เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์นิวซีแลนด์เมืองไทยมนต์เสน่ห์แห่งความงดงาม

จังหวัดลพบุรี – วันนี้จะพาไปชมจุดเช็คอินสุด Unseen ท้ายเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ นิวซีแลนด์เมืองไทย กับ Moment แห่งความสุขท่ามกลางฝูงน้องแพะ เสน่ห์ที่ทำให้ใครต่อใครต้องหลงรัก กับบรรยากาศสุดชิว ยามพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

บรรยากาศสุดชิว จุดเช็คอินสุด Unseen บริเวณท้ายเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ต.หนองบัว อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี บริเวณรอยต่อ บ้านท่าฤทธิ์ อ.วังม่วง จ.สระบุรี ซึ่งในทุกๆ ปีในช่วงฤดูแล้ว น้ำในเขื่อนป่าสักฯ ลดลงต่ำกว่าร้อยละ 40 ของความจุ สถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี สุดลูกหูลูกตา และเป็นจุดเช็กอินยอดนิยมท้ายเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่ได้รับฉา ยา “นิวซีแลนด์เมืองไทย” โดดเด่นด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวขจีกว้างขวางติด ผืนน้ำและวิวภูเขา เหมาะสำหรับพักผ่อน ปิกนิก และกางเต็นท์ ไฮไลท์ ของที่นี้ คือฝูงแพะ-แกะที่ชาวบ้านปล่อยมาเล็มหญ้า ให้บรรยากาศอบอุ่นช่วงเช้าและเย็น และหากท่านผู้ชม กำลังมองหาที่พักปอด สูดอากาศบริสุทธิ์ และภาพจำลองของทุ่งหญ้ากว้างไกลเหมือนอยู่ในต่างประเทศ…โดยไม่ต้องเตรียมพาสปอร์ตให้วุ่นวาย บินไกลถึงโอ๊คแลนด์ เพราะที่นี้กลายเป็น พิกัด “นิวซีแลนด์เมืองไทย” จุดเช็คอินสุด Unseen อยู่ท้ายเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ นี่เอง

สำหรับ ไฮไลท์ที่ห้ามพลาด ของที่นี่ คือ Moment แห่งความสุขท่ามกลางฝูงน้องแพะ เพราะเป็น เสน่ห์ที่ทำให้ใครต่อใครต้องหลงรัก คือภาพของ “ฝูงน้องแพะและน้องแกะ” นับร้อยตัว ที่เกษตรกรผู้เลี้ยง พากันออกมาเดินเล็มหญ้าอย่างบนทุ่งหญ้าเขียวขจีริมน้ำ ซึ่งนักท่องเที่ยว สามารถสวมบทเป็นชาวฟาร์มเมอร์ตัวน้อย เข้าไปป้อนหญ้า หรือป้อนใบกระถิน โดยซื้อได้จากเกษตรกรเจ้าของพาะในราคา 20 – 50 บาท และโพสต์ท่าถ่ายรูปกับน้องๆ ได้อย่างใกล้ชิด ได้สนุกกับการให้อาหาร และทำความรู้จักกับเหล่าเจ้าถิ่นสี่ขา “ฝูงน้องแพะและน้องแกะ” ของที่นี่ โดยมีฉากหลังเป็นท้องน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตัดกับแนวภูเขาอีกฟากฝั่งที่เรียกว่า…เขาพระ

ส่วนในช่วงเวลาที่สำคัญ Golden Hour แสงเย็นที่สะกดทุกสายตา ช่วงเวลา Magic Moment ที่เราไม่อยากให้ทุกคนพลาด คือ ช่วงเวลา 16:30 – 18:00 น. คือ การชมพระ อาทิตย์ลับขอบฟ้าคู่กับฝูงแพะ/แกะสุดน่ารัก แดดกำลังนุ่มและไม่ร้อนจนเกินไป เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม อาบไล้ไปทั่วทุ่งหญ้าและผืนน้ำกว้างใหญ่ เป็นจังหวะเดียวกับที่ฝูงแพะจะค่อยๆ เดินขบวนกลับที่พัก ตัดกับฉากหลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ให้ความรู้สึกโรแมนติกจนแทบลืมหายใจขณะที่ กิจกรรมสายชิลล์ คือ การได้ถ่ายรูปเช็คอินมุมไหนก็ปัง โดยเฉพาะมุมกว้างที่เห็นทั้งทุ่งหญ้าและผืนน้ำ หรือนำว่าวมาปล่อยเล่นรับลมก็ได้ความสนุกไปอีกแบบ แต่…สิ่งที่นักท่องเที่ยวควรนำติดไปด้วย คือ เก้าอี้สนาม และตะกร้าปิกนิกมานั่งรับลมเย็นๆ หรือจะนั่งปิกนิก , กางเต็นท์แคมป์ปิ้ง ค้างคืนชมดาวก็ฟินไม่แพ้กัน

สำหรับข้อแนะนำ: ก่อนออกเดินทางควรตรวจเช็คสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาก่อนทุกครั้ง มิฉะนั้นจากที่ท่านจะไปเป็นนักท่องเที่ยว… ท่านอาจกลายเป็นผู้ประสบภัยแทนก็ได้ และเมื่อท้องฟ้าโปร่งไม่มีฝน ก็ควรเตรียมชุดสไตล์เอิร์ธโทน หรือโบฮีเมียนไป จะเข้ากับบรรยา กาศนิวซีแลนด์สุด !วันหยุดนี้… หากไม่รู่จะไปไหนลองปล่อยใจไปกับลมเย็นๆ และฝูงแพะผู้น่ารัก แล้วคุณจะรู้ว่าความสุขอยู่ใกล้แค่เอื้อม…. โดยนักท่องเที่ยวสามารถที่จะจับจองพื้นที่ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย…แต่ต้องขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวช่วยกันดูแลความสะอาด ไม่ควรทิ้งไว้ในพื้นที่ …. ก่อนถึงฤดูน้ำหลากนักท่องเที่ยวยังสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอด ….. โดยค้นหาเส้นทางได้จาก Google Maps พิมพ์ว่า นิวซีแลนด์เมืองไทย ลพบุรี ก็สามารถขับรถไปชิวกับครอบครัว หรือ คนรักได้ เพาะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

กองทัพเรือ นำสื่อมวลชนลงพื้นที่สู้รบชายแดนตราด รับฟังข้อเท็จจริงจากกำลังพลในพื้นที่

กองทัพเรือ นำสื่อมวลชนลงพื้นที่สู้รบชายแดนตราด รับฟังข้อเท็จจริงจากกำลังพลในพื้นที่ ยืนยันสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม พร้อมติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิด

ระหว่างวันที่ 25–27 มีนาคม 2569 สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ ร่วมกับทีมสำนักงานเลขานุ การกองทัพเรือ ได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ชายแดนจังหวัดตราด บริเวณบ้านท่าเส้น–ทมอดา จังหวัดตราด พื้นที่บ้านหนองรี ( บ้านสามหลัง) บ้านชำราก และบ้านหาดเล็ก เพื่อให้สื่อ มวลชนรับทราบข้อเท็จจริงในพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 นาวาโท คุณวุฒิ รุ่งรัศมี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน 182 (ผบ.ฉก.นย.182) ได้นำสื่อมวลชนสังเกตการณ์จุดผ่านแดนบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ใกล้หลักเขตที่ 73 ซึ่งเป็นหลักเขตสุดท้ายก่อนลงสู่ทะเล เพื่อติดตามสถาน การณ์ล่าสุดภายหลังเหตุการณ์ปะทะเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ว่าทางบริษัทเอกชนกัมพูชาในพื้นที่เกาะกง ได้ดำเนินการรื้อถอนเขื่อนดักตะกอนที่ยื่นออกในทะเล ใกล้กับหลักเขตที่ 73 ออกไปเพียง 127 เมตร และเป็นการรื้อเฉพาะส่วนด้านบน ขณะที่ฐานรากยังคงอยู่ ทั้งนี้ กรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ (อศ.) ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมจำเป็นต้องขุดลึกลงไปจากแนวสันเขื่อนเดิมประมาณ 3 เมตร เพื่อให้ระบบนิเวศกลับคืนสู่สมดุล แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการเพิ่มเติมแต่อย่างใด ส่งผลให้ตะกอนไม่สามารถเคลื่อนเข้าสู่ชายฝั่งไทยได้ตามธรรมชาติ ทำให้พื้นที่ชายหาดฝั่งไทยสูญเสียไปกว่า 3,000 ตารางเมตร ขณะที่ฝั่งกัมพูชามีพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 30,000 ตารางเมตร โดยปัจจุบันฝ่ายกัมพูชาได้ยุติการดำเนินการขุดรื้อแล้ว และยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางในระยะต่อไป ซึ่งอาจจะต้องรอการเจรจาร่วมกันในอนาคต

ต่อมาในวันที่ 26 มีนาคม 2569 นาวาเอก ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโย ธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราด) ได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่บริเวณแนวชายแดนบ้านท่าเส้น–ทมอดา และพื้นที่บ้านหนองรี (บ้านสามหลัง) โดยสรุปสถานการณ์ว่า ในช่วงที่ผ่านมา ยังพบการยั่วยุจากฝ่ายกัมพูชาเป็นระยะ โดยมีเสียงปืนเล็กยาวจำนวน 3 ชุด ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงตามถ้อยแถลงร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างไรก็ตาม กำลังพลฝ่ายไทยได้ใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างสูง เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความรุนแรงของสถาน การณ์

สำหรับพื้นที่ถัดมา อาคารคาสิโนบริเวณทมอดา ซึ่งฝ่ายกัมพูชาก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในเขต แดนไทย ปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทยเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ หน่วยปฏิบัติในพื้นที่ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พื้นที่ทมอดาในปัจจุบันเป็นแหล่งดำเนินการของเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มทุนต่างชาติ โดยมีแรงงานจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียเข้ามาเกี่ยวข้องรวมประมาณ 3,000 คน และอยู่ระหว่างการเฝ้าติดตามความเคลื่อน ไหวอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังพบว่าฝ่ายกัมพูชาได้ดำเนินการขุดคูเลตเสริมความแข็งแรงตลอดแนวชายแดนฝั่งตรงข้าม โดยเฉพาะบริเวณบ้านชำรากถึงบ้านท่าเส้น–ทมอดา เป็นระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร ขณะที่ฝ่ายไทยได้ดำเนินการวางกำลัง จัดตั้งแนวป้องกัน อาทิ รั้วลวดหนาม และบังเกอร์คันดิน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ โดยมีระยะห่างจากกำลังฝ่ายกัมพูชาประมาณ 900 เมตร

ในส่วนของกรอบความร่วมมือด้านเขตแดนตาม MOU ปี 2543 ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการปักปันเขตแดน โดยยึดหลักห้ามเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายยังคงยึดแนวการวางกำลังตามถ้อยแถลงร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 คือให้แต่ ละฝ่ายคงกำลังในพื้นที่เดิม จนกว่าจะมีข้อยุติที่ชัดเจนผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC)

สำหรับประเด็นสำคัญที่กองทัพเรือให้ความสำคัญเป็นพิเศษและอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ ได้แก่ ปัญหาทุ่นระเบิดตกค้าง และเครือข่ายอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยในส่วนของทุ่นระเบิด กองทัพเรือได้เร่งดำเนินการเก็บกู้และกวาดล้างในพื้นที่อำเภอเมือง จัง หวัดตราด อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ายังมีทุ่นระเบิดตกค้างอีกจำนวนมาก และอยู่ระหว่างการเร่งรัดคืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ประชาชนโดยเร็ว

ขณะเดียวกัน กรณีการจับกุมเครือข่าย Cyber Scam ได้เป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งสามารถตรวจยึดโทรศัพท์มือถือได้เป็นจำนวนมาก พร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง พบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและเว็บพนันออนไลน์ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการลักลอบนำอุปกรณ์เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการบัญชีม้าและทำธุรกรรมทาง การเงิน ซึ่งเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง กองทัพเรือยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจเพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของกำลังพลและประชา ชนเป็นสำคัญ

การนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ที่มีข้อพิพาทตามแนวชายแดน มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ได้รับทราบข้อเท็จจริงจากพื้นที่ปฏิบัติการโดยตรง เสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถาน การณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนสนับสนุนให้มีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณชนอย่างถูกต้อง รอบด้าน และเป็นไปตามข้อเท็จจริง อันจะก่อให้เกิดความตระหนักรู้ของประชาชนต่อประเด็นด้านความมั่นคง และลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูลข่าวสารในสังคม

#กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ #กองทัพเรือ #RoyalThaiNavy #ทมอดา #ท่าเส้น #บ้านสามหลังฉกนยตราด #ทุ่นระเบิด #ottawaconvention #cyberscam


ข้อมูลข่าวสารจาก กองทัพเรือ

ภาพ/ข่าว
นายโยธิน พรมแตง
หัวหน้าข่าวภาค ตะวันออก รายงาน

ไรเดอร์ลูก 2 พ้อน้ำมันแพง ของขึ้นราคาขอสู้เพื่อครอบครัวถึงที่สุด

จังหวัดลพบุรี – หนุ่มขับรถจักรยานยนต์รับส่งสินค้าหรือไรเดอร์ เจอสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว น้ำมันแพง ต้องแบกภาระส่งลูกวัยเรียน 2 คน รายได้ไม่พอรายจ่ายในครัวเรือน ต้องขวนขวายหาอาชีพเสริมรับสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขายควบคู่การส่งของ วอนรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาน้ำมันแพง

จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อหลายประเทศที่ต้องเจอกับการขาดแคลนน้ำมัน รวมทั้งประเทศไทยก็เจอกับปัญหาดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งน้ำมันถือว่าเป็นต้นทุนทุกอย่าง ส่งผลกระทบกับหลายอาชีพ และยังไม่รู้ว่าราคาน้ำมันจะจบอย่างไร แต่ที่แน่ๆราคาสินค้าที่เริ่มมีการปรับตัว ขยับขึ้นราคา ส่งผลกระทบในเรื่องของค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในระดับล่าง ที่มีรายได้น้อยอยู่แล้ว ต้องแบกภาระกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมาก

นายนพพร วันแก้ว อายุ 40 ปี อาชีพไรเดอร์ รับส่งสินค้า อาหารให้กับลูกค้า ในพื้นที่เขตอำเภอเมืองลพบุรี ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าครอบครัวมีด้วยกัน 4 คน ลูกวัยเรียน 2 คน ขณะนี้เป็นช่วงปิดเทอม ต้องหาให้ลูกในวัยกำลังกิน และจะต้องเก็บหอมรอบริบเตรียมความพร้อมไว้ในช่วงเปิดเทอมซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายหลักหมื่นบาท ขณะนี้การรับส่งสินค้า อาหารให้กับลูกค้าก็ลดลงมาก เพราะลูกค้าก็ต้องประหยัดเช่นกัน ทำให้รายได้ของตนลดลงไปด้วย จนต้องขวนขวายหาอาชีพเสริม โดยการไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากพ่อค้าคนกลาง มาจำหน่ายควบคู่ไปกับการส่งของให้กับลูกค้า และใช้เวลาในช่วงที่ไม่มีลูกค้าสั่งของ ออกเดินเร่ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลตามจุดพักผ่อน สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ สิ่งไหนได้เงินต้องทำเพื่อประคับประคองให้ครอบครัวอยู่ได้อย่างไม่ลำบากในช่วงภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

ไรเดอร์หนุ่มยังฝากไปถึงรัฐบาล ในการช่วยแก้ปัญหาในเรื่องราคาน้ำมัน ที่เป็นต้นทุนในการผลิต การขนส่ง เพื่อที่จะทำให้ราคาสินค้าที่จำเป็น กับการครองชีพ ไม่มีการปรับตัวสูงขึ้น ที่ส่งผลกระทบกับตนเอง และประชาชนรากหญ้าอยู่ในขณะนี้ ซึ่งตนเองก็พอมีรายได้เหลือจากการส่งของวันละ300 – 400 บาท จากปกติก็ยังเหลือเงินเก็บ แต่ขณะนี้แม้มีอาชีพเสริมยังอยู่ยากลำบาก แต่ตนไม่ท้อจะขอสู้เพื่อครอบครัวจนถึงที่สุด


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

รอง ผบ.ตร. บินด่วนลงพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย สั่งสกัดกั้นน้ำมันไทย-มาเลเซียเข้าออกระหว่างประเทศ

สงขลา/สะเดา – รอง ผบ.ตร.บินด่วนลงพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย สั่งสกัดกั้นน้ำมันไทย-มาเลเซียเข้าออกระหว่างประเทศ

วันนี้ 28 มี.ค.69 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร./ ผอ.ศปนม.ตร. ได้ลงพื้นที่ติดตามเรื่องสำคัญ น้ำมันภายในประเทศประเทศไทยและน้ำมันภายในประเทศมาเลเซีย โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้มี มีหน่วยงานความมั่นคงภายในพื้นที่ ทั้งทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่5 ตำรวจภูธรสะเดา ตำรวจภูธรภาค9 ด่านศุลกากรสะเดา ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 437 สรรพสามิตสะเดา และตำรวจศูนย์กลางป้องกันปราบปรามน้ำมันเถื่อน และได้สั่งการให้สกัดกั้นเพราะว่าน้ำมันมาเลเซียแพงกว่าน้ำมันไทย และสั่งให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงทุกหน่วยเร่งสกัดกั้นห้ามมิให้น้ำมันของไทยผ่านไปประเทศมาเลเซียเด็ดขาด และฝากเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงทุกหน่วยงานให้ดูเรื่องการกักตุนน้ำมันภายในปั๊มต่างๆ ในพื้นที่รวมถึงประชาชนที่ซื้อไปกักตุนเพื่อเอามาขายในราคาที่สูงกว่าตลาดโลก และโดยที่ผ่านมามีการจับกุมน้ำมันมาเลเซียที่ลักลอบผ่านทางด่านพรมแดนสะเดาและปาดังเบซาร์ได้จำนวนหลาย 100,000 ลิตร โดยหน่วยความมั่นคงในพื้นที่เป็นคนจับกุม คือ ทหาร สรรพสามิตร ศุลกากร ปกครองสะเดาา ตำรวจสะเดา

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร./ ผอ.ศปนม.ตร. กล่าวอีกว่า ส่วนหนึ่งคือท่าน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้มาดูในการลักลอบและส่งออกและเรื่องของการกักตุนน้ำมันของในพื้นที่ชายแดนไทยมาเลเซีย ด้านฝั่งอำเภอสะเดา และให้ดูการลักลอบส่งออกและการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ให้ออกจากประเทศไทย โดยในวันนี้ก็มีหลายหน่วยงานในพื้นที่ที่รับผิดชอบมาร่วมกันประชุม และหาแนวทางการป้องกันการกักตุนน้ำมันและการลักลอบขนน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และจากการมีข่าวว่ามีการนำน้ำมันจากไทยไปขายในมาเล เซียตอนนี้ยังไม่มีมีแนวโน้มว่าจะมีข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้น เพราะการที่จะนำน้ำมันจากประเทศไทยไปสู่ประเทศมาเลเซียนั้นไม่คุ้มกับการถูกดำเนินคดี เพราะทางฝั่งมาเลเซียเข้มงวดมากในส่วนของเรื่องน้ำมันและสินค้าหนีภาษี แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือตามชายแดนต่างๆที่อาจเป็นกองทัพมด ซึ่งทางฝ่ายความมั่นคงหรือเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่5 ได้รายงานว่ามีการลักลอบน้ำมันนำเข้าก็จริงแต่เป็นส่วนที่น้อยมาก และเป็นการลักลอบนำเข้าแบบกองทัพมด เช่น การขนกับรถกระบะ หรือตู้ทึบ และรถเก๋งขนาดเล็ก เพราะเนื่องจากน้ำมันเบนซินของทางมาเลเซียมีราคาถูกกว่าของไทยแต่ในเรื่องของการลักลอบนำน้ำมันดีเซลของไทยออกไปไปยังประเทศมาเลเซียนั้น ถ้าจะเป็นก็จะเป็นเหมือนกองทัพมดเช่นกัน ซึ่งตอนนี้หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ต่างช่วยกันสกัดกั้นทุกวิถีทางและทุกช่องทางแม้แต่ช่องทางตามธรรมชาติ


ภาพ/ข่าว อ้อม มณีรัตน์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสงขลา

มทภ.2 เยี่ยมครอบครัว วีรบุรุษทหารกล้า ผู้เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย–กัมพูชา

มทภ.2 เยี่ยมครอบครัว วีรบุรุษทหารกล้า ผู้เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย–กัมพูชา

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ลงพื้นที่เพื่อเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่ครอบครัวของ ร้อยตรี วรัญชิต ยวงสุวรรณ วีรชนผู้สละชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและแสดงความขอบคุณในความเสียสละ ในการนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้พูดคุยให้กำลังใจแก่ครอบครัวอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่าจะให้การดูแลช่วยเหลืออย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังได้พบปะส่วนราชการและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริ-โภคให้แก่ผู้สูงอายุ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชน

#กองพลทหารราบที่3 #กองทัพภาคที่2 #กองทัพบกRoyalThaiArmy


พรพิพัฒน์ รายงาน

สำนักงานอัยการภาค 2 และอัยการจังหวัดพัทยา จัดงานเลี้ยงแสดงความยินดี ข้าราชการอัยการย้ายไปรับตำแหน่งใหม่

สำนักงานอัยการภาค 2 และอัยการจังหวัดพัทยา จัดงานเลี้ยงแสดงความยินดี ข้าราชการอัยการย้ายไปรับตำแหน่งใหม่

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุม ชั้น 3 โรงแรมเวลคัมเวิลด์ บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา เมืองพัทยา สำนักงานอัยการภาค 2 ร่วมกับสำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา จัดงานเลี้ยงแสดงความยินดีแก่ข้าราชการอัยการและเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับการโอนย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ที่สูงขึ้น จำนวน 12 ท่าน สำหรับบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่นและชื่นมื่น ภายใต้สโลแกน “ด้วยรัก ผูกพัน และชื่นชม สายใยอัยการภาค 2 ร่วมส่งก้าวใหม่ที่สง่างาม”

ภายในงานมีแขกผู้มีเกียรติทุกภาคส่วนเข้าร่วมแสดงความยินดี ทั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษาสำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา และคณะที่ปรึกษาสำนักงานอัยการภาค 2 นำโดย นายรุ่งเรือง ศิริปรีชาพงษ์ ประธานที่ปรึกษาสำนักงานอัยการภาค 2, นางสุพัตรา เผือกประพันธุ์ ประธานมูลนิธิ พล.ร.ท.จำรัส-สุพัตรา ตลอดจนข้าราชการตำรวจจากสถานีตำรวจในพื้นที่ อาทิ พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผู้กำกับการ สภ.เมืองพัทยา, พ.ต.อ.ณัฐพล ผ่องสุขสกุล ผู้กำกับการ สภ.หนองปรือ และ พ.ต.อ.วราวุฒิ นิตยวัน ผู้กำกับการ สภ.ห้วยใหญ่ รวมถึงผู้ประกอบการภาคเอกชนและห้างร้านต่าง ๆ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ภายในงานมีการจัดเลี้ยงอาหาหลากหลายเมนู จากคณะที่ปรึกษาและผู้ประกอบการที่ร่วมสนับสนุนงาน อีกทั้งยังมีเครื่องเสียง นักร้อง และคาราโอเกะ สร้างสีสันและความสนุกสนานให้แก่ผู้ร่วมงานตลอดทั้งค่ำคืน

ในช่วงพิธีการ นายคำนึง วงษ์ทวีทรัพย์ อธิบดีอัยการภาค 2 ได้ขึ้นเวทีกล่าวให้โอวาท พร้อมแสดงความยินดีแก่ ข้าราชการอัยการที่ได้รับการโอนย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ ก่อนมอบของที่ระลึกเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง จากนั้น นายบุญชัย ปรีชาพันธ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูง ภาค 2 ได้ขึ้นกล่าวโอวาทและร่วมแสดงความยินดี พร้อมมอบของที่ระลึกแก่ข้าราชการอัยการที่ย้ายไปรับตำแหน่งใหม่เช่นกัน นอกจากนี้ นายรุ่งเรือง ศิริปรีชาพงษ์ ประธานที่ปรึกษาสำนักงานอัยการภาค 2 ยังได้ขึ้นเวทีกล่าวแสดงความยินดี พร้อมมอบของที่ระลึกแก่ข้าราชการอัยการ ที่ย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ ในครั้งนี้ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความรัก ความผูกพัน และความภาคภูมิใจ

ช่วงท้ายของงาน ผู้ร่วมงานต่างนำดอกกุหลาบเข้ามอบให้แก่ข้าราชการอัยการและเจ้าหน้าที่ที่โยกย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ เพื่อร่วมแสดงความยินดีและสร้างความประทับใจให้แก่ข้าราชการอัยการ ที่ย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ ในครั้งนี้


ภาพข่าว/อำนวยชัย มลิลา
นายโยธิน พรมแตง
หัวหน้าข่าวภาค ตะวันออก รายงาน

กองทัพภาคที่ 2 รับมอบข้าวสารจากเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชมแห่งประเทศไทย

กองทัพภาคที่ 2 รับมอบข้าวสารจากเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชมแห่งประเทศไทย

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 รับมอบข้าวสารจากเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนภารกิจของกองทัพ โดยทางเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเกษตรกรและหน่วยงานความมั่นคง จึงมีความประสงค์มอบข้าวสารคุณภาพดี จำนวน 13,000 กิโลกรัม ซึ่งถือเป็นผลผลิตจากน้ำพักน้ำแรงของกลุ่มเกษตรกรไทยที่ตั้งใจส่งต่อความปรารถนาดีผ่านผลิตผลทางการเกษตรอันมีค่านี้

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวแสดงความขอบคุณทางเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนแห่งประเทศไทยที่ได้มองเห็นถึงความสําคัญและให้การสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 มาอย่างต่อเนื่อง โดยข้าวสารทั้งหมดนี้จะถูกจัดสรรเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ ทั้งในด้านการช่วยเหลือกำลังพล และกำลังพลปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย – กัมพูชา เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่รั้วของชาติ ตลอดจนความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพและกลุ่มเกษตรกรในการร่วมกันพัฒนาชุมชน และสังคมให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนสืบไป

#กองทัพภาคที่2 #ข้าวสารเครือข่ายชุมชุมแห่งประเทศไทย


พรพิพัฒน์ รายงาน

ท่านผู้ชมเจ้าขา วันนี้ยายเมี้ยน พาชม “ฟาร์มแห่งการเรียนรู้” หมู่ที่ 1 ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

ท่านผู้ชมเจ้าขา วันนี้ยายเมี้ยนได้มาที่แหล่งเรียนรู้ อบอุ่นฟาร์มแลนด์ “ฟาร์มแห่งการเรียนรู้” หมู่ที่ 1 ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

ใครจะคิดบ้างว่าถ้าทุกภาคส่วนได้เข้ามาผนึกกำลังกันเรื่อง “พัฒนาการของชาวนาไทยที่ใช้องค์ความรู้บวกภูมิปัญญาบวกเทคโนโลยีแต่สิ่งที่ดีคือมหาวิทยาลัยณเรศซึ่งได้วิจัยเรื่องข้าวกับพลังงานที่เดินไปสู่ความสำเร็จ เช่น ประหยัดต้นทุน ได้ผลผลิตดีแล้วมีกำไรต่อลมหายใจให้ชาวนาชนิดที่ว่ามาร่วมกันเป็นกลุ่มๆ เช่น กลุ่มผอ.ครูบาอาจารย์ และทหารหาญ ได้เข้ามาช่วยกัน ที่สำคัญคือชาวนาที่ทำนามาเนิ่นนานยอมมาเปลี่ยนพฤติกรรมเก่าๆ เพราะที่พวกเขาทำสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนก็ไม่รวย ไม่ไปไหนสักทีเพราะทำนาทั้งปีแต่หนี้สิน,แต่กลุ่ม”อิ่มสุข บุกเข้ามาแก้”

ด้วยนักวิชาการแถมยังมีงบประมาณมาสนันสนุน,ทั้งทำ,ทั้งทดลอง,ใช้ข้าวทั้ง 4 ชนิด มาบวกกันให้เป็นข้าวสารปลอดภัย ได้พลังงานน้ำตาลน้อยเหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ คือกลุ่มเพาะปลูกข้าวของเราคำนึงถึงกินข้าวเป็นหลัก กินผักเป็นยาแล้วยังกำหนดราคาได้เองเพราะทุกอย่างที่กลุ่มชาวนาชาวสวน ก็ยังมีสินค้าที่ต่อยอดเพื่อสร้างรายได้อีกหลายชนิด เช่น ข้าวสารสำเร็จพร้อมหุงถุงละ1กก. ข้าวทำเส้นก๋วยเตี๋ยว, เส้นพาสต้า มีผลิตเบียร์คร๊าฟ และอีกหลายๆ อย่างที่นำมาต่อยอดจากวัตถุดิบที่กลุ่มได้เพาะปลูกขึ้นมา แล้วยังได้ผ่านการทดลองและวิจัยทดสอบจากห้องแล็ปจากมราชภัฏกำแพงเพชรเป็นการันตีว่าปลอดภัย และมหาวิทยาลัยแม่โจ้พร้อมบุคคลากรที่ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยณเรศวรได้ผนึกพลังกันด้วยความชำนาญ ช่วยเหลือเกษตรในการพัฒนาไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์,เพื่อนำไปใช้สูบน้ำเข้าไปใช้ในเลือกสวนไร่นา,เพื่อการประหยัดพลังงานลดต้นทุน,มีโรงสีข้าวของชุมชนและยังทำเตาเผาขยะจากพาสติกมาเป็นเชื้อเพลิงทั้งน้ำมันเบนซิลและดีเซลทำให้ลดต้นทุนอย่างมากมาย,แถมยังมีตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ในการถนอมอาหาร,และยังสกัดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นต่างๆ

เมื่อทุกฝ่ายร่วมไม้ร่วมมือกันก็เพื่อที่จะทำให้ชาวนาไทยลืมหน้าอ้าปากได้ชนิดที่เรียกว่า “ทำให้เด็กมันดู แล้วเชิญชวนคนไทยทั่วประเทศที่สนใจจะเข้ามาศึกษาดูงานที่สำคัญสอนให้ฟรีที่กลุ่ม”ข้าวอิ่มสุข แม่สอด ในอ้อมกอดแห่งขุนเขา”นี้เขาทำได้อย่างไรเช่นข้าวปลอดสาร อาหารปลอดภัย ได้กำไรงาม ต่อไปชาวนาไทยไม่ต้องร้องแล้วว่า “หลังไม่สู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ทำนาทั้งปีมีแต่หนี้สิน” มีแต่ชาวนายุคใหม่ ทำนาได้ข้าวดีต่อสุขภาพ พัฒนาคุณภาพสู่สากลทำให้เกษตรกรหน้าใส ทำน้อยได้เงินมาก,ยายเมี้ยนได้พบความจริงเป็นเชิงประจักษ์เลยว่าการศึกษา,ความสามัคคี,และยิ่งมีความขยันเป็นหนึ่งเดียว,แล้วร่วมกันพัฒนาเป็นเกษตรยุคใหม่ทั้ง8อำเภอใน3จังหวัดมีจ.แม่ฮ้องสอน,จ.ตากและจ.กาญจนบุรีที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกรของไทยได้มาศึกษาดูงานเพื่อให้คลายไปความทุกข์ยากที่มีมาหลายชั่วอายุคน,จะได้ค่อยๆหมดไปสักทีเจ้าค่ะท่านผู้ชม.


รพ.พญาไท 3 จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ…..การช่วยเหลือชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) เสริมความพร้อม…กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 (บก.น.8)

โรงพยาบาลพญาไท 3 จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ…..การช่วยเหลือชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) เสริมความพร้อม…กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 (บก.น.8)

โรงพยาบาลพญาไท 3 จัดกิจกรรมอบรม “ การช่วยเหลือชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) ” ณ ห้องประชุม We before Me เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะในการช่วยชีวิตเบื้องต้นให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการรับมือเหตุฉุกเฉินและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับประชาชน ในวันที่ 23 มีนาคม 2569

ภายในงาน ได้รับเกียรติจากนายแพทย์อภิชัย โตวณะบุตร รักษาการผู้อำนวยการแพทย์ โรงพยาบาลพญาไท 3 กล่าวต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่จากกองบังคับการตำรวจนครบาล 8 (บก.น.8) นำโดย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 8 และ พ.ต.อ.ศุภวัช ปานแดง รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 8 มีโดยมีบรรดาเจ้าหน้าตำรวจเข้าร่วมอบรมกว่า 120 นาย

การอบรมครั้งนี้ ดำเนินการสอน จากทีมพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลพญาไท 3 นำโดย พว.ดวงพร แหล่งหล้า และทีม BLS Instructor เป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับการปฐม พยาบาลและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) พร้อมทั้งการฝึกปฏิบัติจริงรวมถึงการสาธิตและฝึกใช้งานเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) อย่างถูกต้อง บรรยากาศการอบรมเป็นไปอย่างเข้มข้นและได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นอย่างมาก โดยผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นการเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วยก่อนถึงมือแพทย์

โรงพยาบาลพญาไท 3 มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการเสริมสร้างศักยภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความรู้จากการอบรมครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการเข้าช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โรงพยาบาลพญาไท3 #อบรมCPR #การปฐมพยาบาลเบื้องต้น #ตำตรวจ #กองบังคับการตำรวจนครบาล


ประชุมใหญ่สมาคมนายทหารนอกประจำการ พลเอกวินัย ภัททิยกุล ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกสมาคมอีกวาระหนึ่ง

ประชุมใหญ่สมาคมนายทหารนอกประจำการ พลเอกวินัย ภัททิยกุล ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกสมาคมอีกวาระหนึ่ง

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 พลเอก วินัย ภัททิยกุล นายกสมาคมนายทหารนอกประจำการ เป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ของสมาคมนายทหารนอกประจำการ โดยมีคณะกรรมการ ที่ปรึกษาสมาคมฯ และสมาชิกฯ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องเทวกรรมรังรักษ์ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

โดยที่ประชุมได้ทราบและพิจารณาที่สำคัญ อาทิ การแถลงกิจการของสมาคมฯ ในรอบปีที่ผ่านมา และแผนการดำเนินงานในปี 2569, สถานภาพสมาชิก, การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับกองทัพและสมาคม/ชมรมต่างๆ, การช่วยเหลือดูแลนายทหารนอกประจำการ ด้านสวัสดิการ : การเจ็บป่วย และการเสียชีวิต รวมทั้งโครงการจัดตั้งศูนย์เสนาบริรักษ์ เพื่อช่วยดูแลนายทหารนอกประจำการและครอบครัวที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงด้านสุขภาพในพื้นที่กองทัพบก รายรับ-รายจ่ายของสมาคมฯ และการแต่งตั้งผู้ตรวจบัญชี ปี 2569

ทั้งนี้ที่ผ่านมา สมาคมฯ มีบทบาทสำคัญในการเป็นแกนนำข้าราชการบำนาญเรียกร้องสิทธิให้ได้รับบำเหน็จดำรงชีพ 15 เท่า ของบำนาญ และการเข้าร่วมกิจกรรมที่สำคัญต่างๆ รวมถึงการเยี่ยมเยียนทหารผ่านศึก ณ รพ.ทหารผ่านศึก และนายทหารนอกประจำการ ในกองทัพภาคต่างๆ ซึ่งบทบาทของสมาคมฯ ดังกล่าว ได้แสดงถึงความมีตัวตนของนายทหารนอกประจำการ ที่ยังมีความมุ่งมั่น พิทักษ์เกียรติและศักดิ์ศรีด้วยความเสียสละ และทำประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติสืบไป

โอกาสนี้ ได้มีการเลือกนายกสมาคมฯ ท่านใหม่ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ พลเอก วินัย ภัททิยกุล นายกสมาคมฯ ท่านเดิม เป็นนายกสมาคมนายทหารนอกประจำการอีกวาระหนึ่ง