ปัตตานี – โจรวางคาร์บอมบ์ หน้า สภ.ไม้แก่น โชคดีไร้เจ็บ คาดใช้กระบะ หลังปล้นที่ อบต.น้ำดำ ก่อเหตุป่วน

คนร้ายวางคาร์บอมบ์หน้า สภ.ไม้แก่น (หลังเก่า) จ.ปัตตานี เบื้องต้นไร้คนเจ็บ คาดใช้รถกระบะฟอร์ด 4 ประตูที่จี้ปล้นมาก่อนหน้านี้ที่ อบต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง ใช้ก่อเหตุ จนท.อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียด

         วันนี้ (31 ต.ค.) ร.ต.ท.สุวรรณ ประจง ร้อยเวร สภ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี รับแจ้งเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. เกิดเหตุคนร้ายปล้นทรัพย์รถยนต์กระบะ ยี่ห้อฟอร์ด 4 ประตู สีเขียว ทะเบียน กข 5146 ปัตตานี จากที่ อบต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี และหลบหนีมุ่งหน้าไปทางสาเมาะ ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา เหตุเกิดบริเวณ อบต.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี

         จากการสอบสวนทราบว่า เหตุเกิดขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย อบต. ทุ่งยาง แดง กำลังเฝ้าดูแลรักษาความปลอดภัย อบต. จากนั้นได้มีคนร้ายไม่ทราบกลุ่ม บุกจับและมัดมือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย อบต. พร้อมสั่งห้ามออกก่อน 20.00 น.

          ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ตั้งจุดตรวจในพื้นที่รับผิดชอบ โดยให้ประสานข้อมูลรถคันนี้กับกำลังฝ่ายทหาร และปกครองในพื้นที่ เพื่อช่วยสกัดจับอย่างเร่งด่วน สำหรับประเด็น และสาเหตุเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ความไม่สงในพื้นที่

         ล่าสุดมีรายงานจาก สภ.ไม้แก่น รับแจ้งเหตุว่า มีคนร้ายยังไม่ทราบชื่อและจำนวน ลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์บริเวณหน้า สภ.ไม้แก่น (หลังเก่า) เบื้องต้นไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ทรัพย์ สินของทางราชการไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด โดยคาดว่าอาจเป็นรถยนต์กระบะคันที่ถูกปล้นมาจาก อบต.น้ำดำ รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน และตรวจสอบ เหตุเกิดบริเวณหน้า สภ.ไม้แก่น (หลังเก่า) หมู่ 4 ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี

ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี /ศูนย์ข่าว3จังหวัดชายแเดนภาคใต้

สำนักข่าวความมั่นคง

นราธิวาสน่ากลัวจริงหรือ “วันนี้​ #ชีวิตดี๊ดีที่ชายแดนใต้​ จะพาไปติดตาม ความรู้สึก​ของนักธุรกิจ​รุ่นใหม่ ที่ได้มาเยือนนราธิวาส​กัน

          ความรู้สึกแรกของผู้คนต่างภูมิภาค เมื่อต้องมาเยือนจังหวัดนราธิวาส มักเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือพื้นที่แห่งนี้น่ากลัว เข้ามาแล้วไม่รู้จะปลอดภัยจากสถานการณ์ความไม่สงบรึเปล่า และความวิตกกังวลมากมายก็มักทำให้คนส่วนใหญ่ปฏิเสธ การมาเยือนพื้นที่จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดชายแดนภาคใต้

         ซึ่งไม่ต่างจากความรู้สึกของ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าจังหวัด : YOUNG ENTREPRENEUR CHAMBER (YEC) จากหลายจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อมีเทียบเชิญจาก YEC จังหวัดนราธิวาส เพื่อให้มาร่วมงานสานสัมพันธ์กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หอการค้าจังหวัดภาคใต้และหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 9 “นักธุรกิจรุ่นใหม่ เจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จในเมืองใหญ่ๆ และเป็นผู้ร่วมกำหนดอนาคตของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในวงการธุรกิจของแต่ละจังหวัด” ซึ่งได้ก้าวผ่านความหวาดกลัว และได้เปลี่ยนทัศนคติทันที ที่ได้สัม ผัส ความงดงามของจังหวัดนราธิวาส ด้วยการเดินทางที่หลากหลายทั้งการเดินทางโดยเครื่องบิน รถยนต์ และรถไฟ ที่มีสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก เป็นสถานีปลายทางใต้สุดแดนสยาม

         เมื่อทุกคนมาถึงจังหวัดนราธิวาส ได้สัมผัสวิถีชีวิตและมิตรภาพของประชาชนในพื้นที่ ดื่มด่ำกับธรรมชาติที่งดงาม อาทิ ที่อำเภอสุคิริน ได้ชมทะเลหมอกที่มีให้เห็นแทบตลอดทั้งวัน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบายเพราะโอบล้อมด้วยภูเขาสูงที่อุดมสม บูรณ์ ด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด สักการะเจ้าแม่โต๊ะโม๊ะ เพื่อความเป็นสิริมงคล ได้ล่องแก่ง และร่อนทอง เพื่อจะได้สายแร่ทองคำบริสุทธิ์ ติดมือกลับไป ส่วนที่อำเภอสุไหงโก-ลก ได้ชิม บะกุ๊ตเต๋ รสกลมกล่อมหอมเครื่องยาจีน กินนาซิดาแฆ และข้าวยำคลุกน้ำบูดูอาหารท้องถิ่นรสชาติเข้มข้น เข้าชมโรงงานผ้าปาเต๊ะแบบทำมือ 1 เดียวในประเทศ ชิมโรตีแช่แข็งรสสัมผัสเดียวกับโรตีสด ที่มีรสอร่อยและส่งออกจากอำเภอชายแดนไปส่งขายหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก เบิร์ด นายสันติ นราประเสริฐกุล​ ประธาน YEC นราธิวาส พร้อมทีมงาน YEC นราธิวาส ที่ได้วางแผนเตรียมงานและคัดสรร ความเป็นสุดยอดของจังหวัดนราธิวาส เพื่อสร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือน จนได้รับเสียงตอบรับที่การันตีความสุขและความประทับใจของทุกคนที่ได้รับจากการมาสัมผัส “จังหวัดนราธิวาส ด้วยตัวและหัวใจของตัวเอง “จนลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่ง เคยมีอคติกับจังหวัดชายแดนภาคใต้จากภาพจำที่ได้เห็นผ่านข่าวสารที่ถูกเผยแพร่ออกไป    

👨‍🌾อ๋อ ธีนดนย์ คงสิทธิ์รัตนตระกูล ประธาน YEC จังหวัดพิจิตร

          “มีความสุขกับการมาเยือนจังหวัดนราธิวาส ที่นี่มีธรรมชาติสวยงาม ผู้คนน่ารักและเป็นกันเอง รู้สึกเลยว่า ที่นี่คือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการมาเยือนของทุกคน”

👨‍🌾โอม วงศธร เรืองโชติพัฒน์ YEC จังหวัดขอนแก่น

          “เมื่อก่อนมองจังหวัดนราธิวาสและพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างอคติ และรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย แต่เมื่อได้มาเยือน ทุกอย่างที่นี่คือความประทับใจ ที่ต้องกลับไปบอกต่อ พร้อมทั้งจะชวนเพื่อนๆ YEC ขอนแก่น กลับมาเยือนจังหวัดนราธิวาสอีกครั้ง””

✨😍ตีฟ ธนกฤต อังคณากุลชัย YEC จังหวัดระยอง

          ประทับใจ บ้านเมืองอากาศดี หายใจเต็มปอด ได้ล่องแก่งสัมผัสธรรมชาติสนุกมาก อาหารอร่อย ผู้คนน่ารัก ซึ่งกลับไปครั้งนี้เตรียมตั้งทริปชวนเพื่อนมาเที่ยวอีกครั้ง”

👨‍🌾เปิ้ล จันทรัตน์ เมฆรุ่งโรจน์ YEC จังหวัดราชบุรี”

          ที่จังหวัดนราธิวาสอากาศสดชื่น ไม่มีอะไรที่น่ากลัว ธรรมชาติสวยงาม อากาศดี ชาวบ้านน่ารักทำอาหาร ทำขนมให้กิน อร่อยมากอยากมาอีกเมืองนราธิวาสห้ามพลาด”

👨‍🌾โจโจ้ กลยุทธ คำประเทือง YEC จังหวัดสงขลา

          “หลายๆ สื่อนำเสนอความน่ากลัวที่มีเพียงจุดเล็กๆ แต่ขยายความจนทำให้ผู้คนภายนอกกลัวการมาเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งๆที่ ที่นี่มีสิ่งสวยงามมากมาย ไม่ต้องแย่งกินแย่งเที่ยว สามารถมาท่องเที่ยวทั้งแบบหมู่คณะ หรือแบบส่วนตัว เชิญชวนคนทั้งประเทศมาท่องเที่ยวแบบ Unseen ที่จังหวัดนราธิวาส และขอย้ำว่าที่นี่อาหารอร่อยมาก”

👨‍🌾 เบิร์ด สันติ นราประเสริฐกุล ประธาน YEC จังหวัดนราธิวาส เจ้าภาพหลักพร้อมทีมงาน YEC นราธิวาส”

          พวกเราอยากให้ทุกคนเปิดใจ และเปิดโอกาสให้จังหวัดนราธิวาส เป็นจังหวัดที่เลือกมาเที่ยว เพราะที่นี่มีความสุขมากมายที่รอต้อนรับทุกคน ซึ่งภายใต้โจทย์ต้องทำให้ ผู้มาเยือนทุกคนประทับใจจังหวัดนราธิวาส จึงรวบรวมสิ่งที่น่าสนใจที่เราอยากนำเสนอมาบรรจุไว้ในทริปตลอด 3 วัน 2 คืน ด้วยจุดมุ่งหมายที่ต่อยอดไปถึงอนาคตว่า YEC กลุ่มนี้จะชักชวนผู้คนอีกมากมายกลับมาเยือนที่นี่อีกครั้ง”

          “จังหวัดนราธิวาส เมืองแห่งความสุข ก้าวผ่านทุกความวิตกกังวลแล้วลองใช้หัวใจมาสัมผัสบรรยากาศความสุขของที่นี่…คุณจะเต็มอิ่มกับทุกความประทับใจกับการมาเยือนจังหวัดนราธิวาส อยากเที่ยวแบบไหน 1 day trip หรือ 2 วัน 1 คืน หรือ 3 วัน 2 คืน หรือจะมาใช้ชีวิตแบบ Slow life ตลอด 1 สัปดาห์ เพื่อให้รางวัลกับชีวิต คนนราธิวาสสามารถจัดทริปท่องเที่ยวให้ถูกใจในราคาสุดประหยัด” และกลุ่มYECจังหวัดนราธิวาสก็พร้อมแนะนำทริปท่องเที่ยวให้ถูกใจคุณได้อย่างแน่นอน ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่หอการค้าจังหวัดนราธิวาส โทร.073-611767 ได้เลย

ภาพทุกภาพที่มาจาก “การมองนราธิวาสในสายตาของ YEC ต่างถิ่น ที่มาเยือนนราธิวาส”

http://bit.ly/2Jwu9V6
…..
http://bit.ly/2JNo339/
…..
http://bit.ly/2pfy8ig
…….

วันหยุดครั้งหน้า อย่าลืม #ไปให้สุดแล้วหยุดที่นรา #นราธิวาสพลาดได้ไง
รีวิว…จากประสบการณ์ตรงส่วนหนึ่งจากการมาท่องเที่ยวจังหวัดนราธิวาส

ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี/ศูนย์ข่าว3จังหวัดชายแดนภาคใต้

สำนักข่าวความมั่นคง

ฮอนด้า – ประกาศความพร้อม สานต่อ การดวล วงสวิงนักกอล์ฟหญิงระดับโลกในรายการ “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2020”

ฮอนด้า ประกาศความพร้อม สานต่อการดวลวงสวิงนักกอล์ฟหญิงระดับโลกในรายการ “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2020” พร้อมผลักดันนักกอล์ฟไทยสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ

         กรุงเทพฯ – 31 ตุลาคม 2562 บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับไอเอ็มจี ประกาศความพร้อมในการแข่งขันกอล์ฟสตรี ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2020 ศึกดวล วงสวิงหญิง รายการใหญ่ระดับโลก ที่มีนักกอล์ฟหญิงชั้นนำจากทั่วโลกรวม 70 คน ร่วมลงแข่งขัน เพื่อชิงเงินรางวัลรวมสูงกว่า 53 ล้านบาท ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 20-23 กุมภาพันธ์ 2563 ณ สยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส จ.ชลบุรี พร้อมสานต่อความสำเร็จกับกิจกรรม Road to Honda LPGA Thailand เพื่อเพิ่มศักยภาพวงการกีฬากอล์ฟไทย อีกทั้งขานรับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงกีฬาของประเทศไทย ในการเป็น Sustainable Golf Tournament โดยเน้นการจัดการแข่งขันที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน รวมถึงการเป็นทัวร์นาเมนต์ที่จะช่วยสร้างโอกาสให้กับนักกอล์ฟไทยในการทำผลงาน เพื่อทำอันดับโลกให้ดีที่สุด ก่อนการลงแข่งระดับโอลิมปิก 2020 ต่อไป

         นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปีนี้เรายังคงจัดการแข่งขัน ภายใต้แนวคิด “สานฝันอันยิ่งใหญ่” (Dream Big) และยังคงมุ่งหวังให้ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เป็นเวทีสำคัญที่มีส่วนในการสร้างแรงบันดาลใจและความรักในกีฬากอล์ฟให้แก่นักกอล์ฟ บุคคลทั่วไป รวมทั้งเยาวชนที่สนใจมีความฝันในการเล่นกอล์ฟ เพราะฮอนด้าเชื่อเสมอใน ‘พลังแห่งความฝัน’ หรือ ‘The Power of Dreams’ ถ้าเรามุ่งมั่นเดินตามความฝันและตั้งใจ ความฝันสามารถเป็นจริงได้”

         “สำหรับในปีนี้ จะมีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 70 คน ประกอบไปด้วยโปรกอล์ฟ 56 คน ที่อยู่ในการจัดอันดับของแอลพีจีเอทัวร์ (LPGA Priority List)

  • แชมป์จากการแข่งขันรายการ 2020 Diamond Resorts Tournament of Champions
  • แชมป์จากการแข่งขันรายการ 2020 Gainbridge LPGA at Boca Rio
  • แชมป์จากการแข่งขันรายการ 2020 ISPS Handa Vic Open
  • แชมป์จากการแข่งขันรายการ 2020 ISPS Handa Women’s Australian Open
  • นักกอล์ฟรับเชิญ 8 คน
  • พร้อมด้วยแชมป์นักกอล์ฟสัญชาติไทยจากการคัดเลือกในรอบ National Qualifiers อีก 1 คน

         และพิเศษสำหรับปี 2020 นี้ เราได้ให้สิทธิ์ในการเข้าร่วมการแข่งขัน แก่แชมป์จากรายการ Women’s Amateur Asia Pacific (WAAP) ที่กำลังจะมาจัดการแข่งขันที่ประเทศไทยเป็นปีแรก ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งมี ‘น้องจีน-อาฒยา ฐิติกุล’ นักกอล์ฟสาวชาวไทย เป็นอดีตแชมป์เก่ารายการนี้ เชื่อว่าการแข่งขันนี้จะทำให้ แฟนกอล์ฟชาวไทยได้ลุ้น เหมือนเป็นการอุ่นเครื่องส่งแรงเชียร์นักกอล์ฟไทยก่อนการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2020” นายพิทักษ์กล่าว

         นายพิทักษ์ เผยถึงความสำเร็จที่ผ่านมาว่า “ในทุกๆ ปี เรามีผู้เข้าชมการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสามารถระดมเงินจากกิจกรรมการกุศลต่างๆ ที่จัดขึ้นตลอดทัวร์นาเมนต์ โดยให้ผู้เข้าชมได้มีส่วนร่วม อาทิ Charity Night, Beat-the-Pro, Chip-4-Charity เป็นต้น ซึ่งเราได้นำเงินที่ได้ไปสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้จัดควบคู่ทัวร์นาเมนต์มาโดยตลอด อาทิ การบริจาคหนังสือ อุปกรณ์การเรียน สื่อการสอน และคอมพิว เตอร์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ รวมถึงการสมทบทุนบริจาคแก่ศิริราชมูลนิธิ”

          นายวิบูณ จำปาเงิน ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนากีฬาอาชีพ การกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “หลังจากในปี 2016 กีฬากอล์ฟได้ถูกบรรจุในการแข่งขันโอลิมปิก เกมส์ ฤดูร้อนที่ประเทศบราซิล ทำให้ความนิยมในกีฬาชนิดนี้เพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2020 ที่จะถึง โอลิมปิก เกมส์ จัดขึ้นที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะมีการแข่งขันกีฬากอล์ฟชิงสองเหรียญทอง ในประเภทบุคคลชายและบุคคลหญิง ระหว่างปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม 2020 ทางการกีฬาแห่งประเทศไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแข่งขัน กอล์ฟ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2020 ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2020 จะเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ช่วยสร้างโอกาสให้แก่นักกอล์ฟไทย ในการทำผลงานเพื่อทำอันดับโลกให้ดีที่สุด ซึ่งเรามีเชื่อมั่นว่านักกอล์ฟไทยทุกคน จะมุ่งมั่นในการทำผลงานให้ดีที่สุดในฐานะตัวแทนของประเทศไทย”

          นอกเหนือจากทัวร์นาเมนต์ที่จะขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นและมีความสนุกสนานแล้ว สำหรับปีนี้ ยังได้สานต่อความสำเร็จอย่างต่อเนื่องกับกิจกรรม Road To Honda LPGA Thailand ซึ่งได้ร่วมมือกับการกีฬาแห่งประเทศไทย จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนากีฬากอล์ฟในประเทศไทยแบบองค์รวม ประกอบด้วย การแข่งขัน Honda LPGA Thailand National Qualifiers เพื่อเฟ้นหานักกอล์ฟสาวไทยมือหนึ่งที่จะได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ต่อไป งานสัมมนา Young Ambassadors เพื่อให้ความรู้ด้านการจัดการแข่งขันกีฬากอล์ฟ โดยเยาวชนที่เข้าร่วมการสัมมนาจะได้รับโอกาสในการคัดเลือกไปฝึกงานกับอีเว้นท์กอล์ฟในประเทศต่างๆ รวมทั้ง งานสัมมนา Golf Leaders Conference เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมให้บุคลากรและผู้ปฏิบัติงานในวงการกอล์ฟ ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ในการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาวงการกีฬากอล์ฟในประเทศไทยต่อไปอย่างยั่งยืน โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากวงการกอล์ฟระดับโลกทั้ง The R&A, LPGA และ IMG ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์

         นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมหลากหลายที่ได้จัดขึ้นควบคู่กับทัวร์นาเมนต์ อาทิ กิจกรรม Honda LPGA Thailand Junior Golf Clinic โดยเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักกอล์ฟเยาวชนไทย เข้ามาเรียนรู้ในกีฬากอล์ฟจากนักกอล์ฟ ผู้เข้าแข่งขัน ถือเป็นการผลักดันและส่งเสริมนักกอล์ฟเยาวชน ให้มุ่งมั่นทำตามความฝันในการเป็นนักกอล์ฟอาชีพ

          สำหรับความพร้อมในการต้อนรับนักกอล์ฟจากทั่วโลก นายรณกิจ เอกะสิงห์ รองนายกเมืองพัทยา กล่าวว่า “เมืองพัทยามีความพร้อมอย่างยิ่งในการต้อนรับนักกอล์ฟและแฟนกีฬากอล์ฟจากทั่วโลก ในการจัดการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2020 ซึ่งจัดขึ้นที่สนามกอล์ฟ ‘สยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส’ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งสนามนี้เป็นสนามที่สวยงามและได้มาตรฐานระดับภูมิภาค โดยติด 1 ใน 100 ของ The World’s 100 Greatest Golf Course 2018 โดยการจัดอันดับของกอล์ฟไดเจสท์ และยังเป็น The Best Maintained Golf Course in Asia Pacific ของ Asia Golf Week อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการคมนาคมที่สะดวกสบาย โรงแรมที่พักชั้นนำ สถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงาม การให้บริการที่ดีเยี่ยม รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานต่างๆ ที่จะสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนได้อย่างแน่นอน”

         นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประ เทศไทย กล่าวว่า “เรายังคงให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ Sport Tourism และเล็งเห็นถึงการเติบโตและบทบาทของกีฬากอล์ฟในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศไทย โดยปี 2561 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวประมาณ 38 ล้านคน โดยเป็นนักท่องเที่ยวกอล์ฟประมาณ 470,000 คน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศครอบ คลุม ทั้งทางด้านที่พักระยะยาว อาหาร และกลุ่มตลาดครอบครัวที่มาพร้อม ๆ กัน ประมาณ 6.3 พันล้านบาท นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยมีสนามกอล์ฟที่ได้มาตรฐานระดับโลกถึง 300 แห่ง มีความพร้อมในการจัดการแข่งขันกีฬากอล์ฟและให้การต้อนรับนักกีฬากอล์ฟจากทั่วโลก รวมถึงมีนักกอล์ฟหลายคนที่ประสบความสำเร็จ สร้างแรงบันดาลใจและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็น Brand Ambassadors ช่วยประชาสัมพันธ์ประเทศไทยไปทั่วโลก อาทิ ‘โปรโม-โมรียา’ และ ‘โปรเม-เอรียา จุฑานุกาล’ จึงเชื่อมั่นได้ว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น และมีส่วนช่วยในการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป”

         ด้าน มิสวินนี่ เฮง รองประธานและกรรมการผู้จัดการ ไอเอ็มจี ประเทศไทย ผู้จัดการแข่งขัน กล่าวว่า “การร่วมมือกันระหว่างฮอนด้า ไอเอ็มจี และแอลพีจีเอ จะทำให้การจัดการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ มีมาตรฐานระดับสากลอย่างต่อเนื่อง เรามีความภูมิใจที่ปัจจุบันทัวร์นาเมนต์นี้ ก้าวขึ้นเป็นทัวร์นาเมนต์การแข่งขันกอล์ฟสำคัญของโลก โดยในปีนี้ เรามีเงินรางวัลจำนวน 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 53 ล้านบาท เพื่อมอบให้แก่นักกอล์ฟในศึก ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2020 เหมือนในปีที่ผ่านมา ที่สำคัญคือในปีนี้ เราได้ร่วมกับสปอนเซอร์และพันธมิตรต่างๆ มุ่งเน้นการจัดการแข่งขันแบบยั่งยืน โดยได้วางแผน Sustainability Plan เช่น การมุ่งลดการใช้พลาสติก การใช้ภาชนะที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม และการจัดการขยะ (Waste Management) โดยการแยกขยะและเพิ่มจุดทิ้งขยะในสนาม ซึ่งเราจะรณรงค์ผ่านทางสื่อต่างๆ เพื่อให้ผู้เข้าชมการแข่งขันร่วมมือกัน ด้วยความตั้งใจให้ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2020 เป็นทัวร์นาเมนต์ที่เป็น Sustainable Golf Tournament”

         “ทางไอเอ็มจี ต้องขอขอบคุณ ผู้ให้การสนับสนุนและทุกหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด เราคาดว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ประสบความสำเร็จอีกครั้ง โดยจะสามารถช่วยพัฒนามาตรฐานกีฬากอล์ฟของประเทศ และจะได้เห็นความแข็งแกร่งของนักกีฬากอล์ฟไทยในการแข่งขันครั้งนี้ต่อไป” มิสวินนี่กล่าว

          ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2020 ในปีนี้ ได้เตรียมเพิ่มเติมกิจกรรมสำหรับผู้เข้าชมการแข่งขันทุกท่านตลอดทั้ง 4 วัน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถซื้อบัตรชมการแข่งขันราคาพิเศษ (Early Bird) พร้อมส่วนลด 20% ได้ตั้งแต่ วันที่ 31 ตุลาคม 2562 – 30 พฤศจิกายน 2562 ผ่านทางเว็บไซต์ www.hondalpgathailand.com โดยเลือกได้ทั้งบัตรทั่วไป และบัตรวีไอพี สำหรับบัตรวีไอพีนั้น ผู้ถือบัตรจะได้รับสิทธิพิเศษในการใช้บริการห้องรับรองบริเวณคลับเฮ้าส์ ณ สยาม คันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส จ.ชลบุรี ส่วนผู้ชมทางบ้านสามารถรับชมการถ่ายทอดการแข่งขันได้ทางช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30 และทางช่องทางออนไลน์ www.mcot.net

         สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขัน “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2020” ได้ที่ www.hondalpgathailand.com และ www. facebook. com/ lpga Thailand

พัทยา จ.ชลบุรี/ โยธิน พรมแตง-คัมภีร์ อาบสุวรรณ์-วิรัตน์ ขำแตร-ศิระ แย้มตระกูล
*086-1499878

จังหวัดตราด จัดกิจกรรมพบปะ ตรวจเยี่ยมเยียน เพื่อบูรณาการการทำงาน ในอำเภอคลองใหญ่ จ.ตราด

จังหวัดตราด จัดกิจกรรมพบปะ ตรวจเยี่ยมเยียน เพื่อบูรณาการทำงาน พบปะส่วนราชการ ผู้บริหาร อปท. ผู้นำชุมชน ในอำเภอคลองใหญ่ จ.ตราด

         วันที่ 31 ต.ค. 62 ว่าที่ร้อยตรี พิเชียน ลิมป์หวังอยู่ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เดินทางลงพื้นที่อำเภอคลองใหญ่ ตามกิจกรรม พบปะ ตรวจ เยี่ยมเยียน เพื่อบูรณาการ การทำงาน โดยมีนายธีระชัย ลิ้มประสิทธิศักดิ์ ปลัดจังหวัดตราด เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ โดยมีนาย พีระ การุญ นายอำเภอคลองใหญ่, หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ, ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่อำเภอคลองใหญ่ เข้าร่วมที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 88 พรรษา อําเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด

         สำหรับการจัดกิจกรรม พบปะ ตรวจเยี่ยมเยียน เพื่อบูรณาการ การทำงาน นายอำเภอคลองใหญ่ ได้บรรยายถึงสภาพโดยรวม รวมทั้งสภาพปัญหาและความต้องการ ในพื้นที่อำเภอคลองใหญ่ เช่น ปัญหาน้ำประปา ปัญหาที่อยู่อาศัยในน้ำ ปัญหาขยะ รวมทั้งข้อมูลการค้าชายแดน ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดตราด กล่าวกับผู้นำชุมชน ที่เข้าร่วมกิจกรรมตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ว่า ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชน นับเป็นบุคลากรของภาครัฐที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด จึงนับเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน รวมทั้งยังทำหน้าที่สำคัญในการถ่ายทอด นโยบายสำคัญของภาครัฐไปสู่ประชาชน

         ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่อำเภอคลองใหญ่ เป็นพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ทางจังหวัดขอให้ข้าราชการ ผู้บริหาร อปท. ผู้นำชุมชน ร่วมกันเตรียมความชุมชนในพื้นที่ต่างๆ

ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี  ผู้สื่อข่าว จ.ตราด
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จำคุก 4 ปี – แกนนำ นปช.ล้มประชุมอาเซียน ที่พัทยา ไร้เงา กี้ร์ อริสมันต์

ศาลฎีกาจำคุก ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ สำเริง ประจำเรือ วรชัย เหมะ แกนนำ นปช.คนละ 4 ปี คดีล้มประชุมอาเซียน ก่อนหน้านี้ พายัพ ปั้นเกตุ ได้เข้ามอบตัวถูกจำคุก4 ปีเช่นกัน

         ที่ ศาลจังหวัดพัทยา จ.ชลบุรี วันที่ 31 ตุลาคม 2562 ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ศาลฎีกา คดีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำพากลุ่มคนเสื้อแดง บุกล้มการประชุมอาเซียน ที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีช รีสอร์ท เมืองพัทยา เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2552 ที่พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, นายนพพร นามเชียงใต้, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, นายสมญศฆ์ พรมภา, นายนิสิต สินธุไพร, นายสำเริง ประจำเรือ, นายศักดา นพสิทธิ์, นายสิงห์ทอง บัวชุม, นายธนกฤต หรือวันชนะ ชะเอมน้อย หรือเกิดดี, นายวรชัย เหมะ, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายวัลลภ ยังตรง และนายพิเชฐ สุขจินดาทอง ทั้งนี้ ได้พักคดี พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ และนายสุรชัย แซ่ด่าน เนื่องจากหลบหนี ขณะที่นายธรชัย ศักดิ์มังกร และ พ.ต.อ.สมพล รัฐกาญจน์ ศาลชั้นต้นยกฟ้อง

         คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2552 พวกจำเลย นำพากลุ่มคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมอาเซียน ที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีชรีสอร์ท ในช่วงที่กลุ่ม นปช.มีการชุมนุมใหญ่ปี 2552 ขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี โดยได้แจ้งข้อหา ประกอบด้วย

  1. ร่วมกันขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ซึ่งสั่งให้เลิกการมั่วสุม
  2. ข้อหาร่วมกันเดินแถวเป็นขบวน และกระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร
  3. ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชน ด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่ก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน
  4. มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้า เป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำผิดนั้น
  5. ร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์

          โดยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 215, 216, 358, 362, 364, 365 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 108, 114, 148 ต่อมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนให้จำคุก จำเลยจำนวน 13 คน เป็นเวลา 4 ปี ไม่รอลงอาญา

         โดยเมื่อวันที่ 11 กันยานที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้นัดอ่านคำพิพากษา คดีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำพากลุ่มคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมอาเซียนที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีชรีสอร์ท เมืองพัทยา เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2552 แต่ปรากฎว่าจำเลยทั้ง 13 คน มาเพียงคนเดียว ศาลจึงได้อ่านคำพิพากษาของ นายศักดา นพสิทธิ์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อชาติ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 10 ซึ่งชั้นศาลอุทธรณ์ภาค 2 นั้น พิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1, 2, 3, 5, 6, 10, 11, 12, 13, 15, 16, 17 คนละ 4 ปี โดยไม่รอการลงโทษ ฐานร่วมกัน ทำให้ปรากฏแก่ประชาชน เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (2) (3) ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ขณะที่ชั้นศาลอุทธรณ์ ก็ให้ปรับจำเลยที่ 1, 2, 3, 5, 6, 10, 11, 12, 13, 15, 16, 17 คนละ 200 บาท ฐานร่วมกันเดินแถวเป็นกระบวนและกระทำในลักษณะกีดขวางการจราจร ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาด้วย
 

          และได้นัดอ่านคำพิพากษาจำเลย ที่อ้างว่าไม่ได้รับนัดหมายเรียกศาลมาเป็นวันที่ 31 ตุลาคม 2562 โดยวันนี้มีจำเลย 3 คน ที่เดินทางมารับฟังคำพิพากษา คือ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, นายสำเริง ประจำเรือ และนายวรชัย เหมะ ทั้ง 3 คน ก่อนหน้านี้ไม่ได้รับหมายเรียกศาล ซึ่งศาลได้มีการอ่านคำพิพากษาไปแล้ว คือจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา และก็ได้เตรียมใจในการรับโทษ เพราะตามกระบวนการยุติธรรม หากมีคำพิพากษาไปแล้ว แม้จำเลยจะเดินทางมารับฟังหรือไม่ ก็ต้องรับโทษตามกระบวนการยุติธรรม
   

         สำหรับบรรยากาศในวันนี้ พบว่ามีนายจตุพร พรหมพันธุ์ 1 ในแกนนำแนวร่วมประชาธิป ไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช) ได้เดินทางมาให้กำลังจำเลยทั้ง 3 คนที่มารับฟังคำพิพากษาของศาล
 

         มีรายงานว่า ก่อนหน้าหลังจากที่ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษานัดแรกไปเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2562 ซึ่งมีเพียงนายศักดา นพสิทธิ์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อชาติ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 10 เพียงคนเดียว มารับฟังคำพิพากษา และในวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา มีจำเลยอีก 4 คน ได้เข้ามอบตัวต่อศาลจังหวัดพัทยา ประกอบด้วย นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายพิเชฐ สุขจินดาทอง ,นายสิงห์ทอง บัวชุม และนายนพพร นามเชียงใต้ และในวันนี้ยังมีจำเลยอีก 3 คน ที่ไม่ได้เดินทางมารับฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา คือ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง,นายแพทย์ชวัลลภ ยังตรง และนายธนกฤต หรือวันชนะ ชะเอมน้อย.

พัทยา จ.ชลบุรี/ โยธิน พรมแตง-คัมภีร์ อาบสุวรรณ์-วิรัตน์ ขำแตร-ศิระ แย้มตระกูล
*086-1499878

สธ. เข้าถึง การวัดความดันโลหิต ประเมินความเสี่ยงตนเอง

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ กรมการปกครองท้องถิ่น และกรุงเทพมหานคร ลงนามบันทึกความร่วมมือ เพิ่มการเข้าถึงการวัดความดันโลหิต ให้ประชาชนทราบค่าความดันโลหิต ประเมินความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงได้ด้วยตนเอง บริการในสถานที่ราชการ

         เมื่อวันที่​ 28 ตุลาคม 2562 ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล : นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง ว่าด้วยความร่วมมือในการส่งเสริมประชาชนให้เข้าถึงการวัดความดันโลหิต ระหว่างกรมควบคุมโรค, กรมการปกครอง, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, และกรุงเทพมหานคร โดยมี นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยผู้บริหารกรมควบ คุมโรค กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรุงเทพมหานคร ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง

         นายอนุทินฯ​ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งรณรงค์ สร้างความรอบรู้สุขภาพให้กับประชาชน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ป้องกันการเจ็บป่วย ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ โดยเฉพาะจากโรคความดันโลหิตสูง พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะความดันโลหิตสูง เนื่องจากช่วงแรกมักจะไม่แสดงอาการใดๆ จึงไม่ได้เข้ารับการรักษา หรือปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม ส่งผลให้เกิดภาวการณ์แทรกซ้อนตามมาได้ อาทิ โรคหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ โรคไต

         สำหรับประเทศไทยมีผู้ป่วยความดันสูงถึงร้อยละ 24.7 หรือประมาณ 13 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญผู้ป่วยร้อยละ 45 ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะความดันโลหิตสูง จึงได้ร่วมกับกรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรุงเทพมหา นคร จัดเครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติแบบใช้ง่าย สามารถตรวจวัดได้ด้วยตัวเอง พร้อมสื่อให้ความรู้ในการประเมินและการปฏิบัติตน โดยให้บริการประชาชนในสถานที่ติดต่อราชการ เช่น ที่ว่าการอำเภอ ที่ว่าการเขต ศูนย์บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการวัดความดันโลหิตในสถานที่สาธารณะ และทำให้ประชาชนเกิดความตระหนักรู้สุขภาวะของตนเอง นำไปสู่การลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกาย ภาวะอ้วน เครียดสะสม เป็นต้น

         ด้านนายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มีมาตรการเร่งด่วรขับเคลื่อนการสร้างความตระหนักสุขภาพ Know Your Number,Khow Your Rish โดยให้มีเครื่องวัดความดันโลหิตในโรงพยาบาล สถานที่ราชการ สถานที่ทำงานทั่วประเทศ และจัดหลักสูตรอบรมอาสามัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นหมอประจำบ้าน เพื่อดูแลสร้างเสริมสุขภาพประชาชน

นอกจากนี้ได้สำรวจพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อและการบาดเจ็บ โดยกรมควบคุมโรค พบว่าในปี พ.ศ. 2561 คนไทยอายุ 15-79 ปี ร้อยละ 68.4 ได้รับการตรวจวัดความดันโลหิตซึ่งร้อยละ 16.52 ทราบว่าตนเองมีภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมเสี่ยง อาทิ มีผู้สูบบุหรี่ร้อยละ 16.8 โดยเพศชายสูบบุหรี่มากกว่าเพศหญิง 16 เท่า ลดลงจากปี 2557 ร้อยละ 19.5 สำหรับผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์พบรร้อยละ 22.3 เป็นเพศชายร้อยละ 36.2 และเพศหญิงร้อยละ 9.4 การรับประทานผักและผลไม้ได้เพียงพอร้อยละ 33.0 ทั้งเพศหญิงและเพศชาย การออกกำลังกายร้อยละ 42.3 มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน 19 ล้านคน เพศหญิงมากกว่าเพศชาย จึงขอเชิญชวนประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพ ลด ละ เลิก บุหรี่ แอลกอฮอลล์ เพิ่มกิจกรรมทางกาย ไม่รับประทานอาหารหวาน มัน เค็มจัด เพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กองปราบฯ​ รวบ โจรใจบาป แฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยว ย่องงัดตู้เงินบริจาค วัดเก่าแก่ เมืองน่าน

         วันที่ 30 ต.ค.62 : ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก., พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป., พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รองผบก.ป., พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป.พร้อมชุดจับกุมนำโดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ป. ประกอบด้วย พ.ต.ต.จักรี กันธิยะ สว.กก.4 บก.ป., ร.ต.อ.อัคนี ณ บางช้าง, ร.ต.อ.เกียรติบดินทร์ วงค์งาม, ร.ต.อ.ดิฐาศักดิ์ โชติเธียรศรณ์ รอง สว.กก.4 บก.ป. กับพวก

         ร่วมกันจับกุม นายมอญชัย หรือแง่ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 247/3 ต.มหาชัย อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร​ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) ที่ จ 49 / 2562 ลงวันที่ 3 ต.ค.2562 ข้อหา “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนสถานที่บูชาสาธารณะโ ดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์นั้น โดยเข้าช่องทางที่ไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า หรือรับของโจร”

         ซึ่งก่อนจับกุมผู้ต้องหารายนี้​ สืบเนื่องมาจากสื่อโซเชี่ยลต่างๆ​ ได้ลงข่าว “โจรใจบาปสวมรอยเป็นนักท่องเที่ยว งัดตู้บริจาควัดดัง จ.น่าน นั้น อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4.บก.ป. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน ที่นับถือศรัทธรา วัดพระธาตุเบ็งสกัด ต.วรนคร อ.ปัว จ.น่าน ว่ามีมิจฉาชีพงัดตู้เงินบริจาคที่อยู่ภายในวัด ขอให้ช่วยติดตามจับกุมคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีการสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหารายนี้เป็นคนสัญชาติพม่า เชื้อสายมอญ ซึ่งจากการสืบสวนจากกล้องวงจรปิดจับภาพของผู้ต้องหาขณะก่อเหตุได้อย่างชัดเจน จนกระทั่งพนักงานสอบสวน สภ.ปัว ได้ขออนุมัติขอหมายจับศาลจังหวัดน่าน นำตัวมาดำเนินคดี

          ภายหลังที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4. บก.ป. ได้รับเรื่องดังกล่าว จึงได้สืบสวนมาตลอดจนพบว่า นายมอญฯ​ หรือแง่ ผู้ต้องหารายนี้มีภูมิลำเนาอยู่ทางฝั่งมอญ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หลังจากก่อเหตุแล้วได้มาหลบซ่อนตัวอยู่ที่แคมป์ที่พักคนงาน ในหมู่บ้านลลิลพร็อพเพอตี้ ถ.บางปลาย ต.ท่าทราย อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร จึงวางกำลังเข้าตรวจสอบและจับกุมผู้ต้องหารายนี้ได้

         ภายหลังจับกุมนายมอญหรือแง่ ให้การรับกับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมว่า หลังที่ตนออกจากเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี ข้อหารับของโจร เมื่อปี พ.ศ.2553 ก็ได้มารับจ้างลงเรือลากปลา ที่มหาชัย และพักอาศัยอยู่แคมป์คนงานในมหาชัย ระหว่างนั้นตนได้จีบสาวทางเฟสบุค และนัดเจอกันที่ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน เมื่อตนไปถึงตามที่นัดหมายสาวกลับโทรติดต่อไม่ได้ ปล่อยให้ตนอยู่คนเดียว ตนจึงเดินทางเร่ร่อนไปหาที่พักอาศัยตามที่ต่างๆจน กระทั่งได้มาพักที่วัดพระธาตุเบ็งสกัด จ.น่าน ประกอบกับขณะนั้นตนไม่มีเงิน เมื่อเห็นเงินในตู้บริจาคจึงได้ลงมืองัดเอาเงินเป็นค่ารถกลับไ้ด้มาครั้งนั้นประมาณ 7,000 บาท และหนีกลับมาที่มหาชัย นายมอญหรือแง่ ยังรับกับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมอีกว่า ระหว่างนั้นตนเห็นว่าเงินที่งัดเอามาจากวัดพระธาตุเบ็งสกัด ได้มาง่าย ตนจึงออกตะเวนงัดตู้เงินบริจาคตามวัดต่างๆ ใน อ.มหาชัย, จ.นนทบุรี และ จ.นครปฐม เรื่อยไปได้วัดละ 4,000-5,000 บาท ซึ่งเงินที่ได้มาก็เอาไปใช้จ่ายช่วงออกพรรษา และเที่ยวเตร็ดเตร่ ล่าสุดได้เข้าไปงัดตู้บริจาคเงินแถว อ.มหาชัย วัดดอนไก่ดี ได้เงินมาประมาณ 4,000 บาท ก่อนที่จะมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง​
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“กนกวรรณ” ควง “ศุภชัย” ลงพื้นที่ ดูสถานการณ์แล้ง ของน้ำโขง นครพนม เตรียมดันเป็นวาระรัฐบาลเสนอ ในเวทีสุดยอดอาเซียน

“กนกวรรณ” ควง “ศุภชัย” ลงพื้นที่ดูสถานการณ์แล้งของน้ำโขง นครพนม เตรียมดันเป็นวาระรัฐบาลเสนอในเวทีสุดยอดอาเซียน

         วันที่​ 30​ ตุลาคม 2562 เวลา 15.00​ น.​ ณ​ บริเวณศาลาท่าน้ำ แสงสิงแก้ว พ.ศ.2561 อำเภอเมือง จ.นครพนม​ : ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่ 2, นายรังสรรค์ คัมภิรานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม, หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนผู้บริหาร ศธ. และคณะ ลงพื้นที่ติดตามดูสถานการณ์แม่น้ำโขง​ ซึ่งลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง วิกฤติสุดในรอบ 10 ปี ต่ำกว่า 2 เมตร เพื่อเตรียมผลักดันเป็นวาระรัฐบาลเสนอในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 (ASEAN Summit) ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-4 พฤศจิกายน 2562 ณ ประเทศไทย

         ดร.กนกวรรณฯ เปิดเผยว่า “วันนี้ ลงพื้นที่ติดตามงานตามนโยบายการศึกษาของหน่วยงานในการกำกับดูแล จึงถือโอกาสมาดูสภาพจริงของแม่น้ำโขง ที่ลดระดับเข้าขั้นวิกฤตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งยังได้รับฟังปัญหาและผลกระทบจากผู้เกี่ยวข้องในจังหวัด ซึ่งพบว่า ปัญหาภัยแล้งเริ่มขยายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะน้ำโขงลดระดับลงอย่างรวดเร็วทำให้แม่น้ำโขงบางจุดปริมาณลดลงจนเห็นสันทรายเป็นแนวยาว และพื้นที่ริมฝั่งยังคงตื้นเขินจนเห็นเนินทราย ทำให้ดินตลิ่งพังหลายจุด อีกทั้งน้ำสาขาแห้งปริมาณเก็บกักต่ำเพียง 10-20​ % ของความจุ ด้วย

         ทั้งนี้ได้มอบหมายให้จังหวัดนครพนมรวบรวมข้อมูลสภาพปัญหา และผลกระทบที่เกิดกับประชาชนในทุกมิติ เสนอเป็นวาระหารือในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำเสนอในที่ประชุมสุดยอดอาเซียนในนามรัฐบาลไทยต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กอง​ปราบ​ฯ​ จับแล้ว​ “ไอ้เอ็ม” มือฆ่า เศรษฐีนีเชียงใหม่

https://youtu.be/Cf2XOOmWkZk

          จากกรณีที่พบศพ น.ส.วรรณี จิระเจริญยิ่ง อายุ 58 ปี เศรษฐินีนักปฏิบัติธรรม ถูกฆ่าศพยัดตู้เย็นแล้วโบกปูน สภาพถูกมัดมือมัดขาในท่านั่งคุดคู้ ภายในตึกแถวเลขที่ 90/3 หมู่ 3 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 27 ต.ค.62​ ที่ผ่านมา เบื้องต้นคาดเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์​ ต่อมาเจ้าหน้าที่​ตำรวจ สภ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ออกหมายจับนายวิฑูรย์ ศรีตะบุตร์ หรือเอ็ม หรือตั้ม อายุ 39 ปี ในข้อหาชิงทรัพย์ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และรับของโจร ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

         ความคืบหน้ากรณีดังกล่าวล่าสุด เมื่อ​14.00 น.ของวันที่​ 31​ ต.ค.62​ พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป. พร้อมด้วย​ พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สว.กก.4 บก.ป., ร.ต.อ.พร้อมพล นิตย์วิบูลย์ รองสว.กก.4 บก.ป., ด.ต.นิติธร ประชันกาญจนา ผบ.หมู่ กก.4 บก.ป. สามารถติดตามจับกุมตัวนายวิฑูรย์ ศรีตะบุตร์ หรือเอ็ม หรือตั้ม อายุ 39 ปี

         ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดฮอด ที่ จ..41/2562 ลงวันที่ 28 ต.ค.62 ข้อหาชิงทรัพย์ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และรับของโจร โดยสามารถจับกุมตัวนายวิฑูรย์ฯ ได้ ที่ริมถนนสาย 1072 ต.หนองกระโดน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ขณะกำลังขับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ รุ่นฟอนซ่า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ไปตามเส้นทางดังกล่าวเพื่อหลบหนี ทั้งนี้ขณะจับกุมผู้ต้องหาพยายามที่หลบหนี ทางเจ้าหน้าที่จึงได้กระจายกำลังดักสกัดจับกุมได้แต่โดยดี

         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า​ สำหรับการจับกุมครั้งนี้ ก่อนหน้านี้ชุดสืบสวนกองปราบปราม​ สืบทราบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ในเขตพื้นที่ จ.กาญจนบุรี จึงได้รายงานไปยัง พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. กระทั่งมีการสั่งการให้ พ.ต.อ.แมนฯ และ พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ฯ นำกำลังลงพื้นที่จึงตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาได้นำเงินสดจำนวน 1.6 แสนบาท ไปซื้อรถ จยย. คันดังกล่าว ที่ร้านฮอนด้าสนามจันทร์ ในเขตพื้นที่ อ.สนามจันทร์ จ.นครปฐม เพื่อที่จะได้ใช้ในการหลบหนี ล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา ชุดสืบสวนแกะรอย พบว่าผู้ต้องหาได้ขับมุ่งหน้าไปยัง อ.เมือง ก่อนจะไปยัง อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี จากนั้นจึงได้ใช้เส้นทาง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณ บุรี มุ่งเข้าสู่พื้นที่ จ.ชัยนาท และตัดเข้า จ.นครสวรรค์ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงเร่งไล่ติดตามจนกระทั่งมาพบตัวและสามารถจับกุมตัวได้ดังกล่าว​ โดยตรวจค้นทรัพย์สิน​ที่ติดตัวมา พบว่ามีเงินสดติดตัว​ 1​ ล้านกว่าบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างหลบหนี

          โดย พล.ต.ต.จิรภพฯ กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับการรายงานจากเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.4 บก.ป. ว่าได้ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมตัวคนร้ายรายดังกล่าวได้ในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ ซึ่งตนได้รายงานให้​ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ให้ทราบ โดยขั้นตอนจากนี้จะนำตัวนายเอ็มไปแถลงข่าวที่ตำรวจภูธรภาค 5 ต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง​
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สนง.ตำรวจแห่งชาติ – รับสมัครและสอบแข่งขันบุคคลภายนอก(เพศชาย) จำนวน 6,400 อัตรา เพื่อบรรจุเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ(นสต.)

         สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์ การรับสมัครและสอบแข่งขันบุคคลภายนอก(เพศชาย) ผู้มีวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) หรือเทียบเท่า โดยต้องสำเร็จการศึกษาภายในวันปิดรับสมัครและคุณวุฒิการศึกษานั้น ต้องเป็นคุณวุฒิการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการ หรือสำนักงานข้าราชการพลเรือนได้รับรองประจำปี 2562 จำนวน 6,400 อัตรา เพื่อบรรจุเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ(นสต.) ในหน่วยงานต่างๆทั่วประเทศซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. นักเรียนนายสิบตำรวจ สังกัดหน่วยงานกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 1,000 อัตรา คุณสมบัติของผู้สมัครบุคคลภายนอก (เพศชาย) วุฒิการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) หรือเทียบเท่าอายุไม่ต่ำกว่า18 ปีบริบูรณ์และไม่เกิน27 ปีบริบูรณ์, เป็นผู้มีภูมิลำเนาใน 14 จังหวัดภาคใต้ นับถึงวันปิดรับสมัครจำนวน 700 อัตรา และผู้มีภูมิลำเนาในพื้นที่อื่น จำนวน 300 อัตรา

2. นักเรียนนายสิบตำรวจ(รองรับภารกิจรักษาความปลอดภัย) สังกัดหน่วยงานกองบัญชาการตำรวจนครบาลและสังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 จำนวน 4,500 อัตรา ดังนี้

สังกัดจำนวน(อัตรา)
กองบัญชาการตำรวจนครบาล650
ตำรวจภูธรภาค 1450
ตำรวจภูธรภาค ๒400
ตำรวจภูธรภาค 3400
ตำรวจภูธรภาค 4600
ตำรวจภูธรภาค 5400
ตำรวจภูธรภาค 6450
ตำรวจภูธรภาค 7400
ตำรวจภูธรภาค 8400
ตำรวจภูธรภาค 9350
รวมทั้งสิ้น4,500

คุณสมบัติของผู้สมัครบุคคลภายนอก(เพศชาย) วุฒิการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) หรือเทียบเท่าอายุไม่ต่ำกว่า18 ปีบริบูรณ์และไม่เกิน27 ปีบริบูรณ์

2. นักเรียนนายสิบตำรวจ(รองรับภารกิจด้านป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม) สังกัดหน่วยงานกองกำกับการสืบสวนคดีเทคโนโลยีกองบัญชาการตำรวจนครบาลและสังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 จำนวน 900 อัตรา ดังนี้

สังกัดจำนวน(อัตรา)
กองบัญชาการตำรวจนครบาล99
ตำรวจภูธรภาค 194
ตำรวจภูธรภาค ๒85
ตำรวจภูธรภาค 385
ตำรวจภูธรภาค 4121
ตำรวจภูธรภาค 585
ตำรวจภูธรภาค 694
ตำรวจภูธรภาค 785
ตำรวจภูธรภาค 876
ตำรวจภูธรภาค 976
รวมทั้งสิ้น900

คุณสมบัติของผู้สมัครบุคคลภายนอก(เพศชาย) วุฒิการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) หรือเทียบเท่าอายุไม่ต่ำกว่า18 ปีบริบูรณ์และไม่เกิน27 ปีบริบูรณ์

  • กำหนดเปิดรับสมัครทางอินเตอร์เน็ต ในระหว่าง วันที่ 30 ตุลาคม ถึง 6 พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ผ่านทางเว็บไซต์ www.policeadmission.org เท่านั้น
  • สอบข้อเขียนในวันที่ 10 ธันวาคม 2562
  • ประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในวันที่ 27 มกราคม 2563
  • สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.policeadmission.org หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมมายังกองการสอบกองบัญชาการศึกษาเลขที่100 ถนนวิภาวดีรังสิตแขวงลาดยาวเขตจตุจักรกรุงเทพมหานคร 10900 หมายเลขโทรศัพท์ 0 2941 3162, 0 2941 2698 และ0 2941 1928

         ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์ว่าการสอบแข่งขันเข้ารับราชการตำรวจ นั้นเป็นไปภายใต้หลักสุจริตโปร่งใสและเป็นธรรมดำเนินการคัดเลือกในรูปแบบคณะกรรมการทุกขั้นตอนและกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตไว้อย่างรอบคอบรัดกุม จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนมายังผู้ที่สนใจสมัครเข้าสอบคัดเลือกทุกท่าน อย่าหลงเชื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลผู้เรียกรับผลประโยชน์ โดยแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้สอบเป็นข้าราช การตำรวจได้ ตลอดจนขบวนการชักชวนให้กระทำการทุจริตในขั้นตอนต่างๆ เพราะผู้สมัครจะถูกตัดสิทธิในการสอบคัดเลือกและถูกดำเนินคดีในความผิดตามกฎหมายอาญา ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดมาตรการป้องกันและการตรวจสอบที่เข้มงวด รวมทั้งมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดแก่ผู้กระทำความผิดทุกราย

หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นความผิดในลักษณะดังกล่าวสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่

  1. พลตำรวจตรีอนุศักดิ์โกมลศาสตร์รองผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติปฏิบัติราชการกองบัญชาการศึกษาหมายเลขโทรศัพท์08 1376 9646
  2. พลตำรวจตรีหญิงสมศรี วุฒิเจริญกิจผู้บังคับการกองการสอบกองบัญชาการศึกษา
  3. หมายเลขโทรศัพท์09 3465 1000
  4. ตำรวจภูธรภาค1  หมายเลขโทรศัพท์0 3622 5225
  5. ตำรวจภูธรภาค2  หมายเลขโทรศัพท์0 3827 8201
  6. ตำรวจภูธรภาค3  หมายเลขโทรศัพท์0 4437 1389
  7. ตำรวจภูธรภาค4  หมายเลขโทรศัพท์0 4346 5739
  8. ตำรวจภูธรภาค5  หมายเลขโทรศัพท์0 5482 9882
  9. ตำรวจภูธรภาค6  หมายเลขโทรศัพท์0 5622 2251
  10. ตำรวจภูธรภาค7  หมายเลขโทรศัพท์0 3425 4312
  11. ตำรวจภูธรภาค8  หมายเลขโทรศัพท์0 7740 5423
  12. ตำรวจภูธรภาค9  หมายเลขโทรศัพท์0 7321 2870
  13. กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนหมายเลขโทรศัพท์0 2279 9520-34 ต่อ51113 หรือ08 9689 8208

ขอบคุณเรื่องแนะนำจาก กองสารนิเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ