ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี เปิดโครงการ “ส่งเสริมการประสานความร่วมมือด้านการยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรม”

จังหวัดลพบุรี – ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี เปิดโครงการ ส่งเสริมการประสานความร่วมมือด้านการยุติธรรมของหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรม ประจำปีงบประมาณ.พ.ศ. 2569 เรื่อง พัฒนาการความเท่าเทียมระหว่างเพศ ตั้งแต่ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

วันพุธที่ 24 มิถุนายน 2569 นายชัยพรรษ เสริมสุวรรณ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ส่งเสริมการประสานความร่วมมือด้านการยุติธรรมของหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ห้องอาหารฉัตรนารา อ.เมืองจังหวัดลพบุรี โดยมี นางสาวสุพจี รุ่งโรจน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมมีความเข้าใจถึงปัญหาในทางปฏิบัติในการดำเนินงานระหว่างกัน และให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาเครือข่าย ระบบกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมภายในจังหวัดหรือพื้นที่รับผิดชอบได้รับความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี เรื่อง พัฒนาการความเท่าเทียมระหว่างเพศ ตั้งแต่ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพื่อให้ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรีมีแนวทางการประสานความร่วมมือในการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธธรรม และมีเครือข่ายความร่วมมือด้านการยุติธธรรมกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนเพื่อขับเคลื่อนระบบงานศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรม ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและความเจริญก้าวหน้าตามยุคสมัย ส่งเสริมการประสานความร่วมมือกับองค์กรและหน่วยงานภายในและต่างประเทศ และเพื่อเป็นการยกระดับการอำนวยความยุติธรรมความเชื่อมันศรัทธา ส่งเสริมแการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

โดยภายในงานยังได้รับเกียรติ จาก นางสาวนรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นวิทยากรจากหน่วยงานภายนอก ดำเนินการบรรยาย ในหัวข้อ เรื่อง พัฒนาการความเท่าเทียมระหว่างเพศ ตั้งงแต่ อดีต จนถึง ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งเกี่ยวข้องกับ กฎหมายสมรสเท่าเทียม ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ถือเป็นกฎหมายใหม่ที่กำลังเป็นที่สนใจเป็นอย่างยิ่งของประชาชนในขณะนี้ และยังมีรูปแบบการจัดโครงการโดยจะมีการถ่ายถอดสดสัญญาภาพและเสียงให้กับบุคลากรในหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมทั่วประเทศได้รับทราบ ผ่านระบบ Facebook Live เพจสื่อศาล และ เพจประชาสัมพันธ์ศาลเยาวชนฯ จ.ลพบุรี อีกด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ตำรวจสันติบาล ตามแกะรอยแรงงานเถื่อนชาวจีน “สวมตอ” วีซ่านักท่องเที่ยว แอบลักลอบเป็น “นายช่าง” รองสารวัตรฯ สันติบาล นำลูกน้องบุกรวบคาหน้างาน

ตำรวจสันติบาล ตามแกะรอยแรงงานเถื่อนชาวจีน “สวมตอ”วีซ่านักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทย แต่กลับไปแอบลักลอบเป็น “นายช่าง”รับจ้างออกแบบและติดตั้งเฟอร์นิ เจอร์ ตกแต่ง“บิ้วอิน” ให้กับห้องอาหารชาวจีนด้วยกัน ที่ด้านหน้าร้านติดป้ายภาษาจีน เปิดขายอาหารประเภท “ชาบูหม่าล่า” รองสารวัตรฯสันติบาล นำลูกน้องบุกรวบคาหน้างาน รวม 5 คน รับสารภาพทุกข้อหา ก่อนส่งตัวให้ตำรวจท้องที่ สภ.บ่อวิน ดำ เนินคดีเฉียบขาด

ผู้สื่อข่าวข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 15.00 น. ร.ต.อ.พงศ์ธนิน บำรุงสุขสวัสดิ์ รอง สว.กก.1 บก.ส.1 พร้อมด้วย จ.ส.ต.อภิวัฒน์ เจริญศรี ผบ.หมู่ กก.1 บก. ส.1, จ.ส.ต.อธิวัฒน์ แพนไธสง ผบ.หมู่ กก.1 บก.ส.1 และ ส.ต.อ.ณัธพงษ์ ทองดาษ ผบ.หมู่ กก.1 บก.ส.1ไปยังโครงการก่อสร้าง ร้านอาหารไม่มีชื่อ ตั้งอยู่ท้องที่หมู่ 3 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เข้าจับกุมชายชาวจีน 5 คน ที่กำลังทำงานตกแต่ง และติดตั้งเฟอร์นิเจอร์อยู่ภายในร้าน ประกอบด้วย นาย JIAN WANG อายุ 39 ปี,นาย LING FENG YANG อายุ 40 ปี,นาย YONGSHENG XU อายุ 44 ปี,นาย XIQUAN ZHUAG อายุ 56 ปี และ นาย WANG YAN อายุ 42 ปี โดยแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นคนต่างด้าว ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้รับคำสั่งจาก พ.ต.อ.อาทิตย์ ซื่อสัตตบงกช ผกก.กก.1 บก.ส.1 และ พ.ต.ท.แสวง ประศรีธนสมบัติ สว.กก.1 บก.ส.1 ให้สืบสวนหาข่าวติดตามกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้รับแจ้งจากสายลับ ว่าบริเวณโครงการก่อสร้างร้านอาหาร หมู่ที่ 3 ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มีบุคคลต้องสงสัยลักษณะคล้ายคนจีน ลักลอบทำงานอยู่ภายในพื้นที่ ดังกล่าว จึงได้เข้าตรวจสอบ พบชาวจีนทั้ง 5 คน กำลังทำงานก่อสร้าง ต่อเติมอยู่ภายในร้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงาน และแสดงความบริสุทธิ์ใจให้ทราบ จากนั้นได้ขอตรวจสอบหลักฐานต่างๆ ปรากฏว่าทั้งหมดนำหนังสือเดินทางมาให้ตรวจสอบเพียงอย่างเดียว ขณะที่หลักฐานเอกสารอื่น รวมทั้งใบอนุญาตทำงาน ไม่มีมาแสดงให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแต่อย่างใด

ในเบื้องต้น ชาวจีนทั้งหมด ยอมรับว่าเป็นบุคคลต่างด้าว ลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานจริง เดินทางเข้าประเทสไทยด้วยวีซ่าประเภท TOW-60 s.17 หรือ วีซ่าประเภทท่องเที่ยว โดยทำหน้าที่เป็นช่างทำเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง ภายในอยู่ภายในร้านดังกล่าว ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนจากบริษัท แพนร็อคคอนสตรัคชั่น แอนด์ เดคคอเรชั่น จำกัด เดือนละประมาณ 23,000 บาท

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงแจ้งให้ทราบว่า การกระทำดังกล่าวนั้น เป็นความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าว ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” พร้อมได้แจ้งสิทธิต่างๆตามกฎหมายให้ผู้ถูกจับฟัง และเข้าใจเป็นอย่างดีแล้ว จึงควบคุมตัวชาวจีนทั้ง 5 คน นำส่ง ร.ต.ท.รชานนท์ ดำจะโปะ รอง สว.(สอบสวน) ทำหน้าที่พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรบ่อวิน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


โยธิน พรมแตง รายงานข่าว

นบ.ยส.24 จัดชุดปฏิบัติการ “ซีลเข้มชายแดน” จับกุมนักบิน 2 ราย พร้อมตรวจยึด (ไอซ์) บิ๊กล็อตจำนวน 4 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 200 กก. ในพื้นที่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม

นบ.ยส.24 จัดชุดปฏิบัติการ “ซีลเข้มชายแดน” จับกุมนักบิน 2 ราย พร้อมตรวจยึด (ไอซ์) บิ๊กล็อต! จำนวน 4 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 200 กก. ในพื้นที่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 69 กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/ส่วนสกัดกั้นฯ ตอนบน/บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) โดย ร้อย.ฉก. ทพ. 2102 (หน่วยงานหลัก) ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ ต.หนองเทา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม จึงจัดกำลังบูรณาการ จัดชุดปฏิบัติการ “ซีลเข้มชายแดน” ร่วมกับ ร้อย.ฉก.ทพ.2101, ร้อย.ฉก.ตชด.237, ชปข.ที่ 5 กกล.สุรศักดิ์มนตรี และ นฝด.21 ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ/ซุ่มเฝ้าตรวจตามพื้นที่เพ่งเล็ง ต่อมาตรวจพบรถยนต์ ต้องสงสัย รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น ซิตี้ สีดำ หมายเลขทะเบียน ขค 5957 อุบลราชธานี ตามที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว จึงทำการไล่ติดตามจนสามารถสกัดจับไว้ได้ บริเวณถนนหมายเลข 212 พื้นที่ บ.บ้านแพง ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม

ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ทราบชื่อ นายพีระกานท์ สมุหบาล ภูมิลำเนา อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร และนายวิศรุต ศรีประดู่ ภูมิลำเนา อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 4 กระสอบ ประมาณ 200 กก.

จากการสอบถามผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้รับการประสานจากนายทุนใหญ่ให้มารับของกลางเพื่อไปส่งปลายทางในพื้นที่ จ.ขอนแก่น แต่ไม่รอดสายตาของชุดปฏิบัติการ “ซีลเข้มชาย แดน” นบ.ยส.24 ไปได้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาไว้ที่ ร้อย ฉก.ทพ.2102 อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เพื่อสืบสวนขยายผล และจะนำส่ง สภ.บ้านแพง จ.นคร พนม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


นบ.ยส.24 : ภาพ/ข่าว

พรพิพัฒน์ รายงาน

เกษตรกรปลูกกล้วยหอมผสมผสานแนวพระราชดำริ 1 ไร่ ได้เงิน 3 แสนบาท

จังหวัดลพบุรี – เกษตรกรยุคใหม่ ปลูกกล้วยหอมส่งออก กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ทำเงิน 1 ไร่ ได้ 3 แสน จากจุดเริ่มต้นเพียง 3 ไร่ ก่อนนำนวัตกรรมด้านการเกษตร ผสมผสานกับแนวพระราชดำริเกษตรพอเพียง ของใน หลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในพื้นที่เพาะปลูกของตนเอง และขยายเครือข่ายเป็น 100 กว่าไร่ แล้ว

วันนี้ จะพาไปลงพื้นที่ เยี่ยมชมเกษตรกรต้นแบบ ในการประกอบอาชีพของเกษตรกร ที่เคยทำนาและทำอาชีพเกษตรที่หลากหลาย ก่อนหันมาปลูกกล้วยหอมอย่างจริงจัง จนกลายเป็นกล้วยหอมทำเงิน 1 ไร่ ได้ 3 แสนบาท ของ นายไพวัลย์ แจ่มแจ้ง ณ ไร่ไพวัลย์ กล้วยหอม เลขที่ 240 หมู่ 4 ตำบลชอนม่วง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ซึ่งกำลังส่งต่อพันธกิจด้านการเกษตร สู่รุ่นลูกอย่าง…. นายนพนันท์ แจ่มแจ้ง ซึ่งเป็นลูกชาย ที่มีดีกรีเป็นถึง รองประธานยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์จังหวัดลพบุรี และประธานวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมลพบุรี จากจุดเริ่มต้นเล็กเพียง 3 ไร่เศษ เมื่อปี 2564 จนปัจจุบัน ได้ขยายพื้นที่ร่วมกับเครือข่าย คนรักกล้วยหอมลพบุรี กว่า 30 ราย เป็นเกษตรกรแปลงใหญ่ จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน “กล้วยหอมลพบุรี” รวมพื้นที่เพาะปลูกรวมกัน กว่า 100 ไร่ ซึ่งใช้พันธุ์กล้วยหอม สายพันธุ์คาเวนดิช จากประเทศ อิสราเอล หรือ ทางไร่เรียกกว่า “กล้วยหอมลพบุรี” และเป็นกล้วยหอมที่ผ่านการรับรอง “มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร” ให้ผลผลิตดี ซึ่งใช้วิธีการเพาะปลูก ด้วยการให้น้ำ แบบน้ำหยด ผ่านระบบพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ หรือโซล่าเซลล์ ใช้ปุ๋ยเกษตรอินทรีย์ธรรมชาติจากมูลวัว โดยไม่ใช้สารเคมี และกำจัดแมลงศัตรูพืชพืชแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยใช้การรมควันไล่แมลง โดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำต้นกล้วย แต่ใช้เชือกมัดฟาง ซึ่งมีความเหนียวและทน มาใช้ในการยึดโยงแทนการใช้ไม้ค้ำ เพื่อลดต้นทุน
และการที่ นายนพนันท์ แจ่มแจ้ง ซึ่งเป็นลูกชาย ซึ่งเป็นยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เกษตรกรคนรุ่นใหม่ ซึ่งได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงาน นวตกรรมด้านการเกษตรมาจากหลายๆ ประเทศ จึงได้นำมาปรับใช้ในพื้นที่เพาะปลูกของตนเอง โดยใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรขนาดเล็ก อย่างรถโฟล์คลิฟท์ (Forklift) รถยกอุตสาหกรรมที่ใช้สำหรับเคลื่อนย้ายและยกสินค้า มาดัดแปลงใช้ให้เกิดประโยชน์ ในสวนกล้วย เนื่องจากกล้วยหอม สายพันธุ์คาเวนดิช จะมีลำต้นที่ใหญ่ และมีความสูงกว่ากล้วยทั่วไป รถโฟล์คลิฟท์ ขนาดเล็ก สามารถลุยเข้าไปในล่องสวนได้ และสามารถยกตัวขึ้นได้สูงถึง 2.5 เมตร มีประโยชน์อย่างมากในการ ห่อกล้วย และ ตัดเก็บผลผลิต ทดแทนการใช้บันได ช่วยประหยัดเวลา และลดต้นทุนแรงงานได้เป็นอย่างดี

ผลผลิตที่ได้กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด โดย 1 ไร่ สามารถปลูกได้กว่า 600 ต้น และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปีละ 2 ครั้ง เฉลี่ยครั้งละ 6 เดือนต่อครั้ง ใน 1 เครือให้ผลผลิต 12- 15 หวี บางครั้งมีมากถึง 17 หวี สำหรับราคาขาย ใน 1 เครือสามารถขายได้ เครือละ 300 – 500 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด และความสวยงามของผลกล้วย โดยมีรายได้ จากการจำหน่ายทั้งขายปลีกและขายส่ง รวมถึงการขายต้นพันธุ์ หน่อกล้วย และการแปรรูปผลผลิต เฉลี่ย 3 แสนบาทต่อไร่ ใน 1 ปี เกษตรกรปลูกครั้งเดียว หากบริหารจัดการดี ก็เหมือนกับ “เสือนอน กิน” เพราะลงทุนครั้งเดียว อยู่กับเราได้อีกนานหลายปี เฉลี่ย 7-8 ปี ต่างจากการทำนา หรือการทำไร่ชนิดอื่น ซึ่งต้องเพาะปลูกในทุกรอบตามฤดูกาล ปัจจุบัน ไร่ไพวัลย์ กล้วยหอมลพบุรี ได้รับการยกย่องให้เป็นศูนย์เรียนรู้ที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 16,000 กิโลกรัมต่อไร่ และได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำสวน จากผลงานการปลูก และพัฒนากล้วยหอมคาเวนดิช

นายนพนันท์ แจ่มแจ้ง ประธานวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมลพบุรี กล่าวว่า… กล้วยหอม สายพันธุ์คาเวนดิช กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ แบบ World wide สำหรับสายพันธุ์ ที่ปลูก เป็นสายพันธุ์คาเวนดิช ที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากประเทศอิสราเอล ที่ไม่เหมือนกับกล้วยหอมสายพันธุ์ทั่วไป คือ มีลักษณะเด่น ต้นใหญ่ หากินเก่ง ให้ผลผลิตสูงต่อเครือได้มากถึง 17 หวี น้ำหนักต่อเครือสูงถึง 80 กิโลกรัม จึงถือว่ามีความคุ้มค่าต่อการทำเกษตรแบบยั่งยืน ปัจจุบัน เก็บผลผลิตได้ 20 กว่าตันต่อเดือน และได้มีการจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมลพบุรี โดยนำนวัตกรรมด้านการเกษตรสมัยใหม่ ผสมผสานกับแนวพระราชดำริเกษตรพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในพื้นที่เพาะปลูก และขยายเครือข่ายเป็น 100 กว่าไร่แล้ว… เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของให้แก่สมาชิก ควบคู่กับการนำความรู้ในการปลูกกล้วย และข้อมูลต่างๆ ให้แก่สมาชิก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ได้คุณภาพ ตรงความต้องการของตลาด โดยใช้การตลาดนำการผลิต ด้วยการหาตลาดรองรับไว้ก่อน แล้วจึงมาวางแผนในการเพาะปลูก เมื่อได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ได้ตามมาตรฐาน และมีปริมาณตามความต้องการ การเจรจาต่อลอง จึงเป็นเรื่องง่าย ปัจจุบัน กล้วยหอมลพบุรี ได้ร่วมเจรจากับผู้ค้า ทำการตลาดเพื่อการส่งออก ทั้งจาก ประเทศจีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ รวมถึงห้างดังในประเทศ ผลผลิตมีขายทั้งปี ซึ่งที่สวนแห่งนี้ จะมีวิธีการบ่มกล้วย ในห้องเย็น ซึ่งดัดแปลงมาจากตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ ในอุณหภูมิที่ต่างกันในแต่ละตู้ ตามออเดอร์ที่มีการสั่งจองและส่งออก โดยบางส่วนในละแต่ละวัน จะมีพ่อค้า แม่ค้าทั้งจาก ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียงมารับที่สวนไปจำหน่าย

สำหรับ กล้วยหอมคาเวนดิช นั้น ให้คุณประโยชน์ทางโภชนาการ และที่ดีต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่งมี คาร์โบไฮเดรตที่เป็นแป้งที่จำเป็นที่ร่างกายต้องการ น้ำตาลฟรุกโตส ซูโครส กลูโคส ที่สามารถช่วยให้นำไปเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ทันที จะเห็นได้ว่า นักกีฬาเทนนิส เวลาพักเหนื่อยๆจะบริโภคกล้วยหอมคาเวนดิช เพราะให้พลังงานอย่างรวดเร็วนั่นเอง นอกจากนี้ยังต้านการเกิดของจุลินทรีย์ที่ไม่ดีในร่างกาย มีใยอาหารที่จำเป็น อาทิ โปรตีน วิตามินซี บี 1 บี 2 และวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน แคลเซียม เหล็ก รวมถึงฟอสฟอรัสด้วย
ทางด้านสรรพคุณทางสมุนไพร นั้น กล้วยหอมคาเวนดิช จะช่วยทำให้การขับถ่าย ลดอาการท้องอืด ท้องแข็ง ช่วยลดอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะ และอาการปวดท้องจากการมีประจำเดือนได้อีกด้วย ส่วนในผลดิบเองสามารถช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารได้ ลดอาการท้องเสียถ่ายไม่หยุดได้ แม้แต่เปลือกด้านในเอามาถู ช่วยแก้การอักเสบบวมของผิวหนังที่เกิดจากยุงกัด ส่วนลำต้นเอามาต้มดื่มช่วยลดอาการปวดฟันได้ด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

คึกคัก !! มหกรรมเจ้าพระยาป่าสักประชาชนนักท่องเที่ยวให้ความสนใจกระตุ้นเศรษฐกิจ

จังหวัดลพบุรี – ประชาชน นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้าร่วมจับจ่ายใช้สอยงาน “มห กรรมเจ้าพระยา-ป่าสัก UP EXPO 2026” ชูศักยภาพ 6 จังหวัดภาคกลางตอนบน มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค ภายในมีทั้งสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิ ศาสตร์ (GI) ผลิตภัณฑ์ OTOP นวัตกรรมเกษตรล้ำสมัย และอาหารเพื่อสุขภาพมากมาย

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นาง สาวสายฝน แหล่งหล้า พาณิชย์จังหวัดลพบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เยี่ยมชมและพบปะพูดคุยให้กำลังใจผู้ประกอบการร้านค้า ภายในงาน “มหกรรมเจ้าพระยา-ป่าสัก UP EXPO 2026 @ลพบุรี” ณ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ลพบุรี บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนและนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้าร่วมจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนมาก

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีได้เดินเยี่ยมชมบูธแสดงสินค้าภายในงานที่มีกว่า 150 ร้านค้า ที่คัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพจาก 6 จังหวัดภาคกลางตอนบน ได้แก่ ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท โดยมีทั้งสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ผลิตภัณฑ์ OTOP นวัตกรรมเกษตรล้ำสมัย และอาหารเพื่อสุขภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้แวะพูดคุยสอบถามถึงสถานการณ์การค้าขาย ต้นทุนการผลิต รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะจากกลุ่มผู้ประกอบการ เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นกันเอง พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงนโยบายของจังหวัดที่พร้อมสนับสนุนการต่อยอดทางธุรกิจ และผลักดันสินค้าท้องถิ่นให้ก้าวสู่ตลาดในระดับที่กว้างขึ้น

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด เปิดเผยว่า “งานมหกรรมเจ้าพระยา-ป่าสัก UP EXPO 2026 ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน การจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าและสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร แต่ยังเป็นเวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน สร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง และนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ งาน “มหกรรมเจ้าพระยา-ป่าสัก UP EXPO 2026 @ลพบุรี” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 25 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ลพบุรี จังหวัดลพบุรี ขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจร่วมอุดหนุนสินค้าคุณภาพและเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอีกด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

“จากครอบครัววีรบุรุษ สู่การเกื้อกูลครอบครัวกำลังพล” สายใยแห่งความผูกพันที่ไม่เคยทอดทิ้งกัน

“จากครอบครัววีรบุรุษ สู่การเกื้อกูลครอบครัวกำลังพล: สายใยแห่งความผูกพันที่ไม่เคยทอดทิ้งกัน”

ครอบครัวของ ร้อยตรี วสันต์ ขานหัวโทน ได้สานต่อเจตนารมณ์แห่งความเสียสละและการเป็นผู้ให้ ด้วยการลงพื้นที่เพื่อนำสิ่งของและวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น เข้ามอบสนับสนุนการก่อสร้างบ้านพักอาศัยหลังใหม่

การส่งมอบความช่วยเหลือในครั้งนี้ มอบให้แก่ครอบครัวของ พลทหาร ชัยชนะ กินะเริง (ทหารใหม่ ผลัดที่ 1/69) ซึ่งปัจจุบันเป็นกำลังพลที่เสียสละเวลาเข้ามารับใช้ชาติ การเข้าช่วยเหลือก่อสร้างและซ่อมแซมที่พักอาศัย ไม่เพียงแต่เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจอันสำคัญยิ่ง เพื่อให้พลทหารชัยชนะสามารถปฏิบัติหน้าที่ในรั้วทหารได้อย่างเต็มความสามารถ โดยปราศจากความห่วงหน้าพะวงหลัง ณ บ้านเลขที่ 301/1 หมู่ 2 บ้านดอนเขียว ตำบลท่าบ่อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย

#ร13พัน3 #กองทัพภาคที่2 #น้องคนเล็ก #กองทัพบกRoyalThaiArmy #หนองคาย


นที มีเดช รายงาน

คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล จับมือ วี-วิน ไบโอ-เมดิคอล จากไต้หวัน ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) มุ่งขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสุขภาพจากสารสกัดธรรมชาติ

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จับมือ วี-วิน ไบโอ-เมดิคอล จากไต้หวัน ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) มุ่งขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสุขภาพจากสารสกัดธรรมชาติ

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ บริษัท วี-วิน ไบโอ-เมดิคอล จำกัด (WE-WIN BIO-MEDICAL CO., LTD.) บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพด้านสารสกัดธรรมชาติชั้นนำจากไต้หวัน ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อวางกรอบความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสารสกัดจากพืชธรรมชาติ พิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 ซึ่งเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมความงามและเครื่องสำอางที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

นอกเหนือจากการลงนาม MOU ดังกล่าว ทั้งสององค์กรยังได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือฉบับแยก โดย วี-วิน และ PharmTOP ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตยาของคณะเภสัชศาสตร์ มหา วิทยาลัยมหิดล ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP ASEAN cosmetics จะเป็นผู้ดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์ซีรั่มบำรุงหนังศีรษะ APERDU Follicle Revitalizing Essence (P1) ในประเทศไทย ความร่วมมือครั้งนี้ส่งผลให้ APERDU ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไม่กี่แบรนด์ในตลาดไทย ที่สามารถผสานนวัตกรรมสารสกัดธรรมชาติอันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ เข้ากับมาตรฐานการผลิตระดับสากล เพื่อควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้สม่ำเสมอและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่ผู้บริโภค

ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ทั้งสองสถาบันจะร่วมกันผลักดันโครงการวิจัยร่วม การฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เพื่อต่อยอดการศึกษาเกี่ยวกับสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากธรรมชาติ (Bioactive Ingredients) และการประยุกต์ใช้ในเชิงสุขภาพเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ พิธีลงนามดังกล่าวได้รับเกียรติจากคณะผู้แทนจากไต้หวันร่วมเดินทางมาเป็นสักขีพยาน เพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์และยกระดับความร่วมมือด้านการวิจัยข้ามพรมแดนระหว่างทั้งสองประเทศ

นายเจมส์ เซี่ย (James Hsieh) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี-วิน ไบโอ-เมดิคอล จำกัด กล่าวว่า “เครื่องสำอางส่วนใหญ่ในท้องตลาดมักไม่เคยผ่านการทดสอบขั้นสูง แต่สำหรับ APERDU เราได้ผ่านการศึกษาและทดสอบทางคลินิกในมนุษย์ ซึ่งได้รับการรับ รองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (IRB) ในไต้หวันมาแล้ว และในวันนี้ เมื่อเราย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยภายใต้มาตรฐานโรงงานผลิตยาโดยมืออาชีพ ความล้ำหน้าทางวิทยาศาสตร์ระดับนี้จึงพร้อมส่งตรงถึงมือผู้บริโภค นี่ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจและสร้างการเติบโตของ วี-วิน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ภก.สุรกิจ นาฑีสุวรรณ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของคณะเภสัชศาสตร์ในการสร้างพันธมิตรด้านการวิจัย เพื่อเปลี่ยนความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นผล ลัพธ์ที่จับต้องได้และเกิดประโยชน์จริงต่อประเทศไทยรวมถึงภูมิภาคโดยรอบ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมกันค้นคว้าและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเภสัชศาสตร์ เพื่อสร้างประโยชน์และความก้าวหน้าให้แก่ทั้งสองสถาบันต่อไป”

วี-วิน ไบโอ-เมดิคอล ผู้นำนวัตกรรมระดับโลก นำเทคโนโลยีการสกัดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวด ล้อม (Green Extraction Technology) ซึ่งได้รับสิทธิบัตรจากสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยประสบการณ์การวิจัยกว่าหลายทศวรรษในการพัฒนาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากพืชพรรณท้องถิ่นสายพันธุ์ต่างๆ ทั่วโลกมาร่วมในโครงการนี้ นอกจากนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์สารสกัดธรรม ชาติของบริษัทยังได้รับการสนับสนุนจากการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์กับ Tokyo Natural Lab ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อจัดหาและพัฒนาส่วนผสมฟังก์ชันนอลจากพืชพรรณญี่ปุ่นระดับพรีเมียม อาทิ สารสกัดจากดอกซากุระ และสารออกฤทธิ์จากทะเลอย่างสาหร่ายทะเลหายาก ‘กาโกเมะ คอมบุ’ (Gagome Kombu) จากฮอกไกโด ซึ่งสารออกฤทธิ์มาตรฐาน ‘Made in Japan’ เหล่านี้ ได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในอาเซียนภายในงานนิทรรศการนี้ โดยเลือกประ เทศไทยเป็นจุดหมายแห่งแรก

ยิ่งไปกว่านั้น ภายในงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 วี-วิน ยังได้เปิดตัวนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ (Botanical Active Ingredients) ใหม่ล่าสุดอีก 8 ชนิด สำหรับอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง โดยผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสกัดธรรมชาติของบริษัทได้ที่ บูธ C09

เกี่ยวกับ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2511 เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศไทยในด้านเภสัชศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม ด้วยชื่อเสียงด้านความเชี่ยวชาญทางวิชาการที่เป็นเลิศและความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ประโยชน์แก่สังคม คณะฯ มุ่งมั่นขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์เภสัชกรรม ส่งเสริมความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและชุมชน พร้อมทั้งสร้างผู้นำรุ่นใหม่ในอนาคตเพื่อยกระดับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งในประเทศไทยและระดับสากล สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/

เกี่ยวกับ บริษัท วี-วิน ไบโอ-เมดิคอล จำกัด ในฐานะพันธมิตรระดับโลกด้านการรับจ้างผลิต (CMO) และการรับจ้างพัฒนาและผลิต (CDMO) บริษัท วี-วิน ไบโอ-เมดิคอล จำกัด (WE-WIN BIO-MEDICAL CO., LTD.) (รหัสหุ้นไต้หวัน 7647) เป็นผู้พัฒนาสารออกฤทธิ์จากพืชที่จดทะเบียนในระบบ INCI แบบปรับแต่งเฉพาะสำหรับแบรนด์ต่างๆ ครอบคลุมตั้งแต่สารสกัดดิบไปจนถึงสูตรสำเร็จรูปเกรดการแพทย์ (Medical-grade) ซึ่งเป็นขีดความสามารถที่หาได้ยากในกลุ่มผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบทั่วไป นอกจากนี้ แบรนด์ต่างๆ ยังสามารถเลือกใช้สารออกฤทธิ์ที่จดทะเบียน INCI แล้วในคลังของบริษัทที่มีมากกว่า 30 ชนิด บริษัทตั้งอยู่ที่เมืองเกาสง ประเทศไต้หวัน ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีการสกัดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ได้รับสิทธิบัตรจากสหรัฐฯ และสิทธิบัตรระดับนานาชาติอีกมากกว่า 35 ฉบับ ปัจจุบันแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคในเครือประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ APERDU, ผลิต ภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ NHH,กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Allegro และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวระดับพรีเมียม Neulucy โดยโรงงานได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO 22716 และมาตรฐานฮาลาล (Halal) สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ebio.com.tw

ข้อมูลติดต่อสำหรับสื่อมวลชน
แดฟนี เฉิน (Daphne Chen)
ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์
บริษัท วี-วิน ไบโอ-เมดิคอล จำกัด
อีเมล: daphne@ebio.com.tw


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ยศชนัน” เยี่ยมชมนิทรรศการมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 ย้ำพลัง Synergy ขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

“ยศชนัน” เยี่ยมชมนิทรรศการมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 ย้ำพลัง Synergy ขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง (อว.) และ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง (อว.) ร่วมเยี่ยมชมผลงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยี ภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” จัดขึ้นโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง (อว.) คณะผู้บริหาร (วช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเยี่ยมชมนิทรรศการ ณ Convention Hall ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า บทบาทสำคัญของนักวิจัยในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ โดยส่งเสริมการสร้างพลังความร่วมมือ (Synergy) ระหว่างนักวิจัยและภาคส่วนต่างๆ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าการพัฒนาประเทศจำเป็นต้องอาศัยเป้าหมายร่วมและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน มากกว่าการพึ่งพาทรัพยากรหรือทุนวิจัยเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้นักวิจัยยึดมั่นในเจตนารมณ์ของการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศและชุมชน ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อยกระดับการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน

โอกาสนี้ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่โดดเด่น อาทิ นิทรรศการไฮไลท์ โซน Research Utilization (RU) โซน Program Management Unit (PMU) นิทรรศ การเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN) โซนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับสังคมอย่างยั่งยืน และโซนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่ง ยืน โซนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งสะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าชมงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ได้ตั้งแต่วันนี้ -26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กยท. ผนึก วช. ขับเคลื่อนงานวิจัย – นวัตกรรมยางพารา เสริมแกร่งอุตสาหกรรมฯ พร้อมเพิ่มมูลค่ายางพาราไทยสู่ความยั่งยืน

กยท. ผนึก วช. ขับเคลื่อนงานวิจัย – นวัตกรรมยางพารา เสริมแกร่งอุตสาหกรรมฯ พร้อมเพิ่มมูลค่ายางพาราไทยสู่ความยั่งยืน

วันที่ 24 มิ.ย.2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ : นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กยท.) ลงนามใน “ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” โดยมี นางสาววิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นผู้ร่วมลงนาม พร้อมผนึกกำลังร่วมส่งเสริม–สนับสนุน-ขับเคลื่อนผลงานด้านยางพาราด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสริมความเข้มแข็งทางวิชาการ มุ่งสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมยางของประเทศอย่างยั่งยืน

นายโกศล บุญคง กล่าวว่า (กยท.) ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศ ไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยางพารา พร้อมวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการบริหารยางพาราเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและมีพันธกิจในการสนับสนุนให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการผลิต การค้า และนวัตกรรมยาง จึงมุ่งสร้างการรับรู้คุณค่าของการใช้ยางธรรมชาติต่อประชาชนและผู้บริโภค รวมถึงมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง สร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรด้วยการส่งเสริมการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมืออาชีพ ไปจนถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบกิจการยาง ซึ่งการลงนามครั้งนี้ จะเป็น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง (กยท.) และ (วช.) ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนผลงานด้านยางพาราด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพารา รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการสู่การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ตลอดห่วงโซ่อุตสาห กรรมยางทั้งระบบ โดย (กยท.) จะให้การสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงเครือข่ายบุคลากรด้านยางพาราต้นน้ำ ทั้งนี้ ความร่วมมือจะเป็นประโยชน์ต่อยอดจนถึงการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับยางพาราไทย พัฒนาอุตสาหกรรมยางของประเทศ และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน

นายโกศลฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า (กยท.) เชื่อมั่นในความสามารถและศักยภาพของนักวิจัย งานวิจัยและนวัตกรรมที่มีส่วนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราไทย ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศทั้งผลิตภัณฑ์ยางกลางน้ำ คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ผลิตภัณฑ์ยางปลายน้ำ คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.6 แสนล้านบาท เนื่องจากไทยมีผลิตภัณฑ์คุณภาพส่งออกสำคัญหลายประเภท เช่น ล้อยาง ทั้งนี้ (กยท.) ยังคงผลักดันงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ เช่น หุ่นฝึกเพื่อนำมาใช้ฝึกปฏิบัติของนักศึกษาแพทย์ ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ตลอดจน Rolling Barrier ป้องกันอันตราย สามารถลดการลื่นไถลของยานพาหนะซึ่งเป็นผลงานของกรมทางหลวงก็เป็นนวัตกรรมที่นำยางพารามาใช้เช่นกัน ทั้งนี้ (กยท.) ดำเนินภารกิจโดยมีเป้าหมายสำคัญคือ สนับสนุนให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต การค้า และนวัตกรรมยางอย่างยั่งยืน จึงผลักดันและส่งเสริมให้มีการพัฒนางานวิจัยนวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำมาโดยตลอด รวมถึงจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานวิจัยด้านยางพาราปีละประมาณ 60 ล้านบาท เพื่อเป็นอีกกำลังหนึ่งในการสนับสนุนนักวิจัยที่มีศักยภาพให้สามารถพัฒนางานวิจัยที่เป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบต่อไปได้

“นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรที่ดูแลด้านการบริหารจัดการยางพาราและองค์กรด้านการวิจัยของประเทศ ที่จะร่วมมือกันขับเคลื่อนองค์ความรู้และนวัต กรรมสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทยให้เข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล เป็นประโยชน์แก่เศรษฐกิจและสังคมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับยางพาราและประเทศโดยรวมต่อไป” นายโกศลฯ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สศก. ใช้ Agri-Tech ปั้น 4 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ชูโมเดลธุรกิจรายพื้นที่ เพิ่มมูลค่า–ส่งต่อรายได้ถึงเกษตรกร

สศก. ใช้ Agri-Tech ปั้น 4 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ชูโมเดลธุรกิจรายพื้นที่ เพิ่มมูลค่า–ส่งต่อรายได้ถึงเกษตรกร

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน เปิดการสัมมนาผลงานวิชาการสินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วย Agri-Tech ภายใต้โครง การบริหารจัดการภาคเกษตรสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางการตลาด วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมศรีปลั่ง ชั้น 8 อาคารวิสัยทัศน์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลการศึกษา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ในการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร หรือ Agri-Tech

นายพีรพันธ์ฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนแนวคิด “เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” เพื่อยกระดับภาคเกษตรไทยสู่ เกษตรมูล ค่าสูง โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และข้อมูลเชิงเศรษฐกิจการเกษตร เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงสินค้าเกษตรให้ตอบโจทย์ตลาดและผู้บริโภคมากขึ้น

ทั้งนี้ สินค้าเกษตรไทยหลายชนิดยังอยู่ในรูปของสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐาน หรือ Commodity ทำให้เกษตรกรมักอยู่ในฐานะ “ผู้รับราคา” จากกลไกตลาด การยกระดับสินค้าเกษตรจึงต้องมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มจากจุดเด่นของสินค้า เช่น คุณค่าทางโภชนาการ สารสำคัญ คุณสมบัติเฉพาะของผลผลิต อัตลักษณ์พื้นถิ่น และโอกาสการแปรรูป เพื่อต่อยอดไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่มีตลาดรองรับ

การสัมมนาครั้งนี้ เป็นการนำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้นของคณะนักวิจัยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1–12 ในสินค้าเกษตรเป้าหมาย 4 ชนิด ได้แก่ สับปะรด อะโวคาโด ข้าว และกล้วยหอมทอง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการพัฒนาในมิติที่แตกต่างกัน ทั้งด้านการแปรรูป การสร้างแบรนด์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง การเชื่อมโยงตลาด และการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามายกระดับคุณภาพสินค้า

นายพีรพันธ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของการศึกษา คือ การจัดทำ Business Model หรือรูปแบบธุรกิจ ที่เหมาะสมกับสินค้าแต่ละชนิดและบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยพิจารณาทั้งศักยภาพการผลิต ต้นทุนมาตรฐานสินค้า ความพร้อมของเกษตรกร ความคุ้มค่าในการลงทุน และโอกาสทางการตลาด เพื่อให้ข้อเสนอการพัฒนาสามารถนำไปใช้ได้จริงไม่เป็นเพียงแนวคิดเชิงวิชาการ

นอกจากนี้ (สศก.) ยังให้ความสำคัญกับแนวคิด Positive List หรือข้อมูลรับรองคุณสมบัติสำคัญของสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมแปรรูป ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เช่น การมีข้อมูลสาระสำคัญหรือคุณค่าทางโภชนาการที่ตรวจสอบได้ ตั้งแต่ระดับหน้าฟาร์มจนถึงโรงงานแปรรูป ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าเกษตรไทยต่อยอดสู่ตลาดมูลค่าสูง เช่น ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์เฉพาะทางในอนาคต

ขณะเดียวกัน การสร้างมูลค่าเพิ่มต้องคำนึงถึง Value Capture หรือการส่งต่อมูลค่าเพิ่มให้กลับไปถึงเกษตรกรต้นน้ำ ด้วย กล่าวคือ เมื่อมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปเพิ่มมูลค่าสินค้าแล้ว เกษตรกรควรได้รับประโยชน์จากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม เพื่อให้การพัฒนาห่วงโซ่สินค้าเกษตรเกิดความยั่งยืน และทำให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคเติบโตไปพร้อมกัน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการจัดแสดงนิทรรศการ 4 สินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วย Agri-Tech พร้อมการเสวนา ในหัวข้อ “แนวทางการพัฒนาความร่วมมือการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร (Agri-Tech)” โดยผู้แทนจากภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ภาครัฐ และเกษตรกร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการตลาด นวัตกรรม การแปรรูป และแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งมีการนำเสนอผลงานวิจัยเบื้องต้นของสินค้าเป้าหมายทั้ง 4 ชนิด ก่อนเปิดเวทีรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงผลการศึกษาให้ต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง

ผลการศึกษาดังกล่าวให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์เชิงธุรกิจ การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มตลาด จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมมากกว่า 1,600 ตัวอย่าง ตลอดจนการสังเคราะห์แนวทางพัฒนาสู่ New Business Model หรือรูปแบบธุรกิจใหม่ เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจผลิต แปรรูป และเชื่อมโยงตลาดได้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ ลดความเสี่ยงจากการลงทุนตามกระแส และเพิ่มโอกาสได้รับประโยชน์จากมูลค่าเพิ่มของสินค้าอย่างเป็นธรรม

“การพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงจำเป็นต้อง วิเคราะห์ข้อมูลแบบ 360 องศา ทั้งด้านการผลิต ตลาด ต้นทุน มาตรฐาน สิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่าในการลงทุน การบริหารความเสี่ยง และผลประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับ เพื่อให้การสื่อสารเชิงนโยบายมีความชัดเจน และทำให้แนวทางการพัฒนาความร่วมมือสามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่ การลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นการลงทุนที่ตอบแทนคุ้มค่าที่สุด เวทีสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างองค์ความรู้ร่วมกัน และนำข้อมูลต่อยอดไปสู่แนวทางการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่สร้างประโยชน์ให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน” นายพีรพันธ์ฯ กล่าว


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน