กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แถลงข่าว เหตุรุนแรงในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี

          เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 62 เวลา 13.30 น. ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองทัพภาค 4 พร้อมด้วย พันเอกเกียรติศักดิ์ ณีวงษ์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และพันเอกวัชรกร อ้นเงิน รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ จ.ปัตตานี เมื่อคืนวันที่ 31 ตุลาคม 2652 ที่ผ่านมา

          พันเอกวัชรกร อ้นเงิน รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า สำหรับกรณีเหตุคนร้ายปล้นรถยนต์กระบะ ยี่ห้อฟอร์ด 4 ประตูจาก อบต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี เพื่อนำไปก่อเหตุระเบิดบริเวณหน้า สภ.ไม้แก่น (หลังเก่า) ม.4.ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 62 เวลาประมาณ 22.10 น. ในเบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และทรัพย์สินของทางราชการไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 62 เวลาประมาณ 18.00 น. คนร้ายจำนวน 3 คน ใช้รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ 110 สีดำ เป็นพาหนะ ปิดบังใบหน้า ใช้อาวุธปืนพกสั้นจี้และมัดมือ นายนิเฮง ยานยา จนท.รักษาความปลอดภัย อบต.น้ำดำ พร้อมทั้งบังคับขึ้นรถยนต์กระบะยี่ห้อฟอร์ด รุ่น เรนเจอร์ สีเขียว ทะเบียน กข-5146 ปัตตานี ซึ่งเป็นรถยนต์ทางราชการของ อบต.น้ำดำ และได้นำตัว นายนิเฮงฯ ไปทิ้งไว้บริเวณป่ามะพร้าวข้างกุโบร์ ม.2 บ้านน้ำดำ ซึ่งหากจากที่เกิดเหตุประมาณ 1.3 ก.ม. แล้วขับรถยนต์คันดังกล่าวหลบหนีไป พร้อมกำชับว่าไม่ถึง 2.ทุ่มห้ามกลับ เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง นายนิเฮงฯ จึงได้เดินเท้าไปขอความช่วยเหลือจาก นายซาการียา อาแว กำนัน ต.น้ำดำ เพื่อติดตามคนร้ายที่ปล้นรถยนต์ของ อบต.น้ำดำต่อไป ต่อมา เมื่อเวลาประมาณ 22.10.น..คนร้ายได้นำรถยนต์กระบะคันดังกล่าวประกอบติดตั้งระเบิด (คาร์บอม) โดยนำไปจอดไว้บริเวณกำแพงด้านหน้า สภ.ไม้แก่น (หลังเก่า) ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นที่พักของ จนท. ตำรวจและครอบครัว สภ.ไม้แก่น โดยแรงระเบิดทำให้กำแพง และรถยนต์ของ จนท.ตำรวจ และประชาชนที่พักอาศัยในพื้นที่ใกล้เคียงได้รับความเสียหายบางส่วน เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

          พันเอกวัชรกร อ้นเงิน รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ EOD.และ พิสูจน์หลักฐาน ร่วมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบในพื้นที่ เพื่อค้นหาหลักฐาน และตรวจสอบวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบระเบิดบรรจุในถังแก๊สไม่ทราบขนาด และพบขวดพลาสติกคาดว่าบรรจุน้ำมัน ยังไม่พบตัวจุดชนวน ซึ่งระเบิดค่อนข้างจะทำงานได้สมบูรณ์ โดยจากการตรวจสอบเหตุการณ์จากกล้องวงจรปิดในพื้นที่พบพฤติกรรมของคนร้าย ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันที่ 1 เป็นรถนำ ตามด้วยด้วยรถคันที่ 2 เป็นรถยนต์กระบะที่ใช้ในการก่อเหตุ และตามด้วยรถคันที่ 3 เป็นรถจักรยานยนต์ที่ใช้รับคนร้ายที่ก่อเหตุระเบิดเพื่อหลบหนี

          ด้าน พ.อ.เกียรติศักดิ์ ณีวงษ์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบอีกเหตุการณ์ว่า เมื่อ 31 ต.ค.62 เวลา 22.15 น. ในพื้นที่ ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี คนร้ายประมาณ 6-7 คน ใช้รถยนต์กระบะ จำนวน 2 คัน ขับมาจากทาง จว.ยะลา เมื่อก่อนถึงจุดตรวจ ชคต.เขาตูม ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี กลุ่มคนร้ายได้ปิดไฟหน้ารถ และได้ใช้อาวุธปืน ขนาด 5.56 มม. (ทราบจากปลอกกระสุนที่ตกบนถนน) ยิงใส่ ฐาน ชคต.เขาตูม จำนวน 1 ชุด ประมาณ 20-30 นัด จากนั้นกำลังพลที่รักษาการณ์ บนหอสูงได้ทำการยิงตอบโต้ คาดว่ามี ผกร. ได้รับบาดเจ็บ จากนั้นทั้ง 2 คันได้ขับหลบหนีไปตาม ทางหลวง 410 มุ่งหน้าไปทาง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี หน่วยได้วิทยุถึงด่านที่ ต.เมาะมาวี ซึ่งเป็นด่านที่ใกล้ที่สุด ห่างจากที่เกิดเหตุ ประมาณ 1 กิโลเมตร แต่ไม่พบรถต้องสงสัยผ่านไป แต่อย่างใด จึงคาดว่าคนร้ายได้ใช้เส้นทางรองในการหลบหนี ส่วนเจ้าหน้าที่ทั้งหมดปลอดภัย

          “ต่อมา เวลา 22.50 น. ได้รับแจ้งจาก จนท.ตร.สภ.บ้านสโร่ง ว่ามี ประชาชน ถูกยิงได้รับบาดเจ็บและพยายามจะให้ จนท.พยาบาล รพ.สต.โสร่ง รักษา แต่ จนท.ตำรวจ ทราบข่าว จึงควบคุมตัวไปที่ รพ.ศูนย์ยะลา จากนั้นได้สอบถาม เพื่อนผู้บาดเจ็บทราบว่า ผู้บาดเจ็บ ได้โทรหาและบอกให้ออกมาพบที่สี่แยกไฟแดงตลาดมะพร้าว แต่ไม่ทราบว่านายบารี ยี ถูกยิงเพราะสาเหตุใด ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คาดว่านายบารี ยี อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ยิงก่อกวน. ชคต. เขาตูม เนื่องจากพฤติการณ์สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” พ.อ.เกียรติศักดิ์ ณีวงษ์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าว

          ส่วนทางด้าน พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กองทัพภาค 4 กล่าวว่า เมื่อเวลา 2210 ที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ชป.จรยุทธ์ ของ กรม ทพ. 44 ได้ทำการ ลาดตระเวนเส้นทางถนน ต.ปะเสยะวอ – ต.บางเก่า ตามภาพข่าวที่ปรากฏว่ากลุ่ม ผกร.จะก่อเหตุลอบวางระเบิดยานพาหนะ จนท.รัฐ ซึ่งในระหว่าง ลาดตระเวนเส้นทางดังกล่าว ได้ตรวจพบสิ่งผิดปกติ เป็นตะกร้า ใส่ผลไม้มีตาข่ายปิดบังอำพรางไว้ จึงได้ปิดกั้นพื้นที่ และประสานให้ จนท.เก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้ามาตรวจสอบ พบว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องแบบถังแก๊สปิคนิค น้ำหนักประมาณ 20 – 25 กก. จุดชนวนด้วยระบบวิทยุสื่อสาร บรรจุอยู่ในกล่องพลาสติกพร้อมวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการจุดชนวนระเบิด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บกู้และนำไปตรวจพิสูจน์ ต่อไป

          “และเหตุการณ์ต่อมา เมื่อ 31 ต.ค. 62 เวลา 22.15 น. ชป.พิเศษ ฉก.ทพ.44 ทำการตั้งจุดตรวจ ตามภาพข่าวที่ปรากฏ ได้มีบุคคลชายต้องสงสัย จำนวน 2 คน แต่งกายใช้ผ้าปิดบังอำพรางใบหน้า ขับขี่รถ จยย. ไม่ทราบยี่ห้อและไม่ทราบหมายเลขแผ่นป้ายทะเบียน ขับขี่มายังด่านตรวจท่าทางมีพิรุธ จนท. จึงทำการเรียกตรวจสอบ แต่บุคคลชายต้องสงสัยทั้ง 2 คน ได้กลับรถเพื่อทำการหลบหนี ด่านตรวจของ จนท. พร้อมทั้งได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ จนท. จึงเกิดการปะทะกันขึ้น และ จนท. ได้ใช้อาวุธปืนประจำกายทำการยิงตอบโต้ พร้อมทั้งใช้รถ จยย. ไล่ติดตามกลุ่มชายต้องสงสัย โดยกลุ่มชายต้องสงสัยได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ จนท. อีกครั้ง จึงเป็นเหตุให้มีการปะทะเป็นระลอก สุดท้ายรถชายต้องสงสัยล้มลงข้างทางและชายต้องสงสัยได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ จนท.ที่ไล่ติดตาม เกิดการปะทะกัน ประมาณ 5 นาที เสียงปืนสงบลง จนท.ได้เข้าตรวจสอบพบผู้ต้องสงสัยเสียในที่เกิดเหตุ จำนวน 2 ราย จากการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ พบอาวุธปืนพก ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก ยี่ห้อ บาเร็ตต้า รุ่น 92.FS.(ลบหมายเลขทะเบียน) ปลอกกระสุนจำนวนหนึ่ง แม็กกาซีน จำนวน 1 แม็ก ซองปืนพก จำนวน 1 อัน และรถ จยย.ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่นเวฟ 125 สีดำ หมายเลขทะเบียน กรท 316 ยะลา ตรวจสอบแล้ว เป็นของ นางพาตีน๊ะ ลาเต๊ะ ที่อยู่ ต.ละแอ อ.ยะหา จว.ย.ล. โดยรถอยู่ระหว่างการแจ้งหาย” พันเอกปราโมทย์ กล่าว

           โฆษก กองทัพภาค 4 ยังกล่าวอีกว่า สำหรับลักษณะการแต่งกายของคนร้าย พบว่าคนขับขี่รถ จยย. สวมใส่เสื้อแขนยาวสีดำทับเสื้อกีฬา สวมกางเกงขายาวสีน้ำตาลเข้ม สวมถุงมือไหมพรหมสีแดงทั้ง 2 ข้าง และใช้ผ้าปิดปาก พร้อมทั้งใช้ผ้าคลุมศีรษะปิดบังอำพราง ทราบชื่อภายหลัง คือ นายอัมรัน บือราเฮง เป็นสมาชิกแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ ส่วนคนซ้อนท้าย สวมใส่เสื้อแขนยาวสีม่วงทับเสื้อกีฬาสีน้ำเงิน ใส่ถุงมือยางที่มือซ้าย พร้อมทั้งใช้ผ้าคลุมศีรษะปิดบังอำพราง ตรวจสอบ ทราบชื่อภายหลัง นายลุกมาน สาและ เป็น สมาชิกกลุ่ม ผกร.ระดับปฏิบัติการ ซึ่งจากพฤติกรรมของคนร้ายที่ตรวจพบ โดยหนึ่งในนั้น ได้เคยถูกเชิญตัวไปให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่รัฐที่ศูนย์ซักถามมาแล้ว แต่เนื่องจากได้ให้การปฏิเสธ และเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีหลักฐานเพียงพอในขณะนั้น จึงได้ทำการปล่อยตัวไปทั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ได้ใช้อำนาจตามขอบเขตที่มีอยู่อย่างจำกัดเท่านั้น ในการค้นหาความจริงจากผู้ถูกเชิญตัวด้วยการซักถาม รวมทั้งดูแลความเป็นอยู่ในระหว่างถูกเชิญตัว ภายใต้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยที่ผ่านมา ยังมีอีกหลายกรณีที่ผู้ก่อเหตุที่ผ่านการซักถามแล้ว ยังได้ออกไปก่อเหตุการณ์ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน และสร้างความเสียหายให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งภายหลังเกิดเหตุการณ์ พล.ท. พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4/ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจประจำพื้นที่ เร่งเข้าคลี่คลายสถานการณ์ ตรวจสอบที่เกิดเหตุ รวบรวมวัตถุพยาน เพื่อตรวจหาความเชื่อมโยงของอาวุธที่กลุ่มคนร้ายใช้ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมทั้งให้หน่วยในพื้นที่ เร่งเข้าทำความเข้าใจกับประชาชนรวมทั้งญาติผู้เสียชีวิต เพื่อหาทางช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมต่อไป

ขอบคุณข้อมูล : 77kaoded

มาเลเซียและไทย – ร่วมแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ โดยสันติวิธี

          วันนี้ (2 พ.ย.62) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หารือทวิภาคีกับ ตุน ดร. มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง

          ศาตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

          พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยินดีกับความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ใกล้ชิดในทุกมิติ และจากการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มีผลการหารือที่นำไปสู่ความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรมหลายประการ พร้อมขอบคุณมาเลเซียที่สนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของไทย

          นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวยินดีกับความสำเร็จการเป็นประธานอาเซียนของไทย ทั้งนี้ ไทยและมาเลเซียในฐานะสมาชิกอาเซียนต่างมีพัฒนาการความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง และร่วมสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยอาเซียนเป็นการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคที่มีพัฒนาการและการเติบโตไปด้วยกัน

          นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย กล่าวขอบคุณรัฐบาลมาเลเซียที่ได้เชิญหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนใต้ไปพบปะหารือ และสนับสนุนความพยายามของไทยในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้โดยสันติวิธี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้กล่าวย้ำถึงการสนับสนุนการแก้ปัญหาของไทยและเห็นพ้องว่าแบ่งแยกดินแดนจะต้องไม่เกิดขึ้นหรือแบ่งแยกได้

          ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานชายแดน พร้อมผลักดันการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการขนส่งสินค้าทางถนนข้าม พรมแดนได้ในเร็ววัน ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าอย่างไร้รอยต่อระหว่าง กรุงเทพฯ ถึงท่าเรือปีนัง ยะโฮร์บารู และต่อไปยังสิงคโปร์ รวมทั้ง ถนนเชื่อมด่านฯที่จะเร่งดำเนินการเพื่อก่อสร้างถนนได้ ในโอกาสอันใกล้ หากทั้งสองฝ่ายเร่งหาข้อสรุปโดยนายกรัฐมนตรีหวังว่า มาเลเซียจะสนับสนุนการนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนในภาคใต้ของไทย และเป็นปัจจัยสนับสนุนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ของไทยในมิติด้านเศรษฐกิจอีกด้วย

          ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องในการร่วมมือแก้ปัญหาการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมายตามแนวชายแดน และปัญหาการจัดเก็บภาษี เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ #จังหวัดชายแดนใต้ #ASEAN #ASEANThailand #ASEAN2019 #StrongerTogether #ผู้นำอาเซียน #การประขุมสุดยอดอาเซียน #กระทรวงการต่างประเทศ

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ

สำนักข่าวความมั่นคง

“รู้จักกับการฝึกทหารใหม่”

  • เค้าฝึกอะไรกันบ้าง
  • นานแค่ไหน
  • ฝึกอย่างไร
  • ทำอะไรบ้าง
  • สวัสดิการเป็นอย่างไร
  • จะต่อยอดการเป็นทหารได้ไหม

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมันคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ

สำนักข่าวความมั่นคง

ศักดิ์ศรี ของ ทหาร – พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

๑.ทหาร คือ ผู้ที่ได้รับเกียรติอย่างสูงสุด จากประชาชนทั้งชาติ ให้เป็นสุภาพบุรุษ ถืออาวุธเพื่อป้องกันประเทศ
๒.ทหาร คือ ผู้เสียสละ ประโยชน์สุขส่วนตัว เพื่อความผาสุข ของประชาชน และความอยู่รอดของชาติ
๓.ทหาร คือ ผู้ที่รักและบูชาเกียรติยศ มากกว่าเงิน

#พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ

สำนักข่าวความมั่นคง

ทัพภาค 4 สั่งพักราชการ ทหาร มทบ.42เหตุยิงพ่อค้าหัวปลา สงขลา เสียชีวิต

จากกรณี จ.ส.อ.ทรงวุฒิ  บุญรัตน์ นายสิบฝ่ายสรรพาวุธแผนกสรรพาวุธ มณฑลทหารบกที่ 42 ได้ปรากฏภาพผ่านสื่อออนไลน์ เกี่ยวข้องกรณีพ่อค้าหัวปลาถูกยิงเสียชีวิตคารถกระบะ บนถนนในพื้นที่ ต.คูเต่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 62 ดังที่ปรากฎเป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมานั้น

          ล่าสุดเมื่อ 2 พ.ย. 62 ทางทีมโฆษกกองทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า ภายหลังทราบเหตุ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้หน่วยต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยความโปร่งใส เเละพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และภายหลังได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง เพื่อดำเนินการทางวินัยทหารตามลักษณะฐานความผิด ยืนยันว่าทางกองทัพยินดีให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยจะไม่มีการปกป้องอย่างเด็ดขาด

          โดยเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 62 เจ้าหน้าที่สารวัตรทหาร มณฑลทหารบกที่ 42 ได้ควบคุมตัวกำลังพลดังกล่าวส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คูเต่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาโดยมีนายทหารสารวัตรสืบสวนสอบสวน มณฑลทหารบกที่ 42 ร่วมรับฟังการสอบสวนด้วยโดยในเบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่มีเหตุอันจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ปัจจุบันได้ส่งตัวฝากขังที่เรือนจำกลางจังหวัดสงขลาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายสำหรับการดำเนินการทางวินัย มณทลทหารบกที่42ในฐานะหน่วยต้นสังกัดได้มีคำสั่งพักราชการตั้งแต่ 1พฤศจิกายน 2562ที่ผ่านมา และหากคดีถึงที่สุดและมีความผิดตามข้อกล่าวหาก็จะรายงานปลดออกจากราชการต่อไป

          ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 4 ได้มีนโยบายกวดขันวินัยกำลังพลมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความรักความสามัคคีภายในกรมกองและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน และหากมีการตรวจพบการกระทำความผิดก็จะมีมาตรการลงโทษทั้งทางวินัยและอาญาทหารขั้นเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น จึงขอให้สังคมได้มีความมั่นใจว่ากองทัพจะไม่ปกป้องผู้กระทำความผิดในทุก ๆกรณี และหากพบเห็นเจ้าหน้าที่ทหารกระทำความผิดหรือสร้างความเดือดร้อน ขอให้แจ้งหน่วยต้นสังกัดทราบ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน และพิจารณาลงทัณฑ์ตามความเหมาะสมต่อไป

////////////////////

ขอบคุณข้อมูล : spmcnews

รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธาน ในพิธีถวายผ้าไตรกฐินพระราชทาน ณ วัดสิริปุณณาราม จังหวัดยะลา

รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานในพิธีถวายผ้าไตรกฐินพระราชทาน ณ วัดสิริปุณณาราม จังหวัดยะลา

         วันนี้ (2 พฤศจิกายน 2562) เวลา 13.00 น. ณ วัดสิริปุณณาราม หมู่ที่ 4 บ้านทำเนียบ ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา พลตรี เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานในพิธีถวายผ้าไตรกฐินพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ขอรับพระราชทานผ่านราชเลขานุการในพระองค์ เพื่อนำมาทอดถวายแด่พระสงฆ์ ที่จำพรรษาครบถ้วนไตรมาส ณ วัดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เป็นไปตามพุทธประเพณี และข้อบัญญัติของพระธรรมวินัย อีกทั้ง ยังเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่พุทธศาสนิกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

         โดยมีผู้แทนจากศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ คณะที่ 1, สำ นักงานจังหวัดยะลา, หน่วยเฉพาะกิจยะลา, หน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 12 , ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเมืองยะลา, ส่วนราชการ, ภาครัฐ, ภาคเอกชน และประชาชนชาวจังหวัดยะลาและพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก โดยปัจจัยที่ได้จากบริวารกฐินในครั้งนี้ มียอดรวมในขั้นต้น 582,928 บาท ซึ่งทางวัดสิริปุณณารามจะได้นำไปใช้ในการทำนุบำรุงบูรณะอารามต่อไป

          วัดสิริปุณณาราม เดิมเรียกกันว่าวัดลำพะยา สร้างเมื่อ พ.ศ 2415 ต่อมา พ.ศ 2468 พระสิริสารโสภณได้พัฒนาวัสดุสร้างเสนาสนะถาวรต่างๆขึ้นในวัดจนเป็นหลักฐานมั่นคง จึงได้เปลี่ยนนามเป็น วัดสิริบูรณาราม ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ในด้านการศึกษา ทางวัดเปิดสอนพระปริยัติธรรมโดยได้สร้างอาคารเรียนขึ้นเมื่อ พ.ศ 2492 นอกจากนั้นยังสนับสนุนการศึกษาของชาติไทยให้โรงเรียนวัดลำพะยาชื่อว่า “มิ่งชูชาติ ขวัญราษฎร์นารี” ตั้งอยู่ในที่ดินวัดอีกด้วย ปัจจุบันมีพระสิริปัญญาคุณ เป็นรักษาการเจ้าอาวาส

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ / issoc4news.blogspot

สำนักข่าวความมั่นคง

อาเซียน – สหรัฐฯ ร่วมสนับสนุนสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

          วันนี้ (วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562) เวลา 10.30 น. ณ ห้อง Sapphire 203 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียน และนายโรเบิร์ต ซี. โอไบรอัน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 7 ภายหลังเสร็จสิ้น ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญ ดังนี้การประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 7 มีขึ้นเพื่อทบทวนความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน-สหรัฐฯ ในมิติการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมและวัฒนธรรมในรอบปีที่ผ่านมา รวมทั้งเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐฯ ในอนาคต และแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ

          โดยมีผู้แทนจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน และนายโรเบิร์ต ซี. โอไบรอัน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมประชุมนายกรัฐมนตรีกล่าวให้การต้อนรับนายโรเบิร์ต ซี. โอไบรอัน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ในฐานะประธานอาเซียน ชื่นชมบทบาทที่แข็งขันของสหรัฐฯ ในการสนับสนุนสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคซึ่งช่วยให้อาเซียนได้พัฒนาเป็นประชาคมที่มีพลวัตและความเจริญรุ่งเรือง และขอบคุณที่สหรัฐฯ สนับสนุนความเป็นแกนกลางของอาเซียนผ่านกลไกสำคัญรวมไปถึง กรอบการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (อีเอเอส) เออาร์เอฟ และเอดีเอ็มเอ็มพลัส และในปีนี้ อาเซียนและสหรัฐฯ ได้ร่วมกันจัดการฝึกร่วมทางทะเล เป็นครั้งแรก เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาสหรัฐฯ ยังมีบทบาทสนับสนุนมุมมองของอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อาทิ โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงาน รวมถึงการมีบทบาทของนักลงทุนสหรัฐฯ ที่เป็นกำลังขับเคลื่อนสำคัญต่อการเจริญเติบโตในภูมิภาคที่ครอบคลุมและยั่งยืน

          ในการนี้ ผมยินดีที่ภาคเอกชนไทยและสหรัฐฯ ร่วมกันริเริ่มจัดการประชุม Indo-Pacific Business Forum ครั้งที่ 2 ที่ประเทศไทย ในวันนี้ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าการประชุมในวันนี้เป็นโอกาสอันดีที่อาเซียนและสหรัฐฯ จะได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ และหวังที่จะเห็นพัฒนาการในการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของอาเซียน-สหรัฐฯ ในทุกมิติ เพื่อนำไปสู่ผลประโยชน์ของประชาชนอาเซียนและสหรัฐฯ อย่างก้าวหน้าและยั่งยืนในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนนักลงทุนสหรัฐฯ ให้ร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค รวมถึงสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งบทบาทที่แข็งขันของสหรัฐฯ นี้จะช่วยต่อยอดการสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมองไปสู่อนาคต ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดหลักของการประชุมอาเซียนในปีนี้ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณทุกส่วนที่มีส่วนร่วมในการแสดงวิสัยทัศน์ และขอบคุณ สปป.ลาว ที่ทำหน้าที่ประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐฯ อย่างมีประสิทธิภาพตลอดปีที่ผ่านมา

ไทย มุ่งเน้นส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค และความยั่งยืนในทุกมิติ

          วันนี้ (4 พฤศจิกายน 2562) เวลา 08.30 น. ณ ห้อง Sapphire 204 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 22 ภายหลังเสร็จสิ้น ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญ ดังนี้การประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 22 ประกอบด้วย 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี และญี่ปุ่น โดยจัดขึ้นเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางความสัมพันธ์และความร่วมมือในกรอบอาเซียนบวกสาม โดยเน้นแนวคิด “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของการเป็นประธานอาเซียนของไทย และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่เป็นข้อห่วงกังวลร่วมกันนายกรัฐมนตรีกล่าวในนามรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทยกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 22 พร้อมแสดงความเสียใจกับรัฐบาลและประชาชนชาวญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นฮากิบิสเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยประเทศไทยหวังว่า กระบวนการฟื้นฟูพื้นที่และประชาชนที่ประสบภัยให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็ว

          โดยความร่วมมือในกรอบอาเซียนบวกสามเป็นกรอบความร่วมมือที่มีพลวัตมากที่สุดกรอบหนึ่ง ในภูมิภาคอาเซียน และเป็นเสาหลักที่สำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือเฉพาะด้าน รวมทั้งการสร้างแนวคิดการเป็น ประชาคมในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในทั้ง 13 ประเทศ ความร่วมมือดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการ 3M ได้แก่ ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ผลประโยชน์ร่วมกัน และการเคารพซึ่งกันและกัน

          ภายใต้กระแสความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทั้งการแข่งขันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นผลมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 ซึ่งอาเซียนบวกสามจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เราควรเตรียมความพร้อมให้อาเซียนบวกสามในการรับมือ และมุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสจากความท้าทายเหล่านั้น

          โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอแนวทางส่งเสริมความร่วมมือในกรอบอาเซียนบวกสาม 2 ประการ ได้แก่
ประการที่หนึ่ง ความเชื่อมโยงในภูมิภาค ไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเชื่อมโยง ในภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย-แปซิฟิกมาโดยตลอด ซึ่งการส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยง ต่าง ๆ ของภูมิภาคจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้เป็นกลไกที่สำคัญของการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกและการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ประการที่สอง ความยั่งยืนในทุกมิติ ไทยในฐานะผู้ประสานงานของอาเซียนในเรื่องการพัฒนา ที่ยั่งยืนขอให้ประเทศบวกสามสนับสนุนความมุ่งมั่นของอาเซียน ทั้งนี้ ขอให้ประเทศบวกสามสนับสนุนอาเซียน โดยเฉพาะในการจัดตั้ง “ศูนย์อาเซียนเพื่อการศึกษาและการ หารือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน” และ “ศูนย์อาเซียนเพื่อผู้สูงวัยอย่างมีศักยภาพและนวัตกรรม” ที่ประเทศไทย

          ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าความร่วมมืออาเซียนบวกสามจะเป็นกลไกที่สำคัญนำไปสู่หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกันของภูมิภาคเอเชียตะวันออก พร้อมขอบคุณประเทศสมาชิกอาเซียน จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และสำนักเลขาธิการอาเซียนที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของไทยมาโดยตลอดทั้งปี

ตม.กระบี่​ รวบพระต่างด้าว ออกเรี่ยไรเงิน

สตม.เพิ่มความเข้มในการตรวจสอบบุคคลเป้าหมายชาวกัมพูชา ซึ่งต่อต้านรัฐบาลกัมพูชา และจะก่อความไม่สงบในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 นี้

         เมื่อวันที่​ 3 พ.ย.62 : ตม.จ.กระบี่ ได้ x-ray พื้นที่ อ.ปลายพระยา พบกำนันตำบลเขาเขน แจ้งข่าวว่า มีพระสัญชาติกัมพูชา มีพฤติการณ์น่าสงสัย (บอกไม่ได้ว่าจำพรรษาอยู่วัดไหน พูดภาษาไทยไม่ชัด) จึงได้เข้าไปตรวจสอบ พบพระชาวกัมพูชา จำนวน 4​ รูป บวชจากกัมพูชา แล้วเดินทางเข้ามาในไทย (เมื่อ​ 7​ วันที่แล้ว) แต่ไม่มีหนังสือเดินทาง มีพฤติกรรมเรี่ยไรเงินทำบุญ และกำลังจะเดินทางเข้า กทม.

          เจ้าหน้าที่​ตม.กระบี่​ จึงได้นิมนต์เจ้าคณะตำบล ให้มาทำพิธีกรรมทางศาสนา จากนั้นได้จับกุมตัวชาวกัมพูชาทั้ง 4​ รายไว้พร้อมของกลาง (เงินสดที่ได้เรี่ยไรมา) และจะได้ดำเนินการผลักดันต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​