สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดใหญ่ครบรอบ 29 ปี วันเสาร์ที่ 4 ก.ค.นี้ ชู 2 เวที “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” และ “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ ?”

สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดใหญ่ครบรอบ 29 ปี วันเสาร์ที่ 4 ก.ค.นี้ ชู 2 เวที “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” และ “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ ?”

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายนพปฎล รัตนพันธ์ เลขาธิการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติเตรียมจัดงานใหญ่ในโอกาสครบรอบ 29 ปี วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องกรุงธนบอลล์รูม โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงเช้า Special Talk & Forum หัวข้อ “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” และช่วงบ่าย Public Forum หัวข้อ “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ?”

เลขาธิการสภาการสื่อมวลชนฯ กล่าวว่า ช่วงเช้า พบกับ Special Talk เรื่อง “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อด้วยเวทีเสวนาในหัวข้อเดียวกัน ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน, ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, คุณบุรินทร์ อดุลวัฒนะ นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระหว่างประเทศ และผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย คุณไอลดา พิศสุวรรณ ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วมในช่วงเช้าต้องซื้อบัตรเข้างานล่วงหน้า

เลขาธิการสภาการสื่อมวลชน กล่าวต่อว่า สำหรับช่วงบ่ายเปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมฟังฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พบกับ Keynote Speech หัวข้อ “ทิศทาง AI ใน 1-2 ปีข้างหน้า” โดย คุณโชค วิศวโยธิน ผู้ก่อตั้งกลุ่ม AI เพื่อธุรกิจและสังคม จากนั้นเป็นเวทีเสวนาหัวข้อ “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ?” ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย คุณสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทลสกอร์ จำกัด และอุปนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (TCCA),คุณก้าวโรจน์ สุตาภักดี Senior Leader,TNN Digital Channel,คุณปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการบริหาร เนชั่นทีวี ช่อง 22,คุณสุภโชค ภัทรามรุต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อใหม่ PPTV และผศ.ดร.เอกพล เธียรถาวร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหา วิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย คุณอศินา พรวศิน กรรมการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

ผู้สนใจเข้าร่วมงานในช่วงเช้าสามารถติดต่อซื้อบัตรได้ที่สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ โทร. 0 2668 9900 ส่วนช่วงบ่ายรับชมการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook Live @PressCouncilThailand, Facebook Live Thai PBS และ YouTube Live Thai PBS โดยรายได้จะนำไปสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

ขอขอบคุณที่กรุณาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
นายชาย ปถะคามินทร์ ผู้อำนวยการบริหาร สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ
โทร. 08 8254 3434, 06 5423 5556


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พาณิชย์เปิดโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” เร่งเครื่องผู้ประกอบการไทยบุกตลาดอินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์ สร้างสมดุลการส่งออกยุคใหม่

พาณิชย์เปิดโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” เร่งเครื่องผู้ประกอบการไทยบุกตลาดอินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์ สร้างสมดุลการส่งออกยุคใหม่

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จับมือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุกเปิดตัวโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” อย่างเป็นทางการเพื่อสนับสนุนและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทย ให้สามารถปรับตัวและใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ได้อย่างเต็มศักยภาพ ท่ามกลางบริบทกติกาการค้าโลกใหม่ที่ผันผวนและเน้นย้ำเรื่องความยั่งยืน

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” ว่า โครงการนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพและขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยในการส่งออกด้วยการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การขับเคลื่อนโครงการนี้ อยู่ภายใต้แนวคิด “From FTA Fast Track to SMEs Smart Trade” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกของกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อสร้างผลสำเร็จที่รวดเร็วและยั่งยืนตามนโยบายสร้างสมดุลการส่งออกผ่านการบุกตลาด FTA ของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านผู้ประกอบการไทย ให้เป็น Smart Traders ในบริบทการค้ายุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยกฎระเบียบที่ซับซ้อนและความยั่งยืน มุ่งเป้าสู่ 3 ตลาดศักยภาพสูง ได้แก่ อินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์ ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการสินค้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรมฯ ตั้งเป้าหมายว่าโครงการนี้จะช่วยสร้างมูลค่าการส่งออกจากการใช้สิทธิประโยชน์ FTA สู่ตลาดเป้าหมายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท

สำหรับไฮไลต์สำคัญในงานวันนี้มีกิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อจุดประกายและวางกลยุทธ์ให้กับผู้ประกอบการไทย อาทิ ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “FTA Fast Track” โดย นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อชี้ทิศทางยุทธศาสตร์และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ FTA เป็นทางลัดสู่เวทีโลก พร้อมเวทีเสวนาพิเศษ หัวข้อ “ทลายกำแพงการค้า ยกระดับ SMEs ไทย ด้วยทางด่วน FTA” โดยผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า ได้แก่ นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดี กรมการค้าต่างประเทศ นายบีไยกุมาร ปานเดย์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน FTA การตลาดและการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศในกลุ่มตลาดอินเดีย ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอนาคตไทย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมคู่ขนานที่เปิดให้คำปรึกษาเชิงลึกและการรับสมัครเข้าร่วมโครงการสำหรับผู้ประกอบการ ที่มาร่วมงาน เจาะลึก 3 ตลาดเป้าหมายและโอกาสทองของ SMEs ไทยจากความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA (สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์) ซึ่งเป็น FTA ฉบับใหม่ที่ใช้ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self-Certification) ขณะที่ FTA อาเซียน-อินเดีย กำลังอยู่ระหว่างการทบทวนยกระดับเพื่อลดระยะเวลาและขั้นตอนเอกสาร

นางอารดาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และอยู่ระหว่างเร่งผลักดันให้มีผลบังคับใช้เพิ่มอีก 3 ฉบับ ได้แก่ ไทย-EFTA, ไทย-ศรีลังกา และไทย-ภูฏาน ภายในปี 2570 ซึ่งจะส่งผลให้ไทยมี FTA รวมทั้งสิ้น 17 ฉบับ ครอบคลุม 24 ประเทศทั่วโลก กรมการค้าต่างประเทศ และ สสว. จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการ SMEs ไทย ก้าวเข้าสู่โครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” เพื่อใช้ทางด่วนสายพิเศษ “FTA Fast Track” ในการยกระดับธุรกิจสู่การเป็น Smart Traders ที่เติบโตในเวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยโครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจของ SMEs ไทย ผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ Fast Track ด้านต้นทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี Fast Track ด้านการตลาดและสื่อดิจิทัลระดับสากล Fast Track ด้านเครือข่ายและการเข้าสู่ตลาดจริง (Business Matching)

“โลกการค้ายุคใหม่ไม่มีพื้นที่สำหรับการหยุดนิ่ง ต้องพลิกโฉมจากผู้ค้าแบบเดิม ๆ สู่การเป็น Smart Trader ที่เท่าทันกติกาโลก และรู้จักใช้ประโยชน์จาก FTA มาลดต้นทุนเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน วันนี้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานพันธมิตรได้เตรียมทางด่วนสายพิเศษนี้ไว้พร้อมแล้ว กรมการค้าต่างประเทศเชื่อมั่นว่าสินค้าไทย มีศักยภาพไม่แพ้ใคร และสามารถเติบโตบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม มั่นคง และยั่งยืนไปด้วยกัน” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวทิ้งท้าย

กรมการค้าต่างประเทศ จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการ SMEs และผู้ที่สนใจ สมัครเข้าร่วมโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” เพื่อรับการติวเข้มและร่วมคณะเดินทางไปเจรจาธุรกิจในต่างประเทศได้ฟรี โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทางเว็บไซต์ boostupfta.com และช่องทางสายด่วนของโครงการ โทร 090-699-0239 (กลุ่มตลาดนอร์เวย์) 090-655-0974 (กลุ่มตลาดสวิตเซอร์แลนด์) 090-699-0642 (กลุ่มตลาดอินเดีย) 063-543-4745 (กลุ่มตลาดอินเดีย)


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ฝ่ายปกครองร่วมตร.บ้านแพง บุกรวบชายวัย 60 ปี พักกุฏิสงฆ์ค้ายาบ้า หลังเจ้าอาวาสร้องเรียน

นครพนม – ฝ่ายปกครอง-ตร.บ้านแพง บุกรวบชายวัย 60 ปี พักกุฏิสงฆ์ค้ายาบ้า หลังเจ้าอาวาสร้องเรียน

ภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการของ ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม และนายนิมิต ปัทมเจริญ ปลัดจังหวัดนครพนม นายราชวัชร์ เพ็ชร์ไพฑูรย์ นายอำเภอบ้านแพง/ผอ.ศป.ปส.อ.บ้านแพง ได้มอบหมายให้ นายพงศ์เพชร มีจิตต์ใส ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นำกำลังสมาชิก อส. บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านแพง เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายหลังได้รับแจ้งเบาะแสชายอาศัยอยู่ภายในกุฏิมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเจ้าอาวาสวัดป่าโนนแพง ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม ว่ามีชายคนหนึ่งชื่อ นายสมชาย (สงวนนามสกุล) อายุ 60 ปี เข้ามาพักอาศัยอยู่ที่กุฏิภายในวัดและมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด รวมถึงมีพฤติการณ์น่าสงสัยว่าจะลักทรัพย์สินภายในวัดเพื่อนำไปซื้อยาบ้า​ เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ตามข้อมูลร้องเรียน พบตัวนายสมชาย อาศัยอยู่ภายในกุฏิ มีท่าทีตกใจเมื่อเห็นเจ้าหน้าแสดงตัวและขออนุญาตทำการตรวจค้น ซึ่งนายสมชายยินยอมให้ตรวจสอบ ผลการตรวจค้นก็พบยาบ้าจำนวน 10 เม็ด ถูกซุกซ่อนอยู่ภายในถุงกาแฟยี่ห้อ ยี่ห้อนึงสีเขียว ที่วางอยู่ภายในกุฏิ

จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ซื้อยาบ้าดังกล่าวมาจากวัยรุ่นรายหนึ่งในหมู่บ้านในราคา 500 บาท เพื่อนำมาเสพ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดที่โรงพยาบาลบ้านแพง ซึ่งผลการตรวจยืนยันพบสารเสพติด (เมทแอมเฟตามีน) ในร่างกาย เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


หลาวเหล็ก/เทพข่าวร้อน /ภาพ/ข่าว

งานธงฟ้าเยียวยา ลดค่าครองชีพครัวเรือนให้ประชาชน


จังหวัดลพบุรี ร่วมกับสำงานพาณิชย์จังหวัดฯ จัดงาน “ธงฟ้าเยียวยา ลดค่าครองชีพประชาชน จังหวัดลพบุรี” ระหว่างวันที่ 1 – 3 กรกฎาคม 2569 หวังบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ณ วัดไลย์ ตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานเปิดงาน“ธงฟ้าเยียวยา ลดค่าครองชีพประชาชน จังหวัดลพบุรี”และปล่อยรถ Mobile ธงฟ้าออกให้บริการประชาชน ภายใต้โครง การเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน กิจกรรมที่ 1 จัดงานธงฟ้าจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้แก่ประชาชน จังหวัดลพบุรี โดยมีนางสาวสายฝน แหล่งหล้า พาณิชย์จังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นายกิตติภพ คงภานิติธรรม นายอำเภอท่าวุ้ง ตลอดจนผู้ประกอบการและประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

สำหรับงาน “ธงฟ้าเยียวยา ลดค่าครองชีพประชาชน จังหวัดลพบุรี ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด ช่วยเหลือประชาชนท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยมีกำหนดจัดในวันที่ 1 – 3 กรกฎาคม 2569 เวลาตั้งแต่ 10.00 – 20.00 น. ณ วัดไลย์ ตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าในครัวเรือน เสื้อผ้า และสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ในราคาประหยัดจากผู้ผลิต/ผู้ประกอบการโดยตรง จำนวนมากกว่า 50 คูหา

โดยไฮไลท์ภายในงานคือการจำหน่ายสินค้าธงฟ้าลดราคาพิเศษ จำนวน 4 รายการ ได้แก่ ไข่ไก่ เบอร์ 3 แผงละ 80 บาท ข้าวสารหอมมะลิ ขนาด 5 กิโลกรัม ถุงละ 125 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขนาด 1 ลิตร ขวดละ 35 บาท และน้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท โดยจัดจำหน่ายวันละ 2 รอบ ในเวลา เวลา 12.00 น. และ 16.00 น. ทุกวัน และได้มีการจัดโปรโมชั่น ซื้อสินค้าภายในงานครบ 300 บาท รับคูปองแทนเงินสดมูลค่า 50 บาท (100 ท่านแรกของแต่ละวัน)

นอกจากจะมีการจัดงานจำหน่ายสินค้าฯ ที่วัดไลย์แล้ว ยังมีการจัดจุดจำหน่ายสินค้าผ่านรถ Mobile ธงฟ้าออกให้บริการประชาชน จำนวน 5 จุดต่อวัน ซึ่งจะมีสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดและ สินค้าธงฟ้าลดราคาพิเศษทั้ง 4 รายการ กระจายลงไปจำหน่ายในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วจังหวัดลพบุรี ครอบคลุมทั้ง 11 อำเภอ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดลพบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง มาร่วมจับจ่ายใช้สอยและเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพในครัวเรือน ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

นบ.ยส.24 บูรณาการร่วมลาดตระเวนเฝ้าตรวจ/ซุ่มเฝ้าตรวจ จับกุมผู้ต้องหา 1 ราย พร้อม(ยาบ้า ประมาณ 220,000 เม็ด และ ไอซ์ จำนวน 2 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 83 กก. ในพื้นที่ ต.พังโคน อ.พังโคน จ.สกลนคร

นบ.ยส.24 บูรณาการร่วมลาดตระเวนเฝ้าตรวจ/ซุ่มเฝ้าตรวจ จับกุมผู้ต้องหา 1 ราย พร้อม(ยาบ้า ประมาณ 220,000 เม็ด และ ไอซ์ จำนวน 2 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 83 กก. ในพื้นที่ ต.พังโคน อ.พังโคน จ.สกลนคร

เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2569 กองทัพบก โดย พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/ส่วนสกัดกั้นฯ ตอนบน/บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) โดย ร้อย.ฉก.ทพ.2108 (หน่วยงานหลัก) บูรณาการร่วมกับ กก.3 บก.ปส., ส.ทล.3 กก.4 บก.ทล.บึงกาฬ และตำรวจน้ำ ส.รน.4 กก.11 บก.รน. ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ตอนใน โดยใช้เส้นทางถนนหลวงหมายเลข 212 (บึงกาฬ – หนองคาย) และ ทางหลวงชนบท บก.3009 จึงบูรณาการร่วมกันวางแผนทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ/ซุ่มเฝ้าตรวจตามเส้นทางดังกล่าว ต่อมาเมื่อเวลา 03.00 น. ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ นิสสัน รุ่น ซันนี่ สีดำ ทะเบียน กย 4981 ลพบุรี ขับช้ามีพิรุธ

เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเพื่อขอตรวจสอบ แต่รถยนต์คันดังกล่าวได้เร่งความเร็วหลบหนี โดยใช้เส้นทาง อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ – จ.สกลนคร จึงทำการไล่ติดตามจนสามารถสกัดจับไว้ได้ บริเวณถนนวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคงอีสาน วิทยาลัยเขตสกลนคร ต.พังโคน อ.พังโคน จ.สกลนคร สามารถจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย ทราบชื่อนายนิธิ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี ภูมิลำเนาในพื้นที่ ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 1 กระสอบ ประมาณ 220,000 เม็ด และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 2 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 83 กก. จึงได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาไว้ที่ ส.ทล.5 กก.4 บก.ทล.สกลนคร (พังโคน) อ.พังโคน จ.สกลนคร เพื่อทำการตรวจนับอย่างละเอียด และจะนำส่ง สภ.พังโคน จ.สกลนคร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นบ.ยส.24 เชิญชวนประชาชนร่วมแจ้งข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการลักลอบค้ายาเสพติด หรือข้อมูลผู้ค้ายาเสพติด ผ่านเจ้าหน้าที่หน่วยกำลังทหารทุกหน่วย และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ปัญหายาเสพติดลดลง และพี่น้องประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน อย่างยั่งยืนต่อไป


ภาพ/ข่าว : นบ.ยส.24

พรพิพัฒน์ รายงาน

นบ.ยส.24 “สกัดยาบ้าบิ๊กล๊อตขนใส่เรือกีบข้ามชายแดน” ประมาณ 5,550,000 เม็ด ในพื้นที่ จ.บึงกาฬ

นบ.ยส.24 โดย สน.เรือบึงกาฬ “สกัดยาบ้าบิ๊กล๊อตขนใส่เรือกีบข้ามชายแดน” จำนวน ประมาณ 5,550,000 เม็ด ในพื้นที่ ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ

เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2569 กองทัพบก โดย พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) อำนวยการให้ สน.เรือบึงกาฬ (หน่วยงานหลัก) ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวทราบว่าจะมีการนำยาบ้าเข้ามาในพื้นที่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ.ท่าไคร้ ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ จึงจัดชุดปฏิบัติการร่วมกับหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ทำการซุ่มเฝ้าตรวจ จนกระทั่งเวลา 02.45 น. ชุดซุ่มได้สังเกตการด้วยกล้องตรวจการณ์กลางคืน พบเรือกีบเพลายาวที่มีขนาดใหญ่กว่าเรือประมงชาวบ้านปกติ แล่นตัดลำน้ำข้าม มาจากฝั่ง สปป.ลาว ห่างจากชุดซุ่ม ประมาณ 300 ม. บนเรือมีคนกลุ่มหนึ่งมากับเรือ เมื่อถึงฝั่งไทยได้จอดที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ชุดซุ่มเฝ้าตรวจจึงปิดระยะเข้ามาใกล้กับบริเวณจุดจอดเรือ ขณะเดียวกันมีกลุ่มชายฉกรรจ์ไม่ทราบจำนวน ได้แบกกระสอบต้องสงสัยขึ้นมาจากเรือ ลำเลียงขึ้นรถยนต์ต้องสงสัยทั้ง 2 คัน เป็นรถเก๋ง Honda accord สีบรอนเทา ทะเบียน กท 7159 อุดรธานี และ รถตู้ Hyundai สีบรอนเทา ทะเบียน ฮฐ 3553 กรุงเทพ มหานคร เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวขอตรวจสอบ ชายกลุ่มดังกล่าว เมื่อเห็นเป็นเจ้าหน้าที่ จึงได้หลบหนี โดยทิ้งกระสอบไว้ ส่วนเรือกีบเพลายาวเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่จึงได้ขับเรือแล่นตัดลำน้ำโขงข้ามไปยังฝั่ง สปป.ลาว ทันที

จากการตรวจสอบกระสอบต้องสงสัย พบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) จำนวน 14 กระสอบ ประมาณ 5,550,000 เม็ด จึงได้ประสาน ศูนย์รักษาความปลอดภัย(ศรภ.) สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทยบันทึกภาพการตรวจยึดร่วมกัน จากนั้นหน่วยจึงได้นำของกลางทั้งหมดมาตรวจสอบ ณ สน.เรือบึงกาฬ เพื่อทำการสืบสวนขยายผลต่อไป

นบ.ยส.24 เชิญชวนประชาชนร่วมแจ้งข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการลักลอบค้ายาเสพติด หรือข้อมูลผู้ค้ายาเสพติด ผ่านเจ้าหน้าที่หน่วยกำลังทหารทุกหน่วย และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ปัญหายาเสพติดลดลง และพี่น้องประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน อย่างยั่งยืนต่อไป


ภาพ/ข่าว : นบ.ยส.24

พรพิพัฒน์ รายงาน

งานแถลงข่าวการแข่งขัน “KORAT MARATHON 2026”

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ณ อีเวนต์ฮอลล์ 2 ชั้น 2 ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ โคราช จังหวัดนครราชสีมา ได้จัดงานแถลงข่าวการแข่งขัน “โคราชมาราธอน 2026” (KORAT MARATHON 2026) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “THE MEMORABLE MARATHON” หรือ “มาราธอนแห่งความประทับใจ” โดยได้รับเกียรติจาก คุณมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานแถลงข่าว พร้อมด้วย พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 2, คุณปรีชา ลิ้มอั่ว ผู้จัดการทั่วไปปฏิบัติการ เดอะมอลล์ โคราช และคุณอลงกรณ์ เจียมอนุกูลกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท เรซอัพ เวิร์ค จำกัด เข้าร่วมแถลงรายละเอียด

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “ในปีนี้ชาวโคราชพร้อมใจรวมพลังจัดงานวิ่งมาราธอนสนามนี้อย่างเต็มที่ ให้เป็นงานวิ่งที่ยิ่งใหญ่ประจำจังหวัดนครราชสีมา พร้อมมาตรฐานระดับโลก จังหวัดนครราชสีมาได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เตรียมความพร้อมอย่างเต็มพิกัดในทุกด้าน ทั้งเส้นทางที่ได้รับรองมาตรฐาน การดูแลรักษาความปลอดภัยตลอดเส้นทาง และการอำนวยความสะดวกต้อนรับนักวิ่งจากทั่วประเทศ รวมถึงกองเชียร์วงดุริยางค์ดีกรีระดับโลกที่มาร่วมเชียร์เป็นกำลังใจตลอดเส้นทาง ผมเชื่อมั่นว่า KORAT MARATHON 2026 จะยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา ด้วยเป้าหมายนักวิ่งกว่า 10,000 คน ตอกย้ำความพร้อมของโคราชในการเป็นเจ้าภาพมาราธอนระดับ World Athletics Road Race Label อย่างยั่งยืน”

พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า “กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งดูแลพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมต้อนรับนักวิ่งและผู้มาเยือน เส้นทางโคราชมาราธอน 2026 วิ่งผ่านพื้นที่ของทางกองทัพ ซึ่งกองทัพพร้อมอำนวยความสะดวกทุกด้านทั้งเรื่องกำลังพลและการดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทาง เพื่อให้นักวิ่งทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีอย่างสูงสุด สะท้อนบทบาทของกองทัพในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน สังคม และส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืน”

คุณปรีชา ลิ้มอั่ว ผู้จัดการทั่วไปปฏิบัติการ เดอะมอลล์โคราช กล่าวว่า “เดอะมอลล์กรุ๊ป ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจรีเทลและไลฟ์สไตล์ของประเทศไทย มีความเชื่อมั่นเสมอว่าศูนย์การค้าไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แห่งการจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงผู้คน สร้างสรรค์กิจกรรมที่มีคุณค่า และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชน ตลอดระยะเวลากว่า 26 ปีที่ เดอะมอลล์ โคราช ได้เติบโตเคียงข้างชาวนครราชสีมา เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรม “KORAT MARATHON 2026” งานวิ่งมาตรฐานที่ไม่เพียงส่งเสริมสุขภาพและการออกกำลังกาย แต่ยังหลอมรวมเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยว วิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวโคราชไว้อย่างงดงาม พิเศษสุดสำหรับนักวิ่งทุกท่าน เดอะมอลล์ โคราช ได้เตรียมความพร้อมสู่วันแข่งขันจริง กับสินค้าและอุปกรณ์วิ่งครบวงจรในงาน Korat Marathon Sports Fest ที่ EVENT HALL 2 ชั้น 2 รวมไปถึงใน SPORTS MALL และร้านค้ากีฬาในศูนย์การค้า เดอะมอลล์โคราช เพื่อให้ทุกก้าวของการ เตรียมตัวเป็นก้าวที่มั่นใจ พร้อมมุ่งสู่เส้นชัยแห่งความสำเร็จไปด้วยกัน “

คุณอลงกรณ์ เจียมอนุกูลกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท เรซอัพ เวิร์ค จำกัด ในฐานะผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน กล่าวว่า “KORAT MARATHON 2026 จัดขึ้นเพื่อสร้างงานอีเวนต์กีฬามวลชนระดับนานาชาติประจำปีของจังหวัดนครราชสีมา รวมทั้งเป็นการสร้างงานวิ่งมาตรฐานสากลให้เป็นจุดหมายของนักวิ่งจากทั่วทุกมุมโลก และสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสร้างมาราธอนที่สุดแสนประทับใจแห่งเมืองย่าโม ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสร้างรายได้ให้กับจังหวัดนครราชสีมา ไฮไลท์ของการแข่งขันครั้งนี้คือ The Memorable Marathon มาราธอนแห่งความประทับใจ ถ่ายทอดเอกลักษณ์วัฒนธรรมแห่งเมืองโคราช รวมทั้ง Point to Point Route ปล่อยตัวบริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) วิ่งผ่านแลนด์มาร์คเมืองโคราช Run Through Korat City และเข้าเส้นชัยวิวสวย Scenic Finish Venue ที่สวนน้ำบุ่งตาหล่วเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ภายใต้ World Class Race มาตรฐานงานวิ่งระดับโลก พร้อม World Class Cheering Team กองเชียร์และการแสดงระดับโลกตลอดเส้นทาง”

สำหรับ “โคราชมาราธอน 2026” จะจัดการแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2569 จุดปล่อยตัว ณ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) และเข้าเส้นชัยที่สวนน้ำบุ่งตาหลัวเฉลิมพระเกียรติ ร.9 การแข่งขันแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะมาราธอน 42.195 กม., ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม., ระยะมินิมาราธอน 10 กม. และระยะไมโครมาราธอน 5 กม. กำหนดวันรับอุปกรณ์ (Expo Day) ในวันที่ 5–7 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.30–19.00 น. ที่แกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 เดอะมอลล์โคราช

ผู้สนใจร่วมแข่งขันสามารถสมัครได้ในราคาปกติ ดังนี้ ระยะมาราธอน 42.195 กม. ราคา 1,400 บาท, ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. ราคา 1,100 บาท, ระยะ 10 กม. ราคา 800 บาท และระยะ 5 กม. ราคา 700 บาท (ค่าสมัครไม่รวมค่าธรรมเนียมระบบ 7%) นอกจากนี้ยังมี Charity Set ทุกระยะ ราคา 3,000 บาท โดยค่าสมัคร 2,000 บาท จะสมทบทุนบริจาคให้โรงพยาบาล และนักวิ่งจะได้รับใบเสร็จเพื่อใช้ลดหย่อนภาษีได้

สมัครวิ่งได้ที่ https://run.checkrace.com/event/krm26 หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่เพจเฟซบุ๊ก : Korat Marathon (https://www.facebook.com/koratmarathon)

นอกจากนี้กิจกรรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจัดการแข่งขันจากภาครัฐและเอกชน ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา, สำนักการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครราชสีมา, กองทัพภาคที่ 2, กองบิน 1, สถานีตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา, องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา, เทศบาลนครนครราชสีมา, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา, สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย ภาค 3, สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดนครราชสีมา, สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา, โรงพยาบาลมหาราช, สำนักงานทาง หลวงที่ 10 (นครราชสีมา), สำนักงานแขวงทางหลวงที่ 3, แขวงทางหลวงชนบทนคร ราชสีมา, เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม, เทศบาลตำบลไชยมงคล, เทศบาลตำบลโพธิ์กลาง, เทศบาลตำบลหนองจะบก, การรถไฟแห่งประเทศไทย, ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา, สมาคมกีฬาจังหวัดนครราชสีมา, สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมการค้าผู้จัดงานงานกีฬามวลชนไทย (เท็มซ่า), The Mall Group, Gatorade (เกเตอเรท), AminoVITAL (อะมิโนไวทัล), P.O. Care (พี.โอ.แคร์ ), Drydye (ดราย ดราย), Plan B Media, Checkrace และ Checkfoto

ข้อมูลกิจกรรม KORAT MARATHON 2026
วันแข่งขัน: วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2569
Expo Day: 5–7 พฤศจิกายน 2569 (เวลา 10.30–19.00 น.)
EXPO: แกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 เดอะมอลล์โคราช, จังหวัดนครราชสีมา
ระยะทาง: 42KM / 21KM / 10KM / 5KM
สมัครวิ่ง: https://run.checkrace.com/event/krm26
ปิดรับสมัคร : 30 กันยายน 2569 หรือจนกว่าจะเต็มจำนวน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ติดตามข่าวสาร:
Facebook: Korat Marathon | https://www.facebook.com/koratmarathon


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

ผกก.สภ.เมืองโคราช เผยนาทีช่วยชายสูงวัยคิดสั้นกลางสะพานลอย ใช้การเจรจาเกลี้ยกล่อมจนยอมลงอย่างปลอดภัย ย้ำตำรวจพร้อมเป็นที่พึ่งประชาชน

ผกก.สภ.เมืองโคราช เผยนาทีช่วยชายสูงวัยคิดสั้นกลางสะพานลอย ใช้การเจรจาเกลี้ยกล่อมจนยอมลงอย่างปลอดภัย ย้ำตำรวจพร้อมเป็นที่พึ่งประชาชน

นครราชสีมา จากกรณีเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Jaturong Chaibang ได้เผยแพร่คลิปเหตุการณ์ชายสูงวัยรายหนึ่งนั่งอยู่บนสะพานลอยคนข้าม บริเวณหน้าโรงเรียนสุรนารี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในลักษณะคล้ายเตรียมกระโดดลงจากสะพานลอย ก่อนคลิปดังกล่าวจะถูกแชร์ออกไปในสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนน เนื่อง จากเป็นช่วงเวลาที่ผู้ปกครองกำลังเดินทางมารับบุตรหลานหลังเลิกเรียน และบริเวณดังกล่าวยังมีสถานศึกษาหลายแห่ง

ล่าสุด วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569 พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ได้เรียก เจ้าหน้าที่ตำรวจงานป้องกันปราบปรามและงานจราจรที่ช่วยชีวิตคุณลุงวัย 55 ปี ปีนสะพานลอย มาพูดคุยชื่นชม กับการทำภารกิจครั้งนี้ โดยมีประชาชนชื่น ชมเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการมอบเงินเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 หน่วยงานด้วย

ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา เปิดเผยว่า หลังได้รับแจ้งจากประชาชนผ่านทางวิทยุสื่อสารว่า มีชายสูงวัยคาดว่าจะก่อเหตุทำร้ายตนเองจากปัญหาส่วนตัว ด้วยการกระโดดจากสะพานลอย จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ทั้งตำรวจจราจรซึ่งปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจรหน้าโรงเรียน และเจ้าหน้าที่สายตรวจ เข้าระงับเหตุโดยทันที

เจ้าหน้าที่ได้ใช้วิธีการพูดคุยและเกลี้ยกล่อมด้วยความนุ่มนวล จนสามารถทำให้ชายคนดังกล่าวยอมลงมาจากสะพานลอยได้อย่างปลอดภัย ก่อนนำตัวมายัง สภ.เมืองนครราชสีมา เพื่อรับฟังปัญหา พูดคุยให้กำลังใจ ประสานการช่วยเหลือตามความเหมาะสม และนำตัวกลับไปส่งที่บ้านอย่างปลอดภัย

พ.ต.อ.ศิริชัย กล่าวว่า สภ.เมืองนครราชสีมา ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างต่อเนื่อง ทั้งตำรวจจราจรและสายตรวจ โดยเน้นการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน การปฐมพยาบาล การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) รวมถึงการฝึกยุทธวิธีและทักษะการเจรจาเกลี้ยกล่อม เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงผู้ประสบเหตุด้วยความเข้าใจ เป็นมิตร และสร้างความไว้วางใจ จนนำไปสู่การยุติเหตุการณ์ได้อย่างปลอดภัย

ผู้กำกับการ สภ.เมืองนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุลักษณะเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เจ้าหน้าที่ได้มีการซักซ้อมแผนและถอดบทเรียนจากทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา เพื่อนำมาปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติ ทั้งการเข้าระงับเหตุ การดูแลความปลอดภัยของประชาชน และการบริหารจัดการด้านการจราจร เพื่อให้ทุกเหตุการณ์คลี่คลายลงด้วยดีและลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด

พร้อมกันนี้ ได้ฝากถึงประชาชนว่า หากพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงจะทำร้ายตนเอง หรืออยู่ในภาวะวิกฤตทางอารมณ์ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยทันที เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และหากผู้ใดกำลังเผชิญปัญหาชีวิตหรือมีความทุกข์ใจ ไม่ควรเลือกใช้วิธีการทำร้ายตนเอง แต่ควรเปิดใจพูดคุยกับครอบครัว คนใกล้ชิด หรือหน่วยงานที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ รวมถึงสามารถเข้าขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวซ้ำอีก

หมายเหตุ: หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังมีความคิดทำร้ายตนเองหรือรู้สึกหมดหวัง ควรรีบพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ หรือขอความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์หรือหน่วยงานให้คำปรึกษาโดยเร็ว เพราะมีผู้พร้อมรับฟังและช่วยเหลือเสมอ.


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

แก๊งมิจฉาชีพอาละวาด ขับเก๋งสวมทะเบียนปลอม สร้างละครหลอกเหยื่อ ป้าหลงกลเสียสร้อยทองหนัก 4 บาท

นครพนม – แก๊งมิจฉาชีพอาละวาด ขับเก๋งสวมทะเบียนปลอม สร้างละครหลอกเหยื่อ ป้าหลงกลเสียสร้อยทองหนัก 4 บาท

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 19 หมู่ 3 บ้านนานอ ต.หนองซน อ.นาทม จ.นครพนม เพื่อสอบถามนางม่วย ไชยนุ อายุ 52 ปี กรณีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผานมา เวลาประมาณ 10.20 น. ได้มีชายหญิงคู่หนึ่งขับรถยนต์เก๋ง สีดำ ทะเบียน 3 ทฮ 6314 กรุงเทพมหานคร ทำทีมาขอเช่าที่ดิน อ้างว่าเพื่อใช้วางอุปกรณ์สายเคเบิล ก่อนจะตก ลงค่าเช่าที่ดินเดือนละ 2,000 บาท จากนั้นทั้งคู่ก็ชวนนางม่วยขึ้นรถ ให้พาไปดูที่ดินผืนดังกล่าว หากตรงที่ต้องการก็จะทำสัญญาเช่าทันที โดยตนนั่งหน้าคู่กับผู้หญิงที่เป็นคนขับ ส่วนผู้ชายนั่งเบาะหลัง ชักชวนคุยโน่นคุยนี่จนถึงจุดที่จะเช่าวางอุปกรณ์สายเคเบิล

นางม่วยเล่าว่า พอมาถึงที่ดินตนได้พักเดียว ก็มีสายโทรเข้ามือถือผู้ชาย ปลายสายอ้างว่าเป็นเจ้สั่งให้ไปดูที่ดินจำนวน 40 ไร่เศษอยู่บ้านดงน้อย ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม เพราะเจ้าของที่เดือดร้อนเงินต้องการขายด่วน ทั้งสองจึงชวนตนไปด้วยอ้างว่าไม่รู้จักหมู่บ้านดังกล่าว ระหว่างทางผู้ชายได้จับมือตนมากกว่า 3 ครั้ง และเริ่มมีอาการมึนงง จนไปถึงจุดที่อ้างว่าจะขาย มีหญิงคนหนึ่งสวมแมสปิดบังใบหน้ายืนรออยู่ก่อนแล้ว ไม่นานก็มีตัวละครมาเพิ่ม อ้างเป็นเจ้นายหน้าซื้อขายที่ดิน พร้อมสร้างความเชื่นมั่นด้วยการเปิดกระเป๋าที่มีธนบัตรใบละ 1000 บาทอยู่เต็ม โดยมีการเจรจากันว่าที่ดินกว่า 40 ไร่ ตอนนี้จำนองไว้ที่ร้านทองใน อ.ท่าอุ เทน จ.นครพนม จำนวน 2.2 ล้านบาท หากรวบรวมเงินไปไถ่ถอนออกมาได้ สามารถขายต่อในราคาไร่ละ 170,000 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 6,800,000 บาท เพราะมีคนรอซื้ออยู่แล้ว

โดยได้พยายามโน้มน้าวนางม่วยให้ร่วมลงขัน ซึ่งตัวนางม่วยปฏิเสธว่าไม่มีเงินสด มีแต่ทองอยู่ที่บ้าน พวกนั้นจึงได้ขับรถยนต์ย้อนกลับมาบ้าน และตนเดินเข้าไปในห้องเปิดตู้เซฟที่อยู่ข้างเตียงนอน ปลดล็อกรหัสหยิบสร้อยคำทองคำหนัก 2 บาท และข้อมือทองคำหนัก 2 บาท รวมเป็น 4 บาท มูลค่าประมาณ 250,000 บาท กว่าจะว่าเป็นมิจฉาชีพก็ขับรถหลบหนีไปแล้ว

ต่อมา พ.ต.อ.นพดล ผลพัฒนา ผกก.สภ.นาทม จ.นครพนม ได้เดินทางมาสอบถามผู้เสียหาย และสั่งให้ชุดสืบตรวจเช็คกล้องวงจรปิด ทั้งของส่วนราชการและเอกชน เท่าที่ทราบในพื้นที่ อ.นาทม ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน จึงฝากเตือนพี่น้องประชาชนอย่างเพิ่งเชื่อคนแปลกหน้าง่ายๆ หากสงสัยหรือเกรงไม่ปลอดภัย ให้รีบโทรศัพท์ 191 ทันที ส่วนทะเบียนรถตรวจสอบแล้ว กลุ่มมิจฉาชีพใช้ทะเบียนปลอม

ทั้งนี้ คดีลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อปี 2566 ในพื้นที่ อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม โดยกลุ่มมิจฉาชีพอ้างเป็นผู้รับเหมาเดินสายเคเบิลสัญญาณอินเตอร์เน็ต ทำทีติดต่อขอเช่าบ้านและพื้นที่วางกับข้าราชการครูบำนาญ ภายหลังได้ร่วมกับพวกสร้างละคร เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินแปลงหนึ่ง และพยายามขอยืมเงินจากอดีตข้าราชการครูจำนวน 300,000 บาท แต่โชคดีที่ทั้ง 2 ไหวตัวทันจึงไม่ตกเป็นเหยื่อให้กับมิจฉาชีพกลุ่มนี้ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันมากกับเหตุที่เกิดกับนางม่วย สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน.


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

GSV จับมือ ห้างเซ็นทรัล เผยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ประเดิมโปรเจกต์ความร่วมมือแห่งปี เปิดตัว Central x Rajadamnern Stadium Bag

GSV เดินหน้าต่อยอดศักยภาพราชดำเนิน จับมือ ห้างเซ็นทรัล เผยความร่วมมือเชิง กลยุทธ์ครั้งสำคัญ ประเดิมโปรเจกต์ความร่วมมือแห่งปี เปิดตัว Central x Rajadamnern Stadium Bag

ปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ Global Sport Ventures (GSV) จับมือ ห้างเซ็นทรัล เชื่อม Sports Entertainment และ ธุรกิจค้าปลีก สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่จากกีฬา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และประสบการณ์ผู้บริโภค เปิดฉากความร่วมมือด้วย Central x Rajadamnern Stadium Bag ถ่ายทอดอัตลักษณ์ เรื่องราว และคุณค่าของสององค์กรไทยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 80 ปี ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย ต่อยอดบทบาทของราชดำเนินสู่การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรจากต่างอุตสาหกรรม เพื่อขยายคุณค่าของมวยไทยและความเป็นไทยสู่เวทีระดับสากล

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา บริษัท โกลเบิล สปอร์ต เวนเจอร์ส จำกัด (GSV) ผู้บริหาร “เวทีมวยราชดำเนิน” ผนึกกำลัง “ห้างเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล”  เปิดตัว  Central x Rajadamnern Stadium Bag  โปรเจคความร่วมมือแห่งปีภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของสององค์กรไทย ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 8 ทศวรรษ ซึ่งผสานศักยภาพด้านกีฬา วัฒนธรรม ค้าปลีก การท่องเที่ยว เข้าด้วยกัน เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ เรื่องราว และคุณค่าที่ทั้งสององค์กรสั่งสมมายาวนาน ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย พร้อมส่งต่อเสน่ห์ของมวยไทยและความเป็นไทยสู่ ผู้บริโภค นักช้อป และนักท่องเที่ยว จากทั่วโลก โดยจะเปิดให้เป็นเจ้าของตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป 

ด้วยศักยภาพของเวทีมวยราชดำเนิน ซึ่งยืนหยัดเป็นเวทีมวยที่รักษาจิตวิญญาณของมวยไทยไว้อย่างเข้มแข็ง และห้างเซ็นทรัล ผู้นำธุรกิจค้าปลีกที่มีเครือข่ายครอบคลุมเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดคุณค่าของมวยไทยให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้างผ่าน Central x Rajadamnern Stadium Bag ผลงานออกแบบที่หยิบจุดเด่นของทั้งสองผู้นำแห่งวงการรีเทลและวงการมวยไทยมาเล่าบนกระเป๋าใบเดียวกัน

โดยการดีไซน์ได้ใช้โลโก้สุดคลาสสิกของเซ็นทรัลที่เคยใช้ในช่วง พ.ศ.2490–2516 และ “ยันต์ 8 ทิศ” อีกหนึ่งอัตลักษณ์สำคัญของมวยไทย จาก Rajadamnern Immersive Muay Thai Experience สัญลักษณ์ตามความเชื่อแต่โบราณที่สื่อถึงการปกป้องคุ้มครอง ความกล้าหาญ และความเข้มแข็งจากทุกทิศทาง โครงการแรกภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของทั้งสององค์กร จึงเชื่อมโยงศักยภาพของธุรกิจ Sports Entertainment และธุรกิจค้าปลีกเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

นายเธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลเบิล สปอร์ต เวนเจอร์ส จำกัด (GSV) ประธานรายการ RWS–Rajadamnern World Series และกรรมการบริหารเวทีมวยราชดำเนิน กล่าวว่า “GSV ได้พัฒนาเวทีมวยราชดำเนินอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน การพัฒนา Rajadamnern World Series (RWS) การสร้างประสบการณ์ใหม่ผ่านเทคโนโลยี แสง สี เสียง และการนำเสนอที่ตอบโจทย์ผู้ชมยุคใหม่ จนทำให้ ราชดำเนินไม่ได้เป็นเพียงเวทีมวยไทยที่เก่าแก่ที่สุดของโลก แต่เรากำลังสร้างให้ราชดำเนินเป็นแบรนด์ที่สามารถต่อยอด คุณค่าของมวยไทยไปสู่โอกาสใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีความแข็งแกร่ง มีฐานผู้ชมในระดับนานาชาติ และมีศักยภาพ ในการต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจในหลากหลายมิติ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการสร้างผลิต ภัณฑ์ร่วมกันเท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ระหว่างสององค์กรที่มีจุดแข็งแตกต่างกัน และสามารถสร้างคุณค่าร่วมกันได้ในระยะยาว เราเชื่อว่ามวยไทยเป็นมากกว่ากีฬา แต่เป็นอัตลักษณ์ของประเทศที่สามารถเพิ่มคุณค่าผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อสร้างโอกาสใหม่ของมวยไทยให้เข้าถึงผู้คนทั่วโลก”

นางสาว รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด เซ็นทรัล รีเทล ดีพาทเมนท์สโตร์ กล่าวว่า “ห้างเซ็นทรัลเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนจากทั่วโลก วันนี้ บทบาทของห้างสรรพสินค้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการช้อปปิ้ง แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และแรงบันดาลใจเข้าไว้ด้วยกัน Central x Rajadamnern Stadium Bag จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของห้างเซ็นทรัลและเวทีมวยราชดำเนิน ที่เราได้ร่วมกันนำอัตลักษณ์ของหนึ่งในกีฬาประจำชาติ อย่างมวยไทย มาต่อยอดเป็นของสะสมดีไซน์ร่วมสมัย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นไทยในมุมมองใหม่ เราเชื่อว่ากระเป๋าใบนี้จะสร้างความประทับใจให้ทั้งนักช้อป ผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ตลอดจนแฟนมวยไทย พร้อมสะท้อนทิศทางของห้างเซ็นทรัลในการเดินหน้าต่อยอดอัตลักษณ์ไทยผ่านสินค้าและประสบการณ์ เพื่อส่งต่อเสน่ห์ของประเทศไทยสู่สายตาโลก” 

ความพิเศษของ Central x Rajadamnern Stadium Bag คือผลงานออกแบบที่หยิบจุดเด่นของทั้งสองผู้นำแห่งวงการรีเทลและวงการมวยไทยมาเล่าบนกระเป๋าใบเดียวกัน ฝั่ง ห้างเซ็นทรัลเลือกนำโลโก้สุดคลาสสิกที่เคยใช้ในช่วง พ.ศ.2490–2516 กลับมาอีกครั้ง เพื่อสะท้อนจุดเริ่มต้น รากฐาน และเรื่องราวการเดินทางสู่ความสำเร็จระดับโลกของห้างเซ็นทรัลในวันนี้ อันเป็นการกลับไปทบทวนคุณค่าแห่ง Heritage และ Legacy ที่ได้รับการส่งต่อมายาวนานเกือบ 8 ทศวรรษ ขณะที่เวทีมวยราชดำเนิน นำ “ยันต์ 8 ทิศ” สัญลักษณ์ตามความเชื่อแต่โบราณที่สื่อถึงการปกป้องคุ้มครอง ความกล้าหาญ และความเข้มแข็งจากทุกทิศทาง สอดคล้องกับคุณค่าของมวยไทย ที่ให้ความสำคัญกับวินัย ความอดทน จิตใจที่แข็งแกร่ง และการก้าวผ่านอุปสรรค ที่ท้าทาย โดย ยันต์ 8 ทิศ ยังเป็นเครื่องเสริมสิริมงคลสำหรับนักมวยไทยก่อนขึ้นสังเวียน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไอคอนที่สร้างการจดจำให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกผ่าน Rajadamnern Immersive Muay Thai Experience นอกจากนี้  ห้างเซ็นทรัลและเวทีมวยราชดำเนิน ยังหยิบ “สี” มาเล่าเรื่องราวของทั้งสองฝ่าย โดยสีแดงเป็นสีของห้าง เซ็นทรัล และสีน้ำเงินเป็นสีประจำของเวทีมวยราชดำเนิน  ปิดท้ายด้วยการนำตราสัญลักษณ์ของทั้งสองมาไว้ด้วยกัน บนกระเป๋าจนกลายเป็นผลงานดีไซน์ที่เปี่ยมเอกลักษณ์ 

ร่วมเป็นเจ้าของกระเป๋า “Central x Rajadamnern Stadium Bag” ได้ที่ห้างเซ็นทรัลสาขาที่ร่วมรายการและเวทีมวย ราชดำเนินตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม–31 ตุลาคม 2569 (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด)


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน