ผู้ว่าฯ​ กทม. แถลงข่าว การจัดงานเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2562

วันนี้​ วัน​พุธที่ 6 พ.ย.62 เวลา 10.30 น.ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ชั้น1 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร​ : พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหานคร เป็นประธาน พิธีแถลงข่าวการจัดงานเทศ กาลลอยกระทง ประจำปี 2562

โดยมี พล.ต.ต. จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. เป็น​ผู้แทน กองบัญชาการตำรวจนครบาล และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี

Cr.ทีมงานประชาสัมพันธ์ บช.น.
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

นครนายก – พระสงฆ์อาพาธ และมีอาการหลงลืม พลัดตกแม่น้ำดับ


พระภิกษุสงฆ์อาพาธ และมีอาการหลงลืมหายออกไปจากวัดช่วงบ่าย กรรมการวัดและชาวบ้านออกตามหา พบอีกทีเป็นศพลอยอยู่ในแม่น้ำแล้ว
ศูนย์วิทยุเมืองนายก ได้รับแจ้งเหตุมีคนเสียชีวิตในแม่น้ำนครนายก ลอยน้ำมาที่สันเขื่อนใกล้สะพานวัดรังษีโสภณ จึงได้รายงาน พ.ต.ต.วีระศักดิ์ ญาณวุฒิโธสารวัตรเวร สถานีตำรวจภูธรเมืองนครนายก พร้อมแพทย์เวร และกู้ภัยสว่างอริยะนครนายก ไปยังที่เกิดเหตุ

พบศพชายไทยลอยน้ำอยู่ในคลองแม่น้ำนครนายก จึงให้กู้ภัยสว่างอริยะนครนายก ได้นำศพผู้เสียชีวิตขึ้นจากน้ำมาให้แพทย์เวรชันสูจน์ ทราบชื่อพระนิคม จินากลึง อายุ 71 ปี บ้านเลขที่ตามบัตรประชาชน 1-396 ถนนบ้านใหญ่ ตำบลนครนายก อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เป็นพระสงฆ์วัดใหญ่ทักขิณาราม จำพรรษาอยู่ที่วัดมานานหลายปีแล้ว มีอาการหลงลืม แพทย์ชันสูจน์แล้วไม่พบกร่องรอยการถูกทำร้ายคาดว่าจมน้ำเสียชีวิตมาได้ 2 วัน และจะได้ติดต่อญาติมารับศพไปบำเพ็ญกุศลต่อไป

จากการบอกเล่าของกรรมการวัดใหญ่ทักขิณารามเล่าว่า พระนิคม ผู้เสียชีวิต เป็นพระสงฆ์ที่จำพรรษาที่วัดมาหลายปีแล้ว มีอาการหลงลืม และอาพาธ เคยออกไปรับบิณฑบาตรในช่วงตี 2 ตี 3 มาหลายครั้งแล้วและชาวบ้านมาพบได้พามาส่งที่วัด และในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 เมื่อช่วงบ่ายพระนิคม ได้หายออกจากวัดไป กรรมการวัดและชาวบ้านได้ช่วยกันออกตามหาก็ไม่พบ ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ได้มีชาวบ้านที่มานั่งตกปลาด้านข้างสันเขื่อนใกล้วัดรังษีโสภณ ได้มองเห็นศพลอยน้ำมา จึงได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบดังกล่าว

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค จ.นครนายก
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

นครนายก – จัดโครงการส่งเสริมการเป็นเจ้าบ้านที่ดีและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรม

นครนายก กรมการท่องเที่ยว​ ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปราจีนบุรี​ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย​ สำนักงานนครนายก​ สมาคมสื่อมวลชนเพื่อการท่องเที่ยว จัดโครงการส่งเสริมการเป็นเจ้าบ้านที่ดีและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรม

ช่วงแรกวันที่​ 28-29​ ตุลาคม​ 2562​ เป็นการประชุมและเปรียบเทียบข้อมูลซึ่งเป็นตัวแทนชุมชนท่องเที่ยวจาก​ 7​ อำเภอ​รวมกว่า​ 150​ คน​ เพื่อระดมความคิดเห็น​ วางแผน​ วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดเนื้อกิจกรรมต่อเนื่องในวันที่​ 4-5​ พฤศจิกายน​ 2562​

ต่อมาเมื่อวันที่ 4-5 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมโรงแรมพานหิน รีเจนท์ 304 (R2) หมู่ 2 ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อเนื่อง​ในการเดินทางตามเส้นทางท่องเที่ยวของจังหวัดปราจีนบุรี​ โดยมีนายอินทนนท์​ นักสอน​ ผู้แทนกรมการท่องเที่ยว​ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปราจีนบุรี นายสานนท์​ เพ็ญแสง​ พร้อมด้วย “ ดร.สว่าง ทองไพ นายกสมาคมสื่อมวลชนเพื่อท่องเที่ยว รักษาการประธานชมรมธุรกิจท่องเที่ยวและบริการจังหวัดปราจีนบุรี​ ผู้แทนชุมชนจากทั้ง ​7​ อำเภอ​ ในจังหวัดปราจีนบุรี​ ร่วมให้การต้อนรับคณะสื่อมวลชนและผู้ประกอบการ จากทั่วประเทศและมัคคุเทศก์ ที่เข้าร่วมโครงการฯ กว่า 100 คน

จากนั้นนำเดินทางตามเส้นทางท่องเที่ยว​ เยี่ยมชม แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในจังหวัดปราจีนบุรี อาทิ โบสถ์คาทอลิก วัดอารักขเทวาโคกวัด โบราณสถานสระมรกต พระพุทธชินราชโลกนาบดีศรีมโหสถ วรทศพลญาณ รอยพระพุทธบาทคู่ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย – สักการะต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ต้นโพธิ์เก่าแก่ศักดิ์สิทธิ์ อายุกว่า 2,000 ปี ที่อำเภอศรีมโหสถ ไม้เค็ดโฮมเตย์ ตำบลไม้เค็ด อำเภอเมืองปราจีนบุรี ชุมชนบ้านหนองขนาก ชมศูนย์การเรียนรู้ผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ ศูนย์หัตถกรรมไม้ไผ่ที่บ้านไทรงาม ตำบลโพธิ์งาม อำเภอประจันตคาม เยี่ยมชมกลุ่มสัมมาชีพบ้านนนทรี หมู่ที่ ๘ ต.นนทรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี และแห่งสุดท้ายชุมชนไทยพวน บ้านดงกระทงยาม ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ ชมการแสดง และฐานกิจกรรมชุมชนเพื่อสุขภาพ และรับประทานอาหารเย็นแบบพวน พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ

ซึ่งมีนาย อำนาจ วิลาวัลย์ สมาชิกสภาผู้แทนจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยให้การต้อนรับ​ซึ่งถือเป็นการประชาสัมพันธ์แกล่งท่องของจังหวัดปราจีนบุรี​ และในวันรุ่งขึ้น​ 5​ พฤศจิกายน​ 2562​ ได้มีการแลกเปลี่ยนแนวคิด​ แนวทางจัดการท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว​ซึ่งทุกชุมชนที่อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวจะต้องมาแลกเปลี่ยน​นับเป็นมิติใหม่ของการจัดการประชุมสัมมนา​โดยประชาชน​ ผู้เข้าร่วมต่างประทับใจในรูปแบบการจัด ต่างให้ความสนใจอย่างมาก​ โดยจะมีการจัดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไป

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค จ.นครนายก
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จังหวัดจันทบุรี จัดแถลงข่าวงาน “ลอยกระทง ๑๐๐ ปี น่านนที วิถีจันท์” 9 – 11 พ.ย.62

จังหวัดจันทบุรี จัดแถลงข่าวงานส่งเสริมประเพณีลอยกระทงวัดจันทนาราม “ลอยกระทง ๑๐๐ ปี น่านนที วิถีจันท์” 9 – 11 พ.ย.62 ชมขบวนแห่ย้อนยุค การแสดงศิลปวัฒนธรรม

ที่ วัดจันทนาราม อ.เมือง จ.จันทบุรี นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้นำคณะกรรมการจัดงานส่งเสริมประเพณีลอยกระทงวัดจันทนาราม ประจำปี 2562 ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน ลอยกระทง ๑๐๐ ปี น่านนที วิถีจันท์ ที่กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 9 ถึง 11 พฤศจิกายน 2562 ณ วัดจันทนาราม อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรีเพื่อส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบไป

โดยปีนี้ถือเป็นปีที่ 100 ปีของการจัดงานลอยกระทงวัดจันทนาราม และมีกิจกรรมเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลดังกล่าวมากมาย อาทิ กิจกรรม “จิตอาสา ขอขมา และสำนึกคุณ พระแม่คงคา” / ทำบุญ ปิดทองพระ ตักบาตรต่ออายุ ถวายไตร ถวายสังฆทาน ชมขบวนแห่นางนพมาศท่ามกลางแสง สี ในบรรยากาศย้อนยุค / การประดับประทีป โคมแขวน การตกแต่งกระทงสวยงาม กระทงแนวคิดสร้างสรรค์ รำวงย้อนยุคอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย การแข่งขันกีฬาทางน้ำ และ กีฬาพื้นบ้าน มหรสพสมโภชย์ตลอดงาน การออกร้านจำหน่ายสินค้า อาหาร พื้นบ้าน ของดีเมืองจันท์

ทั้งนี้ จังหวัดจันทบุรีได้เตรียมรวมพลังจิตอาสาทำความสะอาดแม่น้ำลำคลองในช่วงเทศกาลลอยกระทงโดย ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีจะนำจิตอาสา ร่วมลงเรือเก็บขยะ กำจัดวัชพืช รักษาความสะอาดแม่น้ำจันทบุรี ในวันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน และในวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน ขบวนแห่ ลอยกระทง ๑๐๐ ปี น่านนที วิถีจันท์ จะเคลื่อนขบวนจากบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดจันทบุรี ไปยังวัดจันทนาราม มีการแสดงของนักเรียน และประชาชนจิตอาสา กลุ่มลีลาศและกีฬากว่า 1,000 คนในชุด พาราไดซ์ ที่บริเวณหน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองจันทบุรี หลังจากนั้นก็เคลื่อนขบวนไปที่วัดจันทนาราม

ก่อนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี จะนำผู้ร่วมงานร่วมพิธีเปิดงาน รวมทั้งนำผู้ร่วมงาน ลอยกระทงขอขมาพระแม่คงคา สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามประเพณีความเชื่อ และขอความร่วมมือใช้กระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ไม่อนุญาตให้เล่น หรือจำหน่ายประทัด พลุ ดอกไม้ไฟ ที่อาจเกิดอันตรายแก่ประชาชนได้

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด นำข้าราชการ ประชาชน ร่วมพิธี วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกู้ชาติ ครั้งที่ 15 น้อมรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

วันนี้ ( 6 พ.ย.62 ) ที่บริเวณลานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ค่ายตากสิน จังหวัดจันทบุรี พลเรือโท รณรงค์ สิทธินันทน์ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด พร้อมด้วยนายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้นำข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กลุ่มพลังมวลชน ประชาชนในจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ร่วมพิธีวางพานพุ่มสักการะ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เนื่องใน วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกู้ชาติ ครั้งที่ 15 เพื่อน้อมรำลึกถึงวีรกรรม และพระเกียรติคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และทหารกล้าทั้งหลาย

อีกทั้งยังเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีของลูกหลานไทย ที่จะกระทำต่อบรรพบุรุษนักรบกล้าของชาติไทย กิจกรรมประกอบด้วย

  • พิธีบวงสรวง
  • พิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ โดยหน่วยงานราชการในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด
  • กองทหารเกียรติยศยิงสลุตจำนวน 21 นัด เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ
  • พิธีทำบุญและบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ทั้งนี้วันที่ 6 พฤศจิกายน ของทุกปี นับเป็นวันครบรอบวันที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราชให้แก่ประเทศไทย พระองค์มอบเอกราช อิสรภาพให้แก่คนไทย รักษาแผ่นดินนี้ให้เป็นไทยสืบมาปัจจุบันครบรอบ 252 ปี

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จังหวัดนครศรีฯ สนธิกำลังปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรม ช่วงประเพณีลอยกระทง

เมื่อเวลา 17.00 น. วันนี้ (6 พ.ย. 62) ที่สนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่จังหวัดนครศรี ธรรมราช ในช่วงประเพณีลอยกระทง โดยมี พล.ต.ต.สนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้บริหารท้องถิ่น กำลังตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง อาสาสมัครฯ เข้าร่วมจำนวน 500 นาย

สำหรับการปล่อยแถวในครั้งนี้ สืบเนื่องจากรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กำหนดมาตรการด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชน และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรช่วงเทศกาลวันลอยกระทง ประจำปี 2562 จำนวน 6 มาตรการ ประกอบด้วย

  • มาตรการป้องกันด้านอาชญากรรมและอุบัติเหตุทางน้ำ
  • มาตรการป้องกันอันตรายจากพลุ ประทัด และดอกไม้เพลิง
  • มาตรการปราบปราม
  • มาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่
  • มาตรการอำนวยความสะดวกด้านจราจร
  • มาตรการประชาสัมพันธ์

โดยมีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมพร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 6-10 พฤศจิกายน 2562 โดยกำหนดให้ทำพิธีปล่อยแถว ระดมกวาดล้างอาชญากรรม เพื่อแสดงออกถึงความพร้อมของสรรพกำลังในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ตัดโอกาสกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจจะก่อเหตุประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยว ดังนั้นตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงกำหนดให้มีการสนธิกำลังทั้งตำรวจภูธร ตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจทางหลวง ตำรวจน้ำ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจรถไฟ ทหาร ฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น มูลนิธิกู้ภัยและอาสาสมัครต่าง ๆทุกสังกัด ปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมขึ้น เพื่อสร้างความสงบสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่พี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว และที่สำคัญที่สุดคือต้องได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนด้วยในการแจ้งเบาะแสต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายในการจับกุมช่วงระดมกวาดล้าง คือ อาวุธปืนอาวุธสงครามวัตถุระเบิด ยาเสพติดผู้ต้องหาตามหมายจับค้างเก่า และความผิดอื่น ๆ ทุกประเภท รวมทั้งการตรวจตรากลุ่มวัยรุ่น เยาวชน ประชาชน และนักท่องเที่ยว ที่มีการเล่นจุดประทัด พลุ ดอกไม้เพลิง ที่สร้างความรำคาญและเสี่ยงเป็นอันตรายกับประชาชนอย่างเข้มงวดด้วย ตลอดจนดูแลความสงบเรียบร้อยไม่ให้มีเหตุไม่พึงประสงค์ทุกรูปแบบเกิดขึ้น ..

///////

ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

ตม.จว.มุกดาหาร จับหนุ่มลาว 4 คน อยู่เกิน (Over Stay)

ตามนโยบายของ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้ระดมกวาดล้างจับกุมคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Over Stay) และผู้กระทำผิดตามกฎหมายคนเข้าเมืองและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 เวลา 06.20 น. ภายใต้อำนวยการสั่งการของ พ.ต.อ.ชนะพณ สุวรรณศรีนนท์ ผกก.ตม.จว.มุกดาหาร บก.ตม.4, พ.ต.ท.ธีรวัฒน์ ทิพย์ธนาวิวัฒ รอง ผกก.ตม.จว.มุกดาหาร บก.ตม.4 และ พ.ต.ท.ยศพร มาศรีนวล สว.ตม.จว.มุกดาหาร บก.ตม.4 โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนฯ บูรณาการร่วมกับ ตำรวจท่องเที่ยว, สภ.เมืองมุกดาหาร, จัดหางานจังหวัดมุกดาหาร และ แรงงานจังหวัดมุกดาหาร ได้ทำการจับกุม 1. MR.NOUANE ( ไม่มีนามสกุล ) อายุ 21 ปี สัญชาติ ลาว ถือหนังสือเดินทางเลขที่ PA 0113778

  1. MR.DENNY VANNAHENG อายุ 20 ปี สัญชาติ ลาว ถือหนังสือเดินทางเลขที่ PA 0180040
  2. MR.KI THEPVONGSA อายุ 44 ปี สัญชาติ ลาว ถือหนังสือเดินทางเลขที่ P 1749821
  3. MR.KEUNG (ไม่มีนามสกุล) อายุ 34 ปี สัญชาติ ลาว ถือหนังสือเดินทางเลขที่ P 2279544 ( หนังสือเดินทางเล่มเดิมเลขที่ CI 0121045 ) ข้อหา “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” สถานที่จับกุม บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร ต.มุกดาหาร อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร

พฤติการณ์ในการจับกุม ตามวันและเวลาที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนฯ ได้รับแจ้งจากสายลับ(ขอปิดนาม)ว่าจะมีบุคคลต่างด้าวเดินทางมาด้วยกับรถโดยสาร จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้เดินทางตรวจสอบบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร พบเห็นบุคคลคล้ายคนต่างด้าว มีรูปร่างลักษณะมีพิรุธ จึงได้ทำการขอตรวจพบ MR.NOUANE ( ไม่มีนามสกุล ) อายุ 21 ปี สัญชาติ ลาว พร้อมพวกรวม 4 คน (ทราบชื่อ-สกุล อายุ และสัญชาติภายหลัง) จึงได้แสดงตัวเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และขอตรวจสอบเอกสารประจำตัว ผู้ถูกจับได้ยื่นเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง (LAISSEZ-PASSER) แสดงตนว่าเป็นบุคคลสัญชาติลาว แต่ไม่มีรอยตราประทับของพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงสอบถามว่ามีหนังสือเดินทางหรือไม่

ผู้ถูกจับที่ 1 แจ้งว่าเก็บไว้ในกระเป๋าเดินทางสีดำ และได้นำหนังสือเดินทางเลขที่ PA 0113778 มาแสดงกับเจ้าหน้าที่ จากการตรวจสอบหนังสือเดิน ทางพบว่า ผู้ถูกจับได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2560 ( 10 MAY 2017 ) โดยได้รับการตรวจลงตราประเภท ผ.ผ.30 ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ถึง วันที่ 8 มิถุนายน 2560 ( 8 JUN 2017 ) แต่ผู้ถูกจับได้อยู่ในราชอาณาจักรมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

ผู้ถูกจับที่ 2 แจ้งว่าเก็บไว้ในกระเป๋าสะพายสีน้ำตาล และได้นำหนังสือเดินทางเลขที่ PA 0180040 มาแสดงกับเจ้าหน้าที่ จากการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่า ผู้ถูกจับได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 ( 28 DEC 2018 ) โดยได้รับการตรวจลงตราประเภท ผ.ผ.30 ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ถึง วันที่ 26 มกราคม 2562 ( 26 JAN 2019 ) แต่ผู้ถูกจับได้อยู่ในราชอาณาจักรมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

ผู้ถูกจับที่ 3 แจ้งว่าเก็บไว้ในกระเป๋าเดินทางสีดำ และได้นำหนังสือเดินทางเลขที่ P 1749821 มาแสดงกับเจ้าหน้าที่ จากการตรวจสอบหนังสือเดิน ทางพบว่า ผู้ถูกจับได้เดินทางเข้ามาในราชอาณา จักรครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2562 ( 25 APR 2019 ) โดยได้รับการตรวจลงตราประเภท NON-LA ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ถึง วันที่ 3 ตุลาคม 2562 ( 3 OCT 2019 ) แต่ผู้ถูกจับได้อยู่ในราชอาณาจักรมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

ผู้ถูกจับที่ 4 แจ้งว่าเก็บไว้ในกระเป๋าสะพายเดินทางสีน้ำเงิน และได้นำหนังสือเดินทางเลขที่ P 2279544 ซึ่งจัดทำขึ้นใหม่มาแสดงกับเจ้าหน้าที่ ส่วนหนังสือเดินทางเล่มเดิมเลขที่ CI 0121045 ได้ทำหล่นหายไป จากการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่า ผู้ถูกจับได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 ( 5 SEP 2017 ) โดยได้รับการตรวจลงตราประเภท NON-LA ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 ( 31 MAR 2018 ) แต่ผู้ถูกจับได้อยู่ในราชอาณาจักรมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ นำตัว MR.NOUANE ( ไม่มีนามสกุล ) พร้อมพวก มาที่ทำการ ตม.จว. มุกดาหาร เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ระบบไบโอเมทริกซ์ (Biometrics) จากการตรวจสอบ MR.NOUANE ( ไม่มีนามสกุล ) พร้อมพวก รับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับหนังสือเดิน ทางเล่มดังกล่าวจริง และได้อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งให้ทราบว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดข้อหา “อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จึงทำการจับกุมและนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎมายต่อไป.


พวงเพชร จันทร์ดี / หน.ศูนย์ข่าวมุกดาหาร
///// เดวิด มุกดาหาร รานงาน ///// T-092-5259-777

ตม.5​ – รวบผู้ต้องหา OVERSTAY 1,071 วัน จำนวน 1 ราย​ และจับกุมผู้ต้องหาลักลอบเล่นการพนัน จำนวน 1 ราย

วันที่ 4 พ.ย.62 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ชำนาญ ชำนาญเวช ผบก.ตม.5 และพ.ต.อ.พิชญา บุญขจร รองผบก.ตม.5 โดยการนำของ พ.ต.ต.สุริยา ไชยนาน สว.ตม.จ.ลำพูน​ ได้นำชุดสืบสวนบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เหมืองจี้ เวลา 11.00 น. ได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา ดังนี้

1.นายซอมิน (ZAW MIN) อายุ 37 ปี สัญชาติเมียนมา​ ในความผิดฐาน เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (1071 วัน) โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหา​ได้ที่ บ้านเลขที่ 44 ม.3 ต.บ้านแป้น อ.เมือง จ.ลำพูน

2.นายจำลอง สมนาบัติ อายุ 35 ปี สัญชาติ ไทย อยู่บ้านเลขที่ 44 ม.3 ต.บ้านแป้น อ.เมือง จ.ลำพูน ในความผิดฐาน “ ร่วมกับเพื่อนที่หลบหนีลักลอบเล่นการพนัน พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต”

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำตัวผู้ต้องหาส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เหมืองจี้ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กอง​ปราบ​ฯ​ – รวบมือมีดแทงนักเที่ยวคาราโอเกะสาหัสเหตุแย่งจีบสาวเสริฟหลัง หนีคดีมา 17 ปี

วันที่ 5 พ.ย.62 : กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยการอำนวยการสั่งการของ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป.,พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รองผบก.ป.สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก 5 บก.ป.,พ.ต.ท.สิทธิเกียรติ ศรีจันทร์ รองผกก.5.บก.ป. ปฏิบัติการโดย พ.ต.ท.นิธิ ตรีสุวรรณ สว.กก.5.บก.ป.

ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายเจรวิชญ์ หรืออู๊ด พันธ์ขาว อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 51/2 หมู่ 4 ตำบลรมณีย์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ 112/2546 ลงวันที่ 24 มกราคม 2546 ซึ่งต้องหาว่า “พยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” จับกุมตัวได้หน้าบ้านเลขที่ 2/4 หมู่บ้านสรัลพร ซอยเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งเหนือ แขวงเขตหนองแขม กทม.

ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2546 เวลาประมาณ 21.00 น. ขณะที่ นายสามารถ ธรรมนิยม อายุ 42 ปี ชาว จ.สุราษฎร์ธานี (ผู้บาดเจ็บ) กำลังนั่งดื่มสุรากับเพื่อนอยู่ภายในร้านน้องเอ๋ คาราโอเกะ หมู่ 1 ตำบลพนม อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีผู้หญิงซึ่งเป็นพนักงานเสริฟของร้านนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยนั้น ได้มี นายเจรวิชญ์ฯผู้ต้องหา พร้อมด้วยเพื่อนอีก 3 คน ได้มาเที่ยวที่ร้านดังกล่าว มานั่งติดกับโต๊ะของ นายสามารถฯ

ต่อมาเวลาประมาณ 23.00 น. นายสามารถฯ และ นายเจรวิชญ์ฯ ได้ทะเลาะมีปากเสียงกัน เรื่องแย่งเด็กเสริฟของร้าน นายเจรวิชญ์ฯ จึงได้เรียกเช็คบิลเพื่อที่จะกลับ​แต่ขณะที่ นายเจรวิชญ์ฯ และเพื่อน กำลังเดินออกจากร้านนั้น นายเจรวิชญ์ฯ ได้เดินกลับมาหา นายสามารถฯ จากทางด้านหลัง แล้วใช้อาวุธมีดพับ แทงเข้าที่บริเวณบ่าขวาของ นายสามารถฯ จำนวน 2 ครั้ง เป็นเหตุให้ นายสามารถฯ ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากนั้น นายเจรวิชญ์ฯ ได้วิ่งหลบหนีไป เพื่อนของ นายสามารถฯ จึงรีบนำตัว นายสามารถฯ ส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพนม พนักงานสอบสวน สภ.พนม จึงรวบรวมพยานหลักฐานและออกหมายจับผู้ต้องหาต่อศาลไว้

ต่อมาเจ้าหน้าที่กองปราบปรามชุดจับกุมได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำการตรวจสอบจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีอุฉกรรจ์และคดีสำคัญต่างๆ พบว่านายเจรวิชญ์ฯ ผู้ต้องหารายนี้หลบมาอยู่ในพื้นที่หนองแขม โดยเมื่อวันที่ 4​ พฤศจิกายน 2562 เวลาประมาณ 23.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้พบนายเจรวิชญ์ฯ ผู้ต้องหาอยู่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 2/4 หมู่บ้านสรัลพร ซอยเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งเหนือ 32 แขวงหนองแขม เขตหนองแขม​ กทม. เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงจับกุมตัวและนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.พนม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป หลังจากหลบหนีคดีมา 17 ปี​ จากการซักถามผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

ตม.2​ – เจ๋งใช้​ BIOMETRICS ประกาศศักดา จับรวด 6 คดี

วันนี้​ วันพุธที่ 6 พ.ย.62 เวลา 10.30 น.ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม. : พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รองผบช.สตม.​ พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.วีรพล เจริญศิริ ผบก.ตม.2 และ พ.ต.อ.เกติ์ฉกาจ นิลประดับ รองผบก.ตม.2 ได้สั่งการให้ระดมกวาดล้างอาชญากรรม และกวดขันจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย หรือ ที่มีพฤติกรรมจะเข้ามากระทำความผิดทางอาญา หรือ ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

โดย พล.ต.ต.วีรพล เจริญศิริ ผบก.ตม.2 ได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม ผกก.กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ว่า ในห้วงระหว่างเดือน ตุลาคม​ 2562 กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 มีผลการจับกุมคดีสำคัญๆ จำนวน 6 รายดังนี้

รายที่ 1 และ 2 เมื่อวันที่ 8 ต.ค.62 เวลาประมาณ 19.00 น. จับกุมชายชาวจีน 2 ราย ใช้วีซ่าแคนาดาปลอมในการเดินทาง ทั้งนี้ เป็นผลจากการประสานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สายการบิน Cathay Pacific กรณีพบชายต่างด้าวสัญชาติจีน 2 ราย ได้ใช้แผ่นปะตรวจลงตราประเทศแคนาดาซึ่งมีลักษณะต่างจากของจริงมาแสดงเพื่อใช้เดินทางระหว่างประเทศ โดยมีปลายทาง คือ เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา หลังจากได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่สายการบินฯ เจ้าหน้าที่ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ได้เร่งรัดเข้าตรวจสอบแต่ไม่พบคนต่างด้าว ซึ่งในเวลาต่อมาจึงได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สายการบินฯ เพิ่มเติมว่า คนต่างด้าวชาวจีน ทั้ง 2 รายข้างต้นได้หลบหนีไปและได้ทิ้งหนังสือเดินทางไว้ที่เจ้าหน้าที่สายการบินฯ

พ.ต.ท.ทศพร ต้นสุวรรณ์​ สว.กก.สส.ปป.บก.ตม.2 จึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ออกติดตาม โดยแบ่งกำลังพลเป็นชุดสืบสวนลาดตระเวน และชุดตรวจสอบกล้องวงจรปิด ผลการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่า คนต่างด้าวชาวจีนทั้ง 2 ราย ได้ขึ้นรถแท็กซี่หลบหนีออกไปจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และจากการสืบสวนขยายผล พบว่า คนร้ายได้หลบหนีไปยังโรงแรมเดอะ วิคตอรี่ เอ็กเซ็คคูทีฟ เรสซิเด้นซ์ ย่านรางน้ำ

ดังนั้น พ.ต.ท.ทศพรฯ จึงได้นำกำลังรุดไปยังโรงแรมฯ และสามารถจับกุมคนต่างด้าวชาวจีนทั้ง 2 ราย ในฐานความผิด “ปลอมและใช้รอยตราหรือแผ่นปะตรวจลงตราอันใช้ในการตรวจลงตราสำหรับเดินทางระหว่างประเทศ” ทั้งนี้ จากการสืบสวน ชาวจีน ทั้ง 2 อ้างว่า “ได้ซื้อเอกสารดังกล่าวที่ผ่านทางแอปพลิเคชั่น WE CHAT ราคาประมาณ 2,000 หยวน (ประมาณ 10,000 บาท) ก่อนที่จะเดินทางมาประเทศไทย​ และได้ใช้หนังสือเดินทางเล่มดังกล่าวในการเดินทาง เพื่อไปลักลอบทำงานในประเทศแคนาดา” พร้อมนำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายที่ 3 เมื่อวันที่ 17 ต.ค.62 เวลาประมาณ 21.00 น. จับกุมชายต่างด้าวไม่ทราบชื่อสกุลที่แท้จริง อายุประมาณ 57 ปี ใช้หนังสือเดินทางประเทศแอฟริกาใต้ปลอม (ปลอมหน้าข้อมูลส่วนบุคคล) ในการเดินทางเข้าประเทศไทย กล่าวคือ ตามวันเวลาข้างต้นชายต่างด้าวไม่ทราบชื่อสกุลที่แท้จริง ได้เดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้เข้าไปขอรับการตรวจอนุญาตเข้าเมืองผ่านระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) โดยระบบได้แจ้งว่า “หนังสือเดินทางมีการปลอมแปลงหรือมีการแก้ไขในส่วนของระบบนิรภัย “MRZ” (Machine Readable Zone)”

และจากการสืบสวนชายต่างด้าวดังกล่าวข้างต้น ได้กล่าวอ้างว่า “ตนเป็นบุคคลสัญชาติแอฟริกาใต้จริง มีถิ่นที่อยู่ในประเทศคูเวต พร้อมแสดงบัตร Residence card ที่มีชื่อสกุลเดี่ยวกับหนังสือเดินทางประเทศแอฟริกาใต้ปลอมเล่มดังกล่าว แต่เนื่องจากหนังสือเดินทางจริงของตนหายไป และมีปัญหาในการขอหนังสือเดินทางเล่มใหม่ จึงติดต่อนายหน้าในประเทศคูเวตทำหนังสือเดินทางเล่มดังกล่าว ราคาประมาณ 1,400 ดีน่าร์ (ประมาณ 140,000 บาท)”

เจ้าหน้าที่กก.สส.ปป.บก.ตม.2 จึงได้ดำเนินการจับกุมในฐานความผิด “ปลอมและใช้หรือมีไว้ซึ่งหนังสือเดินทางของปลอม (หนังสือเดินทางประเทศ South Africa) ในการเดินทางระหว่างประเทศ” พร้อมนำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายที่ 4 เมื่อวันที่ 20 ต.ค.62 เวลาประมาณ 01.00 น. จับกุมชายต่างด้าวลักษณะคล้ายชาวจีน อายุประมาณ 21 ปี กล่าวคือ ตามวันเวลาข้างต้นขณะที่ผู้ถูกจับกุมแสดงหนังสือเดินทางประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ไปขอรับการตรวจลงตรา Visa on Arrival ณ ฝ่ายตรวจลงตราฯ โดย ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) แจ้งว่าไม่สามารถอ่านข้อมูลจาก chip ภายในหนังสือเดินทางได้ จนท.ตม.ผู้ทำหน้าที่ประจำช่องตรวจ

จึงได้ตรวจสอบหนังสือเดินทางเล่มดังกล่าว พบว่า มีการปลอมแปลงในส่วนของหน้าข้อมูลบุคคล (Bio Data Page) และจากการสืบสวนโดยผู้ถูกจับกุมได้ให้การยอมรับว่า “ได้ติดต่อนายหน้า
ชาวไต้หวันไม่ทราบชื่อสกุลที่แท้จริง ให้ช่วยจัดหาเอกสารให้ และได้ชำระเงินเป็นค่าดำเนินการ จำนวน 1,000 หยวน (ประมาณ 5,000 บาท)” จึงถูกจับกุมในฐานความผิด “ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอม (หนังสือเดินทางประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน))” พร้อมนำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

รายที่ 5 และ 6 เมื่อวันที่ 24 ต.ค.62 เวลาประมาณ 14.15 น. จับกุมชาวอินเดีย 2 ราย สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่
ฝ่าย ตม.ขาออก ด่าน ตม.ทอ.สุวรรณภูมิ ตรวจพบบุคคลต่างด้าวทั้งสองขณะจะเดินทางกลับประเทศอินเดีย โดยทั้งสองได้เข้ามาขอรับการตรวจอนุญาตออกนอกราชอาณาจักรโดยระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) แจ้งว่าไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้าในราชอาณาจักร เจ้าหน้าที่ ตม.

ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประช่องตรวจฯ ได้ดำเนินการตรวจข้อมูลการเดินทางภายในหนังสือเดินทาง พบรอยตราประทับขาเข้า ตม.สุไหงโกลก ต้องสงสัยในหน้าหนังสือเดินทางทั้ง 2 เล่ม จึงประสานมายัง กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ร่วมตรวจสอบ ผลการตรวจสอบ พบว่า รอยตราประทับขาเข้า ตม.สุไหงโกลก เป็นของปลอม และในเวลาต่อมาคนต่างด้าวทั้งสองได้ยอมรับสารภาพว่า “ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน ลักลอบทำงานในประเทศมาเลเซีย เป็นระยะเวลา 2 ปี

โดยเป็นพนักงานทำความสะอาดห้องพัก เนื่องจากลูกของพวกตนไม่สบายจึงประสงค์กลับบ้านไปดูแลลูก นายจ้างชาวมาเลเซียจึงส่งกลับ โดยพาพวกตนลักลอบเข้ามาทางรถยนต์ผ่านด่านสุไหงโกลก และนายจ้างเป็นผู้จัดหารอยตราประทับเข้า-ออกมาเลเซีย และ ตราประทับขาเข้า ตม.สุไหงโกลก ดังกล่าวให้” จึงถูกจับกุมในฐานความผิด “ปลอมและใช้รอยตราหรือแผ่นปะตรวจลงตราอันใช้ในการตรวจลงตราสำหรับเดินทางระหว่างประเทศ” พร้อมนำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

การจับกุมการกระทำความผิดข้างต้น เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสนามบิน โดยเฉพาะ การให้ความรู้แก่หน่วยงานที่เป็นเครือข่ายประชาคมของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งได้กำหนดให้มีการประชุมประชาคมข่าวเป็นประจำทุกเดือน โดย กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 เป็นเจ้าภาพ และมี หน่วยงานต่างๆ เช่น การท่าอากาศยานหรือ AOT กลุ่มธุรกิจการบิน หรือAOC ศุลกากร ปปส. หน่วยงานตำรวจต่างๆ เช่น ตร.ท่องเที่ยว สันติบาล ตร.ปส. สภ.สุวรรณภูมิ เข้าร่วมประชุม

อนึ่ง หากพบคนต่างด้าวมีท่าทีพิรุธอาจจะเข้ามากระทำผิดกฎหมาย สามารถ แจ้งหรือสอบถาม ผ่านสายด่วน 1178 หรือ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 หมายเลขโทรศัพท์ 02-134-0303 ตลอด 24 ชั่วโมง​ หรือที่ www.immigration.go.th

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​