงบันดาลใจ-ส่งเสริมอาชีพ คืนคนดีสู่สังคม

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณเคนโด้ (เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร) พร้อมด้วย มาดามพิม คุณ วิชาดา เดอ สมิท จาก De Smit Food International co., Ltd และ Jimjam Boxing เดินทางเข้าพบ พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ ดร.ศุภโชค ควรฦาชัย ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเขาบิน เพื่อร่วมวางแผนการดำเนินงานโครงการพิเศษในการจัดกิจกรรม “แข่ง ขันมวยในเรือนจำ” หวังใช้กีฬาเป็นสื่อกลางในการสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง

มวยสร้างคน : พลังแห่งการให้โอกาส
สำหรับการเข้าพบในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหารือแนวทางการจัดกิจกรรมกีฬามวยภายในเรือนจำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ต้องขัง ให้เห็นคุณค่าในตัวเองและมีเป้าหมายในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยคุณเคนโด้และมาดามพิมเล็งเห็นว่า “กีฬา” คือเครื่องมือสำคัญในการขัดเกลาจิตใจและสร้างระเบียบวินัยได้เป็นอย่างดี

ขานรับนโยบายกรมราชทัณฑ์ สู่มิติใหม่แห่งการเยียวยา จากการพูดคุยกับ พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล ท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้เปิดเผยถึงนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอาชีพและการให้โอกาสแก่ผู้ต้องขัง รวมถึงโครงการ “เรือนจำท่องเที่ยว” ที่มุ่งเน้นการเปิดพื้นที่ให้สังคมได้มีส่วนร่วมและยอมรับศักยภาพของผู้ต้องขังมากขึ้น

ทางคณะผู้บริหารจาก De Smit Foods และ Putorn Thai Foods รู้สึกยินดีและพร้อมให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ ของกรมราชทัณฑ์อย่างเต็มกำลัง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนงานในทุกมิติ และช่วยเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังสามารถกลับออกไปประกอบอาชีพและอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างยั่งยืน “พวกเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนโครงการดีๆ ของกรมราชทัณฑ์ เพื่อร่วมสร้างโอกาสและคืนคนดีสู่สังคมอย่างมีคุณภาพในทุกมิติ”

โอกาสนี้ได้เข้าชม พิพิธภัณฑ์กรมราชทัณฑ์ และ ร้านหับเผยซึ่งเป็นสินค้าจากฝีมือของผู้ต้องขัง สามารถชมรายละเอียดร้านได้ทาง https://www.facebook.com/share/175YJDRWi9/?mibextid=wwXIfr

เคนโด้ #มาดามพิม #putornthaifoods #desmitfood #กรมราชทัณฑ์ #สร้างแรงบันดาลใจ #คืนคนดีสู่สังคม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. แถลงข่าว “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ปุ๋ยเพื่อเกษตรกรไทย ทางรอดด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ชูทางเลือกนวัตกรรมลดต้นทุนภาคการเกษตร

วช. แถลงข่าว “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ปุ๋ยเพื่อเกษตรกรไทย ทางรอดด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ชูทางเลือกนวัตกรรมลดต้นทุนภาคการเกษตร

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานแถลงข่าว “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ปุ๋ยเพื่อเกษตรกรไทย ทางรอดด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนัก งานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานการแถลงข่าว พร้อมด้วยนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานเครือข่ายเข้าร่วมนำเสนอนวัตกรรม ภายในงานมีการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านปุ๋ยและการปรับปรุงดิน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรไทยสามารถลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม (วช.)

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า ภาคการเกษตรของประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “วิกฤตราคาปุ๋ย” จากปัจจัยด้านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดด้านการนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบจากสถานการณ์โลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น และกระทบโดยตรงต่อพี่น้องเกษตรกร ทั้งในด้านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและรายได้ที่ลดลง จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เราต้องใช้นวัตกรรมเพื่อลดต้นทุนการเกษตรของไทย วช.ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการนำ “งานวิจัยและนวัตกรรม” มาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี และการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยในวันนี้ ได้มีการจัดเวทีเสวนา 2 หัวข้อสำคัญ ได้แก่

  • “ทางออกเกษตรกรไทย การทดแทนปุ๋ยเคมีด้วยนวัตกรรมจากวัสดุเหลือใช้” ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าให้กับเศษวัสดุทางการเกษตร และเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า
  • “ทางเลือกใหม่เกษตรกรไทย การลดใช้ปุ๋ยเคมีด้วยนวัตกรรมชีวภาพ” ที่เน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพและชีวภัณฑ์จากงานวิจัย เพื่อฟื้นฟูดิน ลดต้นทุน และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว โดย (วช.) มุ่งมั่นที่จะเป็น “กลไกสำคัญ” ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคเกษตร สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ และผลักดันให้เกิดการขยายผลในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน

โดยแบ่งการเสวนาออกเป็น 2 เรื่อง ได้แก่

  • หัวข้อเรื่องที่ 1) การเสวนาเรื่อง “ทางออกเกษตรกรไทย: การทดแทนปุ๋ยเคมีด้วยนวัตกรรมจากวัสดุเหลือใช้”นำเสนอแนวทางใช้วัสดุเหลือทิ้งและวัสดุชีวภาพมาเพิ่มมูลค่าและลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร ผ่านนวัตกรรมต่างๆ ได้แก่
    • นวัตกรรม “ผลิตปุ๋ยอัดเม็ดจากวัสดุเหลือทิ้งและวัสดุชีวภาพ” โดย รศ.ดร.จักรมาส เลาหวณิช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
    • นวัตกรรม “การผลิตปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุบำรุงดินจากวัสดุเศษเหลือทางการเกษตร” โดย ผศ.เอกชัย ดวงใจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
    • นวัตกรรม “ชุดอุปกรณ์ผลิตปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุบำรุงดิน” โดย ผศ.ลือพงษ์ ลือนาม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
    • นวัตกรรม “วัสดุปรับปรุงดินจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดย ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
    • นวัตกรรม “เครื่องผลิตปุ๋ยหมัก มก.-วช.” โดย ดร.ลักขณา เบ็ญจวรรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • หัวข้อเรื่องที่ 2) หัวข้อเรื่องการเสวนาเรื่อง “ทางเลือกใหม่เกษตรกรไทย: การลดใช้ปุ๋ยเคมีด้วยนวัตกรรมชีวภาพ”มุ่งเน้นการใช้จุลินทรีย์และสารชีวภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านนวัตกรรม ได้แก่
    • นวัตกรรม “จุลินทรีย์ย่อยตอซังข้าว และปุ๋ยหมักฟางข้าวผสมไบโอชาร์” โดย รศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
    • นวัตกรรม “ชีวภัณฑ์ควบคุมโรคข้าวและส่งเสริมการเจริญของข้าว” โดย รศ.ดร.จินตนา อันอาตม์งาม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    • นวัตกรรม “Bio-Protex Plus: สารอินทรีย์กำจัดแมลงเพื่อผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง” โดย ดร.ดวงทิพย์ กันฐา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    • นวัตกรรม “เคลียร์ตอ” ชีวภัณฑ์ย่อยสลายตอซังฟางข้าว และปรับปรุงบำรุงดิน โดย ดร.วรรณพร เทพบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
    • นวัตกรรม “เกษตรสร้างสรรค์ สารสกัดอะมิโนจากพืช” โดย นายพิเชษฐ์ พรมโสภา เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนศรีสะเกษเกื้อกูลเกษตรกรไทย

ทั้งนี้ (วช.) มุ่งมั่นในการใช้วิจัยนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญ เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโน โลยี และนวัตกรรมที่เพิ่มประสิทธิภาพของเกษตรกรรมไทย ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างความยั่งยืน อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและรายได้ของเกษตรกรด้วยวิจัยนวัตกรรม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พ.ต.ต. สุริยาฯ เลขาธิการ ป.ป.ส. ชูธงต้านยาเสพติด เน้น คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ

ในขณะที่โลกของเรากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาสงคราม ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาด้านความมั่นคงนั้น ยังมีอีกหนึ่งปัญหาที่ไม่สามารถละเลยไปได้อย่างเช่นกัน มันคือมัจจุราชเงียบที่คอยทำลายชาติในทุกๆ วินาที

รุนแรงยิ่งกว่าทอร์โมฮอกของอเมริกา รวดเร็วยิ่งกว่าไฮเปอร์โซนิกมิสไซล์ของอิหร่าน ระบาดยิ่งกว่าเชื้อโรคร้ายที่เผาผลาญชีวิตคน มันพร้อมทำลายได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้มีลมหายใจคนสุดท้ายบนโลกใบนี้

ยาเสพติด !!

พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ชูธงต้านยเสพติด เน้น คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ

​สายด่วนปปส. 1386 ไม่ได้มีไว้เพียงแค่รับแจ้งเบาะแสยาเสพติดเท่านั้น โดยในปัจจุบันคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดยกระดับสายด่วน 1386 เป็นศูนย์กลางรับเรื่องร้องเรียนทุกปัญหายาเสพติดของประชาชนรวมถึงให้คำปรึกษาตลอดทุกกระบวนการทั้งในด้านการรับแจ้งเบาะแส ด้านการประสานงานกับหน่วยงานราชการในท้องที่ และการให้คำปรึกษาและแนะนำวิธีปฏิบัติทั้งในด้านการป้องปรามไปจนถึงการให้กำลังใจลด ละ เลิก และร่วมสร้างสังคมที่ปลอดภัยไปด้วยกัน

​ปปส.มีความพร้อมในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในทุกๆ มิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปฏิบัติการเชิงลึกซึ่งต้องดำเนินการให้ได้มากว่าการแค่โค่นล้มไปจนถึงต้นตอ แต่ต้องขุดไปให้ถึงรากเหง้าของแหล่งที่มา โดยมุ่งเน้นคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ ตัวเลขที่แลดูเยอะไม่ได้หมายความว่ายาเสพติดสูญหายหรือหมดสิ้นไปแล้ว เพราะตราบใดที่ยังมีรากลึกชอนไชซ่อนเร้นอยู่ในสังคม ไม่ช้านานมันก็จะกลับมาเซาะกร่อนบ่อนทำลายประเทศชาติได้อย่างรวดเร็ว รุนแรง ไร้ความปราณีใดๆ ทั้งสิ้น

​การจะทำงานในเชิงลึกให้สำเร็จได้นั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการในเชิงรุกควบคู่กันไปด้วยความคุ้นเคยความไว้วางใจ เช่น การสงวนและสร้างความปลอดภัยผู้ให้เบาะแส การสร้างแหล่งข่าวในชุมชน รวมไปจนถึงการติดตามผลหลังการปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้คือรากฐานสำคัญสำหรับการป้องกันและปราบปรามปัญหายาเสพติดที่แฝงตัวซ่อนเร้นกัดกร่อนสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

​มันจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกๆ ภาคส่วนต้องให้ความสำคัญร่วมกันในทุกๆ มิติตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ ระดับนโยบาย อำนวยการ ปฏิบัติการไปจนถึงการติดตามผลระยะยาว และในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรง ปปส. จะใช้ทุกๆ องคาพยพดำเนินการปราบปราม ป้องกัน สกัดกั้น ตลอดจนประสานงานและอำนวยความสะดวกให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพในทุกๆ สถานการณ์ ไม่ว่าจะมีคนเห็นหรือไม่ แม้ว่าจะไม่มีคำยกย่องสรรเสริญใดๆ เราจะไม่มีวันท้อถอย เราจะไม่มีวันยอมแพ้

​ประวัติ

พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ ป.ป.ส. เคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ในอดีตดังนี้

  • อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษดีเอสไอ (DSI)
  • รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
  • อธิบดีกรมควบคุมประพฤติ
    ฯลฯ

สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (รป.ตร.) โรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ.2535
ระดับปริญญาโท คณะสังคมศาสตร์ สาขาอาชญาวิทยาและบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี พ.ศ.2545

สำเร็จหลักสูตรที่สำคัญๆ ดังต่อไปนี้

  • หลักสูตรปฏิบัติการอารกขาและการปฏิบัติงานข่าวกรอง ประเทศสหรัฐอเมริกา ปี 2535
  • หลักสูตรต่อต้านการก่อการร้าย รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ปี 2535
  • หลักสูตรสอบสวนคดีพิเศษ รุ่นที่ 1 จัดโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับสำนักอบรม เนติบัณฑิตยสภา ปี 2547
  • หลักสูตรนักบริหาร รุ่นที่ 5 กระทรวงยุติธรรม ปี 2549
  • หลักสูตรนักปกครองระดับสูง รุ่นที่ 57 กระทรวงมหาดไทย 18 เม.ย. – 1 ส.ค. 2554
  • หลักสูตรบริหารความมั่นคงแห่งชาติรุ่นที่ 5 สำนักข่าวกรองแห่งชาติปี 2555 – 2556
  • หลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.2) รุ่นที่ 9 สำนักงาน ก.พ. ปี 2560
  • หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 22 สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม ม.ค. – ก.ค. 2561
  • หลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่นที่ 11 สถาบันการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติสัญญา ธรรมศักดิ์ ปี 2563

กอง บก.สำนักข่าว “ชัยสมรภูมิ”
ขอบคุณภาพแหล่งข่าว

ป.ป.ส. เปิดยุทธการตัดเนื้อร้าย ล้างบางราชการสีดำ

ป.ป.ส. เปิดยุทธการตัดเนื้อร้าย ล้างบางราชการสีดำ พลิกโฉมสายด่วน 1386 เป็นที่พึ่งพิงทุกปัญหายาเสพติด ผุดไอเดียฟุตบอลลีกสร้างเยาวชนไทยเข้มแข็ง ชี้ยาบ้าสายพันธุ์ใหม่หลอน เลว รุนแรง
​​

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์และนโนยบายในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่า ที่ผ่าน มาปปส. มุ่งเน้นการใช้งานใช้สายด่วน1386 เพื่อรับแจ้งเบาะแสผู้ค้าเพียงอย่างเดียว พบว่ามียอดสายเรียกเข้าประมาณ 1,000 สาย/เดือน แต่พอมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่โดยยกระดับเป็น “ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด” ซึ่งเป็นการพลิกโฉมตัวเองเข้ามามีบทบาทป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในทุกๆ มิติ ทั้งรับแจ้งเหตุและให้คำปรึกษารวมถึงอำนวยความสะดวกในการบำบัดรักษา ส่งผลให้มียอดการติดต่อเข้ามาเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า คือประมาณ 4,000 สาย/เดือน โดยมีสถิติน่าสนใจคือมากกว่า 40% ของสายที่โทรเข้ามา จะเป็นครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือในการนำลูกหลานไป “บำบัด” และแจ้งเหตุผู้เสพที่มีอาการคลุ้มคลั่ง โดยแน่นอนว่าทั้งสองเคสนี้จะต้องดำเนินร่วมกันเป็นคู่ขนานทั้งงานให้คำปรึกษาและงานป้องกันและปราบปราม
​​

ปัจจุบัน ปปส. มีการทำงานในเชิงรุกอย่างเห็นได้ชัดเจนคือ จากเดิมที่เน้นรับเรื่องร้องเรียนหรือแจ้งเหตุต่างๆ จากนั้นก็จะส่งเรื่องให้พื้นที่ดำเนินการแล้วรอรายงานผล ซึ่งมักจะจบด้วยข้อสรุปว่า “ไม่พบพฤติการณ์” แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นการทำงานในเชิงรุก เจ้าหน้าที่ปปส.จะลงพื้นที่ประกบทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นทันทีที่ได้รับแจ้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินการอย่างทันท่วงที
​​

ขณะเดียวกันในด้านบำบัดฟื้นฟู ก็จะเน้นส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาล เช่น รพ.สต. หรือ สสจ. ตามนโยบาย “ผู้เสพคือผู้ป่วย” อุปสรรคใหญ่ไม่ใช่สถานที่บำบัด แต่คือการที่ “ผู้เสพไม่ตระหนักว่าตนเองเป็นผู้ป่วย” โดยกฎหมายใหม่มาตรา 113 เปิดโอกาสให้ผู้เสพเข้าสู่กระ บวนการรักษาโดยไม่มีประวัติอาชญากรหากสมัครใจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดผู้ค้าหน้าใหม่ที่ผันตัวมาเป็น “ผู้ค้าเพื่อหาเงินมาเสพ” และกินกำไรส่วนต่าง โดยมีเป้าหมายหลักคือ ต้องตัดวงจรไม่ให้เยาวชนและกลุ่มวัยรุ่นก้าวเข้ามาเป็นผู้เสพหน้าใหม่ ซึ่งหากสามารถป้องกันไม่ให้เกิดกลุ่มใหม่ได้ควบคู่กับการจัดการกลุ่มเดิม โดยเฉพาะปัญหา”ยาบ้า” ที่ระบาดอยู่ในสังคมแม้ว่าจะมีความหนักหน่วงมากขนาดไหน เราเชื่อว่ามีโอกาสชนะในสง ครามยาเสพติดครั้งนี้

ปปส. เคยมีแนวคิดที่จะทำให้ราคายาถูกลงเพื่อให้ผู้เสพเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและมีฤทธิ์น้อยลงไปมากๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสพไปก่ออาชญากรรมหรือสร้างผลกระทบต่อผู้อื่นเพื่อหาเงินมาซื้อยา อย่างไรก็ตาม สังคมไทยส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับแนวคิดที่รัฐจะเป็นผู้จำหน่ายยาเสพติดเอง จากการวิจัยของ ปปส. พบว่ายาบ้าในปัจจุบันไม่ได้มีแค่ เมทแอมเฟตามีน และ คาเฟอีน เหมือนเมื่อก่อน แต่มีการผสมสารอันตรายเพิ่มอีก 2 ชนิดที่วัยรุ่นเรียกว่า “ยาโปร” โปรเมทาซีน (Promethazine): ยาแก้แพ้ที่ยกเลิกตำรับยาไปแล้ว ส่งผลให้เกิดอาการภาพหลอนและหูแว่วและอีกตัวคือเดกซ์โทรเมทอร์แฟน (Dextromethorphan) ยาแก้ไอที่อันตรายและถูกยกเลิกตำรับยาเช่นกัน ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพและพฤติกรรมของผู้เสพให้มีอาการ “บ้า” เร็วขึ้น ส่วนผสมใหม่สองตัวนี้ทำให้ผู้เสพเกิดอาการทางจิตเร็วกว่าเดิมมาก จากเดิมที่ต้องเสพต่อเนื่อง 10-20 ปี ปัจจุบันเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็เกิดอาการหลอนอย่างรุนแรง ปปส. พยายามสื่อสารให้ผู้เสพตระหนักว่ายาที่เสพอยู่นั้นอันตรายกว่าที่คิด และเน้นย้ำว่า “ผู้เสพคือผู้ป่วย” ที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา

​​สำหรับนโยบายและมาตรการชิงรุกในปัจจุบันมีการบูรณาการหน่วยงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ตามนโยบายรัฐบาล โดยมีการจัดตั้ง “หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด” ซึ่งให้แม่ทัพภาคในแต่ละพื้นที่เป็นผู้บัญชาการ เพื่อแก้ปัญหาการทำงานที่ไม่สอดประสานกันในอดีตระหว่างตำรวจและทหารบริเวณชายแดน โดยมุ่งเน้นการสกัดกั้นยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้ทหารเป็นกลไก “ด่านหน้า” อย่างเต็มที่
​​

พ.ต.ต.สุริยา ระบุด้วยว่า สำหรับยุทธการ “ตัดเนื้อร้าย” มุ่งเน้นการกวาดล้าง “เจ้าหน้าที่รัฐ” ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำลายความเชื่อมั่นของประชา ชน โดยมีวิธีการทำงานแบบใหม่คือ เมื่อมีการจับกุม ปปส. จะยังไม่แถลงข่าวทันที แต่จะใช้วิธี “ขยายผล” ใช้เวลานานนับเดือนเพื่อลากตัวการใหญ่และเครือข่ายทั้งหมดออกมาให้ได้ ที่ผ่านมามีการจับกุมนายตำรวจที่มีประวัติดีเยี่ยมได้รับโล่เกียรติยศและมีรางวัลมากมาย แต่เบื้องหลังเป็นหุ้นส่วนกับเจ้าของยาเสพติดฝั่งลาว โดยใช้ทักษะการสืบสวนวางแผนการขน ส่งยาเสพติดโดยเป็นยาไอซ์นับตัน โดยกลุ่มนี้มีกลยุทธ์คือการใช้เทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน ขบวนการมีการใช้เทคนิคเหมือนในภาพยนตร์ เช่น การเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ยกชุดเพื่อใช้สื่อสารในการลำเลียงยาเสพติดแต่ละครั้ง โดยลำเลียงผ่านเครือข่ายที่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ไปจนถึงภาคใต้ รวมถึงมีความเกี่ยวข้องกับบุคลากรในหลายอาชีพ เช่น ครู ทหาร ข้าราชการท้องถิ่น เราต้องรีบจัดการทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบและจับกุมนายทหารระดับยศพันโทที่เข้าไปเกี่ยวโยงกับขบวน การค้ายาเสพติด ซึ่งปปส.ประสานงานกับผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด โดยเน้นย้ำว่าต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนก่อนทำการเข้าจับกุม และแม้ว่าการดำเนินการบางครั้งจะกระทบกับหน่วยงานอยู่บ้าง แต่เพื่อเป็นการรักษาบุคลากรในส่วนที่ดีไว้ก็จำเป็นต้องทำการ “ตัดเนื้อร้าย” ตัดคนที่ทำลายหน่วยงานของท่านทิ้งไป

ขณะเดียวกันพบว่า ยังมีปัญหายาเสพติดและการขยายเครือข่ายในเรือนจำ กล่าวคือเมื่อผู้ค้ายาถูกจับไปรวมกันในเรือนจำ มักจะเกิดการสร้างเครือข่ายใหม่ขึ้น เพราะมีความไว้วางใจกันจากการใช้ชีวิตร่วมกัน ทำให้ยากต่อการตัดวงจร โดยอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พ.ต.ท. ประวุธ วงสีนิล ได้เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันไม่ให้ผู้ต้องขังติดต่อกับภายนอกได้ ที่ผ่านมาพบว่ามีการพยายามลักลอบนำโทรศัพท์มือถือเข้าเรือนจำด้วยวิธีการต่างๆ พื่อใช้ในการสั่งการซื้อขายยาเสพติดแบบ “บิ๊กล็อต” จากในเรือนจำ โดยปปส.ได้รับความร่วมมือในการอุดช่องโหว่จากกรมราชทัณฑ์เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามปปส.มีความตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่าการจะเอาชนะสงครามยาเสพติดได้นั้น ต้องดำเนินการในทุกๆ มิติ โดยได้นำกีฬาเข้ามาเป็นเครื่องมือในการต่อต้านยาเสพติด โดยปปส.มีการจัดโครงการ “ONCB Thai Youth League” เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนทั่วประ เทศเข้าถึงการเล่นฟุตบอล มีอุปกรณ์และมีผู้ฝึกสอน โดยจะมีการแข่งขันเป็นลีกตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับประเทศเพราะเมื่อเยาวชนข้าถึงกีฬาได้ง่ายขึ้นและมีความมุ่งมั่นอยู่ที่การแข่งขันฟุตบอลก็จะได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และห่างไกลจากยาเสพติด เลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าว


กอง บก.สำนักข่าว”ชัยสมรภูมิ“
ขอบคุณภาพแหล่งข่าว

รอง ผบ.ทบ. ลงพื้นที่สังเกตการณ์การตรวจเลือกทหารกองเกิน ย้ำความโปร่งใส พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

รอง ผบ.ทบ. ลงพื้นที่สังเกตการณ์การตรวจเลือกทหารกองเกิน ย้ำความโปร่งใส พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 08.30 น. พลเอก ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก ได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2569 ณ หอประชุมซีคอมเพล็กซ์ เทศบาลบางปู อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี พันโท อภิวัฒน์ อธิปอนันต์ ประธานกรรมการตรวจเลือก/ผู้บังคับกองพันทหารสื่อสารที่ 12 ให้การต้อนรับ

สำหรับการตรวจเลือกในพื้นที่ดังกล่าว คาดว่าจะมีทหารกองเกินเข้ารับการตรวจเลือกประมาณ 650 คน โดยขณะดำเนินการมีผู้สมัครใจเข้ารับราชการแล้ว 23 คน จากยอดความต้องการ 53 คน สะท้อนถึงความสนใจและความตั้งใจของชายไทยในการเข้ามารับใช้ประ เทศชาติ

กองทัพบกได้จัดชุด “Smart Soldier” เข้าดำเนินการประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ทหารกองเกินและครอบครัว เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับการเข้ารับราชการ พร้อมทั้งส่งเสริมบรรยากาศที่เป็นมิตรและโปร่งใส โดยรองผู้บัญชาการทหารบกได้เน้นย้ำให้จัดพื้นที่แสดงเครื่องแบบและเครื่องแต่งกายให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เพื่อให้ประชา ชนได้รับทราบข้อมูลอย่างเปิดเผยและตรวจสอบได้

ในโอกาสนี้ รองผู้บัญชาการทหารบกยังได้พบปะพูดคุยกับญาติและครอบครัวของผู้เข้ารับการตรวจเลือก เพื่อสร้างความเข้าใจและคลายความกังวล โดยยืนยันว่ากองทัพบกมีความมุ่งมั่นในการดูแลกำลังพลทุกนายอย่างใกล้ชิด เปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะ “น้องคนสุดท้อง” ที่จะได้รับการดูแลทั้งด้านความเป็นอยู่ การฝึก และสวัสดิการอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ กองทัพบกยังคงยึดมั่นในการดำเนินการตรวจเลือกด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และคำนึงถึงความเชื่อมั่นของประชาชนควบคู่กับการพัฒนากำลังพลให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง


แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

หน่วยงานรัฐในตำบลปางหมู อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จัดรณรงค์ป้องกันฝุ่นพิษด้วยการสวมหน้ากากอนามัย

หน่วยงานรัฐในตำบลปางหมู อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน จัดรณรงค์ป้องกันฝุ่นพิษด้วยการสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันฝุ่นพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น.- 11.00 น. นายชนกันต์ มั่นคง ผู้ช่วยฝ่ายปกครองบ้านสบสอย ต.ปางหมู อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ได้รายงานต่อ ว่าที่พันตรี ยุทธนา เจ้าดูรี นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ว่า บ้านสบสอยโดย คณะกรรมการหมู่บ้าน ศูนย์สุขภาพประจำตำบลปางหมู เจ้าหน้าที่ อบต.ปางหมู อสม.ประจำหมู่บ้าน ครู นักเรียนโรงเรียนบ้านสบสอยได้ร่วมเดินรณรงค์ดูแลตัวเองให้ปลอดภัยจากฝุ่น pm.2.5 ให้กับชาวบ้านสบสอย ที่กำลังประสบกับปัญหาฝุ่นพิษจากควันไฟป่าที่เกินค่ามาตรฐานมาหลายวัน ทำให้ทุกคนหายใจลำบาก ผู้สูงอายุต่างป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ รวมไปถึงเด็กเล็กที่มีน้ำมูกไหลตลอดเวลา

อย่างไรก็ตามทางด้านสาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ประกาศให้ราษฎรทุกคนให้สวมใส่หน้ากากอนามัย แบบ N-95 เท่านั้น เนื่องจากสามารถป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอนที่ลอยเจือปนในอากาศในดีกว่า หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา

อนึ่งราษฎรทั่วไป ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมีความเข้าใจเรื่องหน้ากากอนามัย ที่ป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ 2.5 ไมครอน ส่วนใหญ่จะใส่หน้ากากแบบธรรมดา ซึ่งไม่สามารถป้องกันฝุ่นพิษไห้เข้าสู่ร่างกายได้ และสำหรับหน้ากากอนามัยแบบ N-95 ไม่ค่อยมีคนซื้อใช้เนื่องจากมีราคาแพง แพ็ค 3 อัน ราคา 120 บาท ทำให้หันไปใช้ของถูกแบบธรรมดา ส่งผลให้ยอดผู้ป่วยไม่ได้ลดลงเมื่อสวมหน้ากากอนามัยแบบธรรมดา



ภานุเดช ไชยสกูล / แม่ฮ่องสอน

แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธาน งาน “วันสายใจไทย” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธาน งาน “วันสายใจไทย” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานเนื่องใน “วันสายใจไทย” ที่สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดย นายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย พลเอก ดร. ศิริ ทิวะพันธุ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 นางประนอม ทิวะพันธุ์ นายกสมาคมสตรีอาสารักษาดินแดนจังหวัดพิษณุโลก หัวหน้าส่วนราชการและสมาชิกชมรมสายใจไทยจังหวัดพิษณุโลก – พิจิตร ร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง พลโทบรรยงค์ สิรสุนทร ประธานชมรมสายใจไทยพิษณุโลก – พิจิตร กล่าวว่า วันสายใจไทย จัดขึ้นเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งถือเป็นวันสำคัญของปวงชนชาวไทย

มูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือทหาร ตำรวจ และประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ พิการ หรือทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ โดยให้การสงเคราะห์ทั้งด้านการดำรงชีพ การรักษาพยาบาล การฝึกอาชีพ และการดูแลครอบครัว เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้งนี้ สมาชิกชมรมสายใจไทยทั่วประเทศ ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และน้อมนำแนวพระราชดำริมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่องตลอดมา


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 3 มอบมะม่วงช่วยเหลือเกษตรกร แจกจ่ายกำลังพล พร้อมมอบเสื้อยืดให้น้องทหาร สร้างขวัญกำลังใจภายในหน่วยทหาร

แม่ทัพภาคที่ 3 มอบมะม่วงช่วยเหลือเกษตรกร แจกจ่ายกำลังพล พร้อมมอบเสื้อยืดให้น้องทหาร สร้างขวัญกำลังใจภายในหน่วยทหาร

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 08.15 นาฬิกา พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย คุณอิสรีย์ บุญญะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในกิจกรรมมอบมะม่วงให้แก่กำลังพลภายในกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ที่ หน้ากองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมะม่วงดังกล่าวเป็นผลผลิตที่กองทัพภาคที่ 3 ดำเนินการรับซื้อเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร จากสถานการณ์มะม่วงราคาตกต่ำในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ตามการประสานงานของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก

จากสถานการณ์ราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ปรับตัวลดลง ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรในพื้นที่ กองทัพภาคที่ 3 ได้ให้การสนับสนุนและร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการรับซื้อผลผลิตมะม่วงจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อนำมาแจกจ่ายให้กับกำลังพลภายในหน่วย ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรแล้ว ยังเป็นการช่วยลดค่าครองชีพให้กับกำลังพล และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพกับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้มอบเสื้อยืดรองในให้กับน้อง ๆ พลทหาร สังกัดกองร้อยกองบังคับการกองทัพภาคที่ 3 เพื่อเป็นการดูแลสวัสดิการและสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลชั้นผู้น้อย ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติภารกิจของกองทัพ โดยแสดงถึงความห่วงใยและการให้ความสำคัญต่อกำลังพลทุกระดับชั้น

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 พร้อมด้วย พลตรี เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 ร่วมรับมอบมะม่วงจาก สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก ซึ่ง กองทัพภาคที่ 3 ได้รับซื้อผลผลิตมะม่วงจากเกษตรกรโดยตรงเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาจากสถานการณ์ราคาผลผลิตทางการเกษตรมะม่วงตกต่ำในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ได้นำจิตอาสาพระราชทานสนับสนุนในการรับมอบขนย้ายผลผลิตดังกล่าวเพื่อดำเนินการส่งมอบให้กับกำลังพลในสังกัด กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ในวันที่ 3 เมษายน 2569 ต่อไป

สำหรับการดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทของกองทัพภาคที่ 3 ในการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกร รวมทั้งการดูแลสวัสดิการกำลังพลควบคู่กันไป อันเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และขวัญกำลังใจของกำลังพลอย่างเป็นรูปธรรม


นที มีเดช รายงาน

676 ปี วันสถาปนากรุงศรีอยุธยา ทำบุญใหญ่ ใจกลางเมือง กรุงเก่า

676 ปี วันสถาปนากรุงศรีอยุธยา ทำบุญใหญ่ ใจกลางเมือง กรุงเก่า อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ มาทั้งสิ้น 1,109 รูป บริเวณหน้าวัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 4 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ท่านรัฐมนตรี กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา พร้อมภรรยา มาเป็นประธาน ทำบุญใหญ่กลางเมืองพระนครศรีอยุธยา พร้อม ท่าน ชวนินทร์ วงค์สถิตจิรกานต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมนายกเหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายก องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หน่วยงานราชการ ทหาร ตำรวจ อส . อสม พ่อค้าประชาชน มาร่วมทำบุญครั้งใหญ่บริเวณหน้า วัดมหาธาตุ


สุขุมแก้วกุดั่น อยุธยา

มหาสงกรานต์หนึ่งเดียวในโลกที่นครศรีธรรมราชสู้ภาวะเศรษฐกิจถดถอย นายกเล็กเผยตัวเลขนักท่องเที่ยวภาคใต้ทะลัก-เมืองคอนมากสุด

มหาสงกรานต์หนึ่งเดียวในโลกที่นครศรีธรรมราชสู้ภาวะเศรษฐกิจถดถอย นายกเล็กเผยตัวเลขนักท่องเที่ยวภาคใต้ทะลัก-เมืองคอนมากสุด

ที่บริเวณสวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ผู้บริหารทุกส่วนงานของจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เปิดเวทีแถลงการณ์เตรียมการจัดเทศกาลมหาสงกรานต์นางดานนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่รากเหง้าจากพราหมณ์-ฮินดู ที่มีอิทธิพลก่อนพุทธศาสนาจะรุ่งเรืองสู่คาบสมุทรทะเลใต้ และมีการสืบทอดมหาสงกรานต์โบราณนี้หลงเหลือเพียงทีเดียวในโลกคือนครศรีธรรมราชเท่านั้น

นายกณพ เกตุชาติ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช ระบุว่าท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออก แต่เมื่อดูตัวเลขนักท่องเที่ยวในภาคใต้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงเดือนมีนาคมสูงถึง 8.9 แสนคน ในจำนวนนี้มาที่นครศรีธรรมราชมากที่สุด มหาสงกราต์นางดานนครศรีธรรมราช ถือเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่วิถีเก่าแก่ของพิธีกรรมฮินดูพราหมณ์ยังหลงเหลืออยู่ที่นี่ มีการสืบทอดมายาวนาน เราจึงใช้โอกาสที่เรียกว่าทุนทางวัฒนธรรมในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลสำคัญนี้

นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมสำคัญเช่นการอัญเชิญพระพุทธสิหิงส์องค์ 1 ใน 3 ของประเทศไทยให้สรงน้ำถึง 2 วัน จากเดิมแค่ 1 วัน เ การปิดถนนราชดำเนิน ติดตั้งอุโมงค์น้ำมหามงคลจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 6 แหล่งของนครศรีธรรมราช ที่มีส่วนในมหาพิธีสำคัญของประเทศไทยมาแต่โบราณ

สำหรับพิธีแห่นางดานเป็นประเพณีที่เก่าแก่ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งมีชุมชนพราหมณ์เกิดขึ้นในนครศรีธรรมราช หรือเมื่อราว พ.ศ. 1200 โดยเป็นงานประเพณีที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และหลงเหลืออยู่เพียงที่เดียวในโลก เพื่อบูชาเทพบริวารในคติพราหมณ์ เกี่ยวข้องกับพระอาทิตย์ และพระจันทร์, แผ่นที่สองรูปพระแม่ธรณี และแผ่นที่สามคือรูปพระนางคงคา จะมารรอรับเสด็จพระอิศวรที่เสด็จมาเยี่ยมมนุษย์โลก ณ เสาชิงช้า ในช่วงเปลี่ยนศักราชใหม่ ตามความเชื่อการเสด็จลงมาของพระอิศวรจะต้องเสด็จลงมาในเดือนอ้ายซึ่งเป็นปีใหม่ของฮินดู-พราหมณ์ ปัจจุบัน

ประเพณีแห่นางดาน กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 14 เมษายนของทุกปี โดยมีขบวนแห่นางดาน และการโล้ชิงช้า และกิจกรรมสำคัญมีขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 เมษายน 2569 วันที่ 11 เมษายน 2569 จะมีพิธีบวงสรวงพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ปฐมกษัตริย์ผู้สร้างความรุ่งเรืองแห่งอาณาจักรตามพรลิงค์, พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, ศาลหลักเมือง และหอพระสูง ,วันที่ 12 เมษายน 2569 พิธีพุทธาภิเษกน้ำศักดิ์สิทธิ์ 6 แหล่ง ที่รวมความศักดิ์สิทธิ์จากแหล่งน้ำสำคัญทั่วจังหวัด ,วันที่ 13-14 เมษายน 2569 พิธีสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ และในวันที่ 14 เมษายน 2569 มีขบวนแห่นางดาน อลังการเมืองนคร ณ หอพระอิศวร มุ่งสู่สวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช และการแสดงแสง สี เสียง นางดาน อลังการเมืองนคร THE ONLY IN THAILAND.


ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน