แม่ทัพภาคที่ 3 ติดตามการขับเคลื่อน “คลองแม่ข่า” ฟื้นเสน่ห์คลองโบราณเมืองเชียงใหม่ จากร่วมแรงใจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

‘ชุมชน-คน-คลองแม่ข่า’ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามการขับเคลื่อนกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาพื้นที่สาธารณะและสิ่งแวดล้อม ชุบชีวิต ” คลองแม่ข่า ” ฟื้นเสน่ห์คลองโบราณเมืองเชียงใหม่ จากร่วมแรงใจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 และผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานโครงการจิตอาสาพระราชทาน กองทัพภาคที่ 3 เดินทางมาตรวจพื้นที่และติดตามการขับเคลื่อนกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาพื้นที่สาธารณะและสิ่งแวดล้อม บริเวณสะพานแม่ข่าระแกง อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 3/ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ได้รับฟังผลการดำเนินงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี เทศบาลนครเชียงใหม่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงใหม่ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงานอย่างพร้อมเพรียง

ในการนี้ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ได้มอบถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง จำนวน 3 ราย ได้แก่ นางสาวภัสสร แซ่เฉียว นางพวงเพชร รัตนชมภู และนายสุรัตน์ สิงห์ไทย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ตลอดจนบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ต่อจากนั้น แม่ทัพภาคที่ 3/ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ได้ลง พื้นที่ตรวจเยี่ยมและสำรวจจุดปฏิบัติงานสำคัญเพิ่มเติมอีก 2 จุด ได้แก่ สะพานศรีดอนไชย และสะพานอัษฎาพร ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการดำเนินกิจกรรมพัฒนาและปรับปรุงภูมิทัศน์ เพื่อยกระดับความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความสวยงามของพื้นที่ อันจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

จากนั้น แม่ทัพภาคที่ 3 /ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ได้ร่วมกิจ กรรมจิตอาสาพัฒนาพื้นที่ พร้อมพบปะให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานนักศึกษาวิชาทหารจิตอาสาพระราชทาน จากโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และกำลังพลจิตอาสาพระราชทานจากกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 7 ที่ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและสาธารณประโยชน์ พร้อมอันนี้ได้มอบน้ำเกลือแร่และน้ำดื่มเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานหน้าที่จิตอาสาในบริเวณดังกล่าวด้วย

นอกจากนั้น แม่ทัพภาคที่ 3 /ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ลงพื้นที่ บริเวณสะพานคลองแม่ข่า สะพานอัษฎาพร ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ นักศึกษาวิชาทหารจิตอาสาพระราชทานจาก โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และกำลังพลจิตอาสาพระราชทานจากกรมทหารราบที่ 7 ,กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 4 และกองพันพัฒนาที่ 3 พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยงานที่รับผิดชอบและได้มอบถุงยังชีพแก่ นาย เอกบุรุษ สุขกาย ประชาชนจิตอาสาผู้ดูแลพื้นที่ดังกล่าว ด้วย

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ มีกำลังพลจิตอาสาพระราชทานจากมณฑลทหารบกที่ 33 หน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ นักศึกษาวิชาทหาร จิตอาสา 904 ภาค 3 และจิตอาสาพระราชทานจังหวัดเชียงใหม่ รวมจำนวนทั้งสิ้น 150 นาย ร่วมกันดำเนินกิจกรรมทำความสะอาด เก็บขยะ ตัดแต่งกิ่งไม้ และปรับปรุงภูมิทัศน์ตลอดแนวคลองแม่ข่า เพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อม สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นเมืองน่าอยู่ สะอาด สวยงาม และยั่งยืนต่อไป


นที มีเดช รายงาน

กอ.รมน.เชียงราย ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนโครงการนวัตกรรมการจัดการขยะแบบครบวงจร มุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนให้ชุมชน

จังหวัดเชียงราย – กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนโครงการนวัตกรรมการจัดการขยะแบบครบวงจร มุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนให้ชุมชน

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย (กอ.รมน.จังหวัด ช.ร.) เดินหน้าภารกิจเชิงรุกด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม โดย พันเอก สิงหนาท โลสุยะ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย (ฝ่ายทหาร) พร้อมด้วยกำลังพล ลงพื้นที่บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย), สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย), สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย, เทศบาลตำบลดอยฮาง, เทศบาลตำบลป่าอ้อดอนชัย, รัฐวิสาหกิจชุมชน และผู้นำท้องถิ่น เพื่อวางรากฐานการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยในพื้นที่อย่างยั่งยืน

หัวใจสำคัญของโครงการ: การดำเนินงานในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการนวัตกรรมของ กอ.รมน.” ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างเป็นระบบ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้:

  • การจัดการเชิงรุก: ส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ครัวเรือนเพื่อลดปริมาณขยะที่จะเข้าสู่กระบวนการกำจัด
  • เศรษฐกิจหมุนเวียน: นำขยะที่คัดแยกแล้วกลับมาสร้างมูลค่าหรือใช้ประโยชน์ใหม่ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดมลภาวะในพื้นที่
  • การบริหารจัดการครบวงจร: ลงพื้นที่ตรวจสอบแนวเขตเพื่อจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการขยะแบบครบวงจร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการขยะอย่างถูกสุขลักษณะ

ผลการดำเนินงานและการเตรียมความพร้อม:
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ ณ บริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ลาวฝั่งซ้าย และป่าแม่กกฝั่งขวา (ในท้องที่ตำบลดอยฮาง และตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย) คณะทำงานได้พิจารณาพื้นที่รองรับเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ โดยมีความเห็นร่วมกันในการจัดตั้งเป็นศูนย์บริหารจัดการขยะ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามระเบียบและข้อกฎหมาย เทศบาลตำบลดอยฮาง ในฐานะหน่วยงานหลักรับผิดชอบพื้นที่ จะดำเนินการยื่นเรื่องขออนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่ดังกล่าวจากกรมป่าไม้ตามขั้นตอนต่อไป

บทสรุป:
ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยรอบวัดพุทธอุทยาน ดอยอินทรีย์ และพื้นที่ใกล้เคียง ผ่านการใช้กลไกการบูรณาการภาครัฐและชุมชน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการจัดการขยะที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ


นที มีเดช รายงาน

ฮ.เมียนมา ถูกสอยด้วยโดรน

กองกำลัง MGY ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล PDF ในภูมิภาคแมกเว หรือมะเกว ใช้โดรนพลีชีพ FPV บังคับด้วยสายไฟเบอร์ออพติก ทำลายเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงพลแบบ Mi-17 ของกองทัพทหารเมียนมาจนเกิดไฟไหม้เสียหายยับเยิน ขณะกำลังเตรียมยกตัวขึ้นบินส่งกำลังพล เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา กองกำลัง MGY ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล PDF ในภูมิภาคมะกเว ใช้โดรนพลีชีพ FPV บังคับด้วยสายไฟเบอร์ออพติก ทำลายเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงพลแบบ Mi-17 ของกองทัพทหารเมียนมาจนเกิดไฟไหม้เสียหายยับเยิน ขณะกำลังเตรียมยกตัวขึ้นบินส่งกำลังพล ในพื้นที่ อำเภอมะยิน (Myaing) เขตพะโค

มีรายงานมาว่า ฝ่ายต่อต้านได้ใช้โดรนแบบ FPV บังคับด้วยสายไฟเบอร์ออพติก ทำการโจมตีเฮลิคอปเตอร์ขนส่งรุ่น MI-17 ที่ผลิตในประเทศรัสเซีย โดยระยะจากจุดโจมตีถึงเป้าหมายห่างกันประมาณ 2 กม. ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าว ได้บินมารับกำลังพลทหารเมียนมา เพื่อส่งไปปราบปรามฝ่ายต่อต้านในพื้นที่ และ เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวถูกโจมตีทันที เมื่อทหารเมียนมาได้พากันขึ้นไปอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวและพร้อมที่จะบินขึ้น

ล่าสุดจนถึงปัจจุบันทางการเมียนมา ยังไม่เปิดเผยถึงเรื่องเฮลิคอปเตอร์ของรัฐบาลถูกฝ่ายต่อต้านโจมตี ว่ามีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน และมีผู้รอดชีวิตจากการโจมตีดังกล่าวจำนวนกี่คน อย่างไรก็ตามในห้วงตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา อากาศยานของกองทัพเมียนมาถูกฝ่ายตรงข้าม สอยร่วงมาแล้ว ไม่ต่ำกว่า 20 ลำ ซึ่งทั้งเครื่องบินปีกหมุน และ ปีกตรึง

อนึ่งการโจมตีอากาศยานด้วยโดรน แบบ FPV บังคับด้วยสายไฟเบอร์ออพติก ของฝ่ายต่อต้านในครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการใช้โดรนโจมตีอากาศยาน แต่ก่อนหน้านั้น โดรนแบบ FPV บังคับด้วยสายไฟเบอร์ออพติก ถูกนำมาใช้ในสงครามระหว่างทหารเมียนมา กับ กอง ทัพกะเหรี่ยงคาเรนนี ในรัฐคาเรนนี และในรัฐยะไข่ / รัฐชิน ทางภาคตะวันตกของเมียนมา


ภานุเดช ไชยสกูล / แม่ฮ่องสอน

ศอ.จอส.พระราชทานมทบ.37 จัดกำลังพลจิตอาสา บริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยเร่งด่วน จังหวัดเชียงราย

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพลจิตอาสาบริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยเร่งด่วน จังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 15.30 น. พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 37 ได้มอบหมายให้กำลังพลจิตอาสาพระราชทานเข้าร่วมบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือ นายยุทธชัย ซุ่นอินทร์ ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้โลหิตในการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน

ภายหลังได้รับการประสานขอรับการสนับสนุน หน่วยได้เร่งจัดกำลังพลจิตอาสาที่มีความพร้อมทางด้านร่างกายเข้าบริจาคโลหิตโดยทันที เพื่อให้มีโลหิตเพียงพอต่อการรักษาพยาบาลผู้ป่วย โดยสามารถบริจาคโลหิตได้รวมทั้งสิ้น 900 ซีซี ณ ศูนย์รับบริจาคโลหิต โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

การดำเนินการในครั้งนี้สะท้อนถึงความเสียสละ ความมีน้ำใจ และความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนของกำลังพลจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 37 ที่ยึดมั่นในเจตนารมณ์ “ทำความดีด้วยหัวใจ” พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือสังคมและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกโอกาส

“ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส”
“ทหารค่ายเม็งราย หัวใจเพื่อประชาชน”


นที มีเดช รายงาน

มทบ.37 ร่วม อผศ.เขตเชียงราย ออกหน่วยให้การสงเคราะห์เคลื่อนที่ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 21 ณ ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

มณฑลทหารบกที่ 37 ร่วมกับ สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก โดย นางมณธิยา กำจาย รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย มอบหมายให้ นายปิยะพงษ์ ยะถาคำ หัวหน้างานสนับสนุน ผศ.ช.ร. ออกหน่วยให้การสงเคราะห์เคลื่อนที่ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 21 ณ ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสงเคราะห์อย่างทั่วถึงเท่าเทียม และเป็นการอำนวยความสะดวกและขยายโอกาสในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการสงเคราะห์ให้กับทหารผ่านศึกที่พิการทุพพลภาพ และครอบครัวทหารผ่านศึก ที่มีภูมิลำเนาห่างไกล การคมนาคมไม่สะดวก โดยให้บริการด้านต่างๆ อย่างครบวงจร อาทิ การเบิกค่ารักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือครั้งคราว การรับสมัครสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ ค่าจัดการศพ เงินช่วยเหลือกรณีประสบภัยพิบัติ รวมถึงการดำเนินการเกี่ยวกับบัตรประจำตัวทหารผ่านศึก เช่น การทำบัตรใหม่ การเปลี่ยนบัตร และการเลื่อนชั้นบัตรประจำตัวทหารผ่านศึกนอกประจำการ

อีกทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร สิทธิประโยชน์ และระเบียบข้อบังคับต่างๆ ขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เพื่อสร้างความเข้าใจ และส่งเสริมให้ทหารผ่านศึกสามารถเข้าถึงการให้ความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น การออกหน่วยให้การสงเคราะห์เคลื่อนที่ในครั้งนี้นอกจากให้การสงเคราะห์ด้านต่างๆ แล้ว ยังได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนให้กำลังใจ มอบเครื่องอุปโภคบริโภคและเงินช่วยเหลือครั้งคราวเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้กับทหารผ่านศึกที่สูงอายุ /เจ็บป่วย/พิการ จำนวน 2 ราย คือ พ.อ.อ.ปราโมทย์ เลิศอนันต์ อายุ 80 ปี ณ บ้านเลขที่ 23/3 ม.8 ต.หย่วน อ.เชียงคำ จ.พะเยา และ อส.ทพ.พัฒน์ ทิพละ อายุ 72 ปี ณ บ้านเลขที่ 50 ม.12 ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา


นที มีเดช รายงาน

กฟผ. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำตะคอง คาดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ปี 2572

นครราชสีมา – กฟผ. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำตะคอง คาดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ปี 2572

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับบริษัท ทรานส์ เอเชีย คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียต่อโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำตะคอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.คลองไผ่) ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา การประชุมครั้งนี้มี นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายปกรณ์ ประดิษฐ์ทอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ 2 กฟผ. ร่วมชี้แจงรายละเอียดโครงการแก่ประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง

นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึง ผลการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำว่า ประชาชนในพื้นที่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้เป็นอย่างมาก โดยสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ชาวบ้านคำนึงถึงคือเรื่องความปลอดภัย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อวิถีชีวิตรวมถึงโครงสร้างของเขื่อน แต่โดยภาพรวมแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักถึงประโยชน์ส่วนรวมและเห็นชอบให้ดำเนินการก่อสร้าง โดยมีข้อเงื่อนไขว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสามารถตอบคำถามและชี้แจงข้อกังวลในจุดต่างๆ ให้ชัดเจน หากสามารถสร้างความมั่นใจได้ก็พร้อมสนับสนุนให้เดินหน้าโครงการต่อ

สำหรับเหตุผลและความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำนั้น เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาด เนื่องจากปัจจุบันประเทศยังคงพึ่งพาการผลิตกระแสไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินเป็นหลัก การเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสะอาดจะช่วยลดมลพิษที่เป็นพิษจากโรงไฟฟ้าแบบเดิมลงได้ ส่วนในเรื่องความมั่นคงทางพลังงานนั้น หากมองในภาพรวมของทั้งประเทศปัจจุบันถือว่ามีความเสถียรอยู่แล้ว แต่โครงการนี้มีลักษณะเด่นในการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากเป็นพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น เช่น พลังงานจากขยะ ก็อาจจะมีประเด็นเรื่องมลพิษที่ต้องพิจารณาแตกต่างกันออกไป โดยโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1.5 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ ในการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ได้เชิญประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัศมี 1 กิโลเมตรโดยรอบพื้นที่โครงการมาร่วมพูดคุย ซึ่งแม้ว่าชาวบ้านแต่ละคนจะมีความกังวลที่แตกต่างกันไป ทำให้เกิดความเห็นที่หลากหลาย แต่เวทีในวันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีในการสื่อสารเพื่อคลายความกังวลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี เปิดโครงการ “ส่งเสริมการประสานความร่วมมือด้านการยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรม”

จังหวัดลพบุรี – ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี เปิดโครงการ ส่งเสริมการประสานความร่วมมือด้านการยุติธรรมของหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรม ประจำปีงบประมาณ.พ.ศ. 2569 เรื่อง พัฒนาการความเท่าเทียมระหว่างเพศ ตั้งแต่ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

วันพุธที่ 24 มิถุนายน 2569 นายชัยพรรษ เสริมสุวรรณ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ส่งเสริมการประสานความร่วมมือด้านการยุติธรรมของหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ห้องอาหารฉัตรนารา อ.เมืองจังหวัดลพบุรี โดยมี นางสาวสุพจี รุ่งโรจน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมมีความเข้าใจถึงปัญหาในทางปฏิบัติในการดำเนินงานระหว่างกัน และให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาเครือข่าย ระบบกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมภายในจังหวัดหรือพื้นที่รับผิดชอบได้รับความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี เรื่อง พัฒนาการความเท่าเทียมระหว่างเพศ ตั้งแต่ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพื่อให้ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรีมีแนวทางการประสานความร่วมมือในการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธธรรม และมีเครือข่ายความร่วมมือด้านการยุติธธรรมกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนเพื่อขับเคลื่อนระบบงานศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรม ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและความเจริญก้าวหน้าตามยุคสมัย ส่งเสริมการประสานความร่วมมือกับองค์กรและหน่วยงานภายในและต่างประเทศ และเพื่อเป็นการยกระดับการอำนวยความยุติธรรมความเชื่อมันศรัทธา ส่งเสริมแการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

โดยภายในงานยังได้รับเกียรติ จาก นางสาวนรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นวิทยากรจากหน่วยงานภายนอก ดำเนินการบรรยาย ในหัวข้อ เรื่อง พัฒนาการความเท่าเทียมระหว่างเพศ ตั้งงแต่ อดีต จนถึง ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งเกี่ยวข้องกับ กฎหมายสมรสเท่าเทียม ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ถือเป็นกฎหมายใหม่ที่กำลังเป็นที่สนใจเป็นอย่างยิ่งของประชาชนในขณะนี้ และยังมีรูปแบบการจัดโครงการโดยจะมีการถ่ายถอดสดสัญญาภาพและเสียงให้กับบุคลากรในหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมทั่วประเทศได้รับทราบ ผ่านระบบ Facebook Live เพจสื่อศาล และ เพจประชาสัมพันธ์ศาลเยาวชนฯ จ.ลพบุรี อีกด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ตำรวจสันติบาล ตามแกะรอยแรงงานเถื่อนชาวจีน “สวมตอ” วีซ่านักท่องเที่ยว แอบลักลอบเป็น “นายช่าง” รองสารวัตรฯ สันติบาล นำลูกน้องบุกรวบคาหน้างาน

ตำรวจสันติบาล ตามแกะรอยแรงงานเถื่อนชาวจีน “สวมตอ”วีซ่านักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทย แต่กลับไปแอบลักลอบเป็น “นายช่าง”รับจ้างออกแบบและติดตั้งเฟอร์นิ เจอร์ ตกแต่ง“บิ้วอิน” ให้กับห้องอาหารชาวจีนด้วยกัน ที่ด้านหน้าร้านติดป้ายภาษาจีน เปิดขายอาหารประเภท “ชาบูหม่าล่า” รองสารวัตรฯสันติบาล นำลูกน้องบุกรวบคาหน้างาน รวม 5 คน รับสารภาพทุกข้อหา ก่อนส่งตัวให้ตำรวจท้องที่ สภ.บ่อวิน ดำ เนินคดีเฉียบขาด

ผู้สื่อข่าวข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 15.00 น. ร.ต.อ.พงศ์ธนิน บำรุงสุขสวัสดิ์ รอง สว.กก.1 บก.ส.1 พร้อมด้วย จ.ส.ต.อภิวัฒน์ เจริญศรี ผบ.หมู่ กก.1 บก. ส.1, จ.ส.ต.อธิวัฒน์ แพนไธสง ผบ.หมู่ กก.1 บก.ส.1 และ ส.ต.อ.ณัธพงษ์ ทองดาษ ผบ.หมู่ กก.1 บก.ส.1ไปยังโครงการก่อสร้าง ร้านอาหารไม่มีชื่อ ตั้งอยู่ท้องที่หมู่ 3 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เข้าจับกุมชายชาวจีน 5 คน ที่กำลังทำงานตกแต่ง และติดตั้งเฟอร์นิเจอร์อยู่ภายในร้าน ประกอบด้วย นาย JIAN WANG อายุ 39 ปี,นาย LING FENG YANG อายุ 40 ปี,นาย YONGSHENG XU อายุ 44 ปี,นาย XIQUAN ZHUAG อายุ 56 ปี และ นาย WANG YAN อายุ 42 ปี โดยแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นคนต่างด้าว ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้รับคำสั่งจาก พ.ต.อ.อาทิตย์ ซื่อสัตตบงกช ผกก.กก.1 บก.ส.1 และ พ.ต.ท.แสวง ประศรีธนสมบัติ สว.กก.1 บก.ส.1 ให้สืบสวนหาข่าวติดตามกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้รับแจ้งจากสายลับ ว่าบริเวณโครงการก่อสร้างร้านอาหาร หมู่ที่ 3 ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มีบุคคลต้องสงสัยลักษณะคล้ายคนจีน ลักลอบทำงานอยู่ภายในพื้นที่ ดังกล่าว จึงได้เข้าตรวจสอบ พบชาวจีนทั้ง 5 คน กำลังทำงานก่อสร้าง ต่อเติมอยู่ภายในร้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงาน และแสดงความบริสุทธิ์ใจให้ทราบ จากนั้นได้ขอตรวจสอบหลักฐานต่างๆ ปรากฏว่าทั้งหมดนำหนังสือเดินทางมาให้ตรวจสอบเพียงอย่างเดียว ขณะที่หลักฐานเอกสารอื่น รวมทั้งใบอนุญาตทำงาน ไม่มีมาแสดงให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแต่อย่างใด

ในเบื้องต้น ชาวจีนทั้งหมด ยอมรับว่าเป็นบุคคลต่างด้าว ลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานจริง เดินทางเข้าประเทสไทยด้วยวีซ่าประเภท TOW-60 s.17 หรือ วีซ่าประเภทท่องเที่ยว โดยทำหน้าที่เป็นช่างทำเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง ภายในอยู่ภายในร้านดังกล่าว ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนจากบริษัท แพนร็อคคอนสตรัคชั่น แอนด์ เดคคอเรชั่น จำกัด เดือนละประมาณ 23,000 บาท

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงแจ้งให้ทราบว่า การกระทำดังกล่าวนั้น เป็นความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าว ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” พร้อมได้แจ้งสิทธิต่างๆตามกฎหมายให้ผู้ถูกจับฟัง และเข้าใจเป็นอย่างดีแล้ว จึงควบคุมตัวชาวจีนทั้ง 5 คน นำส่ง ร.ต.ท.รชานนท์ ดำจะโปะ รอง สว.(สอบสวน) ทำหน้าที่พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรบ่อวิน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


โยธิน พรมแตง รายงานข่าว

นบ.ยส.24 จัดชุดปฏิบัติการ “ซีลเข้มชายแดน” จับกุมนักบิน 2 ราย พร้อมตรวจยึด (ไอซ์) บิ๊กล็อตจำนวน 4 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 200 กก. ในพื้นที่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม

นบ.ยส.24 จัดชุดปฏิบัติการ “ซีลเข้มชายแดน” จับกุมนักบิน 2 ราย พร้อมตรวจยึด (ไอซ์) บิ๊กล็อต! จำนวน 4 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 200 กก. ในพื้นที่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 69 กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/ส่วนสกัดกั้นฯ ตอนบน/บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) โดย ร้อย.ฉก. ทพ. 2102 (หน่วยงานหลัก) ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ ต.หนองเทา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม จึงจัดกำลังบูรณาการ จัดชุดปฏิบัติการ “ซีลเข้มชายแดน” ร่วมกับ ร้อย.ฉก.ทพ.2101, ร้อย.ฉก.ตชด.237, ชปข.ที่ 5 กกล.สุรศักดิ์มนตรี และ นฝด.21 ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ/ซุ่มเฝ้าตรวจตามพื้นที่เพ่งเล็ง ต่อมาตรวจพบรถยนต์ ต้องสงสัย รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น ซิตี้ สีดำ หมายเลขทะเบียน ขค 5957 อุบลราชธานี ตามที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว จึงทำการไล่ติดตามจนสามารถสกัดจับไว้ได้ บริเวณถนนหมายเลข 212 พื้นที่ บ.บ้านแพง ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม

ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ทราบชื่อ นายพีระกานท์ สมุหบาล ภูมิลำเนา อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร และนายวิศรุต ศรีประดู่ ภูมิลำเนา อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 4 กระสอบ ประมาณ 200 กก.

จากการสอบถามผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้รับการประสานจากนายทุนใหญ่ให้มารับของกลางเพื่อไปส่งปลายทางในพื้นที่ จ.ขอนแก่น แต่ไม่รอดสายตาของชุดปฏิบัติการ “ซีลเข้มชาย แดน” นบ.ยส.24 ไปได้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาไว้ที่ ร้อย ฉก.ทพ.2102 อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เพื่อสืบสวนขยายผล และจะนำส่ง สภ.บ้านแพง จ.นคร พนม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


นบ.ยส.24 : ภาพ/ข่าว

พรพิพัฒน์ รายงาน

เกษตรกรปลูกกล้วยหอมผสมผสานแนวพระราชดำริ 1 ไร่ ได้เงิน 3 แสนบาท

จังหวัดลพบุรี – เกษตรกรยุคใหม่ ปลูกกล้วยหอมส่งออก กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ทำเงิน 1 ไร่ ได้ 3 แสน จากจุดเริ่มต้นเพียง 3 ไร่ ก่อนนำนวัตกรรมด้านการเกษตร ผสมผสานกับแนวพระราชดำริเกษตรพอเพียง ของใน หลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในพื้นที่เพาะปลูกของตนเอง และขยายเครือข่ายเป็น 100 กว่าไร่ แล้ว

วันนี้ จะพาไปลงพื้นที่ เยี่ยมชมเกษตรกรต้นแบบ ในการประกอบอาชีพของเกษตรกร ที่เคยทำนาและทำอาชีพเกษตรที่หลากหลาย ก่อนหันมาปลูกกล้วยหอมอย่างจริงจัง จนกลายเป็นกล้วยหอมทำเงิน 1 ไร่ ได้ 3 แสนบาท ของ นายไพวัลย์ แจ่มแจ้ง ณ ไร่ไพวัลย์ กล้วยหอม เลขที่ 240 หมู่ 4 ตำบลชอนม่วง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ซึ่งกำลังส่งต่อพันธกิจด้านการเกษตร สู่รุ่นลูกอย่าง…. นายนพนันท์ แจ่มแจ้ง ซึ่งเป็นลูกชาย ที่มีดีกรีเป็นถึง รองประธานยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์จังหวัดลพบุรี และประธานวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมลพบุรี จากจุดเริ่มต้นเล็กเพียง 3 ไร่เศษ เมื่อปี 2564 จนปัจจุบัน ได้ขยายพื้นที่ร่วมกับเครือข่าย คนรักกล้วยหอมลพบุรี กว่า 30 ราย เป็นเกษตรกรแปลงใหญ่ จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน “กล้วยหอมลพบุรี” รวมพื้นที่เพาะปลูกรวมกัน กว่า 100 ไร่ ซึ่งใช้พันธุ์กล้วยหอม สายพันธุ์คาเวนดิช จากประเทศ อิสราเอล หรือ ทางไร่เรียกกว่า “กล้วยหอมลพบุรี” และเป็นกล้วยหอมที่ผ่านการรับรอง “มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร” ให้ผลผลิตดี ซึ่งใช้วิธีการเพาะปลูก ด้วยการให้น้ำ แบบน้ำหยด ผ่านระบบพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ หรือโซล่าเซลล์ ใช้ปุ๋ยเกษตรอินทรีย์ธรรมชาติจากมูลวัว โดยไม่ใช้สารเคมี และกำจัดแมลงศัตรูพืชพืชแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยใช้การรมควันไล่แมลง โดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำต้นกล้วย แต่ใช้เชือกมัดฟาง ซึ่งมีความเหนียวและทน มาใช้ในการยึดโยงแทนการใช้ไม้ค้ำ เพื่อลดต้นทุน
และการที่ นายนพนันท์ แจ่มแจ้ง ซึ่งเป็นลูกชาย ซึ่งเป็นยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เกษตรกรคนรุ่นใหม่ ซึ่งได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงาน นวตกรรมด้านการเกษตรมาจากหลายๆ ประเทศ จึงได้นำมาปรับใช้ในพื้นที่เพาะปลูกของตนเอง โดยใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรขนาดเล็ก อย่างรถโฟล์คลิฟท์ (Forklift) รถยกอุตสาหกรรมที่ใช้สำหรับเคลื่อนย้ายและยกสินค้า มาดัดแปลงใช้ให้เกิดประโยชน์ ในสวนกล้วย เนื่องจากกล้วยหอม สายพันธุ์คาเวนดิช จะมีลำต้นที่ใหญ่ และมีความสูงกว่ากล้วยทั่วไป รถโฟล์คลิฟท์ ขนาดเล็ก สามารถลุยเข้าไปในล่องสวนได้ และสามารถยกตัวขึ้นได้สูงถึง 2.5 เมตร มีประโยชน์อย่างมากในการ ห่อกล้วย และ ตัดเก็บผลผลิต ทดแทนการใช้บันได ช่วยประหยัดเวลา และลดต้นทุนแรงงานได้เป็นอย่างดี

ผลผลิตที่ได้กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด โดย 1 ไร่ สามารถปลูกได้กว่า 600 ต้น และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปีละ 2 ครั้ง เฉลี่ยครั้งละ 6 เดือนต่อครั้ง ใน 1 เครือให้ผลผลิต 12- 15 หวี บางครั้งมีมากถึง 17 หวี สำหรับราคาขาย ใน 1 เครือสามารถขายได้ เครือละ 300 – 500 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด และความสวยงามของผลกล้วย โดยมีรายได้ จากการจำหน่ายทั้งขายปลีกและขายส่ง รวมถึงการขายต้นพันธุ์ หน่อกล้วย และการแปรรูปผลผลิต เฉลี่ย 3 แสนบาทต่อไร่ ใน 1 ปี เกษตรกรปลูกครั้งเดียว หากบริหารจัดการดี ก็เหมือนกับ “เสือนอน กิน” เพราะลงทุนครั้งเดียว อยู่กับเราได้อีกนานหลายปี เฉลี่ย 7-8 ปี ต่างจากการทำนา หรือการทำไร่ชนิดอื่น ซึ่งต้องเพาะปลูกในทุกรอบตามฤดูกาล ปัจจุบัน ไร่ไพวัลย์ กล้วยหอมลพบุรี ได้รับการยกย่องให้เป็นศูนย์เรียนรู้ที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 16,000 กิโลกรัมต่อไร่ และได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำสวน จากผลงานการปลูก และพัฒนากล้วยหอมคาเวนดิช

นายนพนันท์ แจ่มแจ้ง ประธานวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมลพบุรี กล่าวว่า… กล้วยหอม สายพันธุ์คาเวนดิช กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ แบบ World wide สำหรับสายพันธุ์ ที่ปลูก เป็นสายพันธุ์คาเวนดิช ที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากประเทศอิสราเอล ที่ไม่เหมือนกับกล้วยหอมสายพันธุ์ทั่วไป คือ มีลักษณะเด่น ต้นใหญ่ หากินเก่ง ให้ผลผลิตสูงต่อเครือได้มากถึง 17 หวี น้ำหนักต่อเครือสูงถึง 80 กิโลกรัม จึงถือว่ามีความคุ้มค่าต่อการทำเกษตรแบบยั่งยืน ปัจจุบัน เก็บผลผลิตได้ 20 กว่าตันต่อเดือน และได้มีการจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมลพบุรี โดยนำนวัตกรรมด้านการเกษตรสมัยใหม่ ผสมผสานกับแนวพระราชดำริเกษตรพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในพื้นที่เพาะปลูก และขยายเครือข่ายเป็น 100 กว่าไร่แล้ว… เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของให้แก่สมาชิก ควบคู่กับการนำความรู้ในการปลูกกล้วย และข้อมูลต่างๆ ให้แก่สมาชิก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ได้คุณภาพ ตรงความต้องการของตลาด โดยใช้การตลาดนำการผลิต ด้วยการหาตลาดรองรับไว้ก่อน แล้วจึงมาวางแผนในการเพาะปลูก เมื่อได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ได้ตามมาตรฐาน และมีปริมาณตามความต้องการ การเจรจาต่อลอง จึงเป็นเรื่องง่าย ปัจจุบัน กล้วยหอมลพบุรี ได้ร่วมเจรจากับผู้ค้า ทำการตลาดเพื่อการส่งออก ทั้งจาก ประเทศจีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ รวมถึงห้างดังในประเทศ ผลผลิตมีขายทั้งปี ซึ่งที่สวนแห่งนี้ จะมีวิธีการบ่มกล้วย ในห้องเย็น ซึ่งดัดแปลงมาจากตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ ในอุณหภูมิที่ต่างกันในแต่ละตู้ ตามออเดอร์ที่มีการสั่งจองและส่งออก โดยบางส่วนในละแต่ละวัน จะมีพ่อค้า แม่ค้าทั้งจาก ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียงมารับที่สวนไปจำหน่าย

สำหรับ กล้วยหอมคาเวนดิช นั้น ให้คุณประโยชน์ทางโภชนาการ และที่ดีต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่งมี คาร์โบไฮเดรตที่เป็นแป้งที่จำเป็นที่ร่างกายต้องการ น้ำตาลฟรุกโตส ซูโครส กลูโคส ที่สามารถช่วยให้นำไปเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ทันที จะเห็นได้ว่า นักกีฬาเทนนิส เวลาพักเหนื่อยๆจะบริโภคกล้วยหอมคาเวนดิช เพราะให้พลังงานอย่างรวดเร็วนั่นเอง นอกจากนี้ยังต้านการเกิดของจุลินทรีย์ที่ไม่ดีในร่างกาย มีใยอาหารที่จำเป็น อาทิ โปรตีน วิตามินซี บี 1 บี 2 และวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน แคลเซียม เหล็ก รวมถึงฟอสฟอรัสด้วย
ทางด้านสรรพคุณทางสมุนไพร นั้น กล้วยหอมคาเวนดิช จะช่วยทำให้การขับถ่าย ลดอาการท้องอืด ท้องแข็ง ช่วยลดอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะ และอาการปวดท้องจากการมีประจำเดือนได้อีกด้วย ส่วนในผลดิบเองสามารถช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารได้ ลดอาการท้องเสียถ่ายไม่หยุดได้ แม้แต่เปลือกด้านในเอามาถู ช่วยแก้การอักเสบบวมของผิวหนังที่เกิดจากยุงกัด ส่วนลำต้นเอามาต้มดื่มช่วยลดอาการปวดฟันได้ด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090