ปราจีนบุรี – รถพ่วง 18 ล้อ พุ่งชนท้ายรถพ่วงข้าง ที่กลับรถตัดหน้าเสียชีวิตคาที่

https://youtu.be/iUnL4oCOUY8

          วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 เวลา 19.00 น. พ.ต.ท.เจริญ บุญสิทธิ์ ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองปราจีนบุรี ได้รับแจ้งจากหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบำเพ็ญธรรมสถานปราจีนบุรี ว่ามีอุบัติเหตุรถพ่วง 18 ล้อ ชนกับรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ในที่เกิดเหตุมีผู้เสียชีวิต 1 ราย บริเวณหน้าโกดังแลคตาซอย หลังรับแจ้งจึงได้ประสานแพทย์เวรจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเพื่อร่วมชันสูตร

          ในจุดเกิดเหตุบริเวณหน้าโกดังแลคตาซอย ถนนสุวินทวงศ์ ฝั่งขาเข้าเมือง พบรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ยี่ห้อยามาฮ่า เฟรช สีฟ้า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน พังเสียหายยับเยิน ใกล้กันพบร่างผู้เสียชีวิตหญิง ทราบชื่อนางสาวไพบูรณ์ แว่นจันทร์ลา อายุ 44 ปี บ้านเลขที่ 33/1 ต.หน้าเมือง อ.เมืองปราจีนบุรี ห่างออกไปเล็กน้อยพบรถคู่กรณี เป็นรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ฮีโน่ สีฟ้า หมายเลขทะเบียนตัวแม่ 81-6071 ปราจีนบุรี หมายเลขทะเบียนตัวพ่วง 81-7804 ปราจีนบุรี พบบริเวณด้านหน้าฝั่งซ้ายมีร่องรอยจากการชนรถพ่วงข้าง

          สอบถามนายทวน พิวขุนทด อายุ 63 ปี สามีของผู้เสียชีวิตทราบว่า ตนเองพร้อมด้วยผู้ตาย หลังจากที่กลับจากไปซื้ออาหารที่ตลาด เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุตนได้บอกให้ผู้ตายซึ่งเป็นคนขี่รถพ่วงข้างไปกลับรถเข้าที่พักด้านหน้า ส่วนตัวเองลงเดินข้ามมาแล้ว หันไปอีกทีก็ถูกรถพ่วง 18 ล้อชนอย่างจัง จึงได้รีบแจ้งให้กู้ภัยฯช่วยเหลือ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯพยายามช่วยปั้มหัวใจแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

         สำหรับผู้ขับขี่รถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ คือนายชาตรี บุญคุ้มครอง อายุ 40 ปี ให้การว่าตนเองขับรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ที่ขนถ่านหินมาจากจังหวัดอยุธยา เพื่อนำมาส่งที่นิคมอุตสาหกรรม 304 เมื่อขับมาถึงที่เกิดเหตุ ไม่ทันสังเกตเห็นรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่กลับรถในระยะกระชั้นชิด และในจุดที่เกิดเหตุไม่มีไฟทาง เนื่องจากอยู่ในระหว่างการก่อสร้างขยายถนน จึงทำให้มองไม่เห็นและชนเข้าอย่างจัง โดยหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยแพทย์ได้ทำการตรวจสอบ และชันสูตรในจุดเกิดเหตุแล้ว ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯนำร่างผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อชันสูตรโดยละเอียด และให้ผู้ขับขี่รถพ่วง 18 ล้อ เดินทางไปให้ปากคำเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรี พร้อมกับอายัตรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ คันที่เกิดเหตุไว้ก่อน

ภาพ/ข่าว ณัฐวัฒน์ กุลเศรษฐ์สุวภา ผู้สื่อข่าว จ.ปราจีนบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ปทุมธานี – วัดดอนใหญ่ ชวนชมอุโบสถเงิน แห่งเดียวของจังหวัดพร้อมชวนลอยกระทงสืบสานประเพณี

         เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 ที่วัดดอนใหญ่ คลองแปด ตำบลลำลูก กา อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พระครูปทุมศีลาภรณ์ (สมทรง กนฺตสีโล ,ดร.) เจ้าอาวาสวัดดอนใหญ่ ได้เชิญชวนพุทธสานิกาชนร่วมชม อุโบสถเงินที่เดียวในจังหวัดปทุมธานี ที่ประดับด้วยแสงสีสันสวยงาม ประดุจดั่งวิมานแก้วบนสรวงสวรรค์ พร้อมลอยกระทงสืบสานประเพณี

         ด้าน พระครูปทุมศีลาภรณ์ (สมทรง กนฺตสีโล, ดร.) เจ้าอาวาสวัดดอนใหญ่ กล่าวว่า อุโบสถที่ได้สร้างขึ้น เป็นแบบจตุรมุข มี 4 ทิศ ตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ประกอบด้วยพุทธบริษัทของพระองค์ ซึ่งอุโบสถหลังนี้มีสีขาวและสีเงินเป็นสีที่มีควาบริสุทธิ์ ส่วนกลีบบัวบริเวณรอบอุโบสถ์มีสีทอง เนื่องจากอุโบสถหลังนี้ประดิษฐานที่จังหวัดปทุมธานีจึงให้ชื่อว่า “อุโบสถเงินในปทุมทอง” หมายถึงอุโบสถหลังนี้จะควบคู่ไปกับจังหวัดปทุมธานี

          ในอุโบสถจะมีพระประธานที่ประดิษฐานอยู่เป็นพระประธานแบบคันธราช ได้รับความเมตตาจากสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กรรมการมหาเถระสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าอาวาสเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร ได้ประทานชื่อให้คือ “สมเด็จพระสุวรรณปทุมพุทธพจนวราภรณ์” หรือพุทธบริษัทเขตฐานลานนี้จะเรียกว่า “หลวงพ่อใจดีมั่งมีศรีสุข” นั้นก็คือใครที่มีที่อุโบสถหลังนี้แล้วก็จะขอพรขอบารมี ประสบความสำเร็จ ในสิ่งที่ตนปรารถนา

         และในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เป็นวันลอยกระทง ทางวัดดอนใหญ่ได้จัดให้มีการสืบสานประเพณีลอยกระทง เพื่อรักษาจารีตประเพณีวัฒนธรรมของไทยเรา นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ท่านทั้งหลาย ได้เข้ามาชมอุโบสถยามค่ำคืน ที่จัดให้มีแสงสีสวยงามบนเรือนอุโบสถ ประดุจดั่งวิมานแก้วบนสรวงสวรรค์ ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในบวรพระพุทธศาสนา เป็นการรำลึกนึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าอีกส่วนหนึ่งด้วย จึงขอเชิญชวนท่านทั้งหลายได้เดินทางมาที่วัดดอนใหญ่ คลองแปด อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เพื่อที่จะได้มาร่วมกันสืบสาน และรำลึกนึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ขอเชื้อเชิญเจริญศรัทธาท่านทั้งหลายที่จะได้มาทั้ง 4 ทิศขอเจริญพร.

CR. พี่อนันต์ ปทุมธานี

ลพบุรี – ทานตะวันบาน ต้านลมหนาว ที่ลพบุรี นักท่องเที่ยวแห่เชลฟี่

https://youtu.be/bZUOPUyrzDw

ทุ่งทานตะวันแปลงแรกของลพบุรีออกดอกบาน รับนักท่องเที่ยวแล้ว โดยมีนักท่องเที่ยวเริ่มทยอยมาเก็บภาพชมความงามอย่างคึกคักสัมผัสความสวยงามถือเป็นการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว

          สำหรับบรรยากาศรับฤดูการท่องเที่ยวของจังหวัดลพบุรีได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยพบว่าที่บริเวณแปลงปลูกทุ่งทานตะวันข้างวัดสว่างอารมณ์หมู่ที่ 7 ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ซึ่งนับว่าเป็นแปลงปลูกทุ่งทานตะวันบานแปลงแรกของจังหวัดลพบุรี เพื่อส่งเสริมฤดูการท่องเที่ยวทุ่งทานตะวันบานได้เริ่มขึ้นแล้วเพราะทุ่งทานตะวันแห่งนี้ได้ออกดอกอย่างสวยงามรับลมหนาว ซึ่งเชื่อว่าสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวชมทุ่งทานตะวันบานอย่างไม่ผิดหวังแน่นอน

         ทั้งนี้พบว่าตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาได้มีนักท่องเที่ยวที่ทราบว่าทุ่งทานตะวันของจังหวัดลพบุรีแปลงแรกบานแล้วผ่านทางสื่อต่าง ๆ ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวทยอยเดินทางมายังทุ่งทานตะวันเป็นจำนวนมาก โดยทุ่งทานตะวันแปลงนี้ เป็นทุ่งทานตะวันแปลงใหญ่บานสะพรั่งเหลืองอร่ามสวยงามเต็มท้องทุ่ง แบบชนิดที่เรียกว่าสุดลูกหูลูกตา ส่วนใกล้กันยังผสมผสานกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สำหรับทุ่งทานตะวันที่เกษตรกรปลูกกัน ส่วนใหญ่จะปลูกเพื่อจำหน่ายเมล็ดเข้าโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีรายได้จากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเก็บภาพความสวยงามด้วย การจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากทานตะวัน โดยทุ่งทานตะวันในช่วงนี้กำลังเป็นช่วงที่สวยงามและจะพากันทยอยเบ่งบานต่อเนื่องไปจนถึงมกราคมปีหน้า

ภาพ/ข่าว กฤษณ์ ลพบุรี
โยธิน พรมแตง รายงาน

น.2​ ร่วมประชุมป้องกันและปราบปรามการแข่งรถ​ พื้นที่ บก.น.5

         วันนี้​ วัน​เสาร์​ที่​ 9 พ.ย.62 เวลา 19.30 น.​ณ ห้องประชุม ชั้น 1 สน.ทุ่งมหาเมฆ : พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผบช.น. ประธานการประชุมป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง ร่วมกับ พ.ต.อ.โสภณ สารพัฒน์,พ.ต.อ.พรชัย ชลอเดช รองผบก.น.5, ผกก.สน.ทองหล่อ, ท่าเรือ, ทุ่งมหาเมฆ และบางนา, รองผกก.ป., รองผกก.จร., และ รองผกก.สส. ใน สน.พื้นที่ บก.น.5 เพื่อป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง ในพื้นที่ บก.น.5

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

191 รวบเครือข่ายยานรก ยึดยาบ้า 3.1 แสนเม็ด พร้อมอาวุธปืน 1 กระบอก และจับกุมหนุ่มเสพไอซ์ ทำบัตรราชการปลอม ราคาเริ่มตั้งแต่หลักพัน

         วันที่ 8 พ.ย.62 เวลา 14.00 น. ที่กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) หรือ 191 ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ : พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เพตรา ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปิยะ​ ต๊ะ​วิชัย, พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม​ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.สำราญ นวลมา​ ผบก.สปพ.และ พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ ผกก.สายตรวจฯ ร่วมแถลงผลการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับคดีอาชญากรรม รวม 2 คดี

โดยคดีแรก จับกุมนายสิทธิพล หรือบอย ใจพระ อายุ 34 ปี และนายสมศักดิ์ หรือตุ๊ก จารเหนือ อายุ 38 ปี ผู้ต้องคดีฐาน “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายฯ” โดยนายสิทธิพลฯ ถูกแจ้งข้อหา “มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง” พร้อมของกลางยาบ้า 314,000 เม็ด, ปืนดัดแปลงขนาด 5.56 มม.1 กระบอก, ซองกระสุนปืน 2 ซอง, เครื่องกระสุนปืน 5.56 มม.120 นัด และรถยนต์กระบะ อีซูซุ ดีแม็ค สีแดง ทะเบียน 6กด–5032 โดยจับกุมได้หน้าลิฟท์ ชั้น 6 อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งใน ต.หลักหก อ.เมือง​ จ.ปทุมธานี ต่อเนื่องห้องพักเลขที่ 613 ภายในอาคารเดียวกัน

          พ.ต.อ.ปิยรัชฯ กล่าวว่า​ ได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มบุคคลลักลอบใช้รถกระบะขนย้ายยาเสพติดจากทางภาคตะวันออกมาซุกซ่อนไว้ท่ีบริเวณเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร และบริเวณหอพักใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยย่านเมืองเอก ทั้งยังลักลอบขายยาเสพติดให้กับประชาชน หรือนักเรียนนักศึกษา ในบริเวณดังกล่าว ชุดจับกุมจึงสืบสวนติดตามตัวผู้กระทำผิด ก่อนลงพื้นที่หาข่าวและทราบว่าขบวนการกลุ่มนี้ได้รับการติดต่อจากนายบาส ไม่ทราบชื่อสกุลจริง ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ว่าจ้างให้ขนลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยได้ทำมาแล้วประมาณ 3 เดือน ขายสัปดาห์ละ 1 ล้านเม็ด ส่วนอาวุธปืนนั้น ผู้ต้องหาอ้างว่า มีไว้เพื่อป้องกันตัวเอง จากนี้เจ้าหน้าที่เตรียมส่งอาวุธปืนตรวจเทียบเคียงกับคดีอื่นๆ ในพื้นที่นครบาลต่อไป

คดีที่สอง จับกุม นายธงไชย หรือ แบ็งค์​ อภิยางกูล อายุ 28 ปี พร้อมของกลางยา ไอซ์ 4 กรัม และอุปกรณ์การเสพ, บัตรประชาชนชาวไทยปลอม 170 ใบ, บัตรประจำตัวคนต่างด้าวปลอม 19 ใบ, ใบขับขี่ปลอม 82 ใบ, ตราขนส่ง 10,000 ดวง และอุปกรณ์การปลอมแปลงเอกสารอีกหลายรายการ ต้องความผิดฐาน “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย,เสพยาเสพติดฯ และปลอมแปลงเอกสารราชการ” โดยสามารถจับกุมได้ที่บริเวณลานจอดรถห้างฟู๊ดแลนด์ ซ.เอกมัย แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม.

          พ.ต.อ.ปิยรัชฯ กล่าวว่า สืบเนื่องจาก สายตรวจ 2 กก.สายตรวจ บก.สปพ. พบเบาะแสว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “คุโด้คุง” ประกาศรับต่อภาษี รถหลุดจำนำ เล่มทะเบียนรถยนต์ ทำใบอนุญาตขับขี่ปลอม พร้อมทั้งบัตรประชาชนปลอม จึงสืบสวนเรื่อยมากระทั่งทราบชื่อเจ้าของเพจ คือนายธงไชย เมื่อตรวจสอบประวัติเพิ่มเติมพบว่านายธงไชย มีหมายจับติดตัว 13 หมาย ทั้งยังมีพฤติกรรมยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด

          ต่อมาเจ้าหน้าที่​ตำรวจจึงสืบสวนติดตามตัวและพบนายธงไชยฯ ที่ลานจอดรถห้างฟู๊ดแลนด์ดังกล่าว จึงเข้าจับกุมตัวก่อนขยายผลพาเข้าตรวจห้องพักเลขที่ 912 ชั้น 30 คอนโดฯย่านรามคำแหง ก่อนจะพบของกลางต่างๆ จำนวนมาก สอบสวนผู้ต้องหารับว่ามีนายหน้าสั่งให้ผลิตบัตรต่างๆ โดยมีราคาบัตรประชาชน 5,000 บาท ใบขับขี่ 4,000 บาท บัตรต่างด้าว 3,000 บาท ก่อนคุมตัวพร้อมนำของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย และขยายผลสืบสวนหาตัวผู้สั่งซื้อหรือผู้ที่มีภาพหน้าบัตรต่างๆ มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“วัชระ” ร้องค้าน กก. สอบเลขาฯสภา ผิดวินัยร้ายแรง เชื่อมีส่วนได้เสีย

          วันที่​ 8พ.ย.62​ ที่อาคารสุขประพฤติ​ : นายวัชระ เพชรทอง และนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตสส.ปชป.เข้าให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร คุกคามทางเพศข้าราชการหญิง​ และสร้างสภาล่าช้าที่มีนายนัฑ ผาสุข เป็นประธาน โดยยื่นหลักฐานคัดค้านคณะกรรมการทั้งคณะว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อน​ และมีส่วนได้เสียกับนายสรศักดิ์ฯ ขณะเดียวกันก็ได้ยื่นสำเนาหนังสือจากบริษัทผู้รับเหมาที่เรียกค่าเสียหายจากเลขาธิการสภาฯกรณีสร้างสภาฯใหม่กว่า 1,600 ล้านบาทไว้เป็นหลักฐานด้วย

          ส่วนในช่วงบ่าย นายวัชระฯ ยังได้ยื่นหนังสือให้นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 กรณีนายสรศักดิ์​ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กระทำความผิดวินัยร้ายแรงฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมข้าราชการรัฐสภาสามัญคุกคามทางเพศข้าราชการหญิงผู้ใต้บังคับบัญชา​ และการก่อสร้างอาคารรัฐสภาล่าช้าด้วยเช่นกัน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

เลขาธิการ กช. “ตั้งคณะทำงานลงพื้นที่ตรวจสอบ กรณีโรงเรียนเอกชน จ่ายเงินเดือนไม่ครบ ย้ำ​ ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าว โรงเรียนเอกชนหลายแห่ง เรียกรับเงินคืนจากเงินเดือนของครู โดยการบังคับครูเซ็นต์บริจาคให้กับทางโรงเรียนทุกเดือน เพื่อแลกกับการมีงานทำนั้น

          ดร.อรรถพล ตรึกตรอง รักษาราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เปิดเผยว่า มีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจริง โดยสาเหตุของปัญหาเกิดจากการที่เงินอุดหนุนรายบุคคลในส่วนที่สมทบเป็นเงินเดือนครูไม่เพียงพอกับค่าตอบแทนครู และเป็นปัญหาในทุกพื้นที่ เนื่องจาก กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้กับครูโดยตรง แต่จะสมทบกับเงินอุดหนุนรายบุคคลของนักเรียนในอัตราคนละ 7,224.50 บาทต่อคน/ปี สำหรับระดับก่อนประถมศึกษา​ และประถมศึกษา​ ส่วน 9,032.50 บาทต่อคน/ปี สำหรับระดับมัธยมศึกษา ซึ่งสมทบรวมกับค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เป็นค่าใช้จ่ายรายบุคคลที่รัฐอุดหนุนให้ โดยโรงเรียนจะต้องนำเงินจำนวนนี้จ่ายเป็นเงินเดือนครูเป็นอันดับแรก และที่เหลือจ่ายเป็นการจัดการเรียน การสอน พัฒนาสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ ปรับปรุงอาคารสถานที่ ฯลฯ ซึ่ง พ.ร.บ. โรงเรียนเอกชน กำหนดให้โรงเรียนเป็นผู้จ้าง บรรจุ และจ่ายเงินเดือนครูเอง หากโรงเรียนบรรจุครูมากเกินไป ทำให้เป็นปัญหาค่าตอบแทนเงินเดือนครูไม่เพียงพอและไม่มีเงินเหลือเพื่อการพัฒนาการเรียนการสอน ในส่วนอื่นๆ ซึ่งทาง สช. ได้กำชับให้โรงเรียน บรรจุครู และบุคลากรในสัดส่วนที่เหมาะสม และ สช. จะได้หาวิธีการกำหนดมาตรฐานการบรรจุครูด้วยเช่นกัน

          และตามที่มีการนำเสนอข่าวทางโซเชี่ยลมีเดียในเรื่องดังกล่าวในพื้นที่ภาคอีสาน ตนได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนลงพื้นที่ในการดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วนแล้ว เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ดร.อรรถพลฯ กล่าวในที่สุด

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน

พล.ต.ต.ปิยะฯ​ – ประชุม​เรื่องการป้องกัน ปราบปราม อาชญากรรม และป้องกันเหตุ ช่วงเทศกาลลอยกระทง

          วันเสาร์​ที่​ 9 พ.ย.62 เวลา 14.00 น.​ ณ ห้องประชุม ศปก.บก.น.8​ : พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น.ประชุมทางไกลผ่านระบบ (video conference) เรื่องการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และป้องกันเหตุช่วงเทศกาลลอยกระทงในแต่ละพื้นที่ของกองบัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (บช.น.)​

         ต่อมาเวลา 15.00 น.พล.ต.ต.ปิยะฯ​ เป็นประธานการประชุมป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง ร่วมกับ พ.ต.อ.เศรษฐศักดิ์ ยิ้มเจริญ รองผบก.น.8, พ.ต.อ.อดิศร เสมสวัสดิ์ รองผบก.น.8, ผกก.ฯ, รองผกก.ป.ฯ, รองผกก.จร.ฯ และ รองผกก.สส.ฯ ใน สน.พื้นที่ บก.น.8 ทั้งหมด เพื่อป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง พื้นที่ บก.น.8

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สนง.การวิจัยแห่งชาติ นำผ้าพระกฐินพระราชทานประจำปี 2562 ไปถวาย ณ วัดสุทธิวาตวราราม จังหวัดสมุทรสาคร

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นำผ้าพระกฐินพระราชทานประจำปี 2562 ไปถวาย ณ วัดสุทธิวาตวราราม ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร

         วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2562​ : ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 และถวายผ้าพระกฐินพระราชทานประจำปี พ.ศ.2562

          โดยมี นายสุรศักดิ์ ผลยังส่ง​ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมเป็นเกียรติในพิธีพรัอมด้วยคณะผู้บริหาร และบุคลากร วช. ตลอดจนประชาชนทั่วไปเข้าร่วมในพิธีฯ​ ในการนี้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมโดยเสด็จพระราชกุศลฯ เพื่อถวายพระภิกษุ สามเณร ถวายบำรุงพระอารามและเพื่อการศึกษา เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น   1,068,048.25 บาท

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ชาวการศึกษาเอกชน ชื่นชม “ดร.อรรถพล” นั่งจับเข่าพูดคุย และรับฟังปัญหาสู่การปฎิบัติอย่างจริงจัง

          ในที่ประชุมสัมมนาเครือข่ายพัฒนาการศึกษาเอกชน ณ โรงแรมรอยัลซิตี้ กทม. ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7-8 พ.ย.62​ ที่ผ่านมา ดร.อรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการ กช. นำทีมผู้บริหาร สช. ร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็น ปัญหาของการศึกษาเอกชน และแนวทางในการร่วมแก้ไข โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วย ประธาน ปส.กช. จังหวัด ผู้แทนโรงเรียนเอกชน โดยผู้เข้าร่วมการประชุม ต่างกล่าวแสดงความรู้สึกยินดีที่ เลขาธิการ กช. ได้จัดการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากชาวเอกชนโดยตรงทำให้เกิดขวัญและกำลังใจในการร่วมทำงานต่อไป

          ดร.อรรถพลฯ กล่าวว่า เมื่อได้มารับหน้าที่ดูแลงานการศึกษาเอกชน ตนก็มีความตั้งใจมุ่งมั่น เพื่อจะทำให้การทำงานในยุคนี้มีปัญหาความล่าช้าน้อยที่สุด กฎหมายเก่าล้าสมัยควรปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันเหมาะสมกับสถานการณ์ การสนับสนุน ส่งเสริมการจัดการศึกษาเอกชน และครูเอกชนก็จะให้ความสำคัญดูแลเช่นกัน เพราะครูเอกชนมีคุณภาพก็ส่งผลต่อการเรียนการสอนต่อเด็กให้มีคุณภาพ โรงเรียนเอกชนก็อยู่ได้ ฉะนั้น ทุกส่วนต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน

          ดร.อรรถพลฯ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ในที่ประชุมได้นำเสนอปัญหาสะท้อนจากที่ประชุมหลายประการที่รอการแก้ไข อาทิ เรื่องการบรรจุครูของ สพฐ. เรื่องเงินอุดหนุน เรื่องค่ารักษาพยาบาลที่ต้องการให้ครอบคลุมถึงครอบครัว ซึ่งตรงนี้ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์รมช.ศธ. ท่านได้รับไว้โดยให้ความสำคัญและกำลังดำเนินการอยู่ เรื่องสัญญาจ้างระหว่างครูและโรงเรียนเอกชนที่ต้องให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย เรื่องภาษีโรงเรียนเอกชน เรื่องระเบียบการยืมเงินของโรงเรียน เรื่องการขอให้มีบัตรประจำตัวครู เรื่องกรอบและรายละเอียดการดำเนินการพัฒนาครูโรงเรียนเอกชน เรื่องตราสาร เหล่านี้เป็นต้น จะกลับไปดูว่าเรื่องใดติดอะไร ควรปรับปรุง หรือแก้ไขอะไรได้บ้าง แล้วจะรีบดำเนินการทันที ซึ่งทุกเรื่องที่เสนอแนะมานี้ ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความปรารถนาดีในการช่วยเหลือ และพัฒนางานเอกชนทั้งสิ้น

         “ผมได้ขอฝาก 3 เรื่องสำคัญ เพื่อให้โรงเรียนเอกชนได้ช่วยกันกำกับ ดูแลอย่างเคร่ง ครัด คือ

  1. การดูแลสอดส่องไม่ให้เกิดเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นในโรงเรียนเด็ดขาด
  2. เรื่องระบบการรับ-ส่งของโรงเรียนเอกชน ในกรณีที่เกิดการโยกย้ายของนักเรียนเพื่อไม่ให้เกิดนักเรียนซ้ำซ้อนขึ้น
  3. โรงเรียนเอกชนต้องเคร่งครัดในการส่งเงินสมทบให้กับกองทุนสงเคราะห์ เพื่อให้กองทุนมีเงินหมุนเวียน เพราะกองทุนสงเคราะห์เป็นกองทุนเดียวที่เรามีอยู่ เราต้องช่วยกันดูแล กองทุนอยู่ได้ครูเอกชนก็อยู่ได้ ” ดร.อรรถพลฯ กล่าวในที่สุด

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​