พระเมตตา มอบเครื่องไตเทียมมูลค่า 6 แสน ให้โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช

สุพรรณบุรี – พระเมตตา มอบเครื่องไตเทียม มูลค่า 600,000 บาท ให้กับโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย สามารถเข้าถึงการบำบัดทดแทนไตได้มากขึ้น

พระสุพรรณวชิรโมลี ดร.เจ้าอาวาสวัดพระลอย รองเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรีและผอ. วิทยา ลัยสงฆ์สุพรรณบุรีศรีสุวรรณภูมิ ได้เมตตาเยี่ยมผู้ป่วยพร้อมกับให้กำลังใจแล้วรู้สึกสงสาร จึงได้มอบเครื่องไตเทียม จำนวน 1 เครื่อง มูลค่า 600,000 บาท ให้กับโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช โดยมีนายแพทย์ อิทธิพล จรัสโอฬาร ผอ.โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช พร้อมด้วยนางสุจิตรา ขาวประเสริฐ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุพรรณบุรี นายเชาวลิต ทวีไทย รองประธานหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรีและนายอานนท์ รักผล ไวยาวัจกรวัดพระลอย ร่วมรับมอบในครั้งนี้

พระสุพรรณวชิรโมลี กล่าวว่าสำหรับการมอบเครื่องฟอกไต ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานสาธารณะสงเคราะห์ของพระสงฆ์ ที่วัดช่วยโยม โยมช่วยวัด การช่วยเหลือเกื้อกูล การสง เคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่เดือดร้อนหรือผู้ด้อยโอกาสในสังคม ตามงานของคณะสงฆ์ไทย มหาเถรสมาคม ที่มีพันธกิจในการดูแลชุมชนและสังคม ควบคู่ไปกับหน่วยงานรัฐและองค์กรการกุศล อย่างเช่นการสงเคราะห์เบื้องต้น การช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง และการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ เช่น อุทกภัย หรืออัคคีภัย

พญ.สุทธิกานต์ รวมเมฆ อายุรแพทย์โรคไต นายแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า จากสถานการณ์ผู้ป่วยโรคไตทั่วโลกปริมาณ 1ใน 10 พบผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง สถานการณ์ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกปี ยิ่งถ้าเจาะลึกถึงผู้ป่วยระยะที่ 5 เป็นบุคคลที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต ทั่วประเทศมีประมาณ 200,000 คน ซึ่งสาเหตุมาจากการใช้ชีวิตประจำวัน หลักๆเลยก็คือโรคเบาหวานและความดัน ซึ่งสองโรคนี้จำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลสถานการณ์ให้มีผู้ป่วยโรคไตเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องเพิ่มปริมาณเครื่องฟอกไตในทุกๆโรงพยาบาล เพื่อให้คนไข้ สามารถเข้าถึงการบำบัดทดแทนไตได้มากขึ้น


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

รพ.นครปฐม จัดการซ้อมแผนรับมือ โรคอีโบลา (EBOLA)

โรงพยาบาลนครปฐม จัดการซ้อมแผนรับมือ โรคอีโบลา (EBOLA)

นายอรรถวุฒิ พึ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานเปิดโครงการซ้อมแผนรับมือโรคอีโบลา (EBOLA) โดยมี นายแพทย์วิโรจน์ รัตนอมรสกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม และนายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม กล่าวรายงาน ซึ่งมีวิทยากร ได้แก่ แพทย์หญิงสิรีธร นิมิตวิลัย แพทย์อายุรกรรมโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลนครปฐม และวิทยากรจากสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี ในรูปแบบ The Table top และ การซ้อมแผนเสมือนจริง ณ ห้องประชุมจตุภัทร ชั้น 4 โรงพยาบาลนครปฐม


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) พระราชทานพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระ ราชดำเนิน ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร (๑๕ วัน) พระราชทานพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันนี้ (๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๙) เวลา ๑๗.๑๗ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระ นางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง ไปในการพระราชพิธี
ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร (๑๕ วัน) พระราชทานพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา พระบรมมหาราชวัง

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร และเจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี โดยเสด็จในการนี้ด้วย ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ และท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา พระบรมมหาราชวัง

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงพระที่นั่งพิมานรัตยา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงวางพวงมาลาที่หน้าพระโกศพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เจ้าพนักงานประโคมสังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ ปี่พาทย์ กองทหารเกียรติยศพระศพถวายความเคารพ ดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาชัย

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพานทองสองชั้นบูชาพระพุทธรูปประจำวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงกราบ แล้วประทับพระราชอาสน์ พระสงฆ์ ๑๐ รูป สวดพระพุทธมนต์ จบแล้ว ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนดูหนังสือเทศน์พระราชทานแก่เจ้าพนักงานพระราชพิธีเชิญไปตั้งที่โต๊ะข้างธรรมาสน์

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยที่หน้าพระโกศ สำหรับพระศพทรงธรรม ทรงศีล สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม ถวายศีล และถวายพระธรรมเทศนาเรื่อง “อัตถจริยากถา” ว่าด้วยการประพฤติอันเป็นประโยชน์

จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องบูชากระบะมุกที่หน้าพระสงฆ์สวดธรรมคาถา พระสงฆ์ ๔ รูป สวดธรรมคา ถา

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ ทรงทอดผ้าไตรถวายพระสงฆ์ที่ถวายพระธรรมเทศนา และพระสงฆ์ที่สวดธรรมคาถา พระสงฆ์สดับปกรณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯพระบรมราชินี ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำวันประสูติ แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องบูชากระบะมุกที่หน้าเตียงพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมด้านตะวันออกและด้านตะวันตกพระที่นั่งพิมานรัตยา ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปถวายราชสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระ บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สมควรแก่เวลา จึงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ


แม่ทัพภาคที่ 3 ติดตามการขับเคลื่อน “คลองแม่ข่า” ฟื้นเสน่ห์คลองโบราณเมืองเชียงใหม่ จากร่วมแรงใจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

‘ชุมชน-คน-คลองแม่ข่า’ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามการขับเคลื่อนกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาพื้นที่สาธารณะและสิ่งแวดล้อม ชุบชีวิต ” คลองแม่ข่า ” ฟื้นเสน่ห์คลองโบราณเมืองเชียงใหม่ จากร่วมแรงใจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 และผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานโครงการจิตอาสาพระราชทาน กองทัพภาคที่ 3 เดินทางมาตรวจพื้นที่และติดตามการขับเคลื่อนกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาพื้นที่สาธารณะและสิ่งแวดล้อม บริเวณสะพานแม่ข่าระแกง อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 3/ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ได้รับฟังผลการดำเนินงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี เทศบาลนครเชียงใหม่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงใหม่ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงานอย่างพร้อมเพรียง

ในการนี้ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ได้มอบถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง จำนวน 3 ราย ได้แก่ นางสาวภัสสร แซ่เฉียว นางพวงเพชร รัตนชมภู และนายสุรัตน์ สิงห์ไทย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ตลอดจนบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ต่อจากนั้น แม่ทัพภาคที่ 3/ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ได้ลง พื้นที่ตรวจเยี่ยมและสำรวจจุดปฏิบัติงานสำคัญเพิ่มเติมอีก 2 จุด ได้แก่ สะพานศรีดอนไชย และสะพานอัษฎาพร ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการดำเนินกิจกรรมพัฒนาและปรับปรุงภูมิทัศน์ เพื่อยกระดับความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความสวยงามของพื้นที่ อันจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

จากนั้น แม่ทัพภาคที่ 3 /ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ได้ร่วมกิจ กรรมจิตอาสาพัฒนาพื้นที่ พร้อมพบปะให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานนักศึกษาวิชาทหารจิตอาสาพระราชทาน จากโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และกำลังพลจิตอาสาพระราชทานจากกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 7 ที่ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและสาธารณประโยชน์ พร้อมอันนี้ได้มอบน้ำเกลือแร่และน้ำดื่มเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานหน้าที่จิตอาสาในบริเวณดังกล่าวด้วย

นอกจากนั้น แม่ทัพภาคที่ 3 /ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ลงพื้นที่ บริเวณสะพานคลองแม่ข่า สะพานอัษฎาพร ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ นักศึกษาวิชาทหารจิตอาสาพระราชทานจาก โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และกำลังพลจิตอาสาพระราชทานจากกรมทหารราบที่ 7 ,กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 4 และกองพันพัฒนาที่ 3 พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยงานที่รับผิดชอบและได้มอบถุงยังชีพแก่ นาย เอกบุรุษ สุขกาย ประชาชนจิตอาสาผู้ดูแลพื้นที่ดังกล่าว ด้วย

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ มีกำลังพลจิตอาสาพระราชทานจากมณฑลทหารบกที่ 33 หน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ นักศึกษาวิชาทหาร จิตอาสา 904 ภาค 3 และจิตอาสาพระราชทานจังหวัดเชียงใหม่ รวมจำนวนทั้งสิ้น 150 นาย ร่วมกันดำเนินกิจกรรมทำความสะอาด เก็บขยะ ตัดแต่งกิ่งไม้ และปรับปรุงภูมิทัศน์ตลอดแนวคลองแม่ข่า เพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อม สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นเมืองน่าอยู่ สะอาด สวยงาม และยั่งยืนต่อไป


นที มีเดช รายงาน

กอ.รมน.เชียงราย ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนโครงการนวัตกรรมการจัดการขยะแบบครบวงจร มุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนให้ชุมชน

จังหวัดเชียงราย – กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนโครงการนวัตกรรมการจัดการขยะแบบครบวงจร มุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนให้ชุมชน

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย (กอ.รมน.จังหวัด ช.ร.) เดินหน้าภารกิจเชิงรุกด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม โดย พันเอก สิงหนาท โลสุยะ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย (ฝ่ายทหาร) พร้อมด้วยกำลังพล ลงพื้นที่บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย), สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย), สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย, เทศบาลตำบลดอยฮาง, เทศบาลตำบลป่าอ้อดอนชัย, รัฐวิสาหกิจชุมชน และผู้นำท้องถิ่น เพื่อวางรากฐานการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยในพื้นที่อย่างยั่งยืน

หัวใจสำคัญของโครงการ: การดำเนินงานในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการนวัตกรรมของ กอ.รมน.” ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างเป็นระบบ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้:

  • การจัดการเชิงรุก: ส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ครัวเรือนเพื่อลดปริมาณขยะที่จะเข้าสู่กระบวนการกำจัด
  • เศรษฐกิจหมุนเวียน: นำขยะที่คัดแยกแล้วกลับมาสร้างมูลค่าหรือใช้ประโยชน์ใหม่ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดมลภาวะในพื้นที่
  • การบริหารจัดการครบวงจร: ลงพื้นที่ตรวจสอบแนวเขตเพื่อจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการขยะแบบครบวงจร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการขยะอย่างถูกสุขลักษณะ

ผลการดำเนินงานและการเตรียมความพร้อม:
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ ณ บริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ลาวฝั่งซ้าย และป่าแม่กกฝั่งขวา (ในท้องที่ตำบลดอยฮาง และตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย) คณะทำงานได้พิจารณาพื้นที่รองรับเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ โดยมีความเห็นร่วมกันในการจัดตั้งเป็นศูนย์บริหารจัดการขยะ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามระเบียบและข้อกฎหมาย เทศบาลตำบลดอยฮาง ในฐานะหน่วยงานหลักรับผิดชอบพื้นที่ จะดำเนินการยื่นเรื่องขออนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่ดังกล่าวจากกรมป่าไม้ตามขั้นตอนต่อไป

บทสรุป:
ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยรอบวัดพุทธอุทยาน ดอยอินทรีย์ และพื้นที่ใกล้เคียง ผ่านการใช้กลไกการบูรณาการภาครัฐและชุมชน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการจัดการขยะที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ


นที มีเดช รายงาน

ฮ.เมียนมา ถูกสอยด้วยโดรน

กองกำลัง MGY ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล PDF ในภูมิภาคแมกเว หรือมะเกว ใช้โดรนพลีชีพ FPV บังคับด้วยสายไฟเบอร์ออพติก ทำลายเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงพลแบบ Mi-17 ของกองทัพทหารเมียนมาจนเกิดไฟไหม้เสียหายยับเยิน ขณะกำลังเตรียมยกตัวขึ้นบินส่งกำลังพล เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา กองกำลัง MGY ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล PDF ในภูมิภาคมะกเว ใช้โดรนพลีชีพ FPV บังคับด้วยสายไฟเบอร์ออพติก ทำลายเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงพลแบบ Mi-17 ของกองทัพทหารเมียนมาจนเกิดไฟไหม้เสียหายยับเยิน ขณะกำลังเตรียมยกตัวขึ้นบินส่งกำลังพล ในพื้นที่ อำเภอมะยิน (Myaing) เขตพะโค

มีรายงานมาว่า ฝ่ายต่อต้านได้ใช้โดรนแบบ FPV บังคับด้วยสายไฟเบอร์ออพติก ทำการโจมตีเฮลิคอปเตอร์ขนส่งรุ่น MI-17 ที่ผลิตในประเทศรัสเซีย โดยระยะจากจุดโจมตีถึงเป้าหมายห่างกันประมาณ 2 กม. ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าว ได้บินมารับกำลังพลทหารเมียนมา เพื่อส่งไปปราบปรามฝ่ายต่อต้านในพื้นที่ และ เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวถูกโจมตีทันที เมื่อทหารเมียนมาได้พากันขึ้นไปอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวและพร้อมที่จะบินขึ้น

ล่าสุดจนถึงปัจจุบันทางการเมียนมา ยังไม่เปิดเผยถึงเรื่องเฮลิคอปเตอร์ของรัฐบาลถูกฝ่ายต่อต้านโจมตี ว่ามีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน และมีผู้รอดชีวิตจากการโจมตีดังกล่าวจำนวนกี่คน อย่างไรก็ตามในห้วงตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา อากาศยานของกองทัพเมียนมาถูกฝ่ายตรงข้าม สอยร่วงมาแล้ว ไม่ต่ำกว่า 20 ลำ ซึ่งทั้งเครื่องบินปีกหมุน และ ปีกตรึง

อนึ่งการโจมตีอากาศยานด้วยโดรน แบบ FPV บังคับด้วยสายไฟเบอร์ออพติก ของฝ่ายต่อต้านในครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการใช้โดรนโจมตีอากาศยาน แต่ก่อนหน้านั้น โดรนแบบ FPV บังคับด้วยสายไฟเบอร์ออพติก ถูกนำมาใช้ในสงครามระหว่างทหารเมียนมา กับ กอง ทัพกะเหรี่ยงคาเรนนี ในรัฐคาเรนนี และในรัฐยะไข่ / รัฐชิน ทางภาคตะวันตกของเมียนมา


ภานุเดช ไชยสกูล / แม่ฮ่องสอน

ศอ.จอส.พระราชทานมทบ.37 จัดกำลังพลจิตอาสา บริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยเร่งด่วน จังหวัดเชียงราย

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพลจิตอาสาบริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยเร่งด่วน จังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 15.30 น. พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 37 ได้มอบหมายให้กำลังพลจิตอาสาพระราชทานเข้าร่วมบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือ นายยุทธชัย ซุ่นอินทร์ ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้โลหิตในการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน

ภายหลังได้รับการประสานขอรับการสนับสนุน หน่วยได้เร่งจัดกำลังพลจิตอาสาที่มีความพร้อมทางด้านร่างกายเข้าบริจาคโลหิตโดยทันที เพื่อให้มีโลหิตเพียงพอต่อการรักษาพยาบาลผู้ป่วย โดยสามารถบริจาคโลหิตได้รวมทั้งสิ้น 900 ซีซี ณ ศูนย์รับบริจาคโลหิต โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

การดำเนินการในครั้งนี้สะท้อนถึงความเสียสละ ความมีน้ำใจ และความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนของกำลังพลจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 37 ที่ยึดมั่นในเจตนารมณ์ “ทำความดีด้วยหัวใจ” พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือสังคมและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกโอกาส

“ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส”
“ทหารค่ายเม็งราย หัวใจเพื่อประชาชน”


นที มีเดช รายงาน

มทบ.37 ร่วม อผศ.เขตเชียงราย ออกหน่วยให้การสงเคราะห์เคลื่อนที่ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 21 ณ ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

มณฑลทหารบกที่ 37 ร่วมกับ สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก โดย นางมณธิยา กำจาย รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย มอบหมายให้ นายปิยะพงษ์ ยะถาคำ หัวหน้างานสนับสนุน ผศ.ช.ร. ออกหน่วยให้การสงเคราะห์เคลื่อนที่ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 21 ณ ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสงเคราะห์อย่างทั่วถึงเท่าเทียม และเป็นการอำนวยความสะดวกและขยายโอกาสในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการสงเคราะห์ให้กับทหารผ่านศึกที่พิการทุพพลภาพ และครอบครัวทหารผ่านศึก ที่มีภูมิลำเนาห่างไกล การคมนาคมไม่สะดวก โดยให้บริการด้านต่างๆ อย่างครบวงจร อาทิ การเบิกค่ารักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือครั้งคราว การรับสมัครสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ ค่าจัดการศพ เงินช่วยเหลือกรณีประสบภัยพิบัติ รวมถึงการดำเนินการเกี่ยวกับบัตรประจำตัวทหารผ่านศึก เช่น การทำบัตรใหม่ การเปลี่ยนบัตร และการเลื่อนชั้นบัตรประจำตัวทหารผ่านศึกนอกประจำการ

อีกทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร สิทธิประโยชน์ และระเบียบข้อบังคับต่างๆ ขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เพื่อสร้างความเข้าใจ และส่งเสริมให้ทหารผ่านศึกสามารถเข้าถึงการให้ความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น การออกหน่วยให้การสงเคราะห์เคลื่อนที่ในครั้งนี้นอกจากให้การสงเคราะห์ด้านต่างๆ แล้ว ยังได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนให้กำลังใจ มอบเครื่องอุปโภคบริโภคและเงินช่วยเหลือครั้งคราวเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้กับทหารผ่านศึกที่สูงอายุ /เจ็บป่วย/พิการ จำนวน 2 ราย คือ พ.อ.อ.ปราโมทย์ เลิศอนันต์ อายุ 80 ปี ณ บ้านเลขที่ 23/3 ม.8 ต.หย่วน อ.เชียงคำ จ.พะเยา และ อส.ทพ.พัฒน์ ทิพละ อายุ 72 ปี ณ บ้านเลขที่ 50 ม.12 ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา


นที มีเดช รายงาน

กฟผ. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำตะคอง คาดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ปี 2572

นครราชสีมา – กฟผ. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำตะคอง คาดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ปี 2572

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับบริษัท ทรานส์ เอเชีย คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียต่อโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำตะคอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.คลองไผ่) ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา การประชุมครั้งนี้มี นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายปกรณ์ ประดิษฐ์ทอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ 2 กฟผ. ร่วมชี้แจงรายละเอียดโครงการแก่ประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง

นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึง ผลการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำว่า ประชาชนในพื้นที่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้เป็นอย่างมาก โดยสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ชาวบ้านคำนึงถึงคือเรื่องความปลอดภัย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อวิถีชีวิตรวมถึงโครงสร้างของเขื่อน แต่โดยภาพรวมแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักถึงประโยชน์ส่วนรวมและเห็นชอบให้ดำเนินการก่อสร้าง โดยมีข้อเงื่อนไขว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสามารถตอบคำถามและชี้แจงข้อกังวลในจุดต่างๆ ให้ชัดเจน หากสามารถสร้างความมั่นใจได้ก็พร้อมสนับสนุนให้เดินหน้าโครงการต่อ

สำหรับเหตุผลและความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำนั้น เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาด เนื่องจากปัจจุบันประเทศยังคงพึ่งพาการผลิตกระแสไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินเป็นหลัก การเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสะอาดจะช่วยลดมลพิษที่เป็นพิษจากโรงไฟฟ้าแบบเดิมลงได้ ส่วนในเรื่องความมั่นคงทางพลังงานนั้น หากมองในภาพรวมของทั้งประเทศปัจจุบันถือว่ามีความเสถียรอยู่แล้ว แต่โครงการนี้มีลักษณะเด่นในการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากเป็นพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น เช่น พลังงานจากขยะ ก็อาจจะมีประเด็นเรื่องมลพิษที่ต้องพิจารณาแตกต่างกันออกไป โดยโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1.5 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ ในการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ได้เชิญประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัศมี 1 กิโลเมตรโดยรอบพื้นที่โครงการมาร่วมพูดคุย ซึ่งแม้ว่าชาวบ้านแต่ละคนจะมีความกังวลที่แตกต่างกันไป ทำให้เกิดความเห็นที่หลากหลาย แต่เวทีในวันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีในการสื่อสารเพื่อคลายความกังวลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี เปิดโครงการ “ส่งเสริมการประสานความร่วมมือด้านการยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรม”

จังหวัดลพบุรี – ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี เปิดโครงการ ส่งเสริมการประสานความร่วมมือด้านการยุติธรรมของหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรม ประจำปีงบประมาณ.พ.ศ. 2569 เรื่อง พัฒนาการความเท่าเทียมระหว่างเพศ ตั้งแต่ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

วันพุธที่ 24 มิถุนายน 2569 นายชัยพรรษ เสริมสุวรรณ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ส่งเสริมการประสานความร่วมมือด้านการยุติธรรมของหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ห้องอาหารฉัตรนารา อ.เมืองจังหวัดลพบุรี โดยมี นางสาวสุพจี รุ่งโรจน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมมีความเข้าใจถึงปัญหาในทางปฏิบัติในการดำเนินงานระหว่างกัน และให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาเครือข่าย ระบบกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมภายในจังหวัดหรือพื้นที่รับผิดชอบได้รับความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี เรื่อง พัฒนาการความเท่าเทียมระหว่างเพศ ตั้งแต่ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพื่อให้ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรีมีแนวทางการประสานความร่วมมือในการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธธรรม และมีเครือข่ายความร่วมมือด้านการยุติธธรรมกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนเพื่อขับเคลื่อนระบบงานศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรม ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและความเจริญก้าวหน้าตามยุคสมัย ส่งเสริมการประสานความร่วมมือกับองค์กรและหน่วยงานภายในและต่างประเทศ และเพื่อเป็นการยกระดับการอำนวยความยุติธรรมความเชื่อมันศรัทธา ส่งเสริมแการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

โดยภายในงานยังได้รับเกียรติ จาก นางสาวนรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นวิทยากรจากหน่วยงานภายนอก ดำเนินการบรรยาย ในหัวข้อ เรื่อง พัฒนาการความเท่าเทียมระหว่างเพศ ตั้งงแต่ อดีต จนถึง ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งเกี่ยวข้องกับ กฎหมายสมรสเท่าเทียม ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ถือเป็นกฎหมายใหม่ที่กำลังเป็นที่สนใจเป็นอย่างยิ่งของประชาชนในขณะนี้ และยังมีรูปแบบการจัดโครงการโดยจะมีการถ่ายถอดสดสัญญาภาพและเสียงให้กับบุคลากรในหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมทั่วประเทศได้รับทราบ ผ่านระบบ Facebook Live เพจสื่อศาล และ เพจประชาสัมพันธ์ศาลเยาวชนฯ จ.ลพบุรี อีกด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090