ผบ.กรมรักษาความปลอดภัยนาวิกโยธิน ตรวจเยี่ยมกำลังพลฐานทัพเรือสัตหีบ

วันนี้ 14 พ.ย.62 นาวาเอกจักรกฤษณ์ สัมภวะผล ผู้บังคับการกรมรักษาความปลอดภัย หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ได้เดินทางมาตรวจความพร้อมของกองรักษาความปลอดภัยฐานทัพเรือสัตหีบ โดยมี นาวาเอกพิสิษฐ์ จินตโกศลวิทย์ ผู้บังคับการกองรักษาความปลอดภัยฐานทัพเรือสัตหีบ ตลอดจน กำลังพลในสังกัดแถวให้ต้อนรับ ณ หน้ากองบังคับการ กองรักษาความปลอดภัยฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

สำหรับการตรวจเยี่ยมหน่วย และตรวจความพร้อมกำลังพลของ ผู้บังคับการกรมรักษาความปลอดภัยในวันนี้ เนื่องจากกองรักษาความปลอดภัยฐานทัพเรือสัตหีบเป็นกำลังพลในสังกัดกรมรักษาความปลอดภัย กองบัญชาการนาวิกโยธิน ที่ได้ฝากการปกครอง การบังคับบัญชาทางสายงานด้านยุทธการไว้กับฐานทัพเรือสัตหีบ ซึ่งเป็นส่วนแยกของกรมรักษาความปลอดภัยในการมารักษาความปลอดภัย ให้กับกองบัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบและหน่วยขึ้นตรง อีกทั้งมีภารกิจสำคัญในการถวายความปลอดภัยให้กับพระบรมวงศานุวงศ์ทุก ๆ พระองค์ บุคคลสำคัญ สถานที่ ทรัพย์สินของทางราชการ ตลอดจนการดูแลความสงบเรียบร้อยในเขตรับผิดชอบหรือเขตความปลอดภัยทางทหาร

นาวาเอกจักรกฤษณ์ สัมภวะผล กล่าวว่า กำลังพลที่มาสังกัดในฐานทัพเรือสัตหีบมีหลายกองร้อยซึ่งและกองร้อยจะได้รับมอบหมายหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยในแต่ละพื้นที่ ซึ่งรวมไปถึงในเขตฐานส่งกำลังบำรุงตราด จังหวัดตราด ซึ่งอยู่ในการดูแลของฐานทัพเรือสัตหีบ มีการสับเปลี่ยนกำลังพลกันตามวงรอบเป็นประจำทุกปี การมาเยี่ยมหน่วยก็เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ มอบนโยบายที่ได้รับมาจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงสู่ระดับผู้ปฎิบัติ การรับฟังปัญหาข้อขัดข้องของหน่วย ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาในภาพรวมของหน่วย

นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645,0945565622/086-3684323

ทม.สัตหีบ – มอบประกาศนียบัตรและปิดโครงการฝึกอบรมเพิ่มประสิทธิภาพ อปพร.ทม.สัตหีบ

ที่ห้องประชุมเทศบาลเมืองสัตหีบ นายณรงค์ บุญบรรเจิดศรี ผอ.ศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนเทศเมืองสัตหีบ/นายกเทศมนตรีเมืองสัตหีบ (ผอ.อปพร. ทม.สัตหีบ/นายก ทม.สัตหีบ) มอบหมายให้ นายไชยเทพ บุญเลิศ รอง ผอ.อปพร.ทม.สัตหีบ/รอง นายก ทม. สัตหีบ) เป็นประธานปิดโครงการฝึกอบ รม พร้อมมอบบัตรอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ผู้ผ่านการฝึกอบรม รุ่นที่ 5 ประจำปี พ.ศ.2562 จำนวน 40 นาย เพื่อเพิ่มประสิทธิ ภาพ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างถูกต้อง ตามหลักการปฏิบัติและหลักวิชาการ โดยมีคณะผู้บริหารของเทศบาลเมืองสัตหีบ หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิก อปพร. และนายประภัสร์ ตั้งเจริญกุล เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองสัตหีบ หัวหน้าชุดครูฝึกพร้อมคณะวิทยากรและครูฝึกร่วมพิธีปิดการฝึกอบรมในวันนี้

นายไชยเทพ บุญเลิศ กล่าวว่า การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน และของทางราชการ เพราะหากเกิดภัยพิบัติขึ้นแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินอย่างแน่นอน ขึ้นอยู่ว่าจะมากหรือน้อย ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติขึ้น ซึ่งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยนั้นจะอาศัยแต่กำลังของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะอาสาสมัคร ในพื้นที่เทศบาลเมืองสัตหีบ จึงได้จัดให้มีการฝึกอบรมฯ ขึ้น เพื่อจัดตั้งอาสาสมัครเป็นกำลังสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างถูกต้องทันท่วงที จึงขอให้ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมได้นำความรู้ความสามารถที่ได้รับ จากการฝึกอบรมในครั้งนี้ไปช่วยเหลือและทำประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมตามวัตถุประสงค์ต่อไป

นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645,0945565622/086-3684323

พล.ต.ท.พูลทรัพย์ฯ​ เปิดโครงการจิตอาสาพัฒนา เราทำความดีด้วยหัวใจ “ปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาถนนกำแหงสงคราม”

พล.ต.ท.พูลทรัพย์ฯ​ เปิดโครงการจิตอาสาพัฒนา เราทำความดีด้วยหัวใจ “ปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาถนนกำแหงสงคราม”

วันที่​ 14 พ.ย.62 เวลา 13.30 น.​ณ ตำรวจภูธรภาค 3 อ.เมือง จ.นครราชสีมา​ : พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.3 เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการจิตอาสาพัฒนา เราทำความดีด้วยหัวใจ “ปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาถนนกำแหงสงคราม” พร้อมด้วยพล.ต.ต.จิตรจรูญ ศรีวนิชณ์, พล.ต.ต.คีรีศักดิ์​ ตันตินวะชัย, พล.ต.ต.ฐากูร นัทธีศรี, พล.ต.ต.ภาณุ บุรณศิริ, พล.ต.ต. อัคราเดช พิมลศรี รอง ผบช.ภ.3, พล.ต.ต.ไพโรจน์ บุญเต็ง​ รอง ผบช.ภ.3, พล.ต.ต.อภิศักดิ์ เดชะคำภู รอง จตร.(สบ 7) ปฎิบัติราชการ ตำรวจภูธรภาค 3, ผบก.ศฝร.ภ.3, ผบก.อก.ภ.3 และข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 3 ได้ร่วมกันปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาถนนกำแหงสงคราม ทำความสะอาดโดยรอบอาคารตำรวจภูธรภาค 3

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

นายกฯ – ประชุมหารือร่วมกับสภาหอการค้าฯ ปลดล็อกปัญหาด้านการท่องเที่ยว เร่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ


นายกฯ ประชุมหารือร่วมกับสภาหอการค้าฯ ปลดล็อกปัญหาด้านการท่องเที่ยว เร่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ สั่งการเร่งแก้ไขปัญหาที่ภาคเอกชนเสนอให้ได้ภายใน 1 – 2 เดือน

วันนี้ (14 พ.ย.62) เวลา 09.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทย โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และภาคเอกชน นำโดยนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมคณะ เข้าร่วมการประชุมหารือ

นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุมว่า รัฐบาลเน้นย้ำช่วงฤดูการท่องเที่ยวมีความเกี่ยวพันกับหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลางหรือขนาดเล็ก รวมถึงการค้าปลีก วันนี้สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดคือการดูแลผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยภาคธุรกิจมาช่วยด้วย ทำอย่างไรที่จะทำให้คนไทยมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงการดูแลราคาสินค้าต่าง ๆ ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าการปฏิรูปประเทศ สิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ทุกภาคส่วนทุกระดับมีความสำคัญทั้งสิ้น ไม่สามารถทิ้งใครไว้ข้างหลังได้ ต้องแก้ไขเดินหน้าให้เข้มแข็งไปด้วยกัน เปรียบดั่งไม้ไผ่มัดรวมกันเป็นกำ จะหักยากและแข็งแรงขึ้น ซึ่งสิ่งที่จะคุยกันวันนี้เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือกันมาก่อนหน้านี้แล้ว หลาย ๆ เรื่องจะต้องมีการปรับวิธีการใหม่ โดยเรื่องใดที่ทางภาครัฐจะช่วยดำเนินการให้ได้ก็ยินดี

ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงผลการประชุมหารือว่า ที่ประชุมได้หารือด้านเศรษฐกิจเน้นในเรื่องการท่องเที่ยว ได้รับฟังข้อเสนอจากภาคธุรกิจทุกภาคส่วนทั้งในส่วนของผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ร้านค้าปลีก รวมถึงเรื่องเมืองหลักเมืองรอง การใช้ประโยชน์จากดิจิทัลในการบริหารงาน กฎกระทรวง กฎหมาย ที่วิธีการปฏิบัติหลาย ๆ อย่างอาจจะล้าสมัยยังไม่สอดคล้องในปัจจุบัน มีความจำเป็นต้องปรับแก้ในอนาคต โดยวันนี้ได้เร่งรัดว่าทุกอย่างจะต้องแก้ไข รีบคิด รีบพิจารณาเป็นกลุ่มย่อย หาแนวทางการแก้ไข ซึ่งเราได้ปรับไปหลายอย่างแล้ว  ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์สิ่งที่ดีงามของประเทศไทย เพราะการจะเขียนจะโพสต์อะไรต่าง ๆ จะเผยแพร่ออกโซเชียลมีเดียไปได้ทั้งโลก ซึ่งในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ การสร้างบ้านเมืองให้น่าอยู่น่าเที่ยวนั้นข้อสำคัญคือทุกคนต้องรู้จักเผื่อแผ่แบ่งปัน รายใหญ่ รายเล็ก ร้านค้าปลีก จะช่วยกันอย่างไร เมืองใหญ่เมืองรองต่าง ๆ ทั้งหมด และหลายอย่างต้องขับเคลื่อนด้วยการประชุมขนาดใหญ่ หรือ Mice การจัดกีฬา การจัดดนตรี การจัดมหกรรมดนตรีของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลกจะสามารถทำได้หรือไม่ ถ้าได้จัดในสถานที่สวยงามของไทยก็จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวที่ชอบฟังเพลงให้มาท่องเที่ยวได้ โดยจะต้องมีการลงทุน มีการร่วมมือกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นอกจากนี้ จะต้องระมัดระวังเรื่องความมั่นคงด้วย การท่องเที่ยวมีสัดส่วนเกิน 20% ของ GDP เพราะมีหลาย Sector บาง Sector ยังมีปัญหาอยู่ ซึ่งมีผลกระทบด้วยกันทั้งสิ้น สถานประกอบการที่ถูกกฎหมายกับผิดกฎหมาย ที่ดินถูกกฎหมาย กับที่ดินผิดกฎหมาย โรงแรมถูกกฎหมายได้มาตรฐานกับโรงแรมไม่ได้มาตรฐาน ที่จะต้องแก้ไขให้ภาคเอกชน เพื่อไม่ให้เดือดร้อนกันไปทั้งหมด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกฎหมาย จึงต้องช่วยกันทำทั้งหมด ซึ่งตนอยากให้เร่งแก้ไขปัญหาที่ภาคเอกชนขอมาในวันนี้ให้ได้ภายใน 1 – 2 เดือน เรื่องใดที่ทำได้ก็ให้ทำ โดยทำคู่ขนานกันไปกับการแก้ปัญหาระยะยาว รวมทั้งจะมีการทำแผนแม่บทเรื่องการท่องเที่ยว ที่จะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ปี 2560 – 2564 ช่วง 5 ปีแรก ซึ่งที่ผ่านมา 3 ปีสามารถแก้ปัญหาไปได้มากพอสมควร ดังนั้น แผนแม่บทเรื่องการท่องเที่ยวจะต้องทำให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปีแรกกับแผน 5 ปี ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่จะไม่ได้ไปล็อคเรื่องใด สามารถปรับได้ทั้งหมด แก้ไขได้ทุกอย่างตามสถานการณ์วันหน้าที่เปลี่ยนไป ไม่ได้เป็นการสืบทอดอำนาจใครทั้งสิ้น แต่เป็นอำนาจการบริหารงานของส่วนราชการกับภาคธุรกิจเอกชนที่ร่วมมือกัน

ด้านนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวหลายภาคส่วน ได้เข้าประชุมหารือกับนายกรัฐมนตรีถึงแนวทางที่ภาครัฐสามารถช่วยด้านการท่องเที่ยวได้  ซึ่งภาคเอกชนได้หารือร่วมกับหน่วยงานราชการมาก่อนหน้าแล้วเมื่อวานนี้ บางเรื่องก็เพิ่งทราบว่ารัฐบาลได้ดำเนินการแล้ว เช่น เรื่องวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยว Long Stay ที่ต้องใช้การประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น พร้อมกับที่ประชุมวันนี้ได้หารือถึงแนวทางการกระตุ้นรายได้ของ SMEs และคนในท้องถิ่น แนวทางการทำ Walking Street ช่วงจากนี้ถึงปลายปี 62 หรือต้นปี 63 ที่จะมี Walking Street ทดลองทุกวันอาทิตย์ อาจจะเป็นที่เยาวราช หรือหลายแห่งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดในจังหวัดที่สามารถทำได้ นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงเรื่องแนวทางการติดไฟฟ้าในแหล่งโบราณสถานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวในเวลากลางคืน

พร้อมกันนี้ ได้หารือกันว่ามีกฎหมายใดที่สามารถแก้ไขได้ โดยภาคเอกชนได้เสนอไปหลายเรื่อง  ที่ต้องมาหารือต่อไปว่าจะสามารถออกเป็นกฎกระทรวงได้หรือไม่ อย่างไร นอกจากนี้ มีการหารือถึงการดึงบล็อกเกอร์ คนเขียนข่าวจากต่างประเทศ เพื่อให้ช่วยโปรโมตประเทศไทย โดยในต้นปี 63 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะดึงบล็อกเกอร์และนักข่าวจากทั่วโลกมาช่วยทำเรื่องนี้ ขณะที่เรื่อง Mice จะมีงานอีเว้นท์ใหญ่ระดับโลกมาจัดที่ประเทศไทย  รวมทั้งเรื่องการแข่งขันกีฬา การจัดแสดงคอนเสิร์ตของนักร้องดัง ก็จะมีการดึงเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น ซึ่ง สสปน. มีแผนดำเนินการและภาคเอกชนพร้อมช่วยโปรโมต และภาคเอกชนยังได้หารือถึงเรื่องขอให้รัฐบาลสนับสนุน TAGTHAi Application หรือ แอพทักทาย ที่เปิดตัวไปเมื่อวานนี้ โดยแอพทักทาย สามารถจองห้องพัก จองตั๋วเครื่องบิน รวมทั้งดูข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในประเทศไทยด้วย

นายกลินท์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ภาคเอกชนอยากให้ BOI ช่วยดูเรื่องกฎ กติกา มารยาท ที่จะโปรโมตเรื่องแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ Man Made Tourism ในประเทศไทย เพื่อดึงนักลงทุนให้มาลงทุนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ขอให้รัฐบาลช่วยโปรโมต Man Made Tourism ที่ดี ๆ ในประเทศไทยด้วย รวมทั้งในเรื่องของมาตรการภาษี ที่สายการบินได้รับผลกระทบ โดยเมื่อ 2 ปีที่แล้วภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 0.23% แต่ปัจจุบันภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 23% ซึ่งภาคเอกชนจะหารือกับกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังอีกครั้ง  ขณะที่เรื่องแนวทางจุด Vat Refund For Tourist นอกสนามบิน ที่ภาคเอกชนดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลังมาแล้ว 5 แห่งนั้น ภาคเอกชนก็อยากให้มีจุด Vat Refund For Tourist นอกสนามบินเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด ทั้งในกรุงเทพฯ และกระจายไปทั่วประเทศ โดยจะได้มีการหารือแนวทางร่วมกันต่อไป

ทั้งนี้ จะมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นผู้ประสานงาน เพื่อติดตามการดำเนินงานเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยวดังกล่าว  เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ดีขึ้น ให้เกิดการกระจายรายได้ที่เร็วที่สุด

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

นายจุรินทร์ฯ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ (กยค.)

นายจุรินทร์ฯ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ (กยค.) โดยที่ประชุมเห็นชอบกำหนดนิยามและประเภท “ครอบครัว” สำหรับข้อมูลสารสนเทศด้านครอบครัว (Family Big Data)

วันนี้ (14พ.ย.62) เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุม 2503 ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 2 ทำเนียบรัฐบาล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ (กยค.) ครั้งที่ 2/2562 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำหนดนิยามและประเภทครอบครัว สำหรับข้อมูลสารสนเทศด้านครอบครัว (Family Big Data) โอกาสนี้ ที่ประชุมทบทวนนิยามและประเภทครอบครัว โดยเห็นชอบนิยามและประเภทครอบครัว เพื่อประโยชน์ในการจัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านครอบครัว (Family Big Data) รวมทั้งใช้ในการกำหนดนโยบายและมาตรการด้านครอบครัวต่อไป

สำหรับคำนิยามและประเภทครอบครัว ได้แก่

1.”ครอบครัว” คือ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่ใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยา หรือมีความผูกพันทางสายโลหิต หรือทางกฎหมาย หรือเกี่ยวดองเป็นเครือญาติ ซึ่งสมาชิในครอบครัวต่างมีบทบาทหน้าที่ต่อกัน และมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน 

2. การจำแนกครอบครัวตามโครงสร้าง ได้แก่ (1) ครอบครัวเดี่ยว คือ ครอบครัวที่ประกอบด้วยบุคคลที่ใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยา อาจมีหรือไม่มีบุตร พ่อหรือแม่อยู่กับบุตร หรือพี่น้อง หรือญาติไม่เกินสองรุ่นใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน (2) ครอบครัวขยาย คือ ครอบครัวที่ประกอบด้วยบุคคลตั้งแต่สามรุ่นขึ้นไป หรือครอบครัวเดี่ยวสองครอบครัวขึ้นไปที่มีความผูกพันทางสายโลหิต หรือเกี่ยวดองเป็นเครือญาติ ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน และอาศัยอยู่ในบ้านหรือบริเวณเดียวกัน 

3. การจำแนกครอบครัวตามลักษณะเฉพาะ ได้แก่ (1) ครอบครัวพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว คือ ครอบครัวที่พ่อหรือแม่ต้องเลี้ยงดูบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยลำพัง (2) ครอบครัวข้ามรุ่น คือ ครอบครัวที่มี ปู่ ย่า ตา ยาย อยู่กับหลานตามลำพัง (3) ครอบครัวที่ผู้สูงอายุอยู่ด้วยกันตามลำพัง คือครอบครัวที่ประกอบด้วยสมาชิกอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ตั้งแต่สองคนขึ้นไป อยู่ร่วมกันโดยไม่มีสมาชิกช่วงวัยอื่นอาศัยอยู่ด้วย (4) ครอบครัวคู่รักเพศเดียวกัน คือ ครอบครัวที่มีบุคคลเพศเดียวกันใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา (5) ครอบครัวผสม คือ ครอบครัวที่ชายหญิงฝ่ายฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝายมีบุตรติดมาและได้สมรสหรืออยู่กินกันฉันสามีภริยาเป็นครอบครัวใหม่ และบุตรนั้นอาศัยอยู่ด้วยกัน (6) ครอบครัววัยรุ่น คือครอบครัวที่พ่อแม่เป็นวัยรุ่น และ(7) ครัวเรือนคนเดียว คือ ครัวเรือนที่บุคคลอาศัยอยู่คนเดียวตั้งแต่สามเดือนขึ้นไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบรายงานความก้าวหน้าโครงการคลังข้อมูลสารสนเทศด้านครอบครัวแห่งชาติ (Family Big Data) โดยมีแผนการดำเนินการในปีงบประมาณ 2563 ดังนี้ 

  1. สำนักงานสถิติแห่งชาติ GBDi กระทรวงดิจิทัล DE ทดลองนำร่องวิเคราะห์จำนวนครอบครัวแต่ละประเภทภาพรวมประเทศและรายจังหวัดจากข้อมูลโครงการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรไตรมาส 3 ปี 2557 – 2561
  2. จัดทำ Data Catalog และ Data List รายกรมในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
  3. เชื่อมโยงบูรณาการฐานข้อมูลบุคลากรและผู้รับบริการของกระทรวง พม.
  4. การจัดทำ platform เพื่อรองรับระบบ Family Big Data
  5. สนับสนุนงบประมาณให้ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนดำเนินการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลจำนวนครอบครัวในพื้นที่
  6. เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลครอบครัวตามคำนิยามและประเภทครอบครัว หารือแนวทางความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  7. จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การแลกเปลี่ยนข้อมูลครอบครัวระหว่าง พม. กับหน่วยงานต่าง ๆ

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

รอง.นรม.พลเอก ประวิตร ฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ครั้งที่ 2/2562

วันนี้ ( 14 พฤศจิกายน 2562) เวลา 10.45 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอกพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ครั้งที่ 2/2562

ที่ประชุมได้รับทราบถึงการเตรียมการของฝ่ายไทยตามระเบียบปฏิบัติ เรื่อง การแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง (PNPCA) โครงการฯ เขื่อนหลวงพระบาง เพื่อเสนอต่อ สปป.ลาว ในการลดหรือบรรเทาผลกระทบข้ามพรมแดนที่อาจจะเกิดขึ้น โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. 62 จนถึง 7 เม.ย. 63 

ทั้งนี้ สทนช.ได้รายงานการแต่งตั้งคณะทำงานโครงการฯ เขื่อนหลวงพระบางทั้งด้านอำนวยการและด้านวิชาการ เพื่อวางแผนการชี้แจงข้อมูลสร้างการรับรู้ในพื้นที่ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน จำนวน 3 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัดริมน้ำโขง โดยเริ่มต้นจัดประชุมชี้แจงครั้งแรกในเดือน ธ.ค. 62 นี้ ซึ่งจะรวบรวมข้อคิดเห็น ประเด็นข้อกังวลและห่วงใยจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่อย่างรอบด้าน และสร้างความตระหนักรู้ในการดำเนินงานเพื่อลดข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีทรัพยากรน้ำภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ซึ่งสทนช.จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาร่างแถลงการณ์ พร้อมมอบหมายรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านทรัพยากรน้ำเข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีด้านทรัพยากรน้ำ ในวันที่ 9-11 ธ.ค. 62 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วย

กองปราบฯ​ รวบ 2 ผู้ต้องหาข่มขืนเด็ก 13

วันที่ 14 พ.ย.62 ที่กองบังคับการปราบปราม : พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. พร้อมด้วย​ พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์ รอง ผบก.ป.สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก 5 บก.ป., พ.ต.ท.สิทธิเกียรติ ศรีจันทร์ รองผกก.5. บก.ป. ปฏิบัติการโดย พ.ต.ต.ฐิติวัสส์ แซมเขียว สว.กก.5.บก.ป.ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายชานนท์ กมลภา อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 92 หมู่ 5 ตำบลนาขาม อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ 237/2562 ลง 7 พฤศจิกายน 2562

และนายศิริชัย ชนะสงคราม อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 65 หมู่ 9 ตำบลนาขาม อำเภอกุฉิ นารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ 235/2562 ลง 7 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งต้องหาว่า​ “กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม,พาบุคคลอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่ออนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม โดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร”

โดยก่อนเกิดเหตุ เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2562 นายชานนท์ฯ ผู้ต้องหาได้ตกลงนัดแนะกับนายศิริชัยฯ และนายชัยณรงค์ฯ ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่ ซึ่งทั้ง 3 คนได้วางแผนให้นายศิริชัยฯ ไปติดต่อล่อลวงเด็กหญิงเอ​ (นามสมมุติ) อายุ 13 ปีซึ่งเป็นคนรู้จักกัน ส่วนนายชานนท์ฯ​ และนายชัยณรงค์ฯ​ ได้มารออยู่ที่เถียงนาต่อมานายศิริชัยฯ ได้โทรนัดแนะให้เด็กหญิงเอออกมาหาบริเวณริมถนนภายในหมู่บ้านแล้วได้ขับขี่รถจักรยานยนต์พาตัวเด็กหญิงเอ​ ไปยังเถียงนาซึ่งมีนายชัยณรงค์ฯ​ และนายชานนท์ฯ ผู้ต้องหารออยู่แล้วจากนั้นได้นั่งดื่มกินสุรากันบนเถียงนา โดยนายศิริชัยฯ ได้กอดจูบลูบคลำตัวเด็กหญิงเอ​ อยู่บริเวณบนเถียงนา จากนั้นนายชัยณรงค์ฯ ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีได้พาเด็กหญิงเอ​ ไปที่บ้านของตนเอง​ และได้ลงมือข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงเอหลายครั้ง จากนั้นนายชัยณรงค์ฯ ได้พาเด็กหญิงเอ​ ไปส่งยังกระท่อมในสวนยางของอานายชานนท์ฯ จากนั้นนายชานนท์ฯ ได้ลงมือข่มขืนเด็กหญิงเอ​ แล้วได้พาเด็กหญิงเอ​ ไปส่งบริเวณริมถนน จนกระทั่งพ่อแม่ของเด็กหญิงแทราบเริ่องจึงไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลุ่มของผู้ต้องหาจึงได้หลบหนีออกจากพื้นที่ไป

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ให้ทำการตรวจสอบจับกุม นายชานนท์ฯ จากการสืบสวนติดตามผู้ต้องหารายนี้ทราบว่า ได้หลบหนีมาพักอาศัยอยู่กับน้องชายที่ หมู่ 1 ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย ก่อนเข้าจับกุมและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.กุฉินารายณ์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ส่วน นายศิริชัยฯ ได้หลบหนีมาประกอบอาชีพก่อสร้าง อยู่แถวนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดอยู่บริเวณริมถนนไอ-1 ในบริเวณนิคมมาบตาพุด ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าจับกุมตัว​ และนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.กุฉินารายณ์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป​ จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง​
สุรเชษฐ​ศิลา​นนท์​รายงาน​

ตม.จ.เพชรบูรณ์ ติวเข้มสถานบริการ และสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ

ตม.จ.เพชรบูรณ์ ติวเข้มสถานบริการ และสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ

วันที่ 13 พ.ย.62 เวลา 13.30 น.: พล.ต.ต.ชำนาญ ชำนาญเวช ผบก.ตม.5 และพ.ต.อ.ชาญชัย เชาวน์เกษม รอง ผบก.ตม.5​ (4) สั่งการให้​ ว่าที่ พ.ต.ท.ณวิภาส เทศแย้ม สว.ตม.จ.เพชรบูรณ์ โดยมอบหมายให้ ร.ต.อ.ศักย์ศรณ์ ชัยธรรมาภรณ์ รอง สว.ตม.จ.เพชรบูรณ์ เข้าร่วมประชุมชี้แจงให้ความรู้เกี่ยวกับระเบียบกฎหมาย การจัดระเบียบสังคม รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถานบริการ และสถานประกอบการที่เปิดให้บริการคล้ายสถานบริการ ณ ห้องประชุมชั้น 2 หอประชุมอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ โดยมี นายเสรี หอมเกษร นายอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เป็นประธานการประชุม และมีตัวแทนจากหน่วยงานด้านความมั่นคงประกอบด้วย นายสมศักดิ์ หลวงเทพ ปลัดอำเภอเมืองเพชรบูรณ์​ (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) ตัวแทนฝ่ายปกครอง, ตำรวจภูธรเมืองเพชรบูรณ์, สรรพสามิตพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และสาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมให้ความรู้ และตอบปัญหาข้อซักถามจากเจ้าของสถานประกอบการรวมจำนวนทั้งสิ้น 38 ราย ซึ่งบรรยากาศการพูดคุยในครั้งนี้เป็นการแนะนำข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีการซักถามและตอบคำถามกันอย่างใกล้ชิด

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ประสานการปฏิบัติร่วมกัน ให้ทำความเข้าใจ ให้ความรู้กับเจ้าของสถานบริการ และเจ้าของสถานประกอบการที่เปิดให้บริการคล้ายสถานบริการในพื้นที่ ในเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง ครบถ้วนครอบคลุมในทุกมิติ และแนะแนวทางการปฏิบัติที่ไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย รวมถึงให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อเป็นการดูแลและคุ้มครองสวัสดิภาพของเยาวชนไม่ให้กระทำผิดกฎหมายหรือประพฤติตนในทางที่ไม่เหมาะสม และเพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมต่อไป

ตามนโยบายของ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.กำชับให้ด่านตรวจคนเข้าเมือง และตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดทุกจังหวัด ระดมกวาดล้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย นายจ้าง เจ้าของผู้ประกอบการที่รับคนต่างด้าวเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำความผิดในทุกรูปแบบ

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รุดบรรเทาทุกข์ สู้ภัยหนาว มอบผ้าห่มแก่ชาวจังหวัดเชียงใหม่ในถิ่นทุรกันดาร

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รุดบรรเทาทุกข์ สู้ภัยหนาว มอบผ้าห่มแก่ชาวจังหวัดเชียงใหม่ในถิ่นทุรกันดาร

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยนายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและรองเลขาธิการฯ พร้อมด้วยนายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการฯ,นางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการ,นายวุฒิชัย อภิวัฒนกุลชัย ผู้จัดการมูลนิธิฯ และทีมศาลเจ้าฝาง จ.เชียงใหม่ มอบผ้าห่มกันหนาว พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รวมจำนวน 800 ชุด แก่ผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ รวม 4 แห่ง 2 อำเภอ ประกอบด้วย ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ บริเวณเทศบาลป้านแม่ข่า เทศบาลตำบลสันทราย องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหลวง อำเภอแม่อาย โดยมีหน่วยงานราชการในพื้นที่ร่วมในพิธี

โครงการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยหนาว ประจำปี 2562 นี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดมอบผ้าห่มกันหนาวแก่ผู้ประสบภัยในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั้งภาคเหนือ และภาคอีสาน รวมทั้งสิ้น 43 จังหวัด รวมมูลค่าการดำเนินงานในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 20,000,000 บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน)

โดยในเดือนพฤศจิกายน 2562 นี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งกำหนดออกเดินทางบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยในถิ่นทุรกันดาร ภาคเหนือ ประจำปี 2562 รวม 12 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนครสวรรค์,แพร่,น่าน,พะเยา,เชียงใหม่,เชียงราย,สุโขทัย,ตาก,ลำปาง,ลำพูน,แม่ฮ่องสอน และพิษณุโลก เพื่อมอบผ้าห่มบรรเทาภัยหนาว พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รวม 16,100 ชุด รวมทั้งจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ประสานเครือข่ายมูลนิธิฯ​ ภายในจังหวัดให้ดำเนินการเป็นผู้แทนแจกจ่าย และมีกำหนดออกเดินทางสายอีสานต่อในเดือนธันวาคม 2562 เป็นลำดับต่อไป

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #ติดต่อ-สอบถาม​ ทีมงานสื่อสารองค์กร 086-854-1418 #แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

พิธีประดับยศ ร.ต.อ.ในสังกัด​ บก.อก.บช.น.

วันพุธที่ 13 พ.ย.62 เวลา 13.30 น.: พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.กิตติพันธุ์ จุนทการ ผบก.อก.บช.น.ให้เกียรติเป็นประธานในการ ประดับยศ ร.ต.อ. ให้แก่ ว่าที่ ร.ต.อ.สมเกียรติ คัมภิรานนท์ รอง สว.ประชาสัมพันธ์ ฝอ.5 บก.อก.บช.น.,ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง​ ลัดดา บุญนิมิตร รอง สว.ฝอ.2 บก.อก.บช.น. และ ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง​ ธัญพร ธิติจาตุภัทร รอง สว.ฝอ.4 บก.อก.บช.น.

โดยมี พ.ต.ท.พัทธนนท์ เกียรติไพบูลย์ รอง ผกก.ฝอ.5 และ พ.ต.ต.สาโรจน์ เนียมหอม สว.ประชาสัมพันธ์ ฝอ.5 บก.อก.บช.น.ร่วมในพิธี จากนั้นได้ให้โอวาท​ และคติธรรมในการดำรงชีวิต ณ ห้องทำงาน รอง ผบช.น. และ ห้องทำงาน ผบก.อก.บช.น.

Cr.ขอบคุณภาพจากสื่อมวลชน​ และทีมงานประชาสัม พันธ์ บช.น.
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​