ยะลา – ตำรวจยะลา แถลงจับยาบ้า 2 คดี จำนวนของกลาง 104,200 เม็ด

         วันนี้ 14 ต.ค. 62 เวลา 14.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา อ.เมือง จ. ยะลา พล.ต.ต.ปราบพาล มีมงคล ผบก.ภ.จว.ยะลา พร้อมด้วย พ.ต.อ.นราวี บินอารง ผกก. สภ.เมืองยะลา ได้เปิดแถลงข่าว การจับกุม ยาเสพติด ของตำรวจภูธร อ.เมืองยะลา และ สภ.รามัน จ.ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย พล.ต.ต.ปราบพาล มีมงคล ผบก.ภ.จว.ยะลา เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาล นโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมีนโยบายมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติ ประกอบกับ นโยบายการปรามปรามยาเสพติดในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของแม่ทัพภาคที่ 4 และคำสั่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ดำเนินการสืบสวนจับกุมเครือข่ายนักค้ายาเสพติดในพื้นที่

          สำหรับการจับกุมในครั้งนี้ โดยการอำนวยการของ พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.ปราบพาล มีมงคล ผบก.ภ.จว. พ.ต.อ.สุทธิเวท บุญยรัตกลิน รอง ผบก.ภ.จว.ยะลา พ.ต.อ.นราวี บินแวอารง ผกก.สภ.เมืองยะลา พ.ต.อ.ปรเมษฐ์ พลับพลึง ผกก.สภ.รามัน จับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดได้ 2 คดี จำนวนของกลางยาบ้า 104,200 เม็ด ดังนี้

คดีที่ 1 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2562 เวลาประมาน 13.45 น. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ. เมืองยะลา นำโดย ร.ต.อ.สุรเดช ถนอมคล้าย รอง สว.สส.สภ.เมืองยะลา ได้ทำการอำพรางตัว เพื่อขอซื้อยาเสพติดจากเครือข่ายดังกล่าว จนนำไปสู่การจับกุมตัวนายนิเลาะ แวหะยี อายุ 32 ปี ที่อยู่บ้านเลขที่ 36 ม.2 ต.ประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พร้อมด้วยของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) จำนวน 64,200 เม็ด น้ำหนักรวมประมาณ 5,778 กรัม รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อซูซูกิ รุ่นโชกัน125 สีเหลือง-ดำ หมายเลขทะเบียน กวข 366 ปัตตานี จำนวน 1 คัน สถานที่จับกุม ริมถนนสายยะลา-ปัตตานี หน้าโรงเรียนบ้านประจัน ม.2 ต.ประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ต่อเนื่องภายในสวนผลไม้หลังบ้านเลขที่ 36 ม.2 ต.ประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ได้ทำการสืบสวนขยายผลต่อไป

คดีที่ 2 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2562 เวลาประมาน 14.48 น. ขณะที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุด มว.ฉก.นปพ.ยะลา 12 และข้าราชการตำรวจ สภ.รามัน นำโดย ร.ต.อ.รุ่งรัศมี ปราบมนตรี ผบ.มว.ฉก.ยะลา 12 พร้อมพวกรวม 10 นาย ตั้งจุดตรวจจุดสกัด บนถนนสาย บาลอ-เรียง หมู่ 1 ตำบลบาลอ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ต่อมาได้มี นายพรี แยนา อายุ 32 ปี ที่อยู่ 41/1 หมู่ 4 ตำบลละหาร อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี(ผู้ต้องหา) ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ 110 ไอ หมายเลขทะเบียน 1กค 6651 ยะลา มายังบริเวณจุดตรวจ จึงได้เรียกให้หยุด และขอทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบ กระเป๋าสะพายสีเทา-แดง ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ภายในกระเป๋าสะพาย พบหีบห่อจำนวน 4 แพ็ค ภายในหีบห่อดังกล่าว พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1(เมทเเอมเฟตามีนหรือยาบ้า) รวมกันทั้งหมด 40,000 เม็ด แจ้งข้อกล่าวหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1(เมทเเอทเฟตามีนหรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จะได้ทำการขยายผลต่อไป.

ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี

สำนักข่าวความมั่นคง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

“ครูโอ๊ะ” ลุยสถานีรถไฟหัวลำโพง ตามติดแก้ปัญหาเด็กเร่ร่อนในเมืองหลวง!!

         วันนี้​ วัน​จันทร์​ที่ 14 ตุลาคม 2562 เวลา 19.00 น. : ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ,ดร.พะโยม ชินวงษ์ ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้ง นายกุลธร เลิศสุริยะกุล ประธานเครือข่ายองค์กรเพื่อเด็กเร่ร่อน มูลนิธิ สายเด็ก1387 พร้อมคณะลงพื้นที่ติดตามปัญหากลุ่มเด็กเร่ร่อน และให้กำลังใจครูสอนเด็กเร่ร่อนหรือเด็กด้อยโอกาสและหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่สถานีรถไฟหัวลำโพง กรุงเทพมหานคร

          ดร.กนกวรรณฯ เปิดเผยว่า “ปัจจุบันมีเด็กเร่ร่อนจำนวนมากตามเมืองใหญ่และต่างจังหวัด โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี และสถานการณ์มีความรุนแรงและซ้ำซ้อนยิ่งขึ้น ก่อนหน้านี้ กระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงานกศน. ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครือข่ายองค์กรเพื่อเด็กเร่ร่อน สมาคมสถาบันส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้เปิดตัวโครงการ Children in Street เพื่อค้นหาและวางมาตรการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนบนท้องถนนในพื้นที่ กทม.ให้สอดคล้องกับปัญหาในพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในการพัฒนาแนวทางการช่วยเหลือกลุ่มเด็กบนท้องถนนในพื้นที่ กทม.ที่มีแนวโน้มจะหลุดออกนอกระบบการศึกษา ซึ่งแนวทางดังกล่าวถูกนำมาพัฒนาเป็นโครงการ Children in Street ในพื้นที่ กทม.

          โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาระบบให้ความช่วยเหลือและกลไกปกป้องคุ้มครองกลุ่มเด็กและเยาวชนบนท้องถนน เพื่อยกระดับให้มีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง และสนับสนุนให้เด็กกลุ่มนี้เติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง ในการสำรวจเด็กเร่ร่อน หรือเด็กที่ใช้ชีวิตตามท้องถนนในพื้นที่ กทม.โดยมอบหมายให้ครูจาก กศน.ในแขวงต่างๆ ซึ่งมีจำนวน 180 แขวง ลงพื้นที่สแกนหาเด็กกลุ่มนี้อย่างเต็มพื้นที่ ตามนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยใช้กลไกของ กสศ.มาบูรณาการ ดำเนินงานร่วมกับหน่วยจัดการศึกษาต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการในทุกระดับการศึกษา ซึ่งเราได้ต่อยอดและขยายผลความคืบหน้าในความร่วมมือช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาต่างๆให้ตรงจุดและอย่างเข้มข้น ในกรุงเทพมหานคร กระทรวงศึกษาธิการ

          โดย สำนักงาน กศน.กรุงเทพมหานคร ได้มอบหมายให้กศน.เขตปทุมวัน ดำเนินการจัดการศึกษาให้กับกลุ่มหมายเด็กเร่ร่อน โดย กศน.เขตปทุมวัน ได้ส่งครูสอนเด็กเร่ร่อนหรือเด็กด้อยโอกาสไปจัดการเรียนการสอนที่ทำการของ The hub สายเด็ก ซึ่งเป็นตึกแถว 2 ชั้นมีสถานที่กว้างขวางอยู่ใกล้หัวลำโพง สอนวันจันทร์และวันพฤหัส ช่วงเวลา 10.00-12.00 น. มีเด็กสมัครเข้าเรียนจำนวน 30 คน

         นอกจากนั้น ทางมูลนิธิฯ ได้ร่วมจัดกิจกรรมพัฒนาเด็กในรูปแบบต่างๆ เช่น การพาไปค่ายต่างจังหวัด กีฬาว่ายน้ำ และชกมวย เป็นต้น​ โดยย่านหัวลำโพง นี้มีจำนวนเด็กเร่ร่อนที่มาเร่ร่อนตามลำพังหรือกับกลุ่ม มีประมาณ 50 คน มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นเด็กชายราวร้อยละ 80 เดินทางมาจากภาคอีสานมากที่สุด นอกจากนั้นยังมีเด็กเร่ร่อนที่มากับครอบครัวประมาณ 50 ครอบครัว ซึ่งมีฐานะยากจนพักอาศัยอยู่รอบๆ หัวลำโพงเพื่อทำงานรับจ้างทั่วไป เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ สาเหตุที่เด็กออกมาเร่ร่อน ส่วนใหญ่มีปัญหามาจากครอบครัวแตกแยก พ่อแม่ตี โดนไล่ออกจากโรงเรียน และหนีออกมาจากสถานสงเคราะห์ของราชการ เช่น สถานสงเคราะห์เด็กชายปากเกร็ด (บ้านภูมิเวช)

          วีถีชีวิตและพฤติกรรมเด็กเหล่านี้ จะนอนตอนดึกถึงกลางวัน ตื่นนอนราวบ่ายสองโมง บางรายเช่าห้องอยู่กันเป็นคู่แต่ส่วนใหญ่จะอาศัยนอนหน้าหัวลำโพง อาศัยอาบน้ำที่ The hup สายเด็ก หรือห้องน้ำสาธารณะ เด็กจำนวนมากติดการดมกาว ส่วนการหาเลี้ยงชีพ ได้รับการรายงานว่า เด็กจะทำงานรับจ้างทั่วไป ค้ายาเสพติด และค้าประเวณี ซึ่งเป็นปัญหาที่สุ่มเสี่ยง อ่อนไหวและอันตรายสำหรับเยาวชน หากไม่ได้รับการแก้ไขที่เหมาะสม

          ในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้ ได้มอบหมายให้ สำนักงาน กศน. วางแผนและปรับการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากมีเด็กสมัครเข้าเรียนค่อนข้างมาก แต่มาพบกลุ่มน้อย อาจจะต้องแก้ไขโดยปรับเปลี่ยนเวลาเรียนเป็นช่วง 16.00 น. เป็นต้นไป และจะจัดสรรอุปกรณ์เทคโนโลยีพร้อมระบบสื่อสารออนไลน์มาช่วยในการจัดการเรียนการสอนให้มีความน่าสนใจ รวมทั้งแก้ปัญหาเด็กกลุ่มที่ต้องทำงานไม่สามารถมาเรียน (พบกลุ่ม)ได้เต็มที่ พร้อมทั้งพัฒนาความสามารถของเด็กๆให้มีอาชีพ มีงานทำ ไม่เป็นภาระของสังคม ฝึกฝนและพัฒนาฝีมือแรงงานควบคู่ไปด้วย

         การจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายผู้ด้อยโอกาสที่เป็นเด็กเร่ร่อน ในสถานศึกษา สังกัด สํานักงาน กศน. ปีงบประมาณ 2562 มีครูผู้สอน 37 คน ผู้เรียน 2,000 กว่าคน ดําเนินการจัดการศึกษาสำหรับเด็กเร่ร่อน จํานวน 14​ จังหวัด ได้แก่กรุงเทพมหานคร,ขอนแก่น, ชลบุรี,เชียงราย,นครราชสีมา,ภูเก็ต,ยะลา,สงขลา,สุราษฎรธานี, อุดรธานี, อุบลราชธานี, ระยอง, สกลนคร​ และเชียงใหม่

         เราตระหนักถึงปัญหาของเด็กเร่ร่อน เด็กกลุ่มนี้มีความเปราะบาง และมักกลายเป็นเหยื่อของการถูกกระทำทารุณกรรมและถูกใช้หาผลประโยชน์ ซึ่งปัญหานี้ยังไม่หมดไป ตราบใดที่ความเจริญยังรุกคืบ และยังดึงดูดความสนใจของเด็กที่มีพื้นฐานชีวิตครอบครัวไม่เข้มแข็งให้ออกมาหาชีวิตอิสระอย่างไร้จุดมุ่งหมาย ดังนั้นเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา แก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่ให้เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ ต้องอยู่ในอาชีพที่มีความเสี่ยงนี้ต่อไป กระทรวงศึกษาธิการ และเครือข่ายองค์กรทำงานเพื่อเด็กเร่ร่อน โดยการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จะร่วม พัฒนาระบบช่วยเหลือและสนับสนุนด้านการศึกษา ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ให้แก่เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ โดยสอดคล้องกับความถนัดและศักยภาพเป็นรายกรณี เพราะเด็กและเยาวชนแต่ละคนมีสภาพปัญหาและความจำเป็นที่แตกต่างกันไป

          และอยากฝากให้สถาบันครอบครัวทุกครอบครัวดูแลและเข้าใจบุตรหลานท่านให้มาก วัคซีนที่ดีที่สุด คือ วัคซีนแห่งความรักจากพ่อแม่ และคนในครอบครัว ส่วนการช่วยเหลือด้านอื่นๆ กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการอย่างเป็นระบบร่วมกับองค์กรเครือข่ายต่อไป เราจะจับมือช่วยกันทลายทุกข้อจำกัดในสังคม เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตดีขึ้นสำหรับเยาวชนเพราะเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” รมช.ศธ.กล่าว

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

พัฒนา ภูมิทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

          วันนี้ วัน​จันทร์​ที่​ 14 ต.ค.62 เวลา 10.00 น.​ ณ​ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ​ : ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมพัฒนาภูมิทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รับขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ด้านวัดอรุณฯ เตรียมสถานที่รองรับประชาชน พร้อมตั้งโรงทานบริการประชาชน

          ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” พัฒนาภูมิทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เพื่อถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเนื่องในวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเพื่อเตรียมความพร้อมรับในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยมี ดร.ศรีชัย พรประชาธรรม เลขาธิการ กศน.พร้อมจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. ข้าราชการ เจ้าหน้าที่จากสถานศึกษาในสังกัดสำนักงาน กศน.กระทรวงศึกษาธิการ ลูกเสือและประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 600 คน

          รมช.กระทรวงศึกษาธิการ ได้นำกล่าวปฏิญาณตน เราทำความดีด้วยหัวใจ ในนามคณะจิตอาสาได้น้อมนำแนวทางพระราชทานโครงการจิตอาสามาจัดกิจกรรม เพื่อร่วมกันสืบสานพระราชปณิธาน ในการรักษาไว้ซึ่งความสะอาดเรียบร้อยของบ้านเมือง และให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีความสมัครสมานสามัคคีในการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ จากนั้นมีการพัฒนาชุมชนโดยรอบและร่วมกันปลูกต้นไม้ เก็บขยะ ทาสี ตามจุดต่างๆ โดยรอบวัดอรุณฯ รวมถึงพัฒนาภูมิทัศน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเตรียมความพร้อมรับเสด็จขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในวันที่24 ตุลาคม 2562 นี้ เพื่อให้ออกมาสะอาด เรียบร้อย สวยงามสมบูรณ์ที่สุด

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

นครนายก – ทีมงานสายบุญ จิตอาสา นำสิ่งของเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียง

ทีมงานสายบุญจิตอาสาพร้อมคณะนำสิ่งของเครื่องใช้เข้าเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียง

         จากมีผู้ใช้เฟสบุ๊คได้โฟส ถึงสองตาตาย ชีวิตที่หิวโหย ต้องการความช่วยเหลือ อดมื้อกินมื้อ สามีป่วยติดเตียง ภรรยาหาเลี้ยงคนเดียว ทีมงานสายบุญจิตอาสา จึงได้ประสานงานกับทีมงานสายบุญออนทัวร์องครักษ์ ทีมงานอินเตอร์ ชลบุรี ทีมงานจิตอาสาวัยรุ่นแจกทาน และกู้ภัยสว่างอริยะนครนายก มูลนิธิร่วมกตัญญู ได้นำสิ่งของเครื่องใช้ เช่นเตียงผู้ป่วย ข้าวสารอาหารแห้ง ยารักษาโรค ฯ ที่ได้รวบรวมจากทีมงานและมีผู้บริจาค ได้นำมามอบให้กับนายน้อย ดิศร อายุ 74 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง มีภรรยาชื่อนางสีดา ผามล อายุ 73 ปี เป็นผู้ดูแล อยู่กันเพียงลำพัง 2 คนตายาย บ้านเลขที่ 5/1 หมู่ที่ 4 ตำบลศรีนาวา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โดยมีนายพีรพล อั้งเจริญ สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก นายสมบุญ พิพัฒน์ขจรกิติ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีนาวา นางสาวประภัสสร ปราบพยัคฆ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลศรีนาวา พร้อมชาวบ้านให้การต้อนรับ

          ด้วยทีมงานสายบุญจิตอาสา ได้มีเครือข่ายอยู่หลายจังหวัด ได้ร่วมทีมงานช่วยเหลือประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยากในจังหวัดนครนายกและจังหวัดใกล้เคียงมาเป็นเวลาหลายปีแล้วและมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือประชาชนต่อไปเพื่อสร้างบุญกุศลให้กับตนเองและครอบครัวให้เจริญยิ่งๆขึ้นสืบต่อไป

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค จ.นครนายก
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

นครนายก – วัดมณีวงศ์จัดทำเซียมซีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดนครนายก

วัดมณีวงศ์ ดงละคร จัดทำเซียมซีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดนครนายก ไว้ให้ประชาชนที่เข้ามาในวัดได้ใช้เสี่ยงเซียมซีทำนายดวงชะตา ที่วิหารเซียนหลวงพ่อพันล้าน

          เนื่องจากมีผู้ใช้เฟสบุ๊ค ชื่ออ้อแอ้ จันทิมาตร เด็กวัดครยก ได้โพสต์เฟสบุ๊คแนะนำวัดและเซียมซีเสี่ยงทายทำนายดวงชะตามีขนาดใหญ่ ที่วัดมณีวงศ์ ตำบลดงละคร จังหวัดนครนายก ผู้สื่อข่าวจึงได้ติดต่อไป พบพระครูปิยะรัตนานุกุล หรือหลวงพี่ต่อและนางสาวขวัญเกล้า จันทิมาตร หรืออ้อแอ้ ได้พาผู้สื่อข่าวเข้าชมวิหารเซียนใต้ฐานองค์หลวงพ่อพันล้านที่ข้างในได้ตั้งเซียมซีที่มีขนาดใหญ่มียาวสูงประมาณ 1 เมตรและไม้เสี่ยงเซียมซียาวประมาณ 1เมตร 50 เซนติเมตร ภายในไม้เสี่ยงเซียมซีจะมีตัวเลข 1- 10 ไว้ให้ประชาชนที่เข้ามาในวัดได้เสี่ยงทายทำนายดวงชะตาของแต่ละคน

          จากการให้สัมภาษณ์ของนางสาวขวัญเกล้า จันทิมาตร เล่าว่าตนได้เข้าไปเปิดเฟสบุ๊คดูและพบว่าในต่างจังหวัดได้ทำเซียมซีที่ใหญ่พอประมาณ จึงได้มาปรึกษาพระครูปิยะรัตนานุกุล ที่จะทำเซียมซีที่มีขนาดใหญ่มาไว้ให้ประชาชนที่เข้ามาทำบุญที่วัดได้ใช้เสี่ยงทายดวงชะตา และขณะนี้ได้ทำเพิ่มเพื่อไปวางไว้อีกหลายจุดภายในวัดมณีวงศ์ดังกล่าว

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค จ.นครนายก
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีจุดเทียน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

         เมื่อวันที่(13 ตุลาคม 2562) เวลา 19.30 น. ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เป็นประธานพิธีจุดเทียนเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยมีประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกาและภริยา ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและภริยา คณะรัฐมนตรีพร้อมคู่สมรส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิ สภา ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ รัฐวิสาหกิจ และประชาชนทุกสาขาอาชีพ เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน

          เมื่อนายกรัฐมนตรีและภริยาเดินทางถึงมณฑลพิธีท้องสนามหลวง นายกรัฐมนตรีและภริยาเดินขึ้นสู่เวที ถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมกล่าวรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ความว่า

         เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวันนี้ ข้าพระพุทธเจ้า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐ มนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ที่ได้มาชุมนุมกันอย่างพร้อมเพรียง ณ ที่แห่งนี้ ต่างน้อมจิตตั้งมั่นเพื่อร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาสุดมิได้

         นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ปวงพสกนิกรใต้ร่มพระบารมีทั่วราชอาณาจักร ต่างประจักษ์ชัดแจ้งในพระเกียรติคุณ พระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ทรงทุ่มเทกำลังพระวรกายและพระสติปัญญาคิดค้นโครงการในพระราชดำริหลายพันโครงการ อันเป็นประโยชน์อย่างอเนกอนันต์แก่ประเทศชาติ ทั้งได้พระราชทานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไว้เป็นแนวทางให้ประชาชนได้ดำเนินชีวิตอย่างมีภูมิคุ้มกัน ปวงอาณาประชาราษฎร์ต่างสำนึกซาบซึ้ง และระลึกอยู่เสมอว่านับเป็นบุญอันประเสริฐโดยแท้ ที่ได้มีชีวิตอยู่อย่างผาสุกร่มเย็นบนผืนแผ่นดินไทย ภายใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ

          ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น เปรียบประดุจดวงประทีปของแผ่นดินที่ส่องนำทางสร้างความรุ่งเรืองแก่ชาติบ้านเมืองมายาวนานตลอดรัชสมัยแห่งพระองค์ ปวงข้าพระพุทธเจ้าจักน้อมนำแนวทางตามที่ได้พระราชทานไว้ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติตนเพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและประชาชนสืบไป

          เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวันนี้ ขอให้ผู้ที่ชุมนุมกัน ณ สถานที่แห่งนี้และสถานที่ต่าง ๆ พร้อมใจกันจุดเทียนและยืนสงบนิ่ง เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยตราบกาลนิรันดร์

          จากนั้น นายกรัฐมนตรี และภริยา รับมอบเทียน พร้อมด้วยผู้ร่วมพิธี ยืนสงบนิ่ง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นเวลา 89 วินาที เสร็จภารกิจนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับ

——————–

กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

นายกฯ รับรายงานคนไทยในญี่ปุ่นทุกคนปลอดภัย พร้อมชมเชยการทำงานของทุกฝ่าย

          ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ติดตามสถานการณ์พายุไต้ฝุ่นฮากิบิสที่ประเทศญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดพายุได้กลับลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกแล้ว ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีแสดงความห่วงใยคนไทยที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น รวมถึงผู้ที่กำลังท่องเที่ยวหรืออาศัยอยู่ที่นั่นเป็นอย่างมาก

          ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ได้ตรวจสอบกับเครือข่ายคนไทย วัด นักเรียน และอาสาสมัครทราบว่า ทุกคนปลอดภัยดี ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีชมเชยการทำงานของทุกฝ่ายที่แจ้งเตือนข้อมูลแก่ประชาชนอย่างฉับไวและใกล้ชิด ทำให้ทุกคนเตรียมความพร้อมได้ทันท่วงที โดยเฉพาะสถานเอกอัครราชทูตไทยที่สามารถติดต่อสื่อสารกับคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

ชมรมไทยสร้างสรรค์พัฒนาสังคมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9

         เนื่องในวันที่ 13 ตุลาคม 2562 เป็นวันครบรอบ 3 ปีแห่งการเสด็จสวรรคตของ “พระ บาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ในหลวง ร.9 กษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระองค์ ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

นครนายก – ผ้าป่าสนับสนุน ทุนเล่าเรียนหลวง สำหรับพระสงฆ์

จังหวัดนครนายก จัดพิธีทอดผ้าป่าสนับสนุนโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย

         ที่ศาลาห้องประชุมสงฆ์วัดพราหมณี พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ได้เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พระราชพรหมคุณ เจ้าคณะจังหวัดนครนายก เจ้าอาวาวัดพราหมณี พระอารามหลวง พระครูปริยัติ โพธิสุนทร เจ้าคณะอำเภอเมืองนครนายก เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในพิธีพิธีทอดผ้าป่าสนับ สนุนโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย โดยมีพระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา จากนั้นพระสงฆ์จำนวน 10 รูป สวดพระพุทธมนต์ ธรรมนิยามสูต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนิกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมราชบพิตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต ประธานพิธีเชิญผ้าบังสุกุลวางไว้ที่กองผ้าป่า

          จากนั้นประธานสงฆ์ได้พิจารณาบังสุกุล ประธานฝ่ายฆราวาส ทอดผ้าไตรบังสุกลจำนวน 10 ผืน พระสงฆ์พิจารณาผ้าบังสุกุล หัวหน้าส่วนราชการประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์จำนวน 10 รูป พระสงฆ์อนุโมทนา ประธานกรวดน้ำและรับพร สำหรับทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยได้มุ่งเน้น เพื่อให้พระภิกษุและสามเณรได้ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างลึกซึ้งแตกฉาน สร้างความร่มเย็นในสังคมด้วยการมีหลักพุทธธรรมที่ถูกต้อง เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาให้เป็นหลักทางจิตใจและความคิดของประชาชนตลอดไป

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค จ.นครนายก
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

นครนายก – ตักบาตรเทโวโรหณะวันออกพรรษา

จังหวัดนครนายก จัดงานทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ ข้าวสารอาหารแห้ง ข้าวต้มลูกโยน แด่พระภิกษุสงฆ์ เนื่องในโอกาสเทศกาลออกพรรษา ประจำปี 2562

         ที่บริเวณลานวัดเขานางบวช ตำบลสาลิกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนนายก องค์การบริหารส่วนตำบลสาลิการ่วมกับทางวัดเขานางบวชและประชาชนในพื้นที่ พื้นที่ใกล้เคียง ร่วมทำบุญเข้าวัดตักบาตรเทโวโรหณะ โดยมีนายบัญชา เชาวรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานในพิธีเปิดงานฯ และมอบรางวัลแก่ผู้แต่งกายชุดไทย สืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของไทย ให้คงอยู่คู่ชาติตลอดไป

         ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ ถือเป็นอีกหนึ่งประเพณีสำคัญในช่วงเทศกาลออกพรรษา โดยมีความเชื่อกันว่าวันออกพรรษา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อรับบิณฑบาตจากชาวบ้าน โดยทางวัดเขานางบวชได้จัดประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะติดต่อกันมาเป็นเวลา 24 ปีแล้ว และทุกปีจะมีประชาชนมาร่วมงานบุญยิ่งใหญ่กันเป็นจำนวนมาก

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค จ.นครนายก
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก