รองผู้ว่าฯ ลำพูน รับมอบจักร จากบริษัท ทีเอ็นแอลเอ๊กซ์ จำกัด เพื่อมอบให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกเย็บผ้า วิสาหกิจชุมชนกลุ่มบ้านปวงคำ ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

รองผู้ว่าฯ ลำพูน รับมอบจักร จากบริษัท ทีเอ็นแอลเอ๊กซ์ จำกัด สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ลำพูน เพื่อมอบให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกเย็บผ้า วิสาหกิจชุมชนกลุ่มบ้านปวงคำ ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

วันนี้ (วันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568) เวลา 11.30 น. ที่ บริษัท ทีเอ็นแอลเอ็กซ์ จำกัด สาขาลำพูน สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ลำพูน นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบหมายให้นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานการรับมอบจักร จากบริษัท ทีเอ็นแอลเอ๊กซ์ จำกัด สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ลำพูน เพื่อมอบให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกเย็บผ้า วิสาหกิจชุมชนกลุ่มบ้านปวงคำ ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

โดย สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดลำพูน ได้กำหนดจัดกิจกรรมส่งเสริมอาชีพและ การมีงานทำของกลุ่มแรงงานนอกระบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มแรงงานนอกระบบได้มีโอกาสสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี โดยสำนักงานสวัสดิการฯ ได้ขอรับการสนับสนุนจักรเย็บผ้าที่ไม่ได้ใช้แล้ว จำนวน 4 คัน จากบริษัท ทีเอ็นแอลเอ็กข์ จำกัด สาขาลำพูน เพื่อมอบให้แก่กลุ่มแรงงานนอกระบบ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มบ้านปวงคำ ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ซึ่งมีสมาชิก จำนวน 5 คน เข้ารับการฝึกอาชีพเย็บผ้า ตามโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจากจบการศึกษาภาคบังคับ ประจำปีงบประมาณ 2568 ต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ทม.น่าน จัดประชาคมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ตามมติคณะรัฐมนตรี ในอัตราเดียวครัวเรือนละ 9,000 บาท

น่าน – เทศบาลเมืองน่าน จัดประชาคมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ตามมติคณะรัฐมนตรี ในอัตราเดียวครัวเรือนละ 9,000 ในเขตเทศบาลเมืองน่าน 28 ขุมชน กว่า 5 พันครัวเรือน เร่งตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลผู้ประสบอุทกภัยตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทก ภัยที่กำหนด เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด

28 ตุลาคม 2568 เทศบาลเมืองน่านส่งเจ้าหน้าทีลงพื้นที่ จัดประชาคมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ตามมติคณะรัฐมนตรี ในอัตราเดียวครัวเรือนละ 9,000 ในเขตเทศบาลเมืองน่าน 28 ขุมชน กว่า 5 พันครัวเรือน เร่งตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลผู้ประสบอุทกภัยตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่กำหนด เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด

เวทีประชาคมชุมชนบ้านหัวเวียงใต้มีผู้ประสบภัยมากที่สุด 510 ครัวเรือน ที่ศาลาเทพประชาเทพประชานุสรณ์ วัดหัวเวียงใต้ เมื่อเวลา 14.00 น. โดยมี นายจักรพันธ์ เทพสุคนธ์ เป็นประธานคณะกรรมการชุมชน นายประสาท ศรีสวัสดิ์หัวหน้าฝ่ายบริหารการศึกษา เทศเมืองน่าน พร้อมเจ้าหน้าที่จัดประชาคม เหตุการณ์เรียบร้อย

เวทีประชาคม ที่ศาลาวัดเมืองเล็น เมื่อเวลา 18.00 น. ชุมชนบ้านเมืองเล็น 202 ครัวเรือน โดยมี นางสุนีย์ คำวงศ์ เป็นประธานชุมชน นางสาวศนัญญ์สา จารุพิพัฒน์บุตร นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ นางสาวจิราวรรณ สมฤทธิ์ นิติกรชำนาญการ เทศบาลเมืองน่าน พร้อมเจ้าหน้าที่ จัดประชาคม เหตุการณ์เรียบร้อย รวมทั้ง 28 ชุมชน เพื่อตรวจสอบและยืนยันข้อมูลผู้ประสบภัยที่เข้าข่ายได้รับความช่วยเหลือ การดำเนินการนี้จะช่วยลดข้อร้องเรียนและข้อผิดพลาดในการจ่ายเงินเยียวยา เนื่องจากต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติจากหลายหน่วยงานในหลายระดับ ทั้งระดับอำเภอและจังหวัด ก่อนที่เงินจะถูกจ่ายให้ประชาชนโดยตรงผ่านระบบพร้อมเพย์

จุดประสงค์ของการประชาคมหมู่บ้าน การตรวจสอบความถูกต้อง: เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่ยื่นขอรับเงินเยียวยาเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง และมีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
การป้องกันข้อผิดพลาดและข้อร้องเรียน: การมีส่วนร่วมของชุมชนในการประชาคมจะช่วยป้องกันปัญหาความขัดแย้งหรือการร้องเรียนที่อาจเกิดขึ้นจากการจ่ายเงินเยียวยา
การยืนยันข้อมูล: กระบวนการตรวจสอบร่วมกันจะช่วยยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนในแต่ละครัวเรือน ตามที่ คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในช่วงฤดูฝน ปี 2568 พร้อมอนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 6,169.986 ล้านบาท หรือราวหกพันล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน 65 จังหวัด จำนวน 685,554 ครัวเรือน ครัวเรือนละ 9,000 บาท

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เน้นย้ำจังหวัดให้ถือปฏิบัติและเร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนตามคณะรัฐมนตรี ที่เห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ที่เกิดสถานการณ์ขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. 68 เป็นต้นมา ในพื้นที่ 65 จังหวัด จำนวน 685,554 ครัวเรือน เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบอุทกภัยเป็นกรณีพิเศษในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท ภาคเหนือ จำนวน 15 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์

ทั้งนี้ ให้จังหวัดที่ประสบภัยเร่งตรวจสอบความถูกต้องตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน หลังได้รับการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและทั่วถึง


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

ผู้ว่าฯ ลำพูน นำประชาชนทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระพุทธมนต์ สวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร จ.ลำพูน

ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นำประชาชนชาวจังหวัดลำพูนทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระพุทธมนต์ สวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร จ.ลำพูน

วันนี้ (28 ตุลาคม 2568 ) เวลา 16.30 น. นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วย หัวหน้าสวนราชการทั้งภาค รัฐภาคเอกชน และประชาชนชาวจังหวัดลำพูน ทุกหมู่เหล่าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระพุทธมนต์ สวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร จ.ลำพูน โดยมีพระเทพรัตนนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน/เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ พระภิกษุสงฆ์ สามเณร ข้าราชการ ประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมพิธี

ตาม มติมหาเถรสมาคม ให้วัดทุกวัดทั่วราชอาณาจักร ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระพุทธมนต์ หรือสวดพระอภิธรรม อุทิศถวายพระราชกุศล ตามเวลาที่เหมาะสมของแต่ละวัดและชุมชน ประจำทุกวันเป็นเวลา 30 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม – 24 พฤศจิกายน 2568

จังหวัดลำพูน ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมบำเพ็ญกุศลด้วยการสวดมนต์ เจริญจิตตภาวนา รักษาศีล ฟังธรรม และปฏิบัติธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศล ตลอดระยะเวลาตามประกาศไว้ทุกข์ในพระราชสำนัก ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ตามวันและเวลาดังกล่าวโดยทั่วกัน.


นที มีเดช รายงาน

พร้อมต้อนรับทหารใหม่ ลงพื้นที่นิเทศหน่วยฝึกทหารใหม่ หน่วยฝึกปลอดภัย ทหารใหม่ปลอดโรค ตามนโยบายกองทัพบก พร้อมดูแลคุณภาพชีวิตอย่างเต็มที่

พร้อมต้อนรับทหารใหม่ ลงพื้นที่นิเทศหน่วยฝึกทหารใหม่ หน่วยฝึกปลอดภัย ทหารใหม่ปลอดโรค ตามนโยบายกองทัพบก พร้อมดูแลคุณภาพชีวิตอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 โรงพยาบาลค่ายกาวิละ โดยทีมส่งเสริมสุขภาพและเวชกรรมป้องกัน ลงพื้นที่นิเทศหน่วยฝึกทหารใหม่ ก่อนการรับทหารใหม่ผลัดที่ 2/68 เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของทหารใหม่ ให้เป็นไปตามมาตรการของกองทัพบก

การนิเทศในครั้งนี้ มุ่งเน้นการป้องกันโรคลมร้อน การตรวจสุขาภิบาลหน่วยฝึก และการประกอบเลี้ยงของหน่วยฝึกทหารใหม่ พร้อมให้คำแนะนำแนวทางการดูแลทหารใหม่อย่างเคร่งครัดตามมาตรการป้องกันโรคลมร้อน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าหน่วยฝึกมีความพร้อมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล

หน่วยฝึกที่เข้ารับการนิเทศ ได้แก่ หน่วยฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 33, กองพันมณฑลทหารบกที่ 33, กรมทหารราบที่ 7, กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 7 และกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 4 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

ทีมส่งเสริมสุขภาพและเวชกรรมป้องกัน โรงพยาบาลค่ายกาวิละ ได้ใช้แบบประเมิน RTA-Sanitation ในการตรวจประเมินสุขาภิบาลหน่วยฝึก โรงเลี้ยง และโรงประกอบเลี้ยง พร้อมทั้งจัดกิจกรรมซ้อมแผนการปฐมพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บจากความร้อน การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) และให้ความรู้เรื่องการควบคุม ป้องกัน และเฝ้าระวังการบาดเจ็บจากความร้อนในระหว่างการฝึก

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้หน่วยฝึกทหารใหม่ดูแลกำลังพลให้ดื่มน้ำมากขึ้น ลดระยะเวลาการทำกิจกรรมในสภาพอากาศร้อน สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศดี สีอ่อน และไม่รัดแน่น หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแดด และปรับเวลาการฝึกให้เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดโรคฮีตสโตรก และลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บที่เกี่ยวข้องกับความร้อน

โรงพยาบาลค่ายกาวิละมุ่งมั่นดำเนินงานตามพันธกิจของเหล่าทหารแพทย์ ในการ “อนุรักษ์กำลังรบ ดูแลสุขภาพกายใจของกำลังพลอย่างเต็มศักยภาพ” เพื่อให้ทหารใหม่ทุกนายมีสุขภาพดี พร้อมปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติอย่างปลอดภัย


นที มีเดช รายงาน

ยายปลาบปลื้ม พระกรดพระราชทาน

คุณยายชาวไทใหญ่แม่ฮ่องสอนปลาบปลื้มที่ได้รับพระราชทานพระกลด จากพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีคุณยายท่านหนึ่งชื่อ นางเสาวนีย์ วรรณศิริ อายุ 82 ปี เป็นคนไทย เชื้อสายไทใหญ่ ที่เคยได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเมื่อปี พ.ศ. 2506 ที่พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงงานที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งขณะนั้นคุณยายมีอายุ 17 ปีและได้ติดตามคุณพ่อไปส่งเสด็จพระองค์ที่สนามบินแม่ ฮ่องสอน หลังจากพระองค์เสร็จจากการทรงงานที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างที่พระองค์ได้มีพระราชปฏิสันถารกับพสกนิกรที่เฝ้าส่งเสด็จ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้สอบถามว่าคุณยายว่า “ปกติพูดภาษาอะไร คุณยายตอบว่าคนแม่ฮ่องสอนจะพูดภาษาไทใหญ่กัน พระองค์ลองให้พูดคำว่า “วันนี้ท้องฟ้าสว่างดี “ เป็นภาษาไทใหญ่ให้ฟัง

และจากนั้นพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก็ได้ให้ท่านขวัญแก้ว วัชโรทัย ซึ่งติดตามเสด็จนำพระกลดที่ใช้ขณะเสด็จทรงงานที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมาให้กับคุณยาย สร้างความปิติกับตนเองและครอบครัวเป็นอย่างมาก โดยหลังได้รับพระกลดพระราชทาน คุณยายเก็บไว้ในตู้อย่างดีไม่จำเป็นไม่ออกมาจากตู้และมีวิธีป้องกันแมลงสาบอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้จะผ่านมาแล้ว 63 ปี พระกลดยังคงมีสภาพที่ใหม่และสมบูรณ์ทุกอย่าง โดยคุณยายนำพระกลดออกจากตู้ก็ต่อเมื่อมีกรณีพิเศษหรือสำคัญ ๆ โดยเฉพาะคู่บ่าวสาวที่เข้าพิธีมงคลสมรสมักจะมีมาขอพระกลดพระราชทานจากคุณยาย ไปประกอบพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย



ภานุเดช ไชยสกูล / จ.แม่ฮ่องสอน

คึกสนั่นเขาค้อ ! เทศบาลแคมป์สนผนึกเอกชน จัด ‘แกะดำ มิวสิกเฟส 2025’ ดึงนักท่องเที่ยวทะลัก พร้อมมอบกีฬาเติมพลังให้เยาวชน

เพชรบูรณ์ – คึกสนั่นเขาค้อ! เทศบาลแคมป์สนผนึกเอกชน จัด ‘แกะดำ มิวสิกเฟส 2025’ ดึงนักท่องเที่ยวทะลัก พร้อมมอบกีฬาเติมพลังให้เยาวชน

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 บรรยากาศที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลแคมป์สนเต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อ นายมงคล อุทัยอ่วม นายกเทศมนตรีตำบลแคมป์สน เป็นประธานประชุมร่วมกับคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ผู้ใหญ่บ้าน หน่วยงานภาครัฐ และทีมผู้จัดงาน “แกะดำ Music Festival 2025” เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการจัดเทศกาลดนตรีสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศหลั่งไหลขึ้นเขาค้อ

ที่ประชุมได้หารือถึงการบริหารจัดการสถานที่ ระบบการจราจร การรักษาความปลอดภัย การจัดโซนกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจนการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อให้เทศกาลครั้งนี้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ ทีมผู้จัดงานยังได้มอบ อุปกรณ์กีฬา ให้กับเทศบาลตำบลแคมป์สน เพื่อส่งต่อให้เยาวชนในพื้นที่ใช้ในการออกกำลังกายและทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด CSR เพื่อสังคม สร้างโอกาส เสริมสุขภาพ และปลูกฝังการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

สำหรับงาน “แกะดำ Music Festival 2025” กำหนดจัดขึ้นวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ณ ไร่ BN เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก เนื่องจากเป็นเทศกาลดนตรีกลางขุนเขาที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง สร้างสีสันให้การท่องเที่ยวเพชรบูรณ์กลับมาคึกคัก ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนให้หมุนเวียนตลอดฤดูท่องเที่ยว

ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถซื้อบัตรเข้าร่วมงานได้แล้ววันนี้
📍 ที่ร้าน 7-Eleven ทุกสาขา
📍 หรือทางเพจ “แกะดำ Music Festival”

KaedamMusicFestival2025 #เขาค้อ #เพชรบูรณ์ #MusicFestival #เฟสติวัลกลางขุนเขา


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

สนองพระราชปณิธานพระพันปีหลวง นำช้างคืนสู่ป่าซับลังกา

จังหวัดลพบุรี – เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกาและหน่วยงานต่าง ๆ สนองพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยดูแลช้างเร่ร่อนและช้างที่มาปล่อยคืนสู่ป่

จากพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในการอนุรักษ์ช้างไทย ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์ประชากรช้างป่าที่ลดจำนวนลงอย่างเพราะถูกล่าและผืนป่าที่เป็นที่อาศัยของช้างถูกทำลายทำให้ป่าไม้ลดลง ซึ่งป่าไม้เป็นที่อยู่อาศัยของช้างตามธรรมชาติ รวมทั้งช้างที่คนนำมาเลี้ยงจำนวนมากกลายเป็นช้างเร่ร่อนและช้างขอทานในเมืองใหญ่ด้วยทรงห่วงใยถึงวิถีชีวิตที่ผิดธรรมชาติของช้าง ซึ่งถือว่าเป็นเหตุแห่งการสูญพันธุ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงพระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาช้างไทย โดยเฉพาะปัญหาช้างเร่ร่อนทำให้เกิด

สำหรับ “โครงการคืนช้างสู่ธรรมชาติ” ในพระราชดำริ เพื่อสนองพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ช้างไทย ทางมูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติได้มีมติเห็นชอบเลือกพื้นที่ ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา ตำบลกุดตาเพชน อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีพื้นที่เป็นที่ราบล้อมรอบด้วยเทือกเขาเป็นรูปก้ามปูเนื้อที่ประมาณ 155 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 96,875 ไร่ในการปล่อยช้างคืนสู่ธรรมชาติ โดยจะสามารถรองรับช้างได้และในปล่อยครั้งแรกมีการจัดเตรียมช้างจำนวน 6 เชือก เพื่อถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากลักษณะภูมิประเทศถือว่าเหมาะอย่างยิ่งต่อการปล่อยช้างคืนสู่ธรรมชาติ รวมทั้งลักษณะภูมิประเทศที่ง่ายต่อการติดตามช้าง เนื่องจากเทือกเขาทั้งสองด้านจะเป็นรั้วกั้นแบบธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีแหล่งอาหารที่เพียงพอสำหรับจำนวนช้างที่จะนำมาปล่อย

จากโครงการดังกล่าว นายอรรณพ บัวนวล หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา ได้เปิดเผยถึงโครงการดังกล่าวว่า การดำเนินการเป็นการร่วมกันระหว่าง กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเป็นการสนองพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งพระองค์เห็นว่าช้างเร่ร่อนควรที่จะกลับมาสู่ป่าเริ่มในปี 2547 ปัจจุบันมีช้างที่อยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกาก็ได้มีการขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นประมาณ 70 ตัว โดยช้างจะได้อยู่ตามธรรมชาติด้วยระบบนิเวศน์และหน่วยงานต่าง ๆ ที่ช่วยกันสร้างแหล่งอาหาร ทั้งในการสร้างโป่ง สร้างแหล่งน้ำ และแนวป้องกันด้วยการสร้างรั้วไฟฟ้าเป็นแนวป้องกันระยะทาง 50 กิโลเมตรที่ยังขาดอยู่อีกประมาณ 10 กิโลเมตรก็จะรอบ แต่อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่ทุกคนก็มีความภาคภูมิใจที่ได้สนองพระราชปณิธาน รวมทั้งพระองค์ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ทุกคนในการทำงาน ขณะเดียวกันทางมูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติได้จัดตั้งสำนักงานมูลนิธิฯ เพิ่มอีก 1 แห่งในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา ทั้งนี้เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงานโครงการคืนช้างสู่ธรรมชาติและเป็นแหล่งให้กับผู้ที่สนใจได้ศึกษาหาความรู้

ส่วนผลที่ตามมาของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกาก็คือเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า รวมทั้งเป็นแหล่งที่มีป่าไม้นานาพันธุ์ที่มีความอุดมสมบูรณ์อีกแห่งในพื้นที่ภาคกลาง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่จะให้ผู้เที่สนใจในการอนุรักษ์ป่าไม้ สัตว์ป่า และสัตว์ต่าง ๆ ได้มาเที่ยวชม ทั้งในเรื่องของการดูนก ส่องสัตว์ในเวลากลางวันและกลางคืนที่จะต้องมีเจ้าหน้าที่นำไปด้วย โดยเชื่อว่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกาแห่งนี้จะเป็นการร่วมกันของชาวจังหวัดลพบุรี และประชาชนคนไทยที่จะช่วยกันอนุรักษ์ให้เป็นป่าที่สมบูรณ์ของประเทศไทย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ‘พระพันปีหลวง’

วันนี้ (๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๘) เวลา ๑๙.๑๔ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร และเจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี โดยเสด็จในการนี้ด้วย

ในการนี้ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน ทรงรอรับเสด็จ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปยังที่ประดิษฐานพระบรมศพ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ทรงกราบ แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพานทองสองชั้นบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ทรงกราบ

ต่อจากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังมุขหน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงจุดธูปเทียนเครื่องบูชากระบะมุกที่หน้าพระแท่นเตียงพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ด้านตะวันออก และด้านตะวันตก ทรงคม แล้วประทับพระราชอาสน์ เมื่อพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงทอดผ้าไตรพระราชาคณะ ๑ รูปที่ถวายอดิเรก และพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ๘ รูป พระสงฆ์สดับปกรณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการหน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบที่หน้าพระโกศ ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วเสด็จออกจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

#ทรงพระเจริญ#สืบสานรักษาต่อยอด#บำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ#สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง#พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท


พระลาน

นายชวนินทร์ฯ รก.ผู้ว่าฯ อ่างทอง เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 16.30 น. นายชวนินทร์ วงสถิตจิรกาล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยรักษาการในตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้เข้าร่วมพิธีฯ ประกอบด้วย พล.ต.ต.กิตติ สกุลณี ผบก.ภ.จว.อ่าง ทอง, หัวหน้าส่วนราชการ/หน่วยงานรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง /ประชาชน ณ ศาลาการเปรียญ วัดอ่างทองวรวิหาร อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง


ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 ประชาสัมพันธ์การดำเนินงานของตำรวจภูธรภาค 1ในห้วงวันที่ 27 ต.ค. 68 จำนวน 2 เรื่อง

วันที่ 27 ต.ค. 68 งานประชาสัมพันธ์ ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 ดำเนินการประชาสัมพันธ์ในเพจ Facebook ของ ตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 2 เรื่อง คือ

1.) สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ตำรวจภูธรภาค 1 ร่วมภารกิจถวายความปลอดภัย ถวายพระเกียรติ ขบวนเชิญพระบรมศพ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

#สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์ #น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ #ตำรวจภูธรภาค1 #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #Royalthaipolice

2.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติตีแผ่ 4 พฤติกรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบตั้งฐานปฏิบัติการ หากพบขอให้รีบแจ้ง

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนจากสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมักใช้กลอุบายหลอกลวงประชาชนให้โอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ผ่านการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานต่าง ๆ

ที่ผ่านมาพบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์บางกลุ่มได้แฝงตัวตั้ง “ฐานปฏิบัติการ” ภายในที่พักอาศัย เช่น คอนโดมิเนียม หมู่บ้านจัดสรร หรือบ้านเช่า เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ และใช้โทรศัพท์หรือสื่อสังคมออนไลน์ในการหลอกเหยื่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะกวาดล้างจับกุมทุกราย ไม่ให้สามารถมาตั้งฐานในไทยได้อย่างเด็ดขาด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอตีแผ่ 4 พฤติกรรมต้องสงสัยของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนสามารถช่วยกันสอดส่องและแจ้งเบาะแสได้อย่างทันท่วงที ดังนี้

  1. มีกลุ่มชาวต่างชาติพักอาศัยอยู่ร่วมกันโดยไม่ปรากฏอาชีพชัดเจน มักมาเป็นกลุ่ม 3–6 คน เช่าที่พักระยะสั้น และไม่สุงสิงกับคนในชุมชน และมีพฤติกรรมเข้า – ออกไม่เป็นเวลา ซึ่งอาจเป็นการรวมกลุ่มทำงานภายในห้องเพื่อปฏิบัติการหลอกลวงทางโทรศัพท์
  2. มีเสียงพูดโทรศัพท์ภาษาต่างประเทศตลอดเวลา มักได้ยินเสียงสนทนาภาษาต่างประเทศดังออกมาจากห้องเกือบตลอดทั้งวัน โดยมีลักษณะเหมือนการอ่านสคริปต์ซ้ำ ๆ ในการโทรหลอกเหยื่อ
  3. ปิดม่านตลอดเวลา ไม่เปิดไฟในตอนกลางวัน แต่เปิดไฟตลอดทั้งคืน เพราะมักทำงานในช่วงกลางคืนตามเวลาประเทศต้นทางของเหยื่อ และปิดม่านเพื่อป้องกันไม่ให้คนภายนอกมองเห็นการทำงานภายในห้อง
  4. มีอุปกรณ์สายไฟหรือเครื่องมือสื่อสารจำนวนมาก บางห้องมีปลั๊กพ่วงหรือสายไฟพาดหลายเส้น มีคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือเราเตอร์หลายเครื่อง และมักมีคนมาซ่อมหรือขนของเข้าออกบ่อยครั้ง

หากพี่น้องประชาชนพบเห็นพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว ขอให้อย่านิ่งนอนใจ เพราะอาจเป็น “ฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้บ้านคุณ โดยสามารถแจ้งเบาะแสพฤติกรรมต้องสงสัย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจสอบได้ทันที ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

#ปราบสแกมเมอร์ #ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #Royalthaipolice